หน้าหลัก / วาย / กระดาษขาว และ น้ำหมึกดำ / บทที่ 4 หลังไฟสงคราม (1/2)

แชร์

บทที่ 4 หลังไฟสงคราม (1/2)

ผู้เขียน: Sapphiros S. N.
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-15 14:08:02

บทที่ 4

หลังไฟสงคราม

สงครามล่วงผ่านมาแล้วสี่ปี

ครานั้นแคว้นเสวียนอู่ตีตราว่าเมืองท่ากุยเหว่ยเป็นกบฏ จึงปิดสะพาน ตัดขาดสัมพันธ์ ทางด้านเจ้าเมืองลั่วทนเห็นชาวเมืองลำบากยากเข็ญ ผู้ใหญ่ค้าขายไม่ได้ เด็กเล็กอดอยากไม่ไหวก็ระเบิดสะพานใหญ่ตั้งตัวเป็นเกาะกุยเหว่ย แยกขาดจากแผ่นดินใหญ่เสวียนอู่ตลอดกาล

แคว้นเสวียนอู่แบ่งพื้นที่เป็นหกเขตหลัก แผ่นดินใหญ่คือส่วนหัวและกระดอง ส่วนขาทั้งสี่ และส่วนหาง เหล่าขุนนางเห็นว่าหางเต่าเทียบกับแคว้นใหญ่ทั้งพื้นที่และประชากรมีไม่ถึงหนึ่งในสิบของตัวแผ่นดินใหญ่ ขุนนางโฉดกษัตริย์ชั่วจึงดูแคลนไม่ให้ความสำคัญ ส่ง 'หลี่หวาง' ผู้ใช้ชีวิตสำราญไปวันๆ ดาบไม่เคยจับ ม้าไม่เคยขี่ แม้แต่ยศถาบรรดาศักดิ์ยังตั้งไม่ชัดเจน ได้เบี้ยเลี้ยงเทียบเท่ากั๋วกง ภายหลังออกทำศึกจึงแต่งตั้งยศกลวงๆ ให้ขึ้นเป็นหลี่หวาง

หลี่หวางผู้นี้นำกองทัพแคว้นเสวียนอู่กว่าสองหมื่นนายลงมาปราบปรามกบฏหางเต่า แคว้นใหญ่มากคนมากเรื่องราว ต่างฝ่ายจ้องจะโกงกิน จ้องเล่นงานตลบตะแลงกัน สุดท้ายพ่ายแพ้ต่อกองทัพทหารเกาะกุยเหว่ยเพียงสามพันนายที่ผนึกกำลังร่วมกับผู้บำเพ็ญเพียรพรรคมารสำนักมนตราคู่อีกหลายพันคนอย่างราบคาบ แคว้นใหญ่เสวียนอู่สูญเสียกองกำลังเกือบทั้งหมด หลี่หวางสิ้นใจในแดนศัตรู ไร้ศพหวนคืนสู่แดนมาตุภูมิ

ด้านเกาะกุยเหว่ยได้รับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ ตั้งตนเป็นอิสระ สลัดหางเต่าออกมาจากกระดอง สถาปนาราชวงศ์กุ่ย เริ่มรัชศกใหม่ ขณะเดียวกันไฟสงครามสร้างความเสียหายต่อภายในเกาะอย่างหนัก กองกำลังทหารก็สูญเสียเกินกว่าครึ่ง ทางการร่วมกันกับชาวบ้านเร่งฟื้นฟูบ้านเมือง เคราะห์ดีจุดปะทะส่วนใหญ่อยู่ที่ประตูเข้าเมืองเก่าที่เชื่อมสะพานใหญ่ และอ่าวจอดเรือทิศตะวันออกที่หลี่หวางนำกองกำลังหวังตัดความช่วยเหลือจากสำนักมนตราคู่ ผ่านไปเพียงสองปีก็สามารถเปิดเกาะต้อนรับพ่อค้าผู้ลงทุน พอดีกันกับภัยหนาวที่ถูกปัดเป่าไปพร้อมกับไฟสงคราม คลื่นทะเลไร้แผ่นน้ำแข็งมาปิดกั้นอีก เศรษฐกิจเดิมซบเซาค่อยๆ ฟื้นสภาพจนกลับมาดีดังเดิม

ทางด้านสำนักมนตราคู่เดิมขอตั้งสำนักงานใหญ่แห่งใหม่กลางน่านน้ำเป่ยไห่ติดฝั่งท่าจอดเรือ เพื่อหวังอาศัยพื้นที่เศรษฐกิจเหมาะแก่การค้าขาย สร้างทั้งความร่ำรวยทั้งดึงดูดผู้คน สำนักมนตราคู่ไม่เหมือนสำนักอื่นที่ชอบขึ้นเขาสูงปลีกวิเวกจากผู้คนตรงที่สำนักนี้ต้องการผู้คน แถมยังต้องการผู้คนมากหน้าหลายตาอีกด้วย เหตุเพราะสำนักมนตราคู่ฝึกมรรคาบำเพ็ญคู่เสริมหยินหยาง สร้างเป็นลมปราณ จึงถูกจัดอยู่ในสำนักพรรคมาร การได้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่สามารถเป็นแหล่งการค้าขนาดใหญ่จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก ทำให้สำนักมนตราคู่ให้ความช่วยเหลือเกาะกุยเหว่ยในสงครามแยกแผ่นดินและให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูบ้านเมือง บัดนี้ถนนโคมแดงกลายเป็นถนนที่คึกคักที่สุดในเกาะกุยเหว่ยไปแล้ว

บ้านสกุลเจียงยามนี้คึกคักเสียยิ่งกว่าถนนโคมแดง บ้านหลังเล็กมอซอถูกกองทัพแคว้นเสวียนอู่ทำลายสิ้น ปีแรกได้แต่ซ่อมแซมด้วยเศษไม้พังๆ นอนตากลมหนาวที่มุดรูไม้เข้ามา ต่อมาหลังเปิดเกาะ เกาะกุยเหว่ยโฉมใหม่ได้มีสินค้าขึ้นชื่อขึ้นมาใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ 'กระดาษแดงใบเฟิง' เรียกสั้นๆ ว่ากระดาษเฟิง กระดาษที่สองฝาแฝดทำเล่นกับอาจารย์จงเมื่อครั้งก่อนสงครามปะทุ

หลังสงครามหยุดลง คนทั้งสี่เหมือนเห็นการทำกระดาษเป็นสิ่งบันเทิง เวลาว่างจากการซ่อมบำรุงเมืองก็จะนำมาทำกระดาษ ยิ่งทำยิ่งหมกมุ่น เที่ยวไปเก็บเศษวัสดุบ้าง ไปขอตามบ้านบ้าง เพื่อนำมาทำกระดาษแข่งกัน หัวข้อเดียวที่มีร่วมกันคือ ทำมาจากใบเฟิงบ้านอาจารย์จง จนสุดท้ายได้มาเป็นกระดาษสีแดงจาง ไม่เข้มเกินไปจนเขียนหนังสือไม่เห็น ไม่อ่อนเกินไปจนดูซีด ยามต้องแสงแดดเจือสีแดงสดแลดูเป็นสิริมงคลยิ่ง เนื้อกระดาษเรียบเนียน บางเฉียบ ให้สัมผัสที่ฝืดมือเล็กน้อย ยามตวัดพู่กันไม่ลื่นจนเกินไป ไม่ฝืดเคืองจนลากพู่กันไม่ออกพ่อค้าจากนอกเกาะถูกใจยิ่งนัก กลายเป็นสินค้าส่งออกยอดนิยมใหม่แห่งเกาะกุยเหว่ย

บ้านสกุลเจียงและสกุลจงยกระดับกลายเป็นเรือนหลังใหญ่ สำนักศึกษาผันตัวกลายเป็นโรงงานทำกระดาษ ชาวบ้านที่หลังสงครามกลายเป็นคนว่างงานถูกจ้างมาไม่ทำกระดาษก็ดูแลสวนต้นเฟิง ทั่วทั้งถนนมองไปทางไหนไม่เห็นกระดาษตากอยู่ก็เห็นแต่ใบเฟิง ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่า 'ถนนเฟิง'

แต่สิ่งที่ทำให้กระดาษแดงใบเฟิงโด่งดังและทำให้บ้านสกุลเจียงคึกคัก ต้องย้อนกลับไปช่วงเกาะเพิ่งเปิดใหม่ๆ วันนั้นเป็นวันจัดพิธีสวมกวานขององค์ชายรองแห่งราชวงศ์ใหม่ เจ้าเมืองลั่วยามนั้นบากบั่นเพื่อชาวเมืองมากมาย ยามนี้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์จึงเป็นที่รักเคารพของราษฎรเกาะกุยเหว่ย ท้องถนนทั่วทุกเมืองอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่ออกมาเฉลิมฉลอง อวยพรให้กับองค์ชายรอง สองแฝดยังอยู่ในบ้านสกุลเจียงมอซอหลังเดิม ที่ชั้นสองพวกเขานำกระดาษเฟิงที่เริ่มเข้ารูปเข้ารอยมาปึกหนึ่ง บรรยากาศเฉลิมฉลองพาไปทำให้เกิดอยากเขียนบทกลอนเนื้อหาอวยพร หากแต่พวกเขาไร้การศึกษา อาจารย์จงก็ไม่ได้สอนสิ่งเหล่านี้เท่าใดนัก

"หยูหมิงเจ้าเขียนสวย เจ้าเขียนมาเยอะๆ เราจะได้นำไปห้อยตกแต่งประตูบ้าน" เจียงหยูหยางฝนน้ำหมึกที่อาจารย์จงให้พวกเขามา

"เขียนสวยจะไปมีประโยชน์อะไร ในหัวข้าหาได้มีคำดีๆ ไม่ เสียของเปล่า" เจียงหยูหมิงอยากเขียนแต่ก็จนใจที่นึกอย่างไรก็นึกถ้อยคำสลักสลวยออกมาไม่ได้สักประโยค

"เขียนๆ ไปเถอะ ไม่งั้นเจ้าลองเขียนพวกคำทำนายดีๆ ที่เจ้าเคยอ่านให้พวกเด็กผู้หญิงฟังในฝันดีหรือไม่?" เจียงหยูหยางถาม พวกเขายังคงฝันอยู่ ตัวตนในฝันก็โตขึ้นตามพวกเขาไปด้วย เพียงแต่วันเวลาผ่านไป ระยะเวลาในการฝันดูจะลดลง แต่ทั้งสองกลับจำรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น

"อย่ามาเสียดายเอาภายหลังก็แล้วกัน" เจียงหยูหมิงคิดอย่างอื่นไม่ออก จึงทำตามอย่างที่น้องชายว่า

เขียนไปเขียนมากระดาษก็ยังไม่หมด ทั้งถ้อยคำที่ดูดี คำด่า ชื่อคน ตัวเลข คำบอกทาง ก็เขียนลงไปแล้ว พลันมีสายลมหอบใหญ่พัดผ่านถนน แทรกเข้ามาในรูรั่วของแผ่นไม้หอบเอากระดาษที่วางเกลื่อนกระจายเต็มพื้นปลิวออกจากหน้าต่าง ร่วงโรยกระจายไปทั่วท้องถนน

"เฮ้ย!" สองพี่น้องตกใจ มือคว้าได้เพียงปลายลม ทั้งสองยื่นหน้าออกไปดูนอกหน้าต่าง กระดาษแผ่นเท่าฝ่ามือดุจห่าฝน กระทบแสงอาทิตย์สะท้อนสีแดงสดชวนตาพร่าลาย ค่อยๆ ตกลงไปยังผู้คนที่ออกมาเฉลิมฉลองเต็มถนนเบื้องล่าง

"หมิงเอ๋อร์ หยางเอ๋อร์ พวกเจ้าเล่นอะไร!" เจียงฟูเหรินที่ตั้งโต๊ะแจกโจ๊กปลาอยู่หน้าบ้านตะโกนขึ้นมา พลางขอโทษขอโพยชาวบ้านที่โดนกระดาษตกแปะเต็มหน้า

ผู้คนบนท้องถนนเห็นกระดาษสะท้อนสีแดงปลิวว่อนก็นึกว่าเป็นกระดาษมงคลร่วมเฉลิมฉลอง บ้างก้มเก็บ บ้างโดนกระดาษปลิวไปหา เด็กเล็กกระโดดแย่งชิงกันสนุกสนาน

'ลาภยศมั่งมี สดุดีชั่วลูกชั่วหลาน'

'สุขภาพที่ย่ำแย่ ดังต้องแสงชำระล้าง'

'กิจการที่ทำอยู่ล้วนโดนโกง'

'สุขสันต์วันปีใหม่'

'เสี่ยวเวยป๋อ[1]'

'เจ้ามาผิดถนน! เดินไปทิศเหนืออีกสองซอยให้เลี้ยวขวา จุดหมายอยู่สุดถนน'

'เจ้ามันคนสันโดษ อยู่คนเดียวไปซะ'

'ความเปลี่ยนแปลงคืบคลานมา ขอเพียงเจ้าเยือกเย็นจึงจะผ่านไปได้ด้วยดี'

'หลิงหลิงอี[2]'

"..."

"ใครเล่นพิเรนทร์อันใด!"

"เจ้าว่าใครสันโดษ!"

"นี่มันกลางปีแล้ว มาสุขสันต์วันปีใหม่อะไร!"

"นี่คือตัวเลขอะไร..."

เสียงก่นด่าเริ่มดังระงม เจียงหยูหมิงรีบปิดหน้าต่างหับบานทันที

วันต่อมากลับมีแขกมาเคาะประตูบ้านสกุลเจียงไม่ขาดสาย

"เจียงฟูเหริน! คำอวยพรที่ลูกเจ้าเขียนดียิ่งนัก สามีข้าป่วยมานานแรมปี เมื่อวานมีกระดาษแดงลอยมาทิ่มตาเขียนไว้ว่าเขาจะหายป่วย วันนี้สามีข้าตื่นมาหน้าตาแจ่มใสวิ่งรอบบ้านได้สามรอบแล้ว!"

"เจ้าพวกลูกปลาน้อย ขอบใจเจ้านักที่เตือนข้า ข้าริสู้อุตส่าห์ใช้เงินเก็บทั้งชีวิตไปลงทุน นึกไม่ถึงเจ้าคนชั่วแซ่หม่ากลับขนครึ่งหนึ่งไปไว้ที่บ้าน!"

"แม่นางเหยียนหาได้มีใจให้ข้า เจ้าพูดถูกข้ามันควรอยู่คนเดียว!"

"ข้าก็ว่ากลางปีเช่นนี้ใครเขาเขียนสุขสันต์วันปีใหม่กัน! ที่แท้ข้ากลับไปถึงบ้าน ภรรยาเดินมาบอกข้าว่าตั้งครรภ์แล้ว!"

เหตุการณ์เช่นนี้ยังคงมีมาไม่ขาดสายแทบทุกวันจนกลายเป็นเรื่องโด่งดัง โรงเตี๊ยมเถ้าแก่หวังยังมีเซียนเซิง[3]เอาไปเล่าในโรงน้ำชา กระดาษแดงใบเฟิงเมื่อวันนั้นก็โปรยได้งดงามนัก อาจารย์จงถูกซักถามจนต้องผลิตขายตั้งแต่นั้นมา

ชาวบ้านลือกันไปลือกันมา เริ่มมีคนกล่าวว่าสองแฝดสกุลเจียงเป็นร่างทรงของเทพพยากรณ์ลงมาจุติ บังเอิญวันนั้นมีชายผู้หยิบได้ใบที่เขียนว่า 'ทำการค้าอย่าลังเล ทุ่มสุดตัวเสียจะมั่งมี' จึงกลับไปทุ่มเงินทุกก้อนที่มีกับบ่อเกลือที่เดิมลงทุนไปเพียงครึ่งเดียว จากนั้นบ่อเกลือแห่งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ชายผู้นั้นกลายเป็นเศรษฐีใหม่ จึงย้อนกลับมาตกรางวัลให้ร่างทรงเทพพยากรณ์ก้อนใหญ่ เจียงหยูหยางเห็นหนทางรวย เจียงหยูหมิงเห็นหนทางหย่าขาดกับโจ๊กปลา จึงบูรณะบ้านสกุลเจียงใหม่ เรือนหน้าเปิดสำนักเทพพยากรณ์ซวงหยู เจียงจิ้งผู้เป็นบิดาเลิกหาปลามาทุ่มเทให้กับการบริหารสำนักเทพพยากรณ์ซวงหยู เจียงเจินผู้เป็นมารดาคอยจัดการเรื่องการนัดหมาย ป้ายลำดับ และบริการผู้มารับคำทำนายด้วยโจ๊กปลา

ด้วยเหตุนี้ ทุกวันจึงมีคนต่อแถวมาจากบ้านสกุลเจียงยาวเหยียดเลยไปยังทางเข้าถนนเฟิง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • กระดาษขาว และ น้ำหมึกดำ   บทนำ ปฐมบทตำนานเทพศัสตราวุธ

    บทนำปฐมบทตำนานเทพศัสตราวุธ"ก็อย่างที่ข้าว่าไป ศิษย์น้องสะใภ้ เจ้าจะรับนางไว้หรือไม่?"คุณชายเฟิงจูยิ้มยิบหยีโบกพัดกลมอยู่ในเรือนน้ำหมึกดำ"เจ้าจะบอกว่าสุนัขทมิฬที่พวกข้าเคยสู้ด้วยในคุกวงกตใต้สมุทรนอกจากจะไม่โกรธที่พวกข้าทำมันตาบอดไปข้าง แต่ยังอยากจะติดตามรับใช้ข้าเนี่ยนะ?" เจียงหยูหมิงถามซ้ำด้วยความเหลือเชื่อ กับคนที่เคยทำร้ายตัวเองย่อมต้องหนีไปให้ไกลสิ คงไม่ใช่ว่าอยากจะหาโอกาสแก้แค้นหรอกนะ"ถูกแล้ว นางบอกว่าตอนนั้นนางโดนการกระตุ้นกู่เข้าครอบงำทำให้ขาดสติ อีกทั้งนางก็ตั้งครรภ์อยู่ด้วยจึงต้องการสารอาหารมาเลี้ยงลูกๆ ในท้อง สัญชาตญาณทำให้นางดุร้ายเป็นพิเศษ นางนึกถึงสภาพตัวเองในตอนนั้นก็ละอายใจนัก วางใจได้ นางเพียงแค่อยากตอบแทนบุญคุณเจ้า" คุณชายเฟิงจูเล่าสิ่งที่หมาป่าโลกันตร์แปลออกมาให้ฟังเมื่อตอนยังอยู่ที่หุบเขาร้อยอสูร"ตอบแทนบุญคุณ?" เจียงหยูหมิงยิ่งงงหนักกว่าเดิม นี่มิใช่ต้องเป็นความแค้นหรอกรึ"ข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่นางบอกว่าหากไม่ได้น้ำของเจ้าช่วยไว้คงถูกศิษย์น้องเล็กสังหารไปแล้ว ไม่มีโอกาสรอดชีวิตจนคลอดบุตรธิดาออกมาได้"เจียงหยูหมิงหันไปมองว่าที่ฆาตกรด้านข้างด้วยสายตาแห่งผู้ชน

  • กระดาษขาว และ น้ำหมึกดำ   บทพิเศษ ห้องหอที่แท้จริง (2/2) (NC18+)

    จิ้งจอกหิมะพรมจูบโลมเลียทั่วทั้งใบหน้างดงามของเจ้านาย มือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บแหลมคมฉีกกระชากอาภรณ์ของตน แต่เมื่อวางลงบนร่างของอีกฝ่ายกลับประดิดประดอยถอดออกด้วยความทะนุถนอม เมื่อไม่มีส่วนใดของใบหน้าแดงก่ำที่เขายังไม่ได้ประทับริมฝีปากลงไปอีก ไป๋ซีหลางก็เลื่อนใบหน้าลากลิ้นที่เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อนเหมือนไอเย็นของยอดเขาหนันซานเริ่มจะต้านทานไฟวิญญาณที่ลุกโหมกระพือไว้ไม่อยู่ ลิ้นลากไล้ไปถึงใบหูแดงก่ำตวัดซอกซอนทุกซอกมุมและสันนูนของกระดูกอ่อนก่อนจะขบเม้มไปที่ติ่งหูนุ่มนิ่มปลายเขี้ยวแหลมคมที่ลากผ่านก่อนจะงับเข้าที่ติ่งหูกระตุ้นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ทำให้เจียงหยูหยางสะดุ้งตัวโยน จิ้งจอกหิมะปลดอาภรณ์ของเขาไปจนถึงชั้นในแล้วมือซุกซนก็ลูบไล้บีบคลึงไปทั่วอย่างหิวกระหายดั่งจิ้งจอกที่อดอาหารมานาน แม้จะรุกรานอย่างหนักหน่วงแต่ไป๋ซีหลางก็ระมัดระวังเป็นอย่างดี ปลายกรงเล็บแหลมคมไม่เคยเฉียดกรายเกี่ยวเนื้อเนียนนุ่มเลยสักครั้งไป๋ซีหลางเห็นอีกฝ่ายตอบสนองก็รัวลิ้นโลมเลียดูดดุนติ่งหูทั้งสองข้างจนมันแดงช้ำ เจียงหยูหยางถูกกระตุ้นซ้ำๆ จนต้องแอ่นตัวขึ้นมารับสัมผัสเร่าร้อนของเขา มือน้อยกำใบหูจิ้งจอกไว้แน่นระบายความรู้ส

  • กระดาษขาว และ น้ำหมึกดำ   บทพิเศษ ห้องหอที่แท้จริง (1/2)

    บทพิเศษห้องหอที่แท้จริงทันทีที่ประตูเรือนสองบานปิดลงทั้งสี่ก็กลับไปสู่ห้องหอที่แท้จริงของตนที่เรือนนอนในเกาะน้ำหมึก สองร่างพัวพันเกี่ยวกระหวัดตั้งแต่เท้ายังไม่ถึงพื้น อาหารทิพย์ที่พวกเขากินเข้าไปละลายเป็นสารอาหารทันที ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายให้กระชุ่มกระชวยมากกว่าเก่า ลั่วถิงลู่ยกร่างของเจียงหยูหมิงขึ้นนั่งบนโต๊ะน้ำชาจนจอกสุรามงคลที่เตรียมไว้ตกกระจายเกลื่อนพื้น ถึงกระนั้นสองร่างก็ยังไม่แยกจากกัน ริมฝีปากร้อนรุ่มสองคู่ยังคงแย่งกันกลืนกินอีกฝ่ายอย่างหิวกระหายดั่งเมื่อสักครู่ไม่ได้เพิ่งจะกินมื้อใหญ่มาลั่วถิงลู่เอื้อมมือข้างหนึ่งไปหยิบป้านสุราที่ไม่ได้ตกกระเด็นไป แล้วเกี่ยวคล้องแขนกับอีกฝ่าย เจียงหยูหมิงที่ตกอยู่ในกองเพลิงร้อนเร่าเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไร มือข้างที่ถูกคล้องแขนจับป้านสุราร่วมกับลั่วถิงลู่ สุรามงคลรินรดระหว่างจุดประสานเชื่อมต่อ ทั้งสองผละจากกันเล็กน้อยเพื่อให้สุราได้มีช่องทางเข้าสู่โพรงปากที่เชื่อมประสาน ลิ้นร้อนทั้งสองยังคงพัวพันแย่งกันดูดกวักสุรามงคลที่รสชาติเหมือนกับร่างกายของอีกฝ่ายสองแขนเกี่ยวพันคล้องกันเพื่อร่วมดื่มสุรา ประสานสัญญาแห่งรักนิรันดร์ สัญญานี้กลับ

  • กระดาษขาว และ น้ำหมึกดำ   บทพิเศษ ฟ้าดินร่วมกราบฟ้าดิน (2/2)

    คำอวยพรจากแดนไกลจบลง ก็ได้ฤกษ์ยามแห่งงานมงคลบ่าวสาวสองคู่ร่วมถือผ้าแดงจูงคู่ของตนเดินเข้าเรือนหลักไปหยุดอยู่เบื้องหน้าผู้ใหญ่ที่พวกเขาเคารพรัก อาจารย์จงหานถึงกับออกจากการจำศีลชั่วคราวเพื่อมาช่วยดำเนินพิธีการแห่งชีวิต แม้เขาจะเหนื่อยล้าง่วงงุนเพราะยังจำศีลไม่เสร็จดี แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง"สองดวงใจโยงเป็นหนึ่ง ไม่แยกจากชั่วนิรันดร์ จากวันนี้ไป สามีภรรยามีใจเดียว เป็นตายมิพลัดพราก ผูกพันธนาแม้สิ้นลม บ่าวสาวคำนับ คำนับที่หนึ่ง คำนับฟ้าดิน"สองแฝดหันมามองหน้ากันแล้วก็หัวเราะออกมาก่อนจะหันหน้าเข้าหากันแล้วคำนับกันเอง เจ้าบ่าวทั้งสองเห็นเข้าก็ยิ้มอ่อนอย่างขบขันแล้วทำตามพวกเขา ฟ้าดินก็อยู่ตรงนี้แล้วไม่ใช่รึไง พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีสามหนังสือหกพิธีการยิ่งใหญ่คับฟ้าเพื่อประกาศให้ใต้หล้าได้รับรู้ เพราะฟ้าดินร่วมเป็นสักขีพยานด้วยกัน ณ ที่นี่แล้วแม้สองฝาแฝดจะไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดิน แต่สำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดฟ้าดินนี้มีเพียงกันและกันเท่านั้น"คำนับที่สอง คำนับบิดามารดา บรรพบุรุษ"ทั้งสี่ลุกขึ้นยืนแล้วหันทิศทางไปยังสองสามีภรรยาสกุลเจียงที่นั่งอยู่ด้านหน้า ถัด

  • กระดาษขาว และ น้ำหมึกดำ   บทพิเศษ ฟ้าดินร่วมกราบฟ้าดิน (1/2)

    บทพิเศษฟ้าดินร่วมกราบฟ้าดิน"เหตุใดข้าต้องใส่ชุดเจ้าสาว"เจียงหยูหยางขมวดคิ้วมุ่น ปากพูดไปก็เคี้ยวซาลาเปาไส้เนื้อไป"นั่นสิ ทำไมไม่เป็นพวกเจ้าที่ใส่ชุดเจ้าสาวเล่า มาๆ แต่งเป็นสะใภ้ตระกูลเจียงให้พ่อสามีของพวกเจ้าซาบซึ้งใจเร็ว"เจียงหยูหมิงเองก็ยืนเท้าเอวอยู่เคียงข้างน้องชาย สองฝาแฝดกำลังต่อสู้สุดชีวิตเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายตระกูลเจียงจงหลินอี้ที่กลับมาเพื่อช่วยงานใหญ่ยืนกุมขมับ เขารู้อยู่แล้วว่าเจ้าสองแฝดตัวแสบต้องไม่ยอม "ก็พวกเจ้าทั้งคู่เป็นฝ่าย...""หา? ฝ่ายอะไร พูดให้มันดีๆ นะ พี่อี้!"ยังไม่ทันที่จงหลินอี้จะได้พูดจบประโยค แฝดน้องก็จับซาลาเปายัดปากเขา ส่วนแฝดพี่ก็แทบจะตีหัวด่าคนอยู่รอมร่อจงหลินอี้ปวดหัวจนอยากจะกลับไปท่องโลกยุทธภพต่อเสียตอนนี้ ไม่น่าจับสองฝาแฝดมาอยู่รวมกันเลย"น้องชายหมิง น้องชายหยาง พวกเจ้าใจเย็นก่อน เช่นนั้นพวกเจ้าก็แต่งตัวด้วยชุดเจ้าบ่าวแต่คลุมผ้าปิดหน้าไว้ดีหรือไม่?" เซียวซิงโหรวที่ตามติดญาติผู้น้องมาช่วยงานด้วยพยายามช่วยเกลี้ยกล่อมแฝดปลาที่ตีครีบตีหางใส่ทุกคน"จริงด้วย ความคิดเข้าท่านัก พวกท่านว่าอย่างไร?" หลิวจิ่นเหอเองก็ปิดภัตตาคารเพื่อมาช่วยงานและรับ

  • กระดาษขาว และ น้ำหมึกดำ   บทพิเศษ ในห้วงความฝัน

    บทพิเศษในห้วงความฝันหวังหยูหยางลืมตาโพลง เสียงนาฬิกาปลุกกรีดร้องบอกเวลาเริ่มต้นวันใหม่ หวังหยูหยางกดปิดเสียงแจ้งเตือนในโทรศัพท์มือถือแล้วกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟัน เขาเป็นพวกมีพลังงานเหลือล้นในตอนเช้า ซึ่งทำให้เขาไม่มีปัญหากับการตื่นเช้ากว่าเพื่อนสนิทบ้านข้างๆ เพื่อจะได้มากินโจ๊กปลาฝีมือแม่ ยังไงเรื่องปากท้องก็ต้องมาเป็นอันดับแรก!"ผมไปก่อนนะครับแม่""ตั้งใจเรียนนะลูก อย่าลืมข้าวกล่องด้วยล่ะ"หวังหยูหยางสะพายเป้ออกจากบ้าน เขาไม่ได้ตรงไปที่โรงเรียนโดยทันทีแต่กลับไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านหลังข้างๆ"หยูหมิง ไปโรงเรียนได้แล้ว!"ประตูบ้านสกุลเจียงเปิดออกมาโดยเพื่อนสนิทของเขาเป็นเจียงหยูหมิงที่ในปากยังคาบขนมปังอยู่ มือหนึ่งก็เกี่ยวดึงปลายถุงเท้าขึ้น กระโดดขาเดียวออกมาจากบ้าน"มาแล้วๆ บอกแล้วไงว่าอย่าตะโกน มันรบกวนเพื่อนบ้าน""งั้นวันหลังนายก็ออกมาให้ทันก่อนฉันจะตะโกนสิ" หวังหยูหยางเดินนำเพื่อนสนิทไปเจียงหยูหมิงที่ยังสวมรองเท้าไม่เสร็จดีกระโดดเหยงตามหลังหวังหยูหยาง เขาพ่นลมออกจมูกเพราะปากคาบขนมปังไว้อยู่ "เป็นไปไม่ได้ ฉันเคยตื่นก่อนนายซะที่ไหนล่ะ""ก็จริง"สองเพื่อนซี้เดิ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status