Mag-log inบทที่ 5
เอาน้องข้าคืนมา!
เจียงหยูหมิงตกใจ
ที่ผ่านมาเขาลอกเลียนเนื้อหาการทำนายจากไพ่ในความฝัน ในฝันนั้นตัวเขาชอบนำไพ่ทำนายของแม่ไปเล่นที่โรงเรียนเพื่อดึงดูดสหายหญิงในโรงเรียน แรกเริ่มในวัยสิบสี่ปี เป็นครั้งแรกที่เจียงหยูหมิงลอกเลียนเอาถ้อยคำทำนายจากในฝันมาใช้ เขาพยายามนึกออกมาอย่างทุลักทุเล โดยได้รับความช่วยเหลือจากแฝดน้องเจียงหยูหยางที่ในฝันมักร่วมดูเขาเล่นไพ่ทำนายด้วยทุกครา
นานวันเข้า ทั้งคู่เริ่มจดจำความฝันได้แม่นยำมากขึ้น ทำให้การเปิดสำนักเทพพยากรณ์ซวงหยูเป็นไปด้วยดี เพียงแต่ดูท่าตัวเขาในฝันจะศึกษาวิธีการละเล่นมาเพียงผิวเผิน จึงไม่เพียงพอต่อการนำมาทำนายทายทักผู้คนที่เข้ามาหาสำนักเทพพยากรณ์ซวงหยูกว่าร้อยคนต่อวัน
"การละเล่นปาหี่ หลอกเอาเงินคนของพวกเจ้าใช้ได้ที่ไหนกัน ไม่สมเป็นวิญญูชน! ช่างเถอะๆ นับเป็นส่วนช่วยให้กิจการกระดาษแดงใบเฟิงรุ่งเรือง ขอให้เจริญรุ่งเรือง! ขอให้เจริญรุ่งเรือง!" จงหลินอี้ที่กำลังง่วนอยู่กับการตากกระดาษกล่าวกับสองแฝดที่มานั่งเล่นในลานบ้านสกุลจงก่อนเวลาเปิดสำนัก
"ถุย! พ่อค้าเต็มตัวอย่างเจ้าจะมาวิญญูชนอะไรอีก พี่อี้ เจ้าเองก็มาช่วยพวกข้าคิดหาหนทางหน่อยเถิด หากสำนักเทพพยากรณ์ล้มละลายไป นั่นคือรายได้หนึ่งในสามของโรงงานกระดาษเฟิงเชียวนะ" เจียงหยูหมิงนอนแทะแป้งทอดอยู่บนตั่งกลางลานบ้านอย่างเกียจคร้าน ท่าทางไม่ได้กังวลใจอะไรแต่กลับมาขอความช่วยเหลือชวนให้จงหลินอี้หงุดหงิดนัก
"พี่อี้ ดูสิ่งนี้ เจ้าว่าเหมือนของวิเศษหรือไม่?" เจียงหยูหยางที่ปากยังคาบซาลาเปาไส้เนื้อ ถือกระดาษเฟิงพับเป็นรูปร่างน่าตาประหลาดเดินมาหา
จงหลินอี้พิจารณาของในมือแฝดน้อง จะว่าเหมือนสามเหลี่ยมก็ไม่ใช่ จะว่าเหมือนว่าวก็ไม่เชิง "นี่คืออะไร?"
"ข้าเรียกมันว่าเครื่องบินกระดาษ"
"เครื่องบิน?"
"หยูหยาง เรียกอย่างอื่นเถอะ ให้ฟังดูรู้เรื่องและให้ดูศักดิ์สิทธิ์เสียหน่อย เดี๋ยวหลอกคนไม่ได้กันพอดี" เจียงหยูหมิงแทะแป้งทอดต่ออย่างไม่ใส่ใจ
"..."
"..."
เจียงหยูหยางคิดอยู่สักพัก ทักษะการตั้งชื่อหลอกคนของเขาดีขึ้นมากหลังจากนั่งประดิษฐ์ของวิเศษ ของแก้บน ของเสริมดวงต่างๆ ไปขายให้เหล่าสาวกมานานแรมปี "เครื่องร่อนชำระทุกข์เป็นไง?"
"ฟังดูประหลาดไปนิด แต่มีคำว่า 'ชำระทุกข์' ถือว่าผ่าน"
"..." จงหลินอี้จนใจกับสองพี่น้องนักต้มตุ๋น "เหตุใดจึงเรียกเครื่องร่อน?"
"พี่อี้ เจ้าดูนี่" เจียงหยูหยางจับที่ปลายใต้ท้องเครื่องร่อน ออกแรงสะบัดข้อมือส่งเครื่องร่อนพุ่งโฉบไปตามแรงลมจนไปปักอยู่ที่ยอดต้นเฟิงต้นใหญ่กลางลานบ้าน ซึ่งเป็นต้นเดิมกับที่อาจารย์จงพาพวกเขาเก็บใบที่ร่วงมาทำกระดาษครั้งแรก
"วา...ใช้ได้นี่!" จงหลินอี้ตาลุกวาวด้วยความนึกสนุก
"ใช่ไหมเล่า ทีนี้เพียงแค่บอกให้ไปร่อนที่ทะเลหรือที่หน้าผา เปรียบเสมือนร่อนความทุกข์โศกให้มลายหายไป เท่านี้ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแล้ว!" เจียงหยูหยางยิ้มยิงฟัน สองมือเท้าสะเอวด้วยความภาคภูมิใจ
"สมแล้วที่เป็นหัวหน้าฝ่ายขายของสำนักเรา นับถือๆ" เจียงหยูหมิงเห็นน้องชายกำลังได้ใจต้องรีบใส่ฟืนใต้กองไฟ กุมหมัดคำนับรัวๆ
"เช่นนั้นเทพพยากรณ์อย่างพวกเจ้าคงต้องถูกพระแม่ธรณีกับเทพวารีเข้าฝัน ข้อหาไปสร้างขยะให้พวกท่านแล้ว" อาจารย์จงเดินออกมาจากเรือน ในมืออุ้มตำราสูงถึงคาง วางทับด้วยกล่องเครื่องเขียนด้านบนอีกที
"พ่อบุญธรรม ข้าช่วยท่าน" จงหลินอี้รีบเข้าไปช่วยแบ่งของในอ้อมแขนพ่อบุญธรรม นำไปวางบนตั่งที่เจียงหยูหมิงนอนเอกเขนกอยู่
"อาจารย์จง นี่ท่านจะย้ายห้องหนังสือหรือ?" เจียงหยูหมิงวางแป้งทอดลงแล้วช่วยทั้งสองคนจัดวางของ
"ข้าได้ยินพวกเจ้าคุยกัน เห็นว่ากำลังถึงทางตัน หลังเกาะเปิดข้าได้ตำรามาใหม่หลายเล่ม ไม่สู้เจ้าก็ลองเอาไปคัดคำดีๆ ไว้เป็นตัวอย่างแก้ขัดก่อน" บัณฑิตวัยกลางคนที่ผันตัวมาเป็นพ่อค้าหน้าเลือดอย่างเต็มตัว ชุดบัณฑิตมอซอตัวเก่าบัดนี้ตัดเย็บด้วยผ้าไหมชั้นดี ข้างเอวห้อยหยกหนึ่งชิ้นเข้าคู่กันกับปิ่นปักผมหยก แลดูเหมือนเรียบง่ายสมถะ แต่หยกนั้นเป็นหยกขาวเนื้อดีราคาแพงหูฉี่ แถมยังเลี่ยมขอบด้วยทองอีกต่างหาก แม้แทบไม่เหลือคราบปัญญาชนในอดีต แต่ชาวบ้านในละแวกก็เรียกเขาว่าอาจารย์จงจนเคยชินแล้ว อีกทั้งเจ้าตัวยังรับลูกหลานแรงงานในโรงงานกระดาษเฟิงมาสอนหนังสือระหว่างวันตามความเคยชิน ทุกคนจึงเรียกเขาว่าอาจารย์โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ
"ยังคงเป็นอาจารย์จงที่คิดถึงเรา!" เจียงหยูหมิงไม่รอช้ารีบคว้าตำราเล่มที่ใกล้ที่สุดมาเปิดดู
"ดี ดี! เช่นนั้นพวกเจ้าดูกันไปก่อน ข้าขอตัวไปเตรียมเปิดสำนักศึกษาก่อน" อาจารย์จงเดินกลับเข้าไปในเรือน ทิ้งสามสหายนั่งสุมหัวอยู่บนตั่งท่ามกลางกองตำราเปิดวางกระจัดกระจาย
"ประโยคนี้ดี! 'เมื่อความรอบรู้และความเฉลียวฉลาดเกิดขึ้น ความหน้าไหว้หลังหลอกก็ติดตามมา'[1] เอาไว้พูดกับพวกพ่อค้า คหบดีขี้ระแวงได้!" จงหลินอี้ส่งตำราไปให้สองแฝดโดยไม่ได้เข้าใจในเนื้อหาที่ตนเองพูดแม้แต่น้อย
"เหตุใดจึงมีแต่ เต้าเต๋อจิง[2] จวงจื๊อ[3] ทั้งนั้น อาจารย์จงจะให้เราคัดลอกข้อความไปหลอกคน หรือให้เราอ่านเต๋าจนบรรลุเซียนเลยเล่า" เจียงหยูหยางเอนหลังทิ้งตัวลงบนตั่งอย่างหมดแรง เรื่องน่าปวดหัวพรรค์นี้เขาถนัดเสียที่ไหน!
"พ่อบุญธรรมให้พวกเจ้าคัดลอกเพื่อเอาไปเป็นแนวคิด หาใช่เอาไปใช้ตรงๆ ไม่ เจ้าสมองปลา!"
"ของแบบนี้หากเป็นชาวบ้านทั่วไปก็พอหลอกได้อยู่หรอก หากเป็นคนมีการศึกษาหน่อย เคยอ่านผ่านหูผ่านตาก็ดูออกแล้ว" เจียงหยูหมิงถอนหายใจ มือยังคงถือพู่กันเริ่มเขียนคัดลอกประโยคที่จงหลินอี้ส่งมาให้ลงบนกระดาษ เมื่อเขียนเสร็จสิ้นกลับพบว่าเขียนผิดไปตัวอักษรหนึ่ง นิ้วเล็กจิ้มบดบี้ตัวอักษรนั้นใจหวังให้เส้นตรงเปลี่ยนเป็นโค้งด้วยความเสียดายกระดาษ ถึงตอนนี้เกาะเพิ่งเปิดไม่นานพวกเขาก็เรียกได้ว่ามีกินมีใช้ไม่ขาดแคลน แต่ความข้นแค้นที่เคยประสบทำให้เขาติดนิสัยเสียดายข้าวของทั้งหลายไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใด
เจียงหยูหมิงกะพริบตา ตัวอักษรที่บี้พลันเกิดการเปลี่ยนแปลง เหมือนน้ำหมึกยักย้ายตัวเองจากเส้นตรงกลายเป็นโค้ง เจียงหยูหมิงแทบไม่เชื่อสายตา ทันใดนั้น ตัวอักษรทุกตัวในประโยคกลับมีสายน้ำหมึกเจือจางลอยเป็นสายขึ้นมารวมกันเป็นเส้นเดียว เส้นน้ำหมึกค่อยๆ ทะยานไปอย่างพลิ้วไหวเหมือนกระแสน้ำพุ่งไปยังหน้าผากของจงหลินอี้
"..."
"มองข้ามีอะไร?" จงหลินอี้เห็นเจียงหยูหมิงทำตาโตจ้องหน้าตัวเองอย่างกับมองสุนัขมีเขางอกที่หน้าผาก สองมือตบๆ ใบหน้าตัวคลำหาสิ่งผิดปกติแต่ก็ไม่พบสิ่งใด
"เจ้าไม่เห็น?" เจียงหยูหมิงถาม
"เห็นอะไร แมลงเกาะหน้าข้ารึ?" จงหลินอี้โบกมือปัดแมลงออกจากหน้า
เจียงหยูหมิงตะลึงงัน พลันเหลือบสายตาเห็นหน้ากลมใสเหมือนทารกของเจียงหยูหยางที่อ้าปากตาโตกำลังจ้องสลับระหว่างนิ้วที่ยังคงจิ้มกระดาษอยู่ของเขากับหน้าผากของจงหลินอี้ ตากลมโตสีดำสนิทช้อนขึ้นมองสายตาของพี่ชาย ชั่วขณะนั้นสองฝาแฝดจึงเข้าใจตรงกัน
มีเพียงพวกเขาสองคนที่มองเห็นสิ่งนี้
หลังจากวันนั้น เจียงหยูหมิงเพียงแค่แตะกระดาษ ข้อความที่เขียนอยู่บนนั้นจะลอยไปหาผู้คนที่มีลักษณะตรงกันกับข้อความ หรือมีดวงชะตาต้องกันกับข้อความนั้นๆ เวลาเขียนตัวอักษรผิดก็สะดวกยิ่งนัก เพียงใช้นิ้วจิ้มๆ เขี่ยๆ ก็แก้ไขได้แล้ว
อ้างอิงจากในความฝันคู่แฝดสรุปข้อความออกมาเป็นแผ่นกระดาษทั้งหมดเจ็ดสิบแปดแผ่น เจียงหยูหมิงค้นพบว่าในทั้งเจ็ดสิบแปดแผ่นนั้นจะมีแผ่นที่เส้นน้ำหมึกพุ่งเข้าหน้าผากของคนคนหนึ่งไม่มากก็น้อย แต่ที่น่าประหลาดคือทุกแผ่นล้วนถูกคนผู้นั้นหยิบออกมาอย่างแม่นยำดั่งต้องดวงชะตา ทำให้การทำนายเป็นไปอย่างราบรื่น
ด้านเจียงหยูหยางผู้ผลิตของวิเศษออกมาหลอกขายอยู่เนืองๆ หากพบของสิ่งใดที่เข้าได้กับคนผู้นั้น ก็จะเห็นคล้ายประกายแสงเรืองรองสีขาวสว่างเชื่อมโยงสิ่งของกับคนผู้นั้น แต่ที่น่าแปลกคือของทุกอย่างต้องมีส่วนประกอบของกระดาษ ยิ่งถ้าเป็นกระดาษแดงใบเฟิงยิ่งดี ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงมีแนวทางในการทำนายโชคชะตาและแก้ปัญหาต่างๆ ของบรรดาผู้คนที่มาสำนักเทพพยากรณ์ซวงหยู
ทว่าทั้งเส้นน้ำหมึกและของวิเศษเรืองแสง กลับไม่เคยมีปฏิกิริยาต่อสองพี่น้องฝาแฝดเลย
ไม่ใช่ว่าทั้งคู่จะไม่เคยสงสัยเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นนี้ ในวัยเด็กทั้งคู่เชื่อว่าตนมีพลังวิเศษบางอย่าง เพราะว่ามีเพียงพวกเขาสองคนที่เห็นสิ่งเหล่านี้ ยิ่งนานวันยิ่งหลอกผู้คนมากมายยิ่งต้องหลอกตัวเอง ทำให้เชื่อหมดใจว่าตนได้รับพรจากเทพพยากรณ์จริงๆ
บทนำปฐมบทตำนานเทพศัสตราวุธ"ก็อย่างที่ข้าว่าไป ศิษย์น้องสะใภ้ เจ้าจะรับนางไว้หรือไม่?"คุณชายเฟิงจูยิ้มยิบหยีโบกพัดกลมอยู่ในเรือนน้ำหมึกดำ"เจ้าจะบอกว่าสุนัขทมิฬที่พวกข้าเคยสู้ด้วยในคุกวงกตใต้สมุทรนอกจากจะไม่โกรธที่พวกข้าทำมันตาบอดไปข้าง แต่ยังอยากจะติดตามรับใช้ข้าเนี่ยนะ?" เจียงหยูหมิงถามซ้ำด้วยความเหลือเชื่อ กับคนที่เคยทำร้ายตัวเองย่อมต้องหนีไปให้ไกลสิ คงไม่ใช่ว่าอยากจะหาโอกาสแก้แค้นหรอกนะ"ถูกแล้ว นางบอกว่าตอนนั้นนางโดนการกระตุ้นกู่เข้าครอบงำทำให้ขาดสติ อีกทั้งนางก็ตั้งครรภ์อยู่ด้วยจึงต้องการสารอาหารมาเลี้ยงลูกๆ ในท้อง สัญชาตญาณทำให้นางดุร้ายเป็นพิเศษ นางนึกถึงสภาพตัวเองในตอนนั้นก็ละอายใจนัก วางใจได้ นางเพียงแค่อยากตอบแทนบุญคุณเจ้า" คุณชายเฟิงจูเล่าสิ่งที่หมาป่าโลกันตร์แปลออกมาให้ฟังเมื่อตอนยังอยู่ที่หุบเขาร้อยอสูร"ตอบแทนบุญคุณ?" เจียงหยูหมิงยิ่งงงหนักกว่าเดิม นี่มิใช่ต้องเป็นความแค้นหรอกรึ"ข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่นางบอกว่าหากไม่ได้น้ำของเจ้าช่วยไว้คงถูกศิษย์น้องเล็กสังหารไปแล้ว ไม่มีโอกาสรอดชีวิตจนคลอดบุตรธิดาออกมาได้"เจียงหยูหมิงหันไปมองว่าที่ฆาตกรด้านข้างด้วยสายตาแห่งผู้ชน
จิ้งจอกหิมะพรมจูบโลมเลียทั่วทั้งใบหน้างดงามของเจ้านาย มือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บแหลมคมฉีกกระชากอาภรณ์ของตน แต่เมื่อวางลงบนร่างของอีกฝ่ายกลับประดิดประดอยถอดออกด้วยความทะนุถนอม เมื่อไม่มีส่วนใดของใบหน้าแดงก่ำที่เขายังไม่ได้ประทับริมฝีปากลงไปอีก ไป๋ซีหลางก็เลื่อนใบหน้าลากลิ้นที่เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อนเหมือนไอเย็นของยอดเขาหนันซานเริ่มจะต้านทานไฟวิญญาณที่ลุกโหมกระพือไว้ไม่อยู่ ลิ้นลากไล้ไปถึงใบหูแดงก่ำตวัดซอกซอนทุกซอกมุมและสันนูนของกระดูกอ่อนก่อนจะขบเม้มไปที่ติ่งหูนุ่มนิ่มปลายเขี้ยวแหลมคมที่ลากผ่านก่อนจะงับเข้าที่ติ่งหูกระตุ้นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ทำให้เจียงหยูหยางสะดุ้งตัวโยน จิ้งจอกหิมะปลดอาภรณ์ของเขาไปจนถึงชั้นในแล้วมือซุกซนก็ลูบไล้บีบคลึงไปทั่วอย่างหิวกระหายดั่งจิ้งจอกที่อดอาหารมานาน แม้จะรุกรานอย่างหนักหน่วงแต่ไป๋ซีหลางก็ระมัดระวังเป็นอย่างดี ปลายกรงเล็บแหลมคมไม่เคยเฉียดกรายเกี่ยวเนื้อเนียนนุ่มเลยสักครั้งไป๋ซีหลางเห็นอีกฝ่ายตอบสนองก็รัวลิ้นโลมเลียดูดดุนติ่งหูทั้งสองข้างจนมันแดงช้ำ เจียงหยูหยางถูกกระตุ้นซ้ำๆ จนต้องแอ่นตัวขึ้นมารับสัมผัสเร่าร้อนของเขา มือน้อยกำใบหูจิ้งจอกไว้แน่นระบายความรู้ส
บทพิเศษห้องหอที่แท้จริงทันทีที่ประตูเรือนสองบานปิดลงทั้งสี่ก็กลับไปสู่ห้องหอที่แท้จริงของตนที่เรือนนอนในเกาะน้ำหมึก สองร่างพัวพันเกี่ยวกระหวัดตั้งแต่เท้ายังไม่ถึงพื้น อาหารทิพย์ที่พวกเขากินเข้าไปละลายเป็นสารอาหารทันที ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายให้กระชุ่มกระชวยมากกว่าเก่า ลั่วถิงลู่ยกร่างของเจียงหยูหมิงขึ้นนั่งบนโต๊ะน้ำชาจนจอกสุรามงคลที่เตรียมไว้ตกกระจายเกลื่อนพื้น ถึงกระนั้นสองร่างก็ยังไม่แยกจากกัน ริมฝีปากร้อนรุ่มสองคู่ยังคงแย่งกันกลืนกินอีกฝ่ายอย่างหิวกระหายดั่งเมื่อสักครู่ไม่ได้เพิ่งจะกินมื้อใหญ่มาลั่วถิงลู่เอื้อมมือข้างหนึ่งไปหยิบป้านสุราที่ไม่ได้ตกกระเด็นไป แล้วเกี่ยวคล้องแขนกับอีกฝ่าย เจียงหยูหมิงที่ตกอยู่ในกองเพลิงร้อนเร่าเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไร มือข้างที่ถูกคล้องแขนจับป้านสุราร่วมกับลั่วถิงลู่ สุรามงคลรินรดระหว่างจุดประสานเชื่อมต่อ ทั้งสองผละจากกันเล็กน้อยเพื่อให้สุราได้มีช่องทางเข้าสู่โพรงปากที่เชื่อมประสาน ลิ้นร้อนทั้งสองยังคงพัวพันแย่งกันดูดกวักสุรามงคลที่รสชาติเหมือนกับร่างกายของอีกฝ่ายสองแขนเกี่ยวพันคล้องกันเพื่อร่วมดื่มสุรา ประสานสัญญาแห่งรักนิรันดร์ สัญญานี้กลับ
คำอวยพรจากแดนไกลจบลง ก็ได้ฤกษ์ยามแห่งงานมงคลบ่าวสาวสองคู่ร่วมถือผ้าแดงจูงคู่ของตนเดินเข้าเรือนหลักไปหยุดอยู่เบื้องหน้าผู้ใหญ่ที่พวกเขาเคารพรัก อาจารย์จงหานถึงกับออกจากการจำศีลชั่วคราวเพื่อมาช่วยดำเนินพิธีการแห่งชีวิต แม้เขาจะเหนื่อยล้าง่วงงุนเพราะยังจำศีลไม่เสร็จดี แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง"สองดวงใจโยงเป็นหนึ่ง ไม่แยกจากชั่วนิรันดร์ จากวันนี้ไป สามีภรรยามีใจเดียว เป็นตายมิพลัดพราก ผูกพันธนาแม้สิ้นลม บ่าวสาวคำนับ คำนับที่หนึ่ง คำนับฟ้าดิน"สองแฝดหันมามองหน้ากันแล้วก็หัวเราะออกมาก่อนจะหันหน้าเข้าหากันแล้วคำนับกันเอง เจ้าบ่าวทั้งสองเห็นเข้าก็ยิ้มอ่อนอย่างขบขันแล้วทำตามพวกเขา ฟ้าดินก็อยู่ตรงนี้แล้วไม่ใช่รึไง พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีสามหนังสือหกพิธีการยิ่งใหญ่คับฟ้าเพื่อประกาศให้ใต้หล้าได้รับรู้ เพราะฟ้าดินร่วมเป็นสักขีพยานด้วยกัน ณ ที่นี่แล้วแม้สองฝาแฝดจะไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดิน แต่สำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดฟ้าดินนี้มีเพียงกันและกันเท่านั้น"คำนับที่สอง คำนับบิดามารดา บรรพบุรุษ"ทั้งสี่ลุกขึ้นยืนแล้วหันทิศทางไปยังสองสามีภรรยาสกุลเจียงที่นั่งอยู่ด้านหน้า ถัด
บทพิเศษฟ้าดินร่วมกราบฟ้าดิน"เหตุใดข้าต้องใส่ชุดเจ้าสาว"เจียงหยูหยางขมวดคิ้วมุ่น ปากพูดไปก็เคี้ยวซาลาเปาไส้เนื้อไป"นั่นสิ ทำไมไม่เป็นพวกเจ้าที่ใส่ชุดเจ้าสาวเล่า มาๆ แต่งเป็นสะใภ้ตระกูลเจียงให้พ่อสามีของพวกเจ้าซาบซึ้งใจเร็ว"เจียงหยูหมิงเองก็ยืนเท้าเอวอยู่เคียงข้างน้องชาย สองฝาแฝดกำลังต่อสู้สุดชีวิตเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายตระกูลเจียงจงหลินอี้ที่กลับมาเพื่อช่วยงานใหญ่ยืนกุมขมับ เขารู้อยู่แล้วว่าเจ้าสองแฝดตัวแสบต้องไม่ยอม "ก็พวกเจ้าทั้งคู่เป็นฝ่าย...""หา? ฝ่ายอะไร พูดให้มันดีๆ นะ พี่อี้!"ยังไม่ทันที่จงหลินอี้จะได้พูดจบประโยค แฝดน้องก็จับซาลาเปายัดปากเขา ส่วนแฝดพี่ก็แทบจะตีหัวด่าคนอยู่รอมร่อจงหลินอี้ปวดหัวจนอยากจะกลับไปท่องโลกยุทธภพต่อเสียตอนนี้ ไม่น่าจับสองฝาแฝดมาอยู่รวมกันเลย"น้องชายหมิง น้องชายหยาง พวกเจ้าใจเย็นก่อน เช่นนั้นพวกเจ้าก็แต่งตัวด้วยชุดเจ้าบ่าวแต่คลุมผ้าปิดหน้าไว้ดีหรือไม่?" เซียวซิงโหรวที่ตามติดญาติผู้น้องมาช่วยงานด้วยพยายามช่วยเกลี้ยกล่อมแฝดปลาที่ตีครีบตีหางใส่ทุกคน"จริงด้วย ความคิดเข้าท่านัก พวกท่านว่าอย่างไร?" หลิวจิ่นเหอเองก็ปิดภัตตาคารเพื่อมาช่วยงานและรับ
บทพิเศษในห้วงความฝันหวังหยูหยางลืมตาโพลง เสียงนาฬิกาปลุกกรีดร้องบอกเวลาเริ่มต้นวันใหม่ หวังหยูหยางกดปิดเสียงแจ้งเตือนในโทรศัพท์มือถือแล้วกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟัน เขาเป็นพวกมีพลังงานเหลือล้นในตอนเช้า ซึ่งทำให้เขาไม่มีปัญหากับการตื่นเช้ากว่าเพื่อนสนิทบ้านข้างๆ เพื่อจะได้มากินโจ๊กปลาฝีมือแม่ ยังไงเรื่องปากท้องก็ต้องมาเป็นอันดับแรก!"ผมไปก่อนนะครับแม่""ตั้งใจเรียนนะลูก อย่าลืมข้าวกล่องด้วยล่ะ"หวังหยูหยางสะพายเป้ออกจากบ้าน เขาไม่ได้ตรงไปที่โรงเรียนโดยทันทีแต่กลับไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านหลังข้างๆ"หยูหมิง ไปโรงเรียนได้แล้ว!"ประตูบ้านสกุลเจียงเปิดออกมาโดยเพื่อนสนิทของเขาเป็นเจียงหยูหมิงที่ในปากยังคาบขนมปังอยู่ มือหนึ่งก็เกี่ยวดึงปลายถุงเท้าขึ้น กระโดดขาเดียวออกมาจากบ้าน"มาแล้วๆ บอกแล้วไงว่าอย่าตะโกน มันรบกวนเพื่อนบ้าน""งั้นวันหลังนายก็ออกมาให้ทันก่อนฉันจะตะโกนสิ" หวังหยูหยางเดินนำเพื่อนสนิทไปเจียงหยูหมิงที่ยังสวมรองเท้าไม่เสร็จดีกระโดดเหยงตามหลังหวังหยูหยาง เขาพ่นลมออกจมูกเพราะปากคาบขนมปังไว้อยู่ "เป็นไปไม่ได้ ฉันเคยตื่นก่อนนายซะที่ไหนล่ะ""ก็จริง"สองเพื่อนซี้เดิ







![กรงแค้นขังรัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)