เข้าสู่ระบบหลังจากเพื่อนของเขาลุกออกไป เหลือเพียงแค่นักพัฒนาเกมคน ที่ใบหน้าหมองลง จากคำดูถูกของเพื่อน และภาระที่เขาแบกเอาไว้ เอสลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะของเขา
“สวัสดีครับ ผมขอนั่งด้วยได้ไหม” น้ำเสียงสุภาพ เขาขยับแว่นก่อนจะมองดูเอสให้ชัด ดูจากสีหน้าของเขา ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ การแต่งตัวของเอสไม่ได้หรูหรา ออกจะธรรมดา เพราะไม่มีโลโก้แบรนด์ดังสักชิ้น “ได้ครับ...” “ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน” เอสพูดต่อ หลังจากย่อยตัวลงนั่ง ด้วยความมั่นใจ ต่างจากตัวเขาเมื่อหลายวันก่อน ที่ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าคนอื่น “มีอะไรหรือเปล่าครับ...หรือว่า” เขาย้อนนึกถึงหลายเดือนที่ผ่านมา มีคนเสนอซื้อเกมของเขาหลายคน แม้จะเป็นแค่ต้นแบบ ยังต้องพัฒนาอีก แต่ข้อเสนอที่ได้กับต่ำจนตัดสินใจไม่ได้ “ถ้าเป็นเรื่องเกม...ผมคงต้องขอปฏิเสธ” ยังไม่ฟังข้อเสนอ ก็ปฏิเสธไปแล้ว แต่เอาไม่ยอมง่าย ๆ หรอก จากสายตาของเขา เกมแนวนี้เคยเห็นผ่านตามาบ้าง เขาจะปล่อยให้เงินลอยหายไปได้ไง “ผมชื่อเอสครับ เมื่อครู่พอจะได้ฟังเรื่องที่คุยกันแล้ว” เอสพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ผมสนใจนะ...แน่นอนว่าไม่คิดจะทำให้นายลำบากใจ” “เอ่อ...ผมชื่อบอลครับ ถ้างั้นผมจะเอาตัวเกมให้ดู” เขาหยิบแล็ปท็อปออกมา เปิดเกมต้นแบบให้เอสดู สีหน้าของเขาหลังจากสัมผัสกับเกมตัวเอง ก็เปลี่ยนไปราวกับปลาได้น้ำ “นี้เป็นแค่ต้นแบบ...คุณคิดว่าไง” เอสเงียบไปสักพัก...กำลังคิดวิเคราะห์รายละเอียดของเกม และ แนวโน้มการตลาด ว่าจะสามารถทำเงินได้หรือเปล่า แต่แล้วสายตาของเขาก็สว่างขึ้น “เท่าไหร่” “อะไรครับ คุณจะให้ผม ขายเกมให้เหรอ” “เปล่า...เงินทุนที่นายอยากได้” เอสตอบเสียงเรียบ สายตาคมเข้ม ทำเอาบอลเหงื่อเย็นออกจากแผ่นหลัง ไม่คิดว่าจะมีคนเสนอแบบนี้ ราวกับตัวเองกำลังฝันอยู่เลย “แค่...สิบล้านครับ” สิบล้านสำหรับเขาก็มากแล้ว นี้คือราคาที่เขาไม่ได้อะไรมาก เขาแค่อยากให้เกมที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่เอสยังคงนิ่ง เขาจึงพูดต่อ “ถ้าแพงไป...ผมลดลงสักหน่อย...” เขายิ้มตอบ ท่าทางไม่มั่นใจ “ร้อยล้าน...ฉันให้นายทำเต็มที่...ไม่ต้องหักโหมเร่งงาน ฉันแค่อยากได้คุณภาพ” “ร้อยล้าน...เหรอ?” บอลดวงตาเบิกกว้าง ไฟของนักพัฒนาเกม เริ่มลุกโชน “ฟังไม่ผิดหรอก...เราไปทำสัญญากันตอนนี้ได้เลย” “ได้ครับ ๆ” หลังจากผ่านไปไม่ถึงสิบนาที เรื่องสัญญาก็สำเร็จ เอสโอนเงินให้บอลทัันที ที่เหลือก็รอเงินออกดอกออกผล อย่างไม่ต้องเหนื่อยลงแรง “ฉันตั้งตารอ...จะได้เห็นผลงานของนายอยู่นะ” “ขอบคุณครับ...ที่เชื่อใจผม” ทั้งสองจับมือกัน...ดิลนี้ก็สำเร็จไปด้วยดี เอสนั่งรอไม่นาน มินนี่ก็มาถึงที่ร้าน เธอยังสวมชุดพนักงานขายรถ ใบหน้าหวานของยิ้มมาแต่ไกล เร่งฝีเท้าดินมานั่งตรงข้ามเอส “รอนานไหม...ขอโทษที่มาช้านะ” รอยยิ้มของเธอยังคงหวานฉ่ำ มัดผสมสูง ดวงตาเป็นประกาย หนุ่ม ๆ มองตามหลังเป็นแถว ๆ “ไม่หรอก...มาไม่นานเอง สั่งอาหารก่อนสิ” “วันนี้พี่เลี้ยงใช่ไหม...ไม่เกรงใจแล้วค่ะ” ยิ้มแก้มปริ แต่พอเห็นราคาอาหารแต่ละอย่างก็ทำเอาสีหน้าของเธอเปลี่ยนไป มินนี่โน้มใบหน้าแดงระเรื่อ ขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะพูดเสียงเบา ๆ “ทำไม...แพงจังเลย” เธอไม่ใช่ผู้หญิงวัตถุนิยม กินอะไรก็ได้ ไม่อยากให้เอสจ่ายแพง เดี๋ยวหมดตัว เอส อมยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ “พี่เลี้ยงไหว...จะกินเยอะเท่าไหร่กัน” “เตื่อนแล้วนะ...ถ้ากระเป๋าตังค์พี่ฉีกก็อย่าโทษหนูแล้วกัน” เธอทำหน้าดุไปหนึ่งที ก่อนจะยิ้มหวานให้ แล้วหยิบเมนูขึ้นมา เลือกสิ่งที่ชอบ “รอสักครูนะคะ” พนักงานรับออเดอร์เสร็จก็ออกไป “มินนี่...ใช่ไหม?” เสียงดังมาจากด้านหลัง มินนี่หันไปดู สีหน้าของเธอเปลี่ยนเมื่อเจอเพื่อนที่เคยเรียนมหาลัยเดียวกัน “จ๋ากับก้อยเองเหรอ...บังเอิญจังเลยนะ” เธอยิ้มตามมารยาท ดูจากสีหน้าคงไม่ค่อยสนิทกับสิงสาวที่มาใหม่ “นั้นสิ...พอดีเลยขอนั่งด้วยได้ไหม” สองสาวไม่รอคำตอบ นั่งลงอย่างไม่เกรงใจ มินนี่จึงขยับมานั่งฝั่งเดียวกับเอส “อ้าว...สวัสดีค่ะพี่เอสใช่ไหม” จ๋าถามขึ้น สายตาประเมินราวกับเครื่องสแกน พอเห็นเสื้อผ้าของเอาไม่ใช่ของแพง ก็แอบเบะปากใส่ “อย่าบอกนะว่าคบกันอยู่...” จ๋าถามต่อ “จริงสิ...ได้ข่าวว่าพี่เอสว่างงานเหรอคะ...ให้ช่วยหางานให้ไหม” ก้อยที่เงียบมานานจึงถามแบบไม่เกรงใจ คำพูดแบบนี้เป็นการดูถูก คนที่ว่างงานยุคนี้ได้ดีเลย “ใช่แล้ว...เราคบกันอยู่” เอสจับมือนุ่มของมินนี่ ทั้งสองจ้องตากันก่อนจะยิ้มให้กัน “ก็ตามนั้น...” มินนี่หน้าแดง หัวใจเต้นเร็วจนแทบจะทะลุออกมา แม้จะรู้ว่านี้เป็นแค่การแสดงเท่านั้น “เพื่อนของพี่เอส...มีแต่คนได้งานดี ๆ นะคะ” เธอหยิบมือถือขึ้นมา ให้ดูรูปคนอื่น “นี้เป็นงานเลี้ยงรุ่นครั้งก่อน มีคนเอาข้อมูลมาลงด้วย เป็นผลสำเร็จของรุ่นเลยนะเนี่ย” เอาใบหน้านิ่ง ไม่สนใจคำพูดพวกนั้น ก่อนจะแสร้งทำเป็นคนหัวอ่อน “ใช่แล้ว พวกเขาคงจะประสบความสำเร็จจริง ๆ ฉันเองก็ดีใจด้วย” เมื่อเห็นว่าเอาไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร จึงหันมาพูดกับมินนี่แทน “แล้วเธอ...ยังทำงานอยู่ที่เดิมหรอ” จ๋าถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ใช่...ที่เดิมแหละ งานอื่นก็หายาก อีกอย่างที่เดิมก็ดีด้วย” มินนี่พูดตามความเป็นจริง “ไม่คิดว่าเงินเดือนแค่นั้น...ยังกล้ามากินร้านนี้” ทั้งสองคนยิ้มให้กัน ก่อนจะถามมินนี่อีกครั้ง “อย่าบอกนะว่าเธอ...รับงานนอกเหรอ” สองสาวยิ้มเยาะ ถ้าไม่ใช่แล้วจะมีอะไรได้อีก “ฉันเลี้ยงเธอเอง...อย่าว่าแต่ร้านนี้เลย ต่อให้เป็นร้านดังที่สุดในเมืองก็ไหว” เอสตอบเสียงเรียบ รวบเอวเล็กเข้ามาจนมินนี่สะดุ้ง ใบหน้าแดงกว่าเดิม “ทะลึง...อยากโดนหนูตีใช่ไหม” เธอกระซิบข้าง ๆ เอสยิ่งลูบไล้ไปมา โดยที่ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ไม่เห็น เพราะโต๊ะบังเอาไว้อยู่ มินนี่ไม่ได้ขัดขืน แต่กลับรู้สึกแปลก ๆ ตรงหว่างขา ใบหน้าสวยหันมาอ้อนวอนขอให้เอสหยุด ไม่งั้นคงจะทนไม่ไหว “พอก่อน...” เอสยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะหยุดตามที่เธอขอ เพื่อนของเธอคิดว่าเอสก็แค่โม้ เพราะทั้งตัวมีแต่ของตลาดนัด แถมว่างงานจะเอาอะไรมาเลี้ยง นอกจากธุรกิจสีเทา ยุคนี้คนชอบทำกันเยอะ แต่จุดจบก็มีให้เห็นทุกวัน “แบบนี้เองสินะ...ไม่งั้นคงไม่เห็นเธอมาที่นี่” “เอาเถอะ...งั้นก็เลี้ยงพวกเราด้วยสิคะ” เอากำหมัดแน่น ไม่คิดว่าสองคนจะหน้าหนาแบบนี้ พูดจาไม่ให้เกียรติคนอื่น ยังจะมาขอทานอีก แต่ก่อนจะได้พูดอะไร มินนี่ก็พูดเสียงแข็ง “โทษทีนะ พี่เขาจ่ายให้แค่ฉัน” พูดจบก็เอาความนุ่มนิ่มมาถูแขนของเอส ทำเอาแทบจะอยากจับกดเธอตรงนี้ไปเลย คนอะไรยั่วจริง ๆ “ช่างดถอะ...แค่พูดไปงั้นแหละ” “แฟนของพวกเรารวยจริง ๆ ไม่ใช่รวยชั่วคราวเหมือนบางคน” เป้าหมายชัดเจนว่าพูดถึงใคร ถ้าไม่ใช่เพื่อนของมินนี่ เขาคงไม่ทนแน่ แต่ด้วยนิสัยรักสงบ ไม่ชอบพูดเยอะ ก็ให้พวกนั้นมโนไปแล้วกัน อาหารมาพอดีได้โอกาสกินโชว์ “อร่อยจังเลย” มินนี่ยิ้มสวยให้ หลังตักอาหารเข้าปากไปหนึ่งคำ “อร่อยก็กินเยอะ ๆ” “ค่ะ...” พอเห็นทั้งสองสวีทหวานกัน พวกเธอยิ่งไม่พอใจ ทันใดความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้น “มินนี่อย่าลืมพาแฟนมาแนะนำนะ พรุ่งนี้เพื่อนรุ่นเดียวกันจัดงานเลี้ยงนะ” “เธอคงว่างใช่ไหม...ถ้าอายก็ไม่เป็นไร” มินนี่กัดฟันพูด “เรื่องนั้นคงไม่....” “ได้สิ...ผมคงต้องไปเจอเพื่อนของที่รัก สักหน่อยแล้วสิ” เอสยิ้มให้เธอ เขาไม่อยากยุ่งคนอื่นจะหาเรื่องให้ คราวนี้ก็รอดูแล้วกันว่าพวกเธอจะทำอะไร “จะดีเหรอ” มินนี่ถามเสียงเบา “ดีสิ...ไม่อยากเปิดตัวแฟนเหรอ” มินนี่หน้าแดงหันไปอีกทาง ใช่ว่าเขาจะเป็นแฟนเธอจริง ๆ ถ้าใช่ก็ดีสิเมื่อตัวเต็งอย่างกลุ่มอีลิท กับชิปประมวลสุดล้ำของพวกเขา กลายเป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้น ทำให้ค่ำคืนนี้ยังคงเป็นบริษัทใหญ่จากตะวันตก และ เอเชียที่เป็นจุดเด่นเช่นเคยผู้คนในงานพูดคุยกันหนาหูว่า ชิปที่ล้ำหน้าแบบนั้นคงต้องรอใช้อีกร้อยปี ไม่มีทางจะสามารถผลิตให้สำเร็จได้ แน่นอนว่าเทคโนโลยีของพวกเขาก็คงเป็นอย่างนั้นเอสนั่งยิ้มมุมปากเมื่อยาหยีที่นั่งดูถ่ายทอดสดร้องอุทานขึ้นมา สีหน้าหวานตกใจไม่น้อยทุกคนจึงรู้ว่าตอนนี้กลุ่มอีลิทไปไม่รอดแล้ว แถมยังกลายเป็นตัวตลกที่คนทั้งโลกหัวเราะเยาะพวกสาว ๆ นั่งยิ้มหวานพูดคุยกันเรื่องนี้ และ เดาได้ว่าทุกอย่างต้องเป็นฝีมือของเอส เขาก็ไม่ได้ปกปิดอะไร เมื่อพวกเธออยากรู้เขาก็จะบอก"ก็แค่คุยกับนักวิศวกรพวกนั้นก่อน จากนั้นให้พวกเขาผลิตชิปคุณภาพต่ำ และ ให้ใช้ชิปคุณภาพสูงในการทดสอบ ทำให้พวกเขาติดว่าสามารถผลิตชิปรุ่นนั้นได้จริง ๆ ที่เหลือก็อย่างที่ทุกคนรู้"เขาพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง พลางมองดูคลื่นริมทะเลอย่างสบายใจ"แต่ว่าชิปของเราก็ไม่ใช่ระดับต่ำเหรอ" ยาหยีเอ่ยถามด้วยความสงสัย"ของเราเหรอ อาจจะเรียกว่าต่ำก็ได้ แต่ว่านะ...ก็น่าจะทำให้ผู้คนสนใจไม่น้อย""หมายความว่าไงเ
พิธีกรร่างสูงโปร่ง ยืนอยู่บนเวทีใหญ่ ท่ามกลางผู้คนนับพันที่เข้ามาเป็นสักขีพยานในงานเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโฉมโลกให้ต่างไปจากเดิมงานนี้จัดขึ้นทุกปี มีบริษัทหลายแห่งทั่วโลกเข้าร่วม เพราะงานนี้จะช่วยทำให้เจ้าของบริษัทพบกับโอกาสมากมาย จากทั่วทุกมุมโลก เป็นเหมือนเวทีแจ้งเกิดของพวกเขาคืนนี้มีคนเข้าร่วมเยอะกว่าทุกปี เพราะข่าวของกลุ่มอีลิททำให้มีคนสนใจ อยากรู้ว่าหน้าตาของชิปมือถือที่จะเปลี่ยนโลกจะเป็นแบบไหนกลุ่มอีลิทจากประเทศไทยมีเพียงคนเดียวที่เป็นตัวแทน เขานั่งอยู่แถวหน้าข้าง ๆ หนึ่งในห้าตัวแทนระดับโลกของกลุ่มอีลิท ประกบคู่กับประธานบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ ทั้งเอเชีย และ ยุโรปการที่จะได้ที่นั่งติดกันกับคนของกลุ่มอีลิทคืนนี้ พวกเขาได้ทุ่มเงินไปเยอะพอสมควรพวกเขาสนทนากันเรื่องธุรกิจ ไม่ว่าจะฝั่งไหนก็อยากเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายคนแรก ยิ่งฝั่งเอเชีย กับยุโรปขัดแย้งกันอยู่แล้วด้วย แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการหารือของกลุ่ม พวกเขาสองคนไม่สามารถตัดสินใจเองได้"ผมหวังว่าจะได้เป็นตัวแทนของคุณนะครับ""แน่นอน ผมต้องช่วยพูดให้อยู่แล้ว"ทั้งสองฝั่งถูกตอบกลับไม่ต่างกันมาก ทำให้ทั้งสองฝั่งสงบลง
ชายวัยกลางคนสวมชุดสูทราคาแพงดูสะอาดตา ทั้งหมดห้าคนนั่งล้อมโต๊ะกลมด้วยท่าทางสบาย ๆ ใบหน้าแต่ละคน ได้แสดงออกมาถึงความน่าเกรงขามพวกเขาคือกลุ่มอีลิทของประเทศไทย กลุ่มนี้มีอยู่ทั่วโลก และมีสมาชิกของแต่ละประเทศมาร่วมกัน จะเลือกอีกห้าคนจากทั่วโลกเพื่อเป็นผู้นำระดับโลกเมื่อมีอำนาจจากคนระดับสูงของโลกทำให้กลุ่มนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และ มีอำนาจควบคุมทุกอย่าง โดยเฉพาะ เศรษฐกิจ และ การเมืองของแต่ละประเทศอย่างเช่นตอนนี้ พวกเขามีเป้าหมายใหญ่นั้นคือการเข้าซื้อบริษัท supfm หลังจากที่บริษัทนี้สามารถผลิตชิปที่ดีกว่าฝั่งตะวันตก หรือพวกแผ่นดินใหญ่ พวกเขาจึงอยากเป็นเจ้าของเทคโนโลยีระดับแนวหน้าแทน"ทุกอย่างราบรื่นดีใช่ไหม อีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ อย่าให้มีปัญหานะ"ชายวัยกลางคนท่าทางอาวุโสกว่าคนอื่นในที่นี้ เขาได้เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มมุมปาก แม้ทุกคนจะเท่าเทียมกันในด้านอำนาจ แต่ชายคนนี้ดูจะเป็นคนที่เหนือกว่าอยู่มาก"เรียบร้อยดี ต้องขอบคุณหมากตัวสำคัญอย่างอีเดน เขาทำให้งานเราง่ายขึ้น และ ไม่ต้องเปื้อนมือตัวเองด้วย""ได้ยินว่าถูกตำรวจดำเนินคดี คงจบแล้วล่ะ แต่ก็ดีแล้ว ทุกอย่างจะได้จบตามเขาไ
เธอพลาดเองที่ไม่พาบอดี้การ์ดมาด้วย ทั้งที่ตอนนี้เป็นศัตรูของใครหลายคน ทั้งเก่าและใหม่ ถ้าหากเธอพาคนมาด้วยสองสามคน ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้แม้จะเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว ภาพตรงหน้าคืออีเดนที่ขยับเท้าเข้ามา เธอได้แต่ถอยหลัง ไม่กล้าถอยอย่างรวดเร็ว เธอหวังแค่เพียงสิ่วเดียวคือห้องน้ำจะช่วยให้เธอปลอดภัย ขอแค่วิ่งให้เร็วทว่าร่างของเธอหยุดนิ่ง ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างทันใด แต่กลับมีรอยยิ้มตรงมุมปากเผยให้เห็น สายตาคมสวยสว่างขึ้นมา"เปลี่ยนใจแล้วเหรอ...เธอควรคิดได้แบบนี้สิ" อีเดนยิ้มกว้างให้เธอ เมื่อเห็นท่าทางของผู้หญิงที่เย็นชาใส่เขา ตอนนี้ยอมสยบให้แล้ว"แน่นอนค่ะ ฉันจะไม่หนีอีกแล้ว ตอนนี้ฉันตัดสินใจได้แล้ว"เสียงหวานของเธอเอ่ยเนิบช้า พร้อมยกยิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้า ทำให้เขามีความหวังขึ้นมาในใจ"ดีแล้ว พี่จะทำให้เธอไม่เสียใจที่เลือกแบบนี้ เธอจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด"อีเดนหายใจเข้าลึกด้วยความโล่งใจ เขารอต่อไปไม่ได้ เมื่อเห็นเธอหยุดรอเขา จินตนาการในหัวก็นึกถึงเรือนร่างเย้ายวนของหญิงสาวตรงหน้า ทำให้เร่งฝีเท้าไปหาเพื่อทำตามเสียงในหัวทว่าร่างกายของเขาหยุดนิ่ง ราวกับโลกหมุนกลับ แผ่นดินพลิกคว่ำ หรือท้
ยาหยีนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินต่างประเทศ พร้อมกับความมั่นใจในระดับหนึ่ง เพราะเคยพบกับนักวิศวกรมากฝีมือเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ที่นี่เธอขึ้นรถส่วนตัวของเพื่อนหลังจากลงเครื่อง เพื่อตรงไปที่โรงแรม ตอนนี้เธอต้องเตรียมตัวก่อน พอขึ้นมาบนรถ ทั้งสองก็ทักทายกันตามประสาของสาว ๆ"เราไม่ได้เจอกันหลายเดือนเลยนะ เธอเป็นไงบ้าง" ยาหยีหันมาถามเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน"ก็โอเค...ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ฉันตกใจมากที่รู้ว่าเธอเป็นประธานบริษัทใหญ่ แม้แต่บริษัทที่นี่ยังต้องการร่วมงานด้วย""ฉันเป็นแค่คนดูแลเรื่องภายในบริษัท แต่ไม่ใช่เจ้าของนะ เป็นพนักงานรับเงินเดือนเหมือนกัน" ยาหยียิ้มบาง ๆ ให้เธอทั้งสองคนคุยกันเรื่องอื่น ๆ จนกระทั่งยาหยีถามเรื่องของศาสตราจารย์ที่เป็นเป้าหมายของเธอสีหน้าของเพื่อนสาวก็เปลี่ยนไป"เธอมาเพื่อดึงตัวเขาเหรอ""ใช่...มีอะไรหรือเปล่า"เธอเห็นสีหน้าของเพื่อนดูตกใจจึงอดใจหายไม่ได้ บางทีอาจจะเกิดเรื่องบางอย่าง"เธอมาช้าไปแล้ว เพราะเขาร่วมงานกับกลุ่มอีลิท รวมถึงนักวิศวกรหัวกะทิคนอื่นก็เหมือนกันถูกดึงตัวไปหมดแล้ว"เป็นข่าวร้ายสำหรับเธอ นับว่าครั้งนี้มาเสียเที่ยว ไม่ได้ต่อสู้แต่ก็แพ้ไปแล้ว พวก
"เธอ...เป็นอะไรกับเอสเหรอ" พนิดาถามขึ้นทั้งสองปรึกษากันแล้วว่าผู้หญิงคนนี้น่าสงสัยมาก สายตาที่เอสมองเธอไม่เหมือนคนอื่น และ สายตาของเธอที่มองเอาผู้หญิงด้วยกันดูออก"พี่คงไม่ใช่ผู้หญิงของเขาหรอกนะ"ผิงหันไปมองยาหยีที่จ้องเธอไม่กะพริบตา ไหนจะพนิดาอีกคนที่สีหน้าจริงจัง คาดหวังคำตอบของเธอ ใบหน้าสวยคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะหัวเราะเบา ๆ พลางนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมจึงหันไปพูดกับพวกเธอ"อันที่จริงฉันกับเอสรู้จักกันก่อนพวกเธออีก เพราะฉันเป็นรักแรกของเขาตอนเรียนมัธยม และ แต่ที่จริงฉันกับเขาเป็นของกันและกันเมื่อสามเดือนก่อน"แน่นอนว่ามีบางอย่างที่เธอโกหก แต่ก็มีเรื่องจริงอยู่ด้วย ถึงยังไงเธอก็คิดว่าไม่มีใครจะรู้ได้ นอกจากเอส และคำตอบของเธอก็ทำให้สองสาวทำตัวไม่ถูก"รักแรกเหรอ""ก็ว่าอยู่ทำไมเขาถึงทำตัวแปลก ๆ แต่ถึงจะเป็นรักแรก แต่เธอก็ถือว่ามาทีหลังยาหยี" พนิดากอดอกพูด ริมฝีปากสวยยกยิ้ม"ฉันจะยังไงก็ได้ แค่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเขาก็พอ พวกเธอเองก็คิดแบบนั้นไม่ใช่เหรอ"พวกเธอก็คิดแบบนั้น เพราะไม่มีใครที่คิดว่าตัวเองสามารถเป็นเจ้าของเขาได้ ในสายตาของเอสคนที่อยากเป็นแบบนั้นคงมีแต่จะถูกขับออกไปมากกว่า นั้นทำใ







