เข้าสู่ระบบ"หยูหมิง เมื่อคืนเจ้าฝันอะไร" เจียงหยูหยางถามแฝดผู้พี่ในเช้าวันหนึ่ง ขณะนั้นทั้งคู่มีอายุได้สิบห้าปี
เจียงหยูหมิงลืมตาตื่นมาพบภาพอันคุ้นเคย "ข้าฝันว่าได้ของเล่นใหม่มา ไม่สิ ความจริงพ่อข้าซื้อไว้ให้ข้าใช้ติดต่อสื่อสาร แต่พอข้าได้มาก็เอาไปเล่นเสียเป็นส่วนใหญ่ อีกส่วนนำไปขอข้อมูลติดต่อจากแม่นางในห้องเรียน"
"ข้าจำได้ เจ้าวิ่งไปหาแม่นางทุกคนในห้องเรียน ตลกมากเชียว" เจียงหยูหยางหัวเราะเสียงใส ก่อนลืมตากลมสีดำสนิท "หยูหมิง เจ้าว่าไม่แปลกหรอ?"
"แปลกอะไร?" เจียงหยูหมิงเลิกคิ้วสงสัย
"เหตุใดพวกเราในความฝันไม่เคยพูดถึงตัวเราในตอนนี้เลยเล่า เหมือนที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ มันเหมือนกับว่า...ตัวเราในความฝันไม่ได้ฝันถึงเราในตอนนี้" นัยน์ตาสีดำมืดมิดเบือนมองออกไปนอกหน้าต่าง มองหาอะไรตัวเจียงหยูหยางเองก็ไม่แน่ชัด เหมือนกับว่าเขาต้องการที่จะมองทะลุผ่านท้องฟ้า ทะลุผ่านโลกใบนี้ ทะลุผ่านความฝัน มองไปยังนัยน์ตาสีดำสนิทอีกคู่หนึ่ง...
"...ที่เจ้าพูดมา น่าคิดยิ่งนัก" คิ้วเรียวโก่งของเจียงหยูหมิงขมวดมุ่นเป็นปมขณะคิดตามคำพูดของน้องชาย
บทสนทนายามเช้าที่ควรยืดยาวกลับหยุดลง สองฝาแฝดต่างมีความคิดเป็นของตน ยิ่งคิดยิ่งถลำลึก ทว่ากลับมิเคยได้รับคำตอบกลับมา...
ทั้งเรื่องความฝัน ทั้งเรื่องพลังวิเศษ ไม่มีคำอธิบาย สองฝาแฝดเคยให้ผู้บำเพ็ญเพียรสำนักมนตราคู่ที่มารับคำพยากรณ์ตรวจดูก็ไม่พบพลังลมปราณแม้เพียงนิด จุดชี่และจุดตันเถียนไร้ซึ่งพลัง อีกทั้งสองแฝดก็ไม่เคยฝึกฝนวรยุทธ สุดท้ายหาคำอธิบายไม่ได้ อีกทั้งไม่เคยนำไปบอกกล่าวกับผู้ใด จึงฝืนเชื่ออย่างไม่เต็มใจว่าเป็นพลังแห่งเทพพยากรณ์
บัดนี้สองฝาแฝดโตขึ้นแล้ว ใกล้เข้าสู่วัยสวมกวานเต็มที ความคิดอ่านก็มีมากขึ้น ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะเชื่อว่าเป็นพลังที่เกิดมาจากจินตนาการของพวกตน ครั้งแรกที่พวกเขาค้นพบเส้นน้ำหมึกและของวิเศษเรืองแสงประหลาดนี้การทำนายหลอกคนของพวกเขากำลังเข้าสู่ทางตัน จึงหาสิ่งทดแทนเพื่อสร้างหนทางไปต่อ เกิดเป็นมโนภาพที่มีร่วมกันของพวกเขาสองคน เมื่อคิดได้ดังนั้นการพยากรณ์ก็ไม่ได้สนุกอีกต่อไป กลับเป็นดั่งภาระงานเสียมากกว่า ทุกๆ วันสองฝาแฝดต้องคลุมชุด สวมหน้ากาก แสดงละครปาหี่ คอยมองหาพลังวิเศษตามมโนภาพของตน ปิดฉากหลอกเอาเงิน ซ้ำๆ วนเวียนไป...
……….
โครม!
เสียงดังสนั่น บัดนี้ บนหลังคาเรือนหน้าบ้านสกุลเจียงที่สองฝาแฝดใช้เป็นสำนักเทพพยากรณ์กลับมีรูขนาดใหญ่บนหลังคา มองขึ้นไปเห็นเป็นเงาสะท้อนของคนผู้หนึ่งที่ค่อยๆ ยกเท้าออกจากการกระทืบกระเบื้อง...
บางทีอาจจะไม่ใช่คนผู้หนึ่ง เพราะบนศีรษะของผู้นั้นมีหูจิ้งจอกสีขาวสองข้าง! ผมยาวปล่อยสยายเป็นสีขาวเงินเฉกเช่นเดียวกับใบหู แสงที่ตกกระทบมาไม่ถึงทำให้มองไม่เห็นใบหน้าลึกลับดวงนั้น หากแต่มีดวงตาสีฟ้าคู่หนึ่งสะท้อนประกายเยียบเย็นมองลงมา สายตาจดจ้องไปยังสองร่างทรงเทพพยากรณ์ในชุดคลุมขาวดำ
ชั่วพริบตา เจียงหยูหมิงมองไม่เห็นถึงการเคลื่อนไหวใด รู้ตัวอีกทีมนุษย์หูจิ้งจอกขาวก็อยู่ในระยะประชิดตัวห่างจากพวกเขาเพียงแค่คืบ กรงเล็บแหลมคมกางออกมาจากมือที่เหมือนมนุษย์ทุกประการหากแต่ขาวซีดดุจร่างไร้โลหิต
เคร้ง!
ภาพตรงหน้าเจียงหยูหมิงถูกบดบังไปด้วยแผ่นหลังกว้างภายใต้ชุดสีดำของชายหนุ่มที่มารับคำพยากรณ์ ในมือของชายหนุ่มยกดาบสกัดกั้นกรงเล็บของมนุษย์หูจิ้งจอกไว้ มนุษย์หูจิ้งจอกที่ถูกสกัดการโจมตีไว้ได้มิได้ถอยหนี มืออีกข้างยื่นออกไปคว้าตัวร่างทรงในชุดคลุมสีขาวมารวบไว้ในอ้อมแขนแกร่ง จากนั้นจึงกระโดดขึ้นหลังคาผ่านรูเดิมที่ตนสร้างไว้หายลับไปในทันที
"หยูหยาง!" ทันทีที่ได้สติ เจียงหยูหมิงตะโกนเรียกน้องชายดังลั่น ไม่สนมาดร่างทรงที่แสดงมานาน สองขาออกวิ่งผลักประตูเรือนมองขึ้นไปบนหลังคา
บนนั้นไม่มีใครอยู่อีกแล้ว...
เจียงหยูหมิงหันไปมองบริเวณโดยรอบ สายตาสั่นไหวส่ายหาร่างของมนุษย์หูจิ้งจอกขาวที่เอาตัวน้องชายของเขาไป
"หยูหยาง! บัดซบเอ้ย!! เอาหยูหยางคืนมา!" เจียงหยูหมิง มองไปที่ใดกลับไร้วี่แวว ทำได้เพียงตะโกนหาอย่างเจ็บใจ สองขาเริ่มออกวิ่งหวังจะตามตัวน้องชายกลับมา
ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี...หยูหยาง เจ้าอยู่ที่ใด ไอ้หูจิ้งจอกบัดซบนั่นพาเจ้าไปที่ใด...
เสียงตะโกนเรียกสั่นเครือ ความหวาดกลัวเข้าครอบงำ ไม่ว่าจะตอนอยู่ในครรภ์มารดา ยามเกิด ยามเป็นทารก ยามเติบโต ยามสงคราม ยามทำกระดาษเฟิง ยามสร้างสำนักเทพพยากรณ์ ยามกิน ยามนอน แม้กระทั่งในความฝัน พวกเขาสองคนก็ไม่เคยแยกจากกัน เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ตื่นขึ้นมาแต่ละวันต้องเห็นหน้ากลมขาว เสียงเจื้อยแจ้วน่ารำคาญถามเขาว่า 'หยูหมิง เมื่อคืนเจ้าฝันอะไร' จู่ๆ มีตัวอะไรก็ไม่รู้มาเอาตัวหยูหยางไป เอาตัวน้องชายฝาแฝดของเขาไป! ตัวเขาไม่ยินยอม!
สองขาเพิ่งเริ่มก้าว กลับมีมือแกร่งมาคว้าแขนเขาเอาไว้
"ปล่อย! ข้าจะไปหาหยูหยาง!"
"ไม่ทันแล้ว พลังลมปราณของเขาหายไปแล้ว คาดว่าคงใช้อาคมเคลื่อนย้ายบางอย่าง ไม่ทิ้งร่องรอยเลยสักนิด"
"แล้วจะให้ทำอย่างไร น้องชายข้าหายไปจะให้ข้าอยู่เฉยรึ? ปล่อย!" เสียงหลังคาถูกทำลายและเสียงเอะอะโวยวาย เรียกให้คนในเรือนแห่กันมา เห็นเจียงหยูหมิงหน้ากากหลุดออกไปตอนใดไม่ทราบ ผ้าคลุมหัวเองก็หล่นลงมา ตาหงส์แดงก่ำมีน้ำตาคลอ สีหน้าทั้งเดือดดาลและหวาดกลัว แขนยังถูกชายหนุ่มผู้มารับคำพยากรณ์เป็นลำดับสุดท้ายจับเอาไว้
"นี่ท่านทำอะไร! ปล่อยลูกข้านะ หมิงเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น!" เจียงฟูเหรินรีบวิ่งพาร่างเจ้าเนื้อตรงมาแงะมือใหญ่แข็งแรงออกจากแขนลูกน้อยของนาง
"ท่านแม่! หยูหยาง...หยูหยางถูกพาตัวไป มนุษย์หูจิ้งจอกสีขาวพาตัวหยูหยางไป!" เจียงหยูหมิงเห็นมารดาน้ำตาก็ยิ่งคลอหน่วย เขากล้ำกลืนมันลงไปพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้มารดาฟัง
"อะไรนะ! ใครพาตัวหยางเอ๋อร์ไป? หมิงเอ๋อร์เจ้าใจเย็นๆ ก่อน" เจียงฟูเหรินโอบกอดลูกชายคนโตของนางไว้ หมิงเอ๋อร์แต่ไหนแต่ไรมา ทำตัวสมกับเป็นพี่ใหญ่ ไหนเลยจะเคยมีสภาพพังทลายเช่นนี้ให้นางเห็น
"เรียนเจียงฟูเหริน เมื่อครู่ขณะพวกเราอยู่ในเรือนหน้า มีคนรูปลักษณ์ประหลาด...พังหลังคาลงมาแล้วพาคุณชายรองเจียงไป จากนั้นใช้อาคมเคลื่อนย้าย บัดนี้สูญหายไร้ร่องรอย" ผู้ติดตามที่มากับชายหนุ่มยกมือคำนับ เล่าเหตุการณ์ให้เจียงฟูเหรินฟังอย่างใจเย็น
เจียงฟูเหรินยิ่งฟังหน้ายิ่งเปลี่ยนสี มีตรงใดที่นางเชื่อได้บ้าง ทั้งมนุษย์มีหูจิ้งจอกบ้างล่ะ ทั้งอาคมเคลื่อนย้ายบ้างล่ะ อย่าเห็นว่านางเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ทุกวันทำการค้าขายปะปนกับผู้บำเพ็ญเพียรสำนักมนตราคู่ที่อยู่ถัดไปแค่สองช่วงถนน อาคมเคลื่อนย้ายที่นางรู้จักอย่างมากก็เคลื่อนไปได้ไม่กี่สิบจั้ง[4] จะไร้ร่องรอยได้อย่างไร! แต่เมื่อนางมองลูกชาย อีกฝ่ายกลับไม่แย้งสักคำ ผิดวิสัยปกติของลูกชายที่หากไม่เห็นด้วยแม้เพียงนิดก็จะโวยวายขึ้นมาทันที หากแต่นางยังไม่เชื่อสนิทใจ เนื่องจากมือข้างนั้นยังไม่ปล่อยออกจากแขนลูกชายนาง!
"ได้ๆ คุณชายสองท่านนี้ ข้าเชื่อแล้ว ท่านก็ปล่อยแขนหมิงเอ๋อร์ก่อนเถิด ดูสิ ลูกข้าสั่นไปหมดแล้ว"
"ข้าคงทำตามที่ฟูเหรินบอกไม่ได้" ชายหนุ่มกล่าว
"?!"
เจียงฟูเหรินงงงวย ในหัวผุดคำขอร้อง อ้อนวอน ประนีประนอมมากมาย ขณะกลั่นกรองคิดหาถ้อยคำอยู่ ถุงเงินหนักๆ ก็ถูกโยนออกมาเอวของชายหนุ่ม
"?"
"ระหว่างนี้ คงทำให้ท่านขาดทุน ขออภัย" ชายหนุ่มกล่าว "หลิวจิ่นเหอ ไป"
สิ้นคำสั่งผู้เป็นนาย ผู้ติดตามหนุ่มก็วางมือบนพื้นโคจรลมปราณวาดวงแหวนร่ายอาคมใต้เท้าของทั้งสามในชั่วพริบตา ทั้งชายหนุ่ม ผู้ติดตาม และเจียงหยูหมิงร่วงหล่นลงไปในอาคมเคลื่อนย้ายทันที
"หมิงเอ๋อร์!! เจ้า เป็นพวกเจ้า! อาคมเคลื่อนย้ายไร้ร่องรอยกับผีสิ! เป็นพวกเจ้า เอาลูกชายสองคนของข้าคืนมานะ!" เบื้องหน้าไร้วี่แววลูกชายฝาแฝดของนาง ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องทรมานปวดใจของเจียงเจินกับคนใช้บ้านสกุลเจียง
[1] ประโยคจากคำสอนลัทธิเต๋า 'เมื่อสัจธรรมแห่งเต๋าเสื่อมโทรมลง ความถูกต้องและความดีงามก็เกิดขึ้น เมื่อความรอบรู้และความเฉลียวฉลาดเกิดขึ้น ความหน้าไหว้หลังหลอกก็ติดตามมา เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติทั้งหก ไม่เป็นไปโดยปรกติสุข ก็เกิด "บิดาใจดี" และ "บุตรกตัญญู" เมื่อประเทศชาติอยู่ในภาวะยุ่งเหยิง คุณค่าของขุนนางภักดีก็เกิดขึ้น'
[2] คัมภีร์เต้าเต๋อจิงของเล่าจื๊อ เป็นคัมภีร์ลัทธิเต๋า มุ่งเน้นสภาวะ "อู๋เหวย" ได้แก่ ความเป็นธรรมชาติ ความเรียบง่าย ไม่ขัดเกลา และความเป็นอิสระจากแรงปรารถนา
[3] คัมภีร์จวงจื๊อ เป็นคัมภีร์ลัทธิเต๋า มุ่งเน้นสภาวะ "อู๋เหวย" เช่นเดียวกันเต้าเต๋อจิง
[4] 1 จั้ง ยาวประมาณ 3.33 เมตร
บทนำปฐมบทตำนานเทพศัสตราวุธ"ก็อย่างที่ข้าว่าไป ศิษย์น้องสะใภ้ เจ้าจะรับนางไว้หรือไม่?"คุณชายเฟิงจูยิ้มยิบหยีโบกพัดกลมอยู่ในเรือนน้ำหมึกดำ"เจ้าจะบอกว่าสุนัขทมิฬที่พวกข้าเคยสู้ด้วยในคุกวงกตใต้สมุทรนอกจากจะไม่โกรธที่พวกข้าทำมันตาบอดไปข้าง แต่ยังอยากจะติดตามรับใช้ข้าเนี่ยนะ?" เจียงหยูหมิงถามซ้ำด้วยความเหลือเชื่อ กับคนที่เคยทำร้ายตัวเองย่อมต้องหนีไปให้ไกลสิ คงไม่ใช่ว่าอยากจะหาโอกาสแก้แค้นหรอกนะ"ถูกแล้ว นางบอกว่าตอนนั้นนางโดนการกระตุ้นกู่เข้าครอบงำทำให้ขาดสติ อีกทั้งนางก็ตั้งครรภ์อยู่ด้วยจึงต้องการสารอาหารมาเลี้ยงลูกๆ ในท้อง สัญชาตญาณทำให้นางดุร้ายเป็นพิเศษ นางนึกถึงสภาพตัวเองในตอนนั้นก็ละอายใจนัก วางใจได้ นางเพียงแค่อยากตอบแทนบุญคุณเจ้า" คุณชายเฟิงจูเล่าสิ่งที่หมาป่าโลกันตร์แปลออกมาให้ฟังเมื่อตอนยังอยู่ที่หุบเขาร้อยอสูร"ตอบแทนบุญคุณ?" เจียงหยูหมิงยิ่งงงหนักกว่าเดิม นี่มิใช่ต้องเป็นความแค้นหรอกรึ"ข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่นางบอกว่าหากไม่ได้น้ำของเจ้าช่วยไว้คงถูกศิษย์น้องเล็กสังหารไปแล้ว ไม่มีโอกาสรอดชีวิตจนคลอดบุตรธิดาออกมาได้"เจียงหยูหมิงหันไปมองว่าที่ฆาตกรด้านข้างด้วยสายตาแห่งผู้ชน
จิ้งจอกหิมะพรมจูบโลมเลียทั่วทั้งใบหน้างดงามของเจ้านาย มือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บแหลมคมฉีกกระชากอาภรณ์ของตน แต่เมื่อวางลงบนร่างของอีกฝ่ายกลับประดิดประดอยถอดออกด้วยความทะนุถนอม เมื่อไม่มีส่วนใดของใบหน้าแดงก่ำที่เขายังไม่ได้ประทับริมฝีปากลงไปอีก ไป๋ซีหลางก็เลื่อนใบหน้าลากลิ้นที่เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อนเหมือนไอเย็นของยอดเขาหนันซานเริ่มจะต้านทานไฟวิญญาณที่ลุกโหมกระพือไว้ไม่อยู่ ลิ้นลากไล้ไปถึงใบหูแดงก่ำตวัดซอกซอนทุกซอกมุมและสันนูนของกระดูกอ่อนก่อนจะขบเม้มไปที่ติ่งหูนุ่มนิ่มปลายเขี้ยวแหลมคมที่ลากผ่านก่อนจะงับเข้าที่ติ่งหูกระตุ้นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ทำให้เจียงหยูหยางสะดุ้งตัวโยน จิ้งจอกหิมะปลดอาภรณ์ของเขาไปจนถึงชั้นในแล้วมือซุกซนก็ลูบไล้บีบคลึงไปทั่วอย่างหิวกระหายดั่งจิ้งจอกที่อดอาหารมานาน แม้จะรุกรานอย่างหนักหน่วงแต่ไป๋ซีหลางก็ระมัดระวังเป็นอย่างดี ปลายกรงเล็บแหลมคมไม่เคยเฉียดกรายเกี่ยวเนื้อเนียนนุ่มเลยสักครั้งไป๋ซีหลางเห็นอีกฝ่ายตอบสนองก็รัวลิ้นโลมเลียดูดดุนติ่งหูทั้งสองข้างจนมันแดงช้ำ เจียงหยูหยางถูกกระตุ้นซ้ำๆ จนต้องแอ่นตัวขึ้นมารับสัมผัสเร่าร้อนของเขา มือน้อยกำใบหูจิ้งจอกไว้แน่นระบายความรู้ส
บทพิเศษห้องหอที่แท้จริงทันทีที่ประตูเรือนสองบานปิดลงทั้งสี่ก็กลับไปสู่ห้องหอที่แท้จริงของตนที่เรือนนอนในเกาะน้ำหมึก สองร่างพัวพันเกี่ยวกระหวัดตั้งแต่เท้ายังไม่ถึงพื้น อาหารทิพย์ที่พวกเขากินเข้าไปละลายเป็นสารอาหารทันที ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายให้กระชุ่มกระชวยมากกว่าเก่า ลั่วถิงลู่ยกร่างของเจียงหยูหมิงขึ้นนั่งบนโต๊ะน้ำชาจนจอกสุรามงคลที่เตรียมไว้ตกกระจายเกลื่อนพื้น ถึงกระนั้นสองร่างก็ยังไม่แยกจากกัน ริมฝีปากร้อนรุ่มสองคู่ยังคงแย่งกันกลืนกินอีกฝ่ายอย่างหิวกระหายดั่งเมื่อสักครู่ไม่ได้เพิ่งจะกินมื้อใหญ่มาลั่วถิงลู่เอื้อมมือข้างหนึ่งไปหยิบป้านสุราที่ไม่ได้ตกกระเด็นไป แล้วเกี่ยวคล้องแขนกับอีกฝ่าย เจียงหยูหมิงที่ตกอยู่ในกองเพลิงร้อนเร่าเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำอะไร มือข้างที่ถูกคล้องแขนจับป้านสุราร่วมกับลั่วถิงลู่ สุรามงคลรินรดระหว่างจุดประสานเชื่อมต่อ ทั้งสองผละจากกันเล็กน้อยเพื่อให้สุราได้มีช่องทางเข้าสู่โพรงปากที่เชื่อมประสาน ลิ้นร้อนทั้งสองยังคงพัวพันแย่งกันดูดกวักสุรามงคลที่รสชาติเหมือนกับร่างกายของอีกฝ่ายสองแขนเกี่ยวพันคล้องกันเพื่อร่วมดื่มสุรา ประสานสัญญาแห่งรักนิรันดร์ สัญญานี้กลับ
คำอวยพรจากแดนไกลจบลง ก็ได้ฤกษ์ยามแห่งงานมงคลบ่าวสาวสองคู่ร่วมถือผ้าแดงจูงคู่ของตนเดินเข้าเรือนหลักไปหยุดอยู่เบื้องหน้าผู้ใหญ่ที่พวกเขาเคารพรัก อาจารย์จงหานถึงกับออกจากการจำศีลชั่วคราวเพื่อมาช่วยดำเนินพิธีการแห่งชีวิต แม้เขาจะเหนื่อยล้าง่วงงุนเพราะยังจำศีลไม่เสร็จดี แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง"สองดวงใจโยงเป็นหนึ่ง ไม่แยกจากชั่วนิรันดร์ จากวันนี้ไป สามีภรรยามีใจเดียว เป็นตายมิพลัดพราก ผูกพันธนาแม้สิ้นลม บ่าวสาวคำนับ คำนับที่หนึ่ง คำนับฟ้าดิน"สองแฝดหันมามองหน้ากันแล้วก็หัวเราะออกมาก่อนจะหันหน้าเข้าหากันแล้วคำนับกันเอง เจ้าบ่าวทั้งสองเห็นเข้าก็ยิ้มอ่อนอย่างขบขันแล้วทำตามพวกเขา ฟ้าดินก็อยู่ตรงนี้แล้วไม่ใช่รึไง พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีสามหนังสือหกพิธีการยิ่งใหญ่คับฟ้าเพื่อประกาศให้ใต้หล้าได้รับรู้ เพราะฟ้าดินร่วมเป็นสักขีพยานด้วยกัน ณ ที่นี่แล้วแม้สองฝาแฝดจะไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดิน แต่สำหรับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใดฟ้าดินนี้มีเพียงกันและกันเท่านั้น"คำนับที่สอง คำนับบิดามารดา บรรพบุรุษ"ทั้งสี่ลุกขึ้นยืนแล้วหันทิศทางไปยังสองสามีภรรยาสกุลเจียงที่นั่งอยู่ด้านหน้า ถัด
บทพิเศษฟ้าดินร่วมกราบฟ้าดิน"เหตุใดข้าต้องใส่ชุดเจ้าสาว"เจียงหยูหยางขมวดคิ้วมุ่น ปากพูดไปก็เคี้ยวซาลาเปาไส้เนื้อไป"นั่นสิ ทำไมไม่เป็นพวกเจ้าที่ใส่ชุดเจ้าสาวเล่า มาๆ แต่งเป็นสะใภ้ตระกูลเจียงให้พ่อสามีของพวกเจ้าซาบซึ้งใจเร็ว"เจียงหยูหมิงเองก็ยืนเท้าเอวอยู่เคียงข้างน้องชาย สองฝาแฝดกำลังต่อสู้สุดชีวิตเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายตระกูลเจียงจงหลินอี้ที่กลับมาเพื่อช่วยงานใหญ่ยืนกุมขมับ เขารู้อยู่แล้วว่าเจ้าสองแฝดตัวแสบต้องไม่ยอม "ก็พวกเจ้าทั้งคู่เป็นฝ่าย...""หา? ฝ่ายอะไร พูดให้มันดีๆ นะ พี่อี้!"ยังไม่ทันที่จงหลินอี้จะได้พูดจบประโยค แฝดน้องก็จับซาลาเปายัดปากเขา ส่วนแฝดพี่ก็แทบจะตีหัวด่าคนอยู่รอมร่อจงหลินอี้ปวดหัวจนอยากจะกลับไปท่องโลกยุทธภพต่อเสียตอนนี้ ไม่น่าจับสองฝาแฝดมาอยู่รวมกันเลย"น้องชายหมิง น้องชายหยาง พวกเจ้าใจเย็นก่อน เช่นนั้นพวกเจ้าก็แต่งตัวด้วยชุดเจ้าบ่าวแต่คลุมผ้าปิดหน้าไว้ดีหรือไม่?" เซียวซิงโหรวที่ตามติดญาติผู้น้องมาช่วยงานด้วยพยายามช่วยเกลี้ยกล่อมแฝดปลาที่ตีครีบตีหางใส่ทุกคน"จริงด้วย ความคิดเข้าท่านัก พวกท่านว่าอย่างไร?" หลิวจิ่นเหอเองก็ปิดภัตตาคารเพื่อมาช่วยงานและรับ
บทพิเศษในห้วงความฝันหวังหยูหยางลืมตาโพลง เสียงนาฬิกาปลุกกรีดร้องบอกเวลาเริ่มต้นวันใหม่ หวังหยูหยางกดปิดเสียงแจ้งเตือนในโทรศัพท์มือถือแล้วกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟัน เขาเป็นพวกมีพลังงานเหลือล้นในตอนเช้า ซึ่งทำให้เขาไม่มีปัญหากับการตื่นเช้ากว่าเพื่อนสนิทบ้านข้างๆ เพื่อจะได้มากินโจ๊กปลาฝีมือแม่ ยังไงเรื่องปากท้องก็ต้องมาเป็นอันดับแรก!"ผมไปก่อนนะครับแม่""ตั้งใจเรียนนะลูก อย่าลืมข้าวกล่องด้วยล่ะ"หวังหยูหยางสะพายเป้ออกจากบ้าน เขาไม่ได้ตรงไปที่โรงเรียนโดยทันทีแต่กลับไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านหลังข้างๆ"หยูหมิง ไปโรงเรียนได้แล้ว!"ประตูบ้านสกุลเจียงเปิดออกมาโดยเพื่อนสนิทของเขาเป็นเจียงหยูหมิงที่ในปากยังคาบขนมปังอยู่ มือหนึ่งก็เกี่ยวดึงปลายถุงเท้าขึ้น กระโดดขาเดียวออกมาจากบ้าน"มาแล้วๆ บอกแล้วไงว่าอย่าตะโกน มันรบกวนเพื่อนบ้าน""งั้นวันหลังนายก็ออกมาให้ทันก่อนฉันจะตะโกนสิ" หวังหยูหยางเดินนำเพื่อนสนิทไปเจียงหยูหมิงที่ยังสวมรองเท้าไม่เสร็จดีกระโดดเหยงตามหลังหวังหยูหยาง เขาพ่นลมออกจมูกเพราะปากคาบขนมปังไว้อยู่ "เป็นไปไม่ได้ ฉันเคยตื่นก่อนนายซะที่ไหนล่ะ""ก็จริง"สองเพื่อนซี้เดิ





![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

