LOGINเจ้าหน้าที่สอบสวนหันไปปรึกษากัน อเล็กซิสมองสำรวจไปรอบห้อง เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายทำหน้านิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน อเล็กซิสพยายามมองหาชื่อของตำรวจสาวเหมือนที่เคยทำกับเจ้าหน้าที่คนอื่น แต่ผมเปียหางปลาของหญิงสาวบังป้ายชื่อเธอเอาไว้
ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่สาวกลับมาสอบสวนอเล็กซิสต่อ
“คุณเดวิส โปรดมองที่หน้าจอนี้นะ” อเล็กซิสเงยหน้า จ้องแผนผังภายในสถานีตำรวจบนจอภาพแบนขนาดประมาณหนังสือเล่มใหญ่เล่มหนึ่ง เธอไม่เคยเห็นเทคโนโลยีล้ำสมัยเช่นนี้มาก่อน เพราะว่าเพียงแค่เจ้าหน้าที่สัมผัสหน้าจอ ทุกอย่างก็ปรากฏขึ้นเองราวกับมีเวทมนตร์ เพียงแค่สัมผัสก็ควบคุมแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ผ่านหน้าจอเท่านั้น เจ้าหน้าที่สอบสวนหญิงนับหนึ่งถึงสิบแล้วส่งสัญญาณให้นายตำรวจโจเซฟปลดล็อกข้อมือข้างขวาของเธอ “ช่วยวาดแผนผังเมื่อครู่ให้ทีนะจ๊ะ” เธอสั่งแล้วคว่ำหน้าจอลง
“ข้างซ้ายค่ะ” อเล็กซิสบอกกับนายตำรวจ เขาพยักหน้าแล้วเปลี่ยนมาปลดล็อกมือข้างซ้ายแทน
พวกเขาให้กระดาษใสกับปากกาสีดำมาอย่างละหนึ่ง อเล็กซิสเริ่มวาดแผนผังตามความจำของเธอ ซึ่งใช้เวลาประมาณห้านาทีเท่านั้น จากนั้นเธอจึงส่งรูปวาดให้กับนายตำรวจ เขาล็อกแขนเธออีกครั้ง
เจ้าหน้าที่สาววางรูปวาดลงบนจอแล้วยกขึ้นให้ดูเพื่อแสดงให้เห็นว่ารูปวาดของอเล็กซิสนั้นตรงกับแผนผังตัวอย่างพอดิบพอดี
“คุณค้นพบทักษะนี้ตั้งแต่เมื่อไร”
“น่าจะประมาณเจ็ดขวบ ไม่ค่อยแน่ใจนะคะ”
“แล้วคิดว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นหรือแปลกกว่าคนอื่นหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ มันก็แค่ทักษะการจำ มีคนอีกหลายคนที่มีทักษะหลายอย่างเก่งกว่าของฉันเสียอีก หรืออาจจะแปลกกว่าก็ได้ ฉันชอบความสามารถนี้นะคะ โดยเฉพาะเวลาทำข้อสอบ มันสะดวกดี”
เจ้าหน้าที่สาวหัวเราะเบา ๆ “ก็จริงนะ แล้วพ่อแม่ของคุณทราบหรือเปล่า”
อเล็กซิสชะงักราวสองสามวินาที เพราะกลัวว่าคนพวกนี้จะพยายามหาข้ออ้างจับพ่อแม่ของเธอ “ค่ะ...ทราบค่ะ พวกเขาบอกว่าพระเจ้ามอบพรสวรรค์ที่แสนวิเศษให้กับฉัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะแตกต่างหรือเก่งกว่าคนอื่น”
“พวกเขาพูดอย่างนั้นหรือจ๊ะ ไม่ใช่ว่า พวกเขาพยายามช่วยปกปิดหรอกนะ”
อเล็กซิสพยายามหาคำพูดที่ดีที่สุด “ไม่ค่ะ ถ้าพวกเขาพยายามจะปกปิดพรสวรรค์นี้ พวกเขาคงบอกให้ฉันซ่อนมันไว้ให้มิด แต่พวกเขาไม่ได้บอกแบบนั้น พวกเขามองว่ามันเป็นของขวัญล้ำค่า” มันเป็นความจริงครึ่งเดียว แต่ไอ้เครื่องช็อกไฟฟ้าก็ไม่ได้ทำอันตรายออสโล่เลย
“เธอกับครอบครัวของเธอคิดว่าสิ่งนี้ปกติ” เจ้าหน้าที่ชายที่เพิ่งสอบสวนเวดแทรกขึ้น รวมทั้งเจ้าหน้าที่คนอื่นพยักหน้าว่าเห็นด้วย ท่าทางที่เหมือนกันหมดของพวกเขาทำให้เธอเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดในช่องท้อง คนพวกนี้ดูเหมือนกับหุ่นยนต์ที่ออกมาจากโรงงานเดียวกัน
อเล็กซิสพยายามไม่ปล่อยให้ความวิตกกังวลรบกวนความคิด เด็กสาวพูดความจริงและความจริงนั้นจะไม่ทำอันตรายเธอทีหลัง หากพวกเขาพยายามที่จะแจ้งข้อหาแปลก ๆ ล่ะก็ ไม่มีทาง เธอมั่นใจ ไม่เป็นอะไรหรอก เราก็แค่มีความจำดีเท่านั้นเอง พ่อมักบอกว่ามันเป็นพรสวรรค์ที่พิเศษแต่ไม่ได้อันตราย แต่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณสตีเว่นกันแน่ ทำไมพวกเขาถึงเอ่ยชื่อของเธอ
“คุณเดวิส คุณมีอาการอย่างไรเวลาอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่น”
“ก็คัน ๆ น้ำมูกไหล ผื่นขึ้นที่ผิวหนังค่ะ”
เธอเกลียดเวลาพวกเขาสบตากัน
สุดท้าย เจ้าหน้าที่หญิงประกาศคำตัดสินออกมาจนได้ “สำหรับกรณีของคุณ เราไม่อาจบอกได้อย่างเต็มปากว่าคุณมีอาการไฮโปคอนดริเอซิสหรืออาการที่คนไข้คิดไปเองว่าป่วย เพราะว่าคุณถูกทำให้เชื่อตั้งแต่เด็กว่าตัวเองเป็นโรคภูมิแพ้ฝุ่น บางครั้ง ร่างกายของเราก็เล่นตลกกับเรานะจ๊ะ แต่ว่าจากผลตรวจเลือด คุณไม่มีอาการแพ้สารใดเลย ซึ่งหมายความว่า ร่างกายของคุณแข็งแรงร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นแมรี่ สตีเว่นจงใจกรอกข้อมูลเท็จลงในประวัติการรักษาของคุณเพื่อปกปิดบางสิ่งในตัวคุณ...จากสายตาของพวกเรา”
“มันเป็นพรสวรรค์ธรรมดาเท่านั้น” เวดโพล่งออกมา อีกครั้งที่กระแสไฟฟ้าช็อกเข้าร่างอเล็กซิส “ขอโทษ ๆ ฉันขอโทษ”
“ไม่ต้องพูดอะไรอีกนะ” อเล็กซิสขอร้องเพื่อนชาย แม้รู้อยู่เต็มอกว่าเขาแค่อยากปกป้องเธอและตัวเขาเอง นั่นเป็นเพราะว่า ถ้าทางการไม่พบกลุ่มต้องสงสัยหรือกลุ่มเสี่ยงเข้าสักคน เวดแค่เพียงจ่ายค่าปรับแล้วกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ
“เราเสียใจนะจ๊ะที่ต้องแจ้งว่า คุณเข้าข่ายกลุ่มต้องสงสัย”
มันเป็นอาการเดียวกับเมื่อครั้งที่เธอเห็นจูนกับเดวี่อยู่ด้วยกัน ความว่างเปล่าเฉียบพลันที่เกิดขึ้นในอก หลังจากนั้นคลื่นแห่งความผิดหวังซัดเข้าใส่
“ฉันพูดความจริง และทักษะนี้ก็เป็นเพียงทักษะปกติไม่ได้แปลกประหลาดอะไรเลย”
อเล็กซิสบอก พยายามควบคุมน้ำเสียงและระดับให้เป็นปกติ“เด็กน้อย พวกเรามีความเห็นตรงกันว่าคุณมีคุณสมบัติที่จะอยู่ในกลุ่มต้องสงสัยและจำเป็นต้องเข้าโปรแกรมบำบัด อย่าห่วงเลยจ้ะ เราจะรักษาคุณเอง”
รักษาเหรอ ตลกสิ้นดี ฉันไม่ได้ป่วย แล้วฉันจะโต้แย้งคำตัดสินผิด ๆ แบบนี้ไม่ได้เหรอไง อเล็กซิสพยายามควบคุมตัวเองให้สงบ หายใจเข้า หายใจออก
มันเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับคำตัดสินง่าย ๆ เหมือนที่อเล็กซิสเคยทำ เพราะว่าคำตัดสินส่งผลกระทบที่มากกว่านั้น เมื่อไม่กี่วันก่อน หากไม่นับเรื่องที่เธออกหักซึ่งกลายเป็นเรื่องเก่าแรมปีไปแล้ว อเล็กซิสยังคงเห็นตัวเองในฐานะนักศึกษาปีหนึ่งที่กำลังจะเดินเข้าวิทยาลัยการแพทย์ในเดลฟี ในกรณีที่เธอไม่ได้ทุนการศึกษา แม้จะไม่มีเดวี่กับจูน แต่เส้นทางชีวิตของเธอยังโรยด้วยกลีบกุหลาบ อเล็กซิสจะเข้าสโมสรหญิงล้วนสักกลุ่ม แล้วก็สมัครเข้าทีมบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย เธอยังรับงานถ่ายแบบให้กับนิตยสารเพื่อหารายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากนั้นกลับบ้านทุกวันหยุด การถูกตีตราว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัยหมายถึงอนาคตทั้งหมดดับวูบ หมดสิ้นทั้งอิสรภาพและความฝัน โปรแกรมบำบัดที่พวกเขาอ้างว่าจะรักษาคนพวกนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จว่าสามารถรักษาคนที่ถูกกล่าวหาได้ ไม่มีใครกลับมาเล่าความจริงว่าพวกเขาเจออะไรและถูกกระทำเช่นไร อเล็กซิสไม่อาจกลับบ้านได้อีกแล้ว ทั้งที่ บ้าน คือ สถานที่ที่ดีที่สุด เธอไม่อาจกลับไปอยู่กับคนที่เธอรักได้อีกแล้ว
นี่เหรอ...อิสรภาพครั้งใหม่
“คุณมีอะไรจะพูดกับพวกเราอีกหรือเปล่า”
“เชื่อฟังพวกเขา” เสียงของเจสซี่เตือน ไม่ หัวใจของเธอแย้ง แต่...แล้วฉันจะทำอะไรได้เหรอ ฉันจะเปลี่ยนใจพวกเขาได้อย่างไร ถ้าฉันพยายามที่จะปกป้องตัวเอง ออสโล่ก็จะบาดเจ็บ
“ไม่มีค่ะ” อเล็กซิสฝืนใจตอบ น้ำตาคลอเบ้า
เธอเป็นเด็กดีและเชื่อฟังผู้ใหญ่เสมอ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เธอพ้นภัย อเล็กซิสไม่ใช่คนเดียวที่ร้องไห้ เบลินดาและเวดก็ร้องเหมือนกัน เพราะทั้งสองทราบชะตากรรมตัวเองแล้ว พวกเราเป็นเพียงทาสของระบบที่เสื่อมทราม
“...เหรอ ถ้าพวกคุณพบว่ามีกลุ่มต้องสงสัยหรือกลุ่มเสี่ยง ผมต้องเข้าโปรแกรมด้วยใช่หรือเปล่า”
เธอมองเวด แต่เขาไม่ได้มองหน้าใคร เด็กหนุ่มเอาแต่จดจ่ออยู่กับเท้าของเขา ฉันขอโทษ ฉันขอโทษที่สู้เพื่อตัวเองไม่ได้ ฉันขอโทษที่ลากนายเข้ามาด้วย
คนสุดท้ายคือออสโล่ เธอหวังว่าเขาจะรอดจากความอยุติธรรมนี้ แต่ถึงกระนั้น ชายที่สัมภาษณ์เขากลับยกตัวอย่างความผิดปกของเกรดที่ครูโดบี้ส์ ผู้เป็นคุณครูสอนวิชาคณิตศาสตร์บันทึกไว้ เธอยังเป็นพี่สาวของนางพยาบาลสตีเว่นด้วย
“...คุณเจสเซ่น เราแน่ใจว่ากรณีของคุณเหมือนกับกรณีของคุณเดวิส นั่นคือคุณนายโดบี้ส์พยายามที่จะปกปิดความสามารถของคุณ ตามประวัติแล้ว เป็นไปได้ที่ว่าคุณจะมีคุณสมบัติเข้าข่ายกลุ่มต้องสงสัย พวกเรามีความเห็นตรงกันว่าคุณควรเข้ารับโปรแกรมบำบัดเช่นเดียวกับคุณเดวิส”
“มันไม่ชัดเลยสักนิดว่าผมเป็นกลุ่มต้องสงสัย ไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าผมจะเข้าข่าย ผมไม่คิดว่าตัวเองสมควรได้รับ...”
เสียงร้องของเบลินดาดังโหยหวนเหมือนกับเสียงของเวดและอเล็กซิสก่อนหน้านี้ ออสโล่ปิดปากตัวเองสนิท อเล็กซิสเหลือบเห็นน้ำตาไหลจากหางตาของเขา แต่เขาพยายามกลั้นน้ำตาไว้อย่างอดทน ในห้องนี้ ทุกคนสมควรได้รับการปล่อยตัวจากเคสเอชโอวันบ้าบอคอแตกมากกว่าถูกตัดสินว่าเป็นกลุ่มต้องสงสัยเสียเอง พวกเขากล้ำกลืนความขมขื่นลงไปข้างใน เพราะว่าบางครั้ง น้ำตาไม่อาจช่วยปลดปล่อยความเศร้า แล้วอนาคตของพวกเขาล่ะ ใครจะรับผิดชอบ พวกเขาจะถูกทำอะไรบ้าง ใครจะรู้
มันไม่ใช่เรื่องตลก
นี่มันเรื่องบ้าชัดๆ
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







