เข้าสู่ระบบ"สิบลำดับสุดท้าย! สิบลำดับสุดท้าย! เทพพยากรณ์ใกล้กลับสวรรค์แล้ว สิบลำดับสุดท้าย!" เจียงฟูเหรินเดินแจกป้ายลำดับ นางยัดป้ายไม้เขียนว่า '51' ให้ชายหนุ่มร่างสูง "นี่เป็นลำดับสุดท้ายของวันนี้แล้ว พ่อหนุ่มช่างมีวาสนานัก แถมยังหน้าตาหล่อเหลาเอาการ มา ข้าให้โจ๊กปลาเจ้า" เจียงฟูเหรินหันไปโบกมือเรียกคนใช้ที่ถือหม้อโจ๊กปลาเดินตามหลังให้มาตักให้พ่อหนุ่มลำดับสุดท้ายหนึ่งชาม
"เจียงฟูเหริน ท่านทำแบบนี้ไม่ได้ ปกติท่านเทพพยากรณ์กลับสวรรค์ยามโหย่ว[4] มิใช่รึ นี่เพิ่งยามเว่ย[5] ท่านก็จะไล่คนเสียแล้ว!" ชายวัยกลางคนที่ต่อหลังชายหนุ่มที่ได้ลำดับสุดท้ายโวยขึ้นมา เวลานี้ร้านค้าที่เขาเปิดกิจการซบเซา ทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้เพียงมาที่ซวงหยูให้เทพพยากรณ์ทำนายแล้วซื้อเครื่องรางไปสักชิ้นสองชิ้น กิจการก็จะกลับมาคึกคักใหม่ เป็นเช่นนี้มาสามสี่ครั้งแล้ว ครั้งนี้เขาตั้งใจปิดร้านเพื่อมาต่อคิวแต่เช้าจนเลยเวลาอาหารเที่ยงแต่กลับชวดลำดับสุดท้ายไป ตัวเขาไม่ยินยอม!
"จริงด้วย เจียงฟูเหริน ข้าเดินทางมาไกลมาต่อแถวแต่เช้า แล้วนี่จะให้กลับไปมือเปล่าหรือ" คนในแถวหลังจากลำดับสุดท้ายเริ่มโวยวายต่อๆ กันไปเรื่อยๆ
"ทุกท่านโปรดใจเย็น! วันนี้เทพพยากรณ์เป็นผู้บอกเองว่าจะกลับไปพักผ่อนให้เร็วขึ้นหน่อย เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ท่านต่อๆ ไปจะได้ลำดับของวันพรุ่งนี้ตั้งแต่ตอนนี้ พรุ่งนี้มาได้เลยตามลำดับไม่ต้องต่อแถวรอ!" เจียงฟูเหรินจัดการผู้คนอย่างชำนิชำนาญ สั่งให้คนใช้แจกป้ายลำดับของวันถัดไปพร้อมกับขอโทษขอโพย จะให้นางทำอย่างไรได้เล่า วันนี้มีขุนนางจองให้หมิงเอ๋อร์ หยางเอ๋อร์ เอ้ย ท่านเทพพยากรณ์ไปทำนายชะตาให้เป็นการส่วนตัวที่จวน นั่นมิใช่ได้เงินเท่ากับยี่สิบสามสิบคนเลยรึ! นางจึงต้องตัดลำดับให้สั้นลงอย่างช่วยไม่ได้
"เจ้าแน่ใจ? ดูอย่างไรก็ลัทธิหลอกเอาเงินคน" ชายหนุ่มผู้ได้ลำดับสุดท้ายถามผู้ติดตาม
"หากเป็นตามที่เสี่ยวอี้รายงาน เป็นที่นี่ไม่ผิดแน่" ผู้ติดตามหนุ่มกระซิบตอบจากข้างหลังด้วยท่าทีเคารพ
"หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น"
ตะวันเริ่มร่วงคล้อย แสงสุดท้ายของวันมาเยือน ชายหนุ่มที่เลื่อนจากยืนต่อแถวมานั่งในลานพักรับรอง จนเจียงฟูเหรินวนเวียนเอาโจ๊กปลามาให้เขากับผู้ติดตามสามรอบแล้ว ในที่สุดผู้ที่ได้ลำดับที่ห้าสิบก็เดินออกมาจากเรือนหน้า
"เชิญลำดับที่ห้าสิบเอ็ดเจ้าค่ะ!"
ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินตามคนใช้เข้าไปในเรือน ทางเดินจากลานรับรองเป็นเส้นตรงนำไปสู่เรือนหน้าหลังย่อม สาวใช้เคาะประตูไม้ดำขลับไร้เงาฉาบด้วยกระดาษแดงใบเฟิงอันเป็นจุดขายของสำนักสร้างบรรยากาศให้ดูลึกลับ เหนือประตูมีป้ายแผ่นใหญ่เขียนด้วยหมึกไม้สนฝนจนดำสนิท ตัวอักษรที่เขียนทั้งฉวัดเฉวียน ลงน้ำหนักหัวปลายดูทรงพลังงาน มีความแตกที่ปลายพู่กันเล็กน้อยทำให้ดูขลัง เขียนไว้ว่า 'สำนักเทพพยากรณ์ซวงหยู'
ด้านในบานประตูยังคงไร้เสียงตอบรับ คนใช้มองด้วยความสงสัย แต่ชายหนุ่มและผู้ติดตามเป็นผู้ฝึกวรยุทธจึงได้ยินบทสนทนาข้างใน
"ท่านแม่! ไหนท่านว่าวันนี้รับเพียงห้าสิบลำดับแล้วจะไปบ้านขุนนางใหญ่เล่า ลำดับที่ห้าสิบเอ็ดนี่คืออะไร"
"เอาเถิดน่า หมิงเอ๋อร์ ก็แม่เห็นพ่อหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาปานเทพสวรรค์แล้วสงสาร เพิ่มแค่ลำดับเดียว ถือเสียว่าทำเพื่อแม่นะลูกรัก"
"..."
ชายหนุ่มชักสีหน้าไม่ดี "เจ้าเตรียมบทลงโทษเสี่ยวอี้ไว้ให้ดี แล้วไปหามาว่า 'ขุนนางใหญ่' ที่ว่าคือใคร งมงายเช่นนี้..." ชายหนุ่มกระซิบให้ผู้ติดตามที่เหงื่อชุ่มหน้าผากด้วยความหวาดกลัวเจ้านายของตน ยังสั่งไม่ทันหมดประตูก็เปิดออก "เจ้าไปเถอะ เล่นละครเสียหน่อย ข้าเสียเวลามามากพอแล้ว"
"มาๆๆ คุณชายท่านนี้ ขอโทษที่ให้รอเสียนาน เอาอย่างนี้ ให้ท่านได้คุยกับเทพพยากรณ์นานหน่อยดีหรือไม่? หรือให้ถามหนึ่งคำถามไม่คิดเงินดี?" เจียงฟูเหรินเดินมาคล้องแขนชายหนุ่มที่กำลังจะปลีกตัวกลับ เรี่ยวแรงของแม่นางร่างเจ้าเนื้อไม่ใช่ธรรมดา แขนที่คล้องไว้ก็เหนียวแน่นเหมือนโซ่คล้องกุญแจ หากเขาออกแรงดึงแขนออกมากกว่านี้กลัวจะทำให้คนบาดเจ็บ ชายหนุ่มจึงได้แต่กัดฟันเดินตามนางไปด้วยความไม่ยินยอม ผู้ติดตามหนุ่มรีบเดินตามไปด้วยเกรงว่าเจ้านายจะระงับโทสะไม่อยู่ทำร้ายคน
เจียงฟูเหรินจูงชายหนุ่มเข้าไปในเรือน ภายในมืดมน หน้าต่างทุกบานถูกหับปิด ควันกำยานลอยคลุ้งจนแทบสำลัก แสงสว่างเดียวในห้องมาจากหลังฉากกั้นที่มืดจนมองไม่ออกว่าเป็นลวดลายอะไร เจียงฟูเหรินปล่อยแขนของชายหนุ่ม ผายมือให้เขาเข้าไปหลังฉากกั้นด้วยท่าทางสำรวมนิ่งขรึม ท่าทางที่เปลี่ยนแปลงฉับพลันเพียงแค่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูทำให้ชายหนุ่มอดแค่นหัวเราะเย้ยหยันในใจไม่ได้ การแสดงปาหี่ไม่กี่อย่างกลับสามารถหลอกผู้คนได้มากมายถึงเพียงนี้
ชายหนุ่มกับผู้ติดตามเดินข้ามฉากกั้นเข้าไป หลังฉากกั้นพบร่างทรงเทพพยากรณ์สองคนนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ ร่างทรงสวมผ้าคลุมปิดถึงศีรษะทำให้คาดเดารูปร่างยาก คนหนึ่งสีขาวคนหนึ่งสีดำ คนขวาที่สวมผ้าคลุมขาวสวมหน้ากากสีดำ ส่วนคนที่ใส่ผ้าคลุมสีดำสวมหน้ากากสีขาว แลดูเหมือนหยินหยาง มองดูอีกครั้งคล้ายตัวหมากบนกระดาน
"เชิญนั่ง" ร่างทรงเสื้อคลุมดำผายมือ เสียงที่ออกมาจากหน้ากากอู้อี้ลึกลับ ยากจะคาดเดาเสียงที่แท้จริง
จะทำให้ยุ่งยากทำไม เดินเข้ามาในบ้านสกุลเจียง ทุกคนรู้ดีว่าร่างทรงเทพพยากรณ์คือบุตรสกุลเจียง ปิดหน้าแปลงเสียงแล้วจะทำให้เจ้าเหมือนเทพพยากรณ์มากขึ้นรึ?
ชายหนุ่มผู้ไม่เชื่อเรื่องงมงาย คิดว่าทุกอย่างช่างเป็นเรื่องโง่งม แต่เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตจึงต้องเล่นละครตามน้ำ เดินนำผู้ติดตามไปนั่งตรงข้ามร่างทรง
"คุณชายท่านนี้ มีอะไรอยากให้เทพพยากรณ์ชี้แนะ" ร่างทรงคนเดิมถาม
"เจ้าเป็นร่างทรงท่านเทพพยากรณ์?"
"ถูกแล้ว"
"แล้วเขา?" ชายหนุ่มพยักพเยิดไปทางร่างทรงคลุมผ้าขาว
"เขามิใช่ร่างทรง หากแต่เป็นผู้ดูแลของวิเศษที่ได้รับมาจากเทพพยากรณ์" น้องชายข้าโง่งมเช่นนี้ จะหลอกเอาเงินท่านได้อย่างไร มิสู้ให้ข้าพูดเองให้หมด
"ของวิเศษ?" ชายหนุ่มเลิกคิ้ว
"ถูกต้อง ของวิเศษเหล่านี้ หากท่านได้รับคำพยากรณ์ที่เลวร้ายเอาไปจักช่วยบรรเทา บางอย่างช่วยปกป้องตัวท่านและคนรอบข้าง หากท่านได้รับคำพยากรณ์ที่ดีอยู่แล้ว ของวิเศษจะช่วยส่งเสริมดวงชะตาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป" ขณะที่ร่างทรงผ้าคลุมดำกล่าว ร่างทรงผ้าคลุมขาวก็หยิบ 'ตัวอย่างสินค้า' ขึ้นมาวางเรียงบนโต๊ะ ในนั้นมีทั้งยันต์เส้นยึกยือน่าเกลียด ลูกประคำ สร้อยและกำไลห้อยจี้สัญลักษณ์เดียวกับหน้ากากของร่างทรง ถุงผ้าสีแดงใบเฟิงปักคำว่า 'สำนักเทพพยากรณ์ซวงหยู' ร่างทรงชุดขาวยังคงหยิบสิ่งของไร้ค่าประเภทต่างๆ ออกมาไม่หยุด
"ของเหล่านี้จะช่วยข้า?" ชายหนุ่มถามด้วยความเหลือเชื่อ เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมชาวบ้านถึงเทิดทูนบูชายอมต่อแถวยาวเหยียดเต็มถนนแต่เช้าเพื่อมาซื้อของเล่นไร้ค่าเหล่านี้
"จะช่วยท่านได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าท่านต้องการให้ช่วยอะไร" ร่างทรงชุดดำกล่าว ฉับพลันทั่วทั้งร่างสั่นเทิ้ม ใต้โต๊ะแอบเตะขาน้องชายที่นั่งข้างๆ ร่างทรงชุดขาวเปิดฝากล่องที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ ภายในบรรจุธูปหลายสิบดอกที่จุดจนเหลือไม่ถึงครึ่งด้ามแล้ว ควันธูปอัดแน่นอยู่ภายในกล่องครั้นถูกปลดปล่อยจึงพรั่งพรูออกมาตามท่อไม้ไผ่ที่เชื่อมต่อผ่านใต้ผ้าคลุมดำออกไปทางหน้ากากสีขาว ร่างทรงผ้าคลุมดำปิดปากกลั้นหายใจไม่ให้สูดควันธูปเข้าไป ควันเทาลอยออกมาจากรูปากบนหน้ากากสีขาว คล้ายดวงวิญญาณหลุดลอย
ซักไซ้ยืดยาด! เห็นทีข้าต้องช่วยเร่งให้เจ้าแล้ว
ร่างทรงผ้าคลุมดำเห็นควันลอยออกมาพอสมควรแล้วก็เตะขาน้องชายให้ปิดฝากล่อง ร่างที่สั่นเทิ้มพลันหยุดนิ่งคอตก ก่อนจะสะดุ้งเหยียดหลังตรงขึ้นมา ไม่ลืมใช้ลิ้นสับกลไกภายในหน้ากากก่อนที่จะพูด "เจ้าหนุ่ม ข้าเห็นสิ่งที่อยู่ในตัวเจ้า" เสียงที่ผ่านกลไกฟังดูกึกก้องพิลึกพิกล ชวนให้คนขนหัวลุก
"..."
นี่มันการแสดงปาหี่อะไร!
เส้นเลือดที่ขมับชายหนุ่มเต้นตุบๆ
"เจ้ามีความทะเยอทะยาน มีสิ่งที่ปรารถนาให้สมหวังดั่งใจ" ร่างทรงผ้าคลุมดำยังคงแสดงต่อ "ความสามารถของตัวเจ้านั้นล้นหลาม หากแต่ไม่สามารถหาสิ่งสุดท้ายที่จะนำพาเจ้าไปสู่ความสำเร็จได้"
พวกคนที่มากะลองของแล้วเอาไปประกาศให้ชื่อเสียงสำนักเสียหาย ส่วนใหญ่มั่นอกมั่นใจในตัวเองเสียทั้งนั้น แต่ก็ยังมาเสี่ยงดวงทั้งที่ไม่เชื่อเพราะมีสิ่งที่คนไร้ความสามารถอย่างเจ้าทำไม่ได้อย่างไรเล่า ฮ่าๆๆๆ
ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย แล้วจึงคิดได้ว่าสิ่งที่ร่างทรงพูดมีเพียงความคลุมเครือ พูดกับคนสิบคนก็ตรงไปแล้วแปดคน "งั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร"
ร่างทรงผ้าคลุมดำไม่ตอบ เป็นร่างทรงผ้าคลุมขาวยื่นกระดาษเฟิงให้เขาปึกหนึ่ง กระดาษเฟิงปึกนี้ทำมาพิเศษ หนึ่งแผ่นหนาเท่ากระดาษปกติห้าแผ่น แต่ละชิ้นเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่ากันประมาณฝ่ามือ ร่างทรงผ้าคลุมดำวางปึกกระดาษเฟิงลงบนโต๊ะพลางคลี่กางออกเป็นครึ่งวงกลม
"เชิญท่านเลือกกระดาษเฟิงมาให้ข้าสิบใบ"
ชายหนุ่มทำตาม ส่งกระดาษเฟิงที่เลือกไปให้ร่างทรงชุดดำสิบใบ ร่างทรงนำกระดาษเฟิงไปวางเรียงเป็นสัญลักษณ์ประหลาด ก่อนจะพลิกกระดาษเฟิงแผ่นแรกขึ้น
"กงล้อแห่งโชคชะตา"
ร่างทรงผ้าคลุมดำอ่านสิ่งที่เขียนอยู่ด้านหลังกระดาษเฟิง ชายหนุ่มไม่มั่นใจเป็นเพราะความมืดหรือเป็นเพราะควันธูป ควันกำยานที่ลอยฟุ้งอยู่ ทำให้เขาเห็นน้ำหมึกจากกระดาษแผ่นนั้นลอยเข้าไปในมือที่คีบกระดาษอยู่ของร่างทรงชุดดำ ทว่าตัวร่างทรงเองก็ดูจะตกใจไม่ต่างกันจนเผลอสะบัดกระดาษแผ่นนั้นออก ร่างทรงเสื้อคลุมขาวรีบคว้ากระดาษเฟิงแผ่นนั้นไว้ก่อนที่มันจะกระเด็นออกนอกโต๊ะ ทันใดนั้นชายหนุ่มก็เห็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า กระดาษผสานรวมหายเข้าไปในมือของร่างทรงชุดขาว
โครม!
แสงสว่างจากข้างบนทำให้ตาที่ชินกับความมืดมานานพร่ามัว ชายหนุ่มรีบกะพริบตามองที่มาของแสง กลับพบหลังคาถูกพังเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่!
[1] Platform online ชื่อดังในจีน
[2] ตัวเลข 001
[3] แปลว่า สุภาพบุรุษ ใช้เรียกคนที่อายุมากกว่าหรือคนที่มีความรู้ในเรื่องต่างๆ
[4] ยามโหย่ว คือ 17.00 – 18.59 น.
[5] ยามเว่ย คือ 13.00 – 14.59 น.
บทนำปฐมบทตำนานเทพศัสตราวุธ"ก็อย่างที่ข้าว่าไป ศิษย์น้องสะใภ้ เจ้าจะรับนางไว้หรือไม่?"คุณชายเฟิงจูยิ้มยิบหยีโบกพัดกลมอยู่ในเรือนน้ำหมึกดำ"เจ้าจะบอกว่าสุนัขทมิฬที่พวกข้าเคยสู้ด้วยในคุกวงกตใต้สมุทรนอกจากจะไม่โกรธที่พวกข้าทำมันตาบอดไปข้าง แต่ยังอยากจะติดตามรับใช้ข้าเนี่ยนะ?" เจียงหยูหมิงถามซ้ำด้วยความเหลือเชื่อ กับคนที่เคยทำร้ายตัวเองย่อมต้องหนีไปให้ไกลสิ คงไม่ใช่ว่าอยากจะหาโอกาสแก้แค้นหรอกนะ"ถูกแล้ว นางบอกว่าตอนนั้นนางโดนการกระตุ้นกู่เข้าครอบงำทำให้ขาดสติ อีกทั้งนางก็ตั้งครรภ์อยู่ด้วยจึงต้องการสารอาหารมาเลี้ยงลูกๆ ในท้อง สัญชาตญาณทำให้นางดุร้ายเป็นพิเศษ นางนึกถึงสภาพตัวเองในตอนนั้นก็ละอายใจนัก วางใจได้ นางเพียงแค่อยากตอบแทนบุญคุณเจ้า" คุณชายเฟิงจูเล่าสิ่งที่หมาป่าโลกันตร์แปลออกมาให้ฟังเมื่อตอนยังอยู่ที่หุบเขาร้อยอสูร"ตอบแทนบุญคุณ?" เจียงหยูหมิงยิ่งงงหนักกว่าเดิม นี่มิใช่ต้องเป็นความแค้นหรอกรึ"ข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่นางบอกว่าหากไม่ได้น้ำของเจ้าช่วยไว้คงถูกศิษย์น้องเล็กสังหารไปแล้ว ไม่มีโอกาสรอดชีวิตจนคลอดบุตรธิดาออกมาได้"เจียงหยูหมิงหันไปมองว่าที่ฆาตกรด้านข้างด้วยสายตาแห่งผู้ชน
จิ้งจอกหิมะพรมจูบโลมเลียทั่วทั้งใบหน้างดงามของเจ้านาย มือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บแหลมคมฉีกกระชากอาภรณ์ของตน แต่เมื่อวางลงบนร่างของอีกฝ่ายกลับประดิดประดอยถอดออกด้วยความทะนุถนอม เมื่อไม่มีส่วนใดของใบหน้าแดงก่ำที่เขายังไม่ได้ประทับริมฝีปากลงไปอีก ไป๋ซีหลางก็เลื่อนใบหน้าลากลิ้นที่เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อนเหมือนไอเย็นของยอดเขาหนันซานเริ่มจะต้านทานไฟวิญญาณที่ลุกโหมกระพือไว้ไม่อยู่ ลิ้นลากไล้ไปถึงใบหูแดงก่ำตวัดซอกซอนทุกซอกมุมและสันนูนของกระดูกอ่อนก่อนจะขบเม้มไปที่ติ่งหูนุ่มนิ่มปลายเขี้ยวแหลมคมที่ลากผ่านก่อนจะงับเข้าที่ติ่งหูกระตุ้นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ทำให้เจียงหยูหยางสะดุ้งตัวโยน จิ้งจอกหิมะปลดอาภรณ์ของเขาไปจนถึงชั้นในแล้วมือซุกซนก็ลูบไล้บีบคลึงไปทั่วอย่างหิวกระหายดั่งจิ้งจอกที่อดอาหารมานาน แม้จะรุกรานอย่างหนักหน่วงแต่ไป๋ซีหลางก็ระมัดระวังเป็นอย่างดี ปลายกรงเล็บแหลมคมไม่เคยเฉียดกรายเกี่ยวเนื้อเนียนนุ่มเลยสักครั้งไป๋ซีหลางเห็นอีกฝ่ายตอบสนองก็รัวลิ้นโลมเลียดูดดุนติ่งหูทั้งสองข้างจนมันแดงช้ำ เจียงหยูหยางถูกกระตุ้นซ้ำๆ จนต้องแอ่นตัวขึ้นมารับสัมผัสเร่าร้อนของเขา มือน้อยกำใบหูจิ้งจอกไว้แน่นระบายความรู้ส
บทพิเศษห้องหอที่แท้จริงทันทีที่ประตูเรือนสองบานปิดลงทั้งสี่ก็กลับไปสู่ห้องหอที่แท้จริงของตนที่เรือนนอนในเกาะน้ำหมึก สองร่างพัวพันเกี่ยวกระหวัดตั้งแต่เท้ายังไม่ถึงพื้น อาหารทิพย์ที่พวกเขากินเข้าไปละลายเป็นสารอาหารทันที ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายให้กระชุ่มกระชวยมากกว่าเก่า ลั่วถิงลู่ยกร่างของเจียงหยูหมิงขึ้นนั่งบนโต๊ะน้ำชาจนจอกสุรามงคลที่เตรียมไว้ตกกระจายเกลื่อนพื้น ถึงกระนั้นสองร่างก็ยังไม่แยกจากกัน ริมฝีปากร้อนรุ่มสองคู่ยังคงแย่งกันกลืนกินอีกฝ่ายอย่างหิวกระหายดั่งเมื่อสักครู่ไม่ได้เพิ่งจะกินมื้อใหญ่มาลั่วถิงลู่เอื้อมมือข้างหนึ่งไปหยิบป้านสุราที่ไม่ได้ตกกระเด็นไป แล้วเกี่ยวคล้องแขนกับอีกฝ่าย เจียงหยูหมิงที่ตกอยู่ในกองเพลิงร้อนเร่าเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไร มือข้างที่ถูกคล้องแขนจับป้านสุราร่วมกับลั่วถิงลู่ สุรามงคลรินรดระหว่างจุดประสานเชื่อมต่อ ทั้งสองผละจากกันเล็กน้อยเพื่อให้สุราได้มีช่องทางเข้าสู่โพรงปากที่เชื่อมประสาน ลิ้นร้อนทั้งสองยังคงพัวพันแย่งกันดูดกวักสุรามงคลที่รสชาติเหมือนกับร่างกายของอีกฝ่ายสองแขนเกี่ยวพันคล้องกันเพื่อร่วมดื่มสุรา ประสานสัญญาแห่งรักนิรันดร์ สัญญานี้กลับ
คำอวยพรจากแดนไกลจบลง ก็ได้ฤกษ์ยามแห่งงานมงคลบ่าวสาวสองคู่ร่วมถือผ้าแดงจูงคู่ของตนเดินเข้าเรือนหลักไปหยุดอยู่เบื้องหน้าผู้ใหญ่ที่พวกเขาเคารพรัก อาจารย์จงหานถึงกับออกจากการจำศีลชั่วคราวเพื่อมาช่วยดำเนินพิธีการแห่งชีวิต แม้เขาจะเหนื่อยล้าง่วงงุนเพราะยังจำศีลไม่เสร็จดี แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง"สองดวงใจโยงเป็นหนึ่ง ไม่แยกจากชั่วนิรันดร์ จากวันนี้ไป สามีภรรยามีใจเดียว เป็นตายมิพลัดพราก ผูกพันธนาแม้สิ้นลม บ่าวสาวคำนับ คำนับที่หนึ่ง คำนับฟ้าดิน"สองแฝดหันมามองหน้ากันแล้วก็หัวเราะออกมาก่อนจะหันหน้าเข้าหากันแล้วคำนับกันเอง เจ้าบ่าวทั้งสองเห็นเข้าก็ยิ้มอ่อนอย่างขบขันแล้วทำตามพวกเขา ฟ้าดินก็อยู่ตรงนี้แล้วไม่ใช่รึไง พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีสามหนังสือหกพิธีการยิ่งใหญ่คับฟ้าเพื่อประกาศให้ใต้หล้าได้รับรู้ เพราะฟ้าดินร่วมเป็นสักขีพยานด้วยกัน ณ ที่นี่แล้วแม้สองฝาแฝดจะไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดิน แต่สำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดฟ้าดินนี้มีเพียงกันและกันเท่านั้น"คำนับที่สอง คำนับบิดามารดา บรรพบุรุษ"ทั้งสี่ลุกขึ้นยืนแล้วหันทิศทางไปยังสองสามีภรรยาสกุลเจียงที่นั่งอยู่ด้านหน้า ถัด
บทพิเศษฟ้าดินร่วมกราบฟ้าดิน"เหตุใดข้าต้องใส่ชุดเจ้าสาว"เจียงหยูหยางขมวดคิ้วมุ่น ปากพูดไปก็เคี้ยวซาลาเปาไส้เนื้อไป"นั่นสิ ทำไมไม่เป็นพวกเจ้าที่ใส่ชุดเจ้าสาวเล่า มาๆ แต่งเป็นสะใภ้ตระกูลเจียงให้พ่อสามีของพวกเจ้าซาบซึ้งใจเร็ว"เจียงหยูหมิงเองก็ยืนเท้าเอวอยู่เคียงข้างน้องชาย สองฝาแฝดกำลังต่อสู้สุดชีวิตเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายตระกูลเจียงจงหลินอี้ที่กลับมาเพื่อช่วยงานใหญ่ยืนกุมขมับ เขารู้อยู่แล้วว่าเจ้าสองแฝดตัวแสบต้องไม่ยอม "ก็พวกเจ้าทั้งคู่เป็นฝ่าย...""หา? ฝ่ายอะไร พูดให้มันดีๆ นะ พี่อี้!"ยังไม่ทันที่จงหลินอี้จะได้พูดจบประโยค แฝดน้องก็จับซาลาเปายัดปากเขา ส่วนแฝดพี่ก็แทบจะตีหัวด่าคนอยู่รอมร่อจงหลินอี้ปวดหัวจนอยากจะกลับไปท่องโลกยุทธภพต่อเสียตอนนี้ ไม่น่าจับสองฝาแฝดมาอยู่รวมกันเลย"น้องชายหมิง น้องชายหยาง พวกเจ้าใจเย็นก่อน เช่นนั้นพวกเจ้าก็แต่งตัวด้วยชุดเจ้าบ่าวแต่คลุมผ้าปิดหน้าไว้ดีหรือไม่?" เซียวซิงโหรวที่ตามติดญาติผู้น้องมาช่วยงานด้วยพยายามช่วยเกลี้ยกล่อมแฝดปลาที่ตีครีบตีหางใส่ทุกคน"จริงด้วย ความคิดเข้าท่านัก พวกท่านว่าอย่างไร?" หลิวจิ่นเหอเองก็ปิดภัตตาคารเพื่อมาช่วยงานและรับ
บทพิเศษในห้วงความฝันหวังหยูหยางลืมตาโพลง เสียงนาฬิกาปลุกกรีดร้องบอกเวลาเริ่มต้นวันใหม่ หวังหยูหยางกดปิดเสียงแจ้งเตือนในโทรศัพท์มือถือแล้วกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟัน เขาเป็นพวกมีพลังงานเหลือล้นในตอนเช้า ซึ่งทำให้เขาไม่มีปัญหากับการตื่นเช้ากว่าเพื่อนสนิทบ้านข้างๆ เพื่อจะได้มากินโจ๊กปลาฝีมือแม่ ยังไงเรื่องปากท้องก็ต้องมาเป็นอันดับแรก!"ผมไปก่อนนะครับแม่""ตั้งใจเรียนนะลูก อย่าลืมข้าวกล่องด้วยล่ะ"หวังหยูหยางสะพายเป้ออกจากบ้าน เขาไม่ได้ตรงไปที่โรงเรียนโดยทันทีแต่กลับไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านหลังข้างๆ"หยูหมิง ไปโรงเรียนได้แล้ว!"ประตูบ้านสกุลเจียงเปิดออกมาโดยเพื่อนสนิทของเขาเป็นเจียงหยูหมิงที่ในปากยังคาบขนมปังอยู่ มือหนึ่งก็เกี่ยวดึงปลายถุงเท้าขึ้น กระโดดขาเดียวออกมาจากบ้าน"มาแล้วๆ บอกแล้วไงว่าอย่าตะโกน มันรบกวนเพื่อนบ้าน""งั้นวันหลังนายก็ออกมาให้ทันก่อนฉันจะตะโกนสิ" หวังหยูหยางเดินนำเพื่อนสนิทไปเจียงหยูหมิงที่ยังสวมรองเท้าไม่เสร็จดีกระโดดเหยงตามหลังหวังหยูหยาง เขาพ่นลมออกจมูกเพราะปากคาบขนมปังไว้อยู่ "เป็นไปไม่ได้ ฉันเคยตื่นก่อนนายซะที่ไหนล่ะ""ก็จริง"สองเพื่อนซี้เดิ







