เข้าสู่ระบบโรงยิม
หลังจากตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะทำเรื่องสิ้นคิด ฉันก็เดินมาที่โรงยิมพร้อมกับนักศึกษาสองคนนั้น
ตอนนี้ก็เลยได้เห็นทีมคิงวิศวะเขาซ้อมกันไปได้สักพักแล้ว
ที่เรียกคิงวิศวะเพราะได้ยินสาวๆที่มาเชียร์ผู้ชายกลุ่มนั้นเขาซ้อมบาสกันตะโกนเชียร์ออกไปแบบนั้นน่ะ
ส่วนเหตุผลที่สาวๆพวกนั้นมโนเรียกกันเองแบบนั้น ก็เหมือนกับที่นักศึกษาสองคนนั้นพูดกันนั่นแหละ ว่าผู้ชายกลุ่มนี้หล่อตัวท็อปของคณะวิศวะเลย
แต่หล่อจริงๆนั่นแหละ ฉันไม่เถียง
ยิ่งตัวจริงยิ่งหล่อ
ยิ่งตอนซ้อมบาสอยู่ในสนามก็ยิ่งหล่อจนไม่อยากกะพริบตาเลย หล่อทุกคน
แต่คนที่ฉันจ้องเป็นพิเศษก็คือเคซี
ก็ฉันเห็นเขามาก่อนแล้ว ใจมันก็เลยเหมือนจะพุ่งไปแต่ที่เขา มันก็เลยสนใจแต่เขา
“อร๊ายย เคซี!!”
“กรี๊ดด เคซี!!”
“กรี๊ดด เคซีๆ กรี๊ด!! สู้ๆน้าา อร๊ายย”
เสียงเชียร์จากสาวๆบนอัฒจรรย์ยังคงดังแสบแก้วหูอย่างต่อเนื่อง ยิ่งตอนเคซีแย่งบาสมาได้แล้วทำท่าจะพุ่งไปชู้ท เสียงเชียร์ก็ยิ่งดังสนั่น จนฉันอดคิดไม่ได้ ว่านี่ขนาดซ้อมนะ สาวๆที่มาเชียร์ยังเยอะขนาดนี้ แล้วตอนวันแข่งจริง จะขนาดไหนกันนะ
ฟึ่บ!
“อร๊ายย!!” โยนลงห่วงไปเรียบร้อยแล้วน่ะ เสียงกรี๊ดก็เลยยิ่งดังเป็นพิเศษ จากนั้นเสียงก็ดังบ้างลดบ้าง ตามจังหวะลุ้นระทึก
จนกระทั่งจบการซ้อม หลายๆคนก็พากันไปหาเคซีกับคนอื่นๆในทีม แบบว่าใครรักใครชอบใครก็พุ่งไปหาคนนั้น เอาน้ำไปให้ เอาผ้าเย็นไปซับเหงื่อให้ พวกเขาก็ยอมให้ซับนะ ผู้ชายในทีมนี้ดูจะเฟรนลี่กันทุกคน ทั้งรับน้ำทั้งยอมเลื่อนหน้าลงไปให้ซับเหงื่อ แถมแจกยิ้มไม่ขาด ขยันโปรยเสน่ห์สุดๆ
คือตอนนี้ฉันยืนดูอยู่ไกลๆน่ะ ยังไม่กล้าเข้าไป กำลังรวบรวมความกล้า กะจะรอให้พวกสาวๆกลับกันหมดแล้วค่อยเข้าไป
และแล้วพวกสาวๆก็พากันออกจากโรงยิมไปจนหมด ทีนี้ก็ถึงเวลาของฉันแล้วล่ะ ฉันที่ถึงจะไม่กล้าก็ต้องกล้า เพราะถ้าไม่กล้า ก็คงไม่ได้แก้แค้นหญิงร้ายชายเลวคู่นั้น
IRENE END
“สัส คืนนี้ไปต่อไหนดีวะ” พอสาวๆกลับไปกันหมด ไอ้สัสซีดีมันก็หันมาถามผมด้วยรอยยิ้มเหี้ยๆกับสายตาแบบที่รู้กัน
ไอ้ซีดีเป็นเพื่อนสนิทผมเองครับ แล้วก็สนิทกันมาเป็นชาติแล้วเห็นทีจะได้ เพราะอาแบดซ์พ่อมันเป็นเพื่อนสนิทกับเฮีย(หมอ)เวย์พ่อผม เราเลยรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ แถมเรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาลยันมหาลัย เพราะพอมหาลัย ผมกับมันเสือกอยากเรียนวิศวะโยธาเหมือนกัน เลยสอบเข้าวิศวะที่มหาลัยเดียวกัน เสือกชอบเล่นบาสเหมือนกันอีก ตอนนี้เลยเล่นบาสทีมเดียวกัน เพิ่งซ้อมไปเสร็จ เพราะอีกไม่นานจะมีแข่ง
ส่วนไอ้พวกเหี้ยคนอื่นๆในทีมที่ทยอยกันกลับไปบ้างแล้วก็ใช่ว่าไม่สนิทนะครับ เพียงแต่สนิทกับไอ้เหี้ยซีดีมันมากกว่าใครเพื่อน ด้วยเหตุผลอย่างที่ผมเพิ่งบอกไป สนิทกันอย่างกะปลิงสองตัวที่สลับกันดูดเลือด เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ เปรียบเทียบแบบนี้ แม่งฟังแล้วเหี้ยว่ะ งั้นขอเปลี่ยนเป็นเพื่อนสนิทที่โคตรรักกัน(มั้ง) ไปไหนไปกันก็แล้วกัน อย่างเช่นคืนนี้
“ไปดิ ผับไหนอ่ะ ผับไอ้เหี้ยไคดีป่ะ” ผมตอบกลับไป ส่วนไอ้เหี้ยไคที่ผมพูดถึง มันก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลหรอกครับ เพราะมันก็ลูกอาคิงเพื่อนสนิทพ่อผมเหมือนกัน เพียงแต่ว่ามันเรียนคณะบริหาร ถึงจะมหาลัยเดียวกัน แต่ถึงจะอย่างนั้นพวกผมกับมันก็ไม่ค่อยได้เจอกันที่มหาลัยสักเท่าไหร่หรอก จะเจอกันส่วนใหญ่ก็ที่ผับ(พ่อแม่)มัน ถ้าเกิดวันไหนที่พวกผมนึกอยากจะไปล่อสาว(ตามสันดาน)เหมือนอย่างคืนนี้
“ก็ดีว่ะ ผับมันแม่งสาวๆโคตรเด็ด มึงว่าไงวะเชี่ยนาย” ไอ้ซีดีตอบรับผม ก่อนจะหันไปหาไอ้เชี่ยนาย เพื่อนสนิทในกลุ่มพ่วงเพื่อนสนิทในทีม(บาส)อีกคนที่ยังไม่กลับ แค่ทำท่า ส่วนไอ้หมาตัวอื่น แม่งแว้บเร็วชิบหาย สงสัยนัดสาวเอาไว้(ว่ะ)
“กูขอบาย คืนนี้มีของดีรออยู่แล้วว่ะ” มันตอบด้วยรอยยิ้มเหี้ยๆ
“โว้ว ไอ้สัส มีของดีก็ไม่แบ่งนะครับ ปล่อยให้เพื่อนอดอยากปากแห้งได้ไง”
“มึงอย่าแหลไอ้เวรซีดี อย่าคิดว่ากูไม่รู้ว่าที่มึงซุกไว้แม่งมีเกินโหล” ไอ้นายตอบไปอย่างรู้ทัน
“เออ อันนั้นกูเห็นด้วยว่ะ” อันนี้ผมตอบเองพร้อมรอยยิ้มกลั้วหัวเราะ
“โห่ มึงไม่ช่วยกูเลยนะไอ้เหี้ย ไอ้เคซีส้นตีน!” ไอ้ซีดีมันเหมือนจะด่าผมจริงจังนะ แม่งถลึงตาใส่ผมซะแบบ อย่างกะลูกกะตาจะถลนออกมาจากเบ้า แต่เพราะสนิทกันมาเป็นชาติ ผมเลยรู้ว่าที่มันทำเป็นโมโหอ่ะแม่งเฟค
อ้อ! ลืมเลย เพิ่งนึกได้ตอนไอ้เหี้ยซีดีมันเรียกนี่แหละครับ ว่าผมยังไม่ได้แนะนำตัว ผมชื่อเคซีครับ ที่ไอ้ซีดีมันเรียกอ่ะ ใช่ครับ ชื่อผมเอง แต่เอาแค่คำว่าเคซีพอนะ เหี้ยกับส้นตีนไม่เอา ถึงแม้สันดานจะคล้ายๆก็เถอะ เอิ่ม.. ช่างเหอะ ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว เอาเป็นว่าผมชื่อเคซีแล้วกัน ตอนนี้เรียนวิศวะโยธาปีสาม พ่วงนักบาสมหาลัย เพราะชอบเล่นน่ะครับ ก็อย่างที่บอก แล้วพอชอบเล่น มันก็เลยเล่นบ่อยจนชำนาญไปเองซะงั้น ทีมผมก็เป็นแบบนี้กันทั้งทีม ทีมเราก็เลยฟลุ๊คได้เลื่อนขั้นเป็นทีมมหาลัย
ส่วนเรื่องนิสัยผมเหรอ พูดยากนะครับ งั้นเอาคร่าวๆแล้วกัน คือผมเล..เอ้ย! ผมไม่ใช่คนดีอะไร ผมรักสนุก เสเพล ชอบเที่ยว ชอบกินเหล้า ชอบซิ่งรถ ชอบยกพวกตีกับไอ้เหี้ยคู่อริบ้างบางเวลา พอให้ชีวิตมีสีสัน ที่สำคัญ ผมชอบล่อผู้หญิงตามประสาผู้ชายรักสนุกแหละครับ ไม่ได้จริงจังกับใคร ก็เอาไปเรื่อย แค่ป้องกันทุกครั้ง มันก็ไม่น่าจะมีปัญหา ตอนนี้ผมก็เลยโสด แค่โสดไม่สนิท
ผู้หญิงที่ผมนอนด้วยก็โอกับความสัมพันธ์คืนเดียวจบแบบนี้ กลางคืนพากันขึ้นสวรรค์ เช้ามาก็แยกย้าย ก่อนขึ้นเตียงก็คุยกันเรียบร้อยทุกครั้ง ผมบอกทุกครั้งว่ามันต้องจบแบบนี้ ผมไม่ได้บังคับใคร ถ้ายอมรับได้ก็ไปต่อ รับไม่ได้ก็หยุดแค่นั้น ผมไม่เสียดายหรอก ผู้หญิงมันหาได้เรื่อยๆ
แต่เอาตรงๆนะ ในชีวิตผม ยังไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธไม่ขึ้นเตียงกับผมสักคน มีแต่กรูเข้ามาให้เลือก แต่ละคนแม่งเด็ดๆทั้งนั้น แต่ไม่มีคนไหนที่ผมคิดจะสานสัมพันธ์ต่อหรอก เพราะไม่มีใครที่ผมจะติดใจจนคิดไปถึงขั้นนั้น อีกอย่าง ผมไม่ชอบการผูกมัด เป็นคนขี้เบื่ออีกต่างหาก เพราะงั้นผู้หญิงคนเดียวก็กินแค่ครั้งเดียวพอ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหวงเอาไว้ ในเมื่อข้างหน้ายังมีเด็ดๆอีกเยอะ เผลอๆเด็ดกว่าว่ามั้ยครับ หึ
“ช่วยเพื่อ? ใครใช้ให้มึงไม่แบ่งของอร่อยๆให้พวกกุ..หืม?”
ผมสวนไอ้ซีดีกลับไป แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค จู่ๆสายตาก็เสือกเหลือบไปเห็นนักศึกษาคนนึง ครับ ผู้หญิง เพราะถ้าผู้ชาย ผมคงไม่หยุดมองแล้วขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแบบนี้
แล้วต่อมสงสัยมันก็ยิ่งทวีความรุนแรงเข้าไปอีก เมื่อเห็นว่าเธอที่กำลังยืนอยู่ไกลๆกำลังมองผมอยู่ และสงสัยเพราะยืนอยู่ไกลๆนี่แหละ ผมถึงไม่เห็นเธอแต่แรก และนึกว่าสาวๆพากันกลับไปหมดแล้ว
“มีไรวะสัส”
“เกี่ยวดิ แบบว่าผัวรู้ใจเมียไง พอลูกออกมา ลูกเลยรู้ใจแม่ เห็นมั้ย ลูกได้เชื้อรู้ใจจากพ่อมาเต็มๆ” ไง ทีนี้ชัดมั้ยล่ะครับ เมียเองก็คงได้ยินชัดแล้วล่ะ เธอถึงเปลี่ยนจากยิ้มแปลกเป็นยิ้มพร้อมมองผมอย่างหมั่นไส้แทน“หืออ หลงตัวเอง” หลงตัวเองเหรอ? เอ.. หรือจะจริง เค งั้นเลิกก็ได้“โอเค งั้นไม่หลงตัวเองแล้วก็ได้ แต่ให้เมียหลงได้ป้ะ” ผมหยอดไปเต็มๆ แล้วก็ไม่ใช่แค่พูดนะ แต่ผมเลื่อนหน้าไปหาเมียสุดที่รักพร้อมกับส่งสายตาปิ๊งๆ ให้เธอด้วย ทำเอาเธอยิ้มกว้าง หน้าแดงทันควันด้วยความเขิน“บ้า พอเลย อย่ามาอ่อยแถวนี้นะ อายเขา..อุ๊ย! ไอศกรีมนี่ ไปกินกันมั้ย รำลึกความหลังตอนเราไปฮันนีมูนกันไง จำได้มั้ย ว่าตอนนั้นเราไปนั่งกินไอศกรีมที่ม้านั่งแล้วรับลมตอนเย็นๆ กัน จะว่าไป ตอนนี้มันก็ใกล้เย็นแล้วเหมือนกับวันนั้นเลย”โมนายิ้มเขินแล้วจู่ๆ สายตาก็คงบังเอิญเหลือบไปเห็นร้านไอศกรีมที่เปิดขายอยู่ในสวน ผมเลยหันมองตาม ถึงได้เห็นว่ามันเป็นร้านไอศกรีมเล็กๆ ดูน่ารักอยู่เหมือนกัน และโมนาคงชอบ ผมเลยละจากร้านไอศกรีมแล้วหันกลับไปยิ้มให้เธอ“จำได้ดิ งั้นไปซื้อกันเลยมั้ย เสร็จแล้วค่อยไปนั่งกินตรงนั้นกัน ตรงนั้นมีที่นั่งพอดี”ผมหมาย
“นี่ค่ะ ถึงจะเป็นของธรรมดา แต่พวกเราก็ตั้งใจให้แม่กับป๊านะคะ” มีอาตอบรับ ก่อนก้มหยิบซองอะไรสักอย่างจากกระเป๋าสะพายใบเล็กของตัวเองขึ้นมาแล้วส่งให้ผมกับโมนา “อะไรเหรอลูก” โมนาถามเสียงเรียบ แต่ผมก็พอดูออก ว่าเธอกำลังตื่นเต้นไม่น้อย ไม่ต่างจากผม เพราะผมก็กำลังตื่นเต้น ไม่รู้ว่าในซองสีชมพูอ่อนนั่นมีอะไร “ลองเปิดดูสิคะ เป็นของขวัญจากเราสี่คนค่ะ” ยังคงเป็นมีอาที่ตอบคำถาม ส่วนหนุ่มๆอีกสามคนกำลังยิ้มมองแบบลุ้นๆ “โอเค งั้นแม่เปิดละนะ โมเปิดละนะ” โมนายิ้มบอกลูกๆ ก่อนหันมายิ้มกับผม “อือฮึ อยากรู้แล้วเหมือนกัน ว่าลูกให้อะไรเรา” “โอเค ฮืออ ตื่นเต้น” ครั้งนี้โมนายอมพูดและแสดงอาการออกมาพร้อมรอยยิ้มมีความสุข ก่อนจะรับซองสีชมพูนั่นมาจากมือของมีอาแล้วจัดการเปิดมันออกท่ามกลางความตื่นเต้นและโคตรลุ้นระทึกของผม ลูกๆเองก็เหมือนจะกำลังลุ้นอยู่ไม่น้อย ว่าพอผมกับโมนาเห็นของในซองแล้วจะเป็นยังไง กึก! แล้วก็เป็นแบบนี้ไง คือผมกับโมนาชะงักด้วยความคาดไม่ถึง “นะ..นี่มัน..” “ตั๋วออกเดทค่ะ” มีอาแทรกโมนาขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักและหวังดี ไม่ต่างกับสามหนุ่มที่ก็กำลังมองเราสองคนด้วยสายตาแบบนั้นเช่นกั
“อะ..อ๊าา~” ทุกจังหวะที่ผมกำลังกระหน่ำปรนเปรอให้เธอมันคงถึงใจเธอโคตรๆ เธอถึงยังครางสะท้านจนแทบลืมหายใจไม่หยุดหย่อน มือบางขยุ้มผมของผมแรงขึ้น ส่วนมืออีกข้าง เธอเอาไปจับมือผมข้างที่กำลังแหวกกลีบดอกไม้สีสวยของเธอเอาไว้อีกทีแบบค่อนข้างแรง ราวกับว่าจะให้มันช่วยระบายความเสียว ความร้อน และความอึดอัด ทั้งๆที่เธอก็คงจะรู้ดีนั่นแหละครับ ว่าทำยังไงก็ไม่ช่วยหรอก อะไรๆก็ช่วยเธอไม่ได้มากเท่ากับผม ผมเท่านั้นที่ช่วยเธอได้ดีที่สุด และผมยินดีช่วย โคตรยินดีแล้วก็โคตรเต็มใจ แถมเต็มใจช่วยทั้งคืนเลย ไม่เสร็จไม่หยุด ไม่อิ่มไม่เลิก เอาให้สำลักความสุขกันไปข้าง ก็ต่างคนต่างโคตรหื่นนี่ครับ แล้วมันจะไปจบที่ไหนได้ ถ้าไม่ใช่เอากันจนอิ่ม เอากันจนหมดแรง เอากันจนสำลักน้ำ เอ้ย! เอากันจนสำลักความสุขให้ยันเช้าไปเลย แล้วถ้าพรุ่งนี้เมียตื่นมาเลี้ยงเจ้าตัวแสบไม่ไหวก็ไม่เป็นไร ผมจะดูแลให้เอง ผมก็เคยช่วยเธอเลี้ยงนี่ครับ ผมจัดการได้อยู่แล้ว มั้งนะ ไม่รู้สิ รู้แต่ว่าผมทำแล้วก็ต้องรับผิดชอบ อีกอย่าง ผมอยากให้โมนาพักบ้าง ชวนเธอทำ(ลูก) แล้วจะไม่ให้เธอพักได้ไง แถมไม่ใช่ชวนทำแป๊บๆ แต่ก็อย่างที่บอก ว่าคงชวนทำทั้งคืน ไม่อิ่มไม่เ
“ได้สิครับ” ผมตอบรับทันทีอย่างไม่ต้องคิด ก่อนยกเธอขึ้นมานั่งคร่อมขาผม โดยที่ผมเหยียดขายาวออกไป สองมือกอดแผ่นหลังและลำตัวที่เริ่มชื้นเหงื่อไม่ต่างจากผมของเธอ ในขณะที่เธอกอดคอผมไว้แล้วขย่มผมแรงๆทันทีอย่างรู้งาน คราวนี้เสียงสั่นของเตียงยิ่งชัดเจนเข้าไปอีก ก่อนแสงสวรรค์จะมาเยือนเราสองคนพร้อมกัน ทีนี้ก็ถึงเวลายิงกระสุนแล้วล่ะครับ รับรองว่าไม้ได้น้องแน่นอน ฟุ่บ! “อืมม” โมนาฟุบหน้าลงกับบ่าผมพร้อมกับกอดคอผมแน่นขึ้นทันทีด้วยลมหายใจเหนื่อยหอบ หลังจากกรำศึกที่ร้อนระอุมาพักหนึ่ง ตอนนี้เธอกระตุกเกร็งถี่ๆ ในขณะที่ผมเพิ่งจะยิงกระสุนผลิตลูกอุณหภูมิอุ่นๆใส่ช่องรองรับในตัวเธอจนหมดทุกหยด สองมือโอบกอดเธอแน่นพร้อมกับหายใจหอบเหนื่อยพอๆกับเธอ ไม่สิ น่าจะน้อยกว่าเธอ เพราะพอผ่านไปไม่นาน ลมหายใจร้อนผ่าวของผมก็ไม่ได้อยู่ในจังหวะหอบเหนื่อยแล้ว หมายถึงตอนนี้ผมเริ่มหายเหนื่อยแล้ว แม้บนตัวจะยังมีเม็ดเหงื่อผุดพรายก็ตาม แต่ผมก็เริ่มหายเหนื่อยแล้ว ในขณะที่เธอยังคงหายใจเหนื่อยๆอยู่ แม้จะไม่มากเท่าตอนเพิ่งเสร็จ(กิจ)ใหม่ๆก็ตาม “เมียจ๋า” ผมเรียกเธอเบาๆ เธอที่ยังคงสวมกอดผมพร้อมกับซุกใบหน้าไปกับบ่าแกร่งชื้นเหงื่อ
“หืม? อะไรกัน อิจฉา อื้อ อิจฉาแม้กระทั่งลูกอ่ะเหรอ” เธอถามยิ้มๆปนเสียงคราง แววตาที่เงยมองผมยังคงร้อนผ่าวและสอดแทรกด้วยความต้องการ “อิจฉาสิ เพราะงั้นคืนนี้ผัวขอกินบ้างนะ ได้มั้ย” “ได้มั้ยเหรอ มาทำคนอื่นเขาหื่นขนาดนี้ ยังจะมีหน้ามาถามอีกนะ” เธอพูดมาแบบนี้ ผมก็มั่นใจในคำตอบแล้วล่ะ “ก็ถามเพื่อความแน่ใจไง” ฟึ่บ! “อุ๊ย!” จู่ๆผมก็อุ้มเธอขึ้นมาอย่างไม่บอกไม่กล่าว เธอก็เลยตกใจมั้งครับ “จะอุ้มทำไมไม่บอก” “อยากให้ตื่นเต้น ไม่ตื่นเต้นมาพักใหญ่แล้ว” ผมยิ้มบอกเสียงพร่า นัยน์ตามีเพียงไฟร้อนจากความต้องการ ก่อนผมจะพาเธอตรงไปที่เตียง ปึก! ผมวางเธอลงเบาๆ ก่อนจะขึ้นไปคร่อมแล้วก้มลงไปจูบแลกลิ้นอย่างดูดดื่มกับเธอทันที แต่เป้าหมายหลักของผมมันไม่ได้มีแค่นี้ ก็บอกไปแล้ว มือผมมันถึงลูบไล้เรือนร่างบอบบางของเธอแค่พอหอมปากหอมคอ ก่อนจัดการปลดกระดุมเสื้อเธอแล้วบีบคลึงอกอวบเบาๆ ในขณะที่ปากเรามันจูบกันจนพอใจ ถึงได้ถอนจูบออกเพื่อพักหายใจบ้าง แต่ผมพักเดี๋ยวเดียวพอ เพราะความหื่นกระหายและความร้อนรุ่มจนแทบขาดใจมันสั่งให้ไม่จำเป็นต้องพัก ผมถึงก้มลงไปจูบดูดดึงเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นซอกคอและใบหูของเธอ ผมจูบ
ส่วนโมนา ตั้งแต่เราแต่งงานกันและรู้ว่าเธอท้องเจ้าตัวแสบ ผมก็ไม่ให้เธอทำงานอีกเลย คนท้องคนไส้ จะให้ทำงานได้ไงกัน แต่ความจริงผมก็กะจะไม่ให้เธอทำงานตั้งแต่เราแต่งงานกันใหม่ๆแล้วล่ะครับ เพราะผมไม่อยากให้เธอเหนื่อย ผมอยากทำงานหาเลี้ยงเธอเอง แต่เธอไม่ยอม บอกว่าอยากทำงานน่ะครับ อยากช่วยกันสร้างครอบครัว ผมออดอ้อน(ออเซาะ)เธอแค่ไหน เธอก็ไม่ยอม จนสุดท้ายผมก็จนปัญญา ต้องยอมให้เธอทำงาน แต่พอรู้ว่าเธอท้อง ผมก็รีบอ้างเรื่องลูกทันที อ้างโน้นอ้างนี่ว่าคนท้องไม่ควรทำงานอะไรที่มันเหนื่อย เดี๋ยวมันจะไอ้นั่น เดี๋ยวมันจะไอ้นี่ เดี๋ยวแม่จะไม่แข็งแรง เดี๋ยวลูกของเราก็จะไม่แข็งแรงตามไปด้วย ผมเป็นห่วงทั้งแม่ทั้งลูก ผมโน่นผมนี่ บลาๆๆ สารพัดเหตุผลที่ผมใช้เอาไปอ้าง และสารพัดเหตุผลที่ผมร่ายไป สรุปว่ามันใช้ได้ผลเว้ย เพราะโมนายอมลาออกจากงานแล้วมาอยู่บ้าน จริงสิครับ ลืมบอก คือพอเราแต่งงาน ผมก็ใช้เงินเก็บของผมซื้อบ้าน เพราะคิดว่าเวลาเรามีลูกกันสักครึ่งทีมฟุตบอล ลูกๆจะได้มีสนามหญ้ากว้างๆเอาไว้วิ่งเล่น และนอกจากซื้อบ้าน ผมก็ออกมาเปิดธุรกิจของตัวเอง จะได้สร้างความมั่นคงให้ครอบครัว ได้สร้างอะไรเอาไว้ให้ลูกๆแบบเป็นช


![Evil Engineerร้ายรักวิศวะเลว [ไนต์]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




