ログインเหยียนจิ่นเหิงแจ้งทางการ ท่านเจ้าเมืองขอให้น้องสาวของเขาพาไปยังจุดซ่องสุมของกลุ่มโจร ผู้บงการถูกจับได้พร้อมของกลางซึ่งก็คือทรัพย์สินที่เขานำไปใช้ไถ่ตัวคน ชั่วขณะที่ความแค้นสุมอก ความเกลียดชังปะทุ เขาเงื้อกระบี่ขึ้นหมายสังหารน้าของตัวเอง เสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กที่ปราดเข้ามาคว้าข้อมือของเขา
‘หากท่านสังหารเขาตอนนี้ ท่านจะกลายเป็นฆาตกรนะ! น้องสาว น้องชาย คนตระกูลเหยียนของท่านต่อไปเล่าจะเป็นอย่างไร! พวกเขาจะอยู่ต่ออย่างไร!’
เขาก้มลงมองเด็กสาวคนหนึ่งที่ยังไม่ปักปิ่น ไม่คุ้นหน้าเลยสักนิด นางเงยหน้าขึ้นมองเขา พยายามหยุดกระบี่ของเขาเอาไว้ ‘ปล่อยมือเถิด ท่านยังมีน้องสาวน้องชายให้ต้องปกป้อง ส่งตัวเขาให้ทางการ ให้เขารับโทษตามที่ท่านเจ้าเมืองตัดสิน ให้กฎหมายลงโทษเขา...ดีหรือไม่’
ไม่รู้เพราะอะไรคำพูดของนางดึงเขากลับมาได้ เขาหันไปมองน้องสาวของตัวเองที่ร้องไห้ดวงตาแดงก่ำ แม้เดินไม่ได้แต่ก็ยังกล้าหาญที่จะพาท่านเจ้าเมืองมาชี้จุดซ่องสุมกำลังโจรที่ทั้งลึกลับและเส้นทางคดเคี้ยว
เหยียนจิ่นเหิงปล่อยกระบี่ในมือจากนั้นเดินเข้าไปหาน้องสาว อุ้มนางขึ้นจากนั้นพานางกลับเข้าเมือง เขานึกขึ้นได้ตอนอยู่บนรถม้าจึงเอ่ยถามเหลิ่งซาคนสนิท
‘นั่นคงจะเป็นคุณหนูห้าตระกูลเมิ่ง ได้ยินมาว่าในช่วงเวลานี้ของทุกปีนางมักไปอยู่เป็นเพื่อนมารดาที่บวชชียังอารามบนเขา ตอนกำลังชุลมุนนางจอดรถม้าแจกจ่ายข้าวสารให้ขอทานบนถนนพอดี’
เหยียนจิ่นเหิงได้รู้จักนางในครานั้น ทว่าเส้นทางของเขายังเต็มไปด้วยความยากลำบาก ตระกูลเหยียนที่ผลัดเปลี่ยนมือ ร้านแลกเงินที่ต้องประคับประคอง สัญญาหมั้นหมายที่เขาเองก็ไม่อาจปฏิเสธ ด้วยนั่นเป็นคำสัญญาเก่าก่อนที่บิดามารดาผู้ล่วงลับเป็นคนให้คำมั่น
ตระกูลลั่วยังคงถือว่าทุกอย่างคงเดิม เขากับคุณหนูตระกูลลั่วจะยังหมั้นหมายและแต่งงานกันหลังจากที่นางปักปิ่นในวัยสิบห้า...
หลายครั้งเขาเคยไปเดินเล่นแถวๆ อาราม ได้เห็นเมิ่งเสวี่ยเยวียนจากจุดไกลๆ เห็นนางเฉลียวฉลาด จิตใจดี ทว่าไม่อ่อนแอ เห็นนางช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่ถือตัว เห็นนางช่วยงานในอารามนางชีอย่างไม่นึกรังเกียจ ออกไปตั้งโรงทานแจกอาหารให้ขอทาน กระทั่งนางอายุครบสิบห้าและปักปิ่น ตระกูลเมิ่งจึงเริ่มหารือเรื่องให้นางออกงานมากขึ้น มองหาบุรุษที่คู่ควรและเหมาะสม จำได้ว่าตอนนั้นเขาจึงเริ่มรู้สึกร้อนรนขึ้นมา
นางไม่ได้งดงามดังเช่นโฉมสะคราญ ทว่าขอเพียงได้มองก็ยากที่จะละสายตา รอยยิ้มอ่อนโยน เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความจริงใจ ท่าทีเป็นกันเองกับสาวใช้ บวกกับดวงตากลมโตและริมฝีปากอิ่มแดงเรื่อ เสียดาย...เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เอ่ยคำขอบคุณ เนื่องจากน้อยครั้งนักที่นางจะออกจากจวน น้อยครั้งนักที่นางจะไปงานเลี้ยง เขาเองก็ทำได้เพียงอาศัยช่วงที่นางมาอยู่เป็นเพื่อนมารดาที่อาราม แอบมาดูนางเป็นระยะและจากไปเงียบๆ หลังจากนั้นร้านแลกเงินยุ่งวุ่นวาย จวนตระกูลเหยียนเองก็ไม่เคยสงบ เหยียนจิ่นเหิงแบกรับภาระทั้งหมดขึ้นบนบ่า กระทั่งตอนนี้สัญญาหมั้นหมายที่ผูกมัดทำให้เขาจำต้องส่งของหมั้นและสัญญาแต่งงานไปยังจวนตระกูลลั่ว ทำตามสิ่งที่บิดามารดาได้สั่งเสียเอาไว้เป็นเรื่องสุดท้าย
เพียงแต่...ผู้ใดจะคาด ลั่วหยวนเหนียง คุณหนูตระกูลลั่วกลับลอบหลบหนีการแต่งงาน ที่สำคัญจำเพาะว่านางต้องหนีไปกับเมิ่งจื่อจวิน คุณชายรองตระกูลเมิ่ง พี่ชายของสตรีที่เขาบอกตัวเองว่าไม่อาจเข้าใกล้ และไม่มีสิทธิ์เอื้อมมือออกไปไขว่คว้า!!!
เหยียนจิ่นเหิงออกไปไล่ล่าคนด้วยตัวเอง ในใจของเขาเต็มไปด้วยแผนการมากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อต่อรองและทำให้ตระกูลเมิ่งกับตระกูลลั่วคล้อยตาม
ผู้ใดจะคาด...หันไปบนเนินกลับมองเห็นโจรสองคนขี่ม้าไล่ตามหญิงสาวอรชรที่สวมหมวกคลุมใบหน้า!!!
เขาจำนางได้ในทันที...แน่นอน ดังนั้นจึงไม่ลังเลสักนิดตอนที่ควบม้าตามหลังมาติดๆ ไม่ได้ใส่ใจการต่อสู้ ไม่แยแสว่าเมิ่งจื่อจวินและลั่วหยวนเหนียงจะปลอดภัยหรือไม่ จะจับตัวกลับไปได้หรือไม่ได้ เขาไม่ใส่ใจเรื่องอื่นสักนิดนอกจากความปลอดภัยของนาง!!!
ฟ้ามืดแล้ว...
เหยียนจิ่นเหิงหอบหายใจด้วยความเหนื่อย เขาพาร่างปวกเปียกขึ้นมาถึงฝั่งสำเร็จ จากนั้นมองข้ามฝั่งไปยังกลุ่มโจรที่เริ่มจุดคบเพลิงออกตามล่าคน ลูบใบหน้าของหญิงสาวก็พบว่านางหายใจแม้จะหลับตาไม่ได้สติก็ตาม
เขาไม่รู้ว่าอีกฟากเป็นอย่างไรบ้าง รู้เพียงตอนนี้เมิ่งเสวี่ยเยวียนปลอดภัยแล้ว เขาเองก็ด้วย...
“เมื่อช่วงบ่ายท่านหมอเฝิงไปดูอาการมาแล้ว ไม่มีสิ่งใดน่ากังวล แต่ว่าพรุ่งนี้พวกเราแวะไปเยี่ยมนาง เป็นการให้กำลังใจคนสูงอายุ ดีหรือไม่”นางพยักหน้าเร็วๆ ให้เขา เขาลูบศีรษะนางด้วยรอยยิ้ม “มีข้าอยู่ไม่ต้องกังวล”นางกอดเขาซบใบหน้ากับอกกว้างถอนหายใจออกมาเบาๆ “ดีจริงๆ ที่ข้ามีท่าน”เขาหัวเราะ “ก็ต้องเป็นเช่นนั้น ข้าลงแรงไปมากกว่าจะได้แต่งเจ้าเข้าจวน ข้าไม่อยากถูกตำหนิในภายหลังว่าใช้เล่ห์กลหลอกเจ้าแต่งเข้ามา”นางหรี่ตามองเขาด้วยรอยยิ้ม “ยังจะพูดเรื่องนี้”เขาอุ้มนางขึ้น “ได้ ไม่พูดแล้ว วันนี้นอนเร็วหน่อย พรุ่งนี้มีเรื่องต้องทำหลายอย่าง มีหลายที่ต้องไป”ม่านหน้าเตียงถูกปลดลงพร้อมกับเงาของสองสามีภรรยาที่แนบชิดกอดเกี่ยว เสียงกระซิบแผ่วเบาของคู่ยวนยาง กระทั่งค่อนคืนทุกอย่างจึงสงบลง หลงเหลือเอาไว้เพียงเสียงของสายลมและหิมะที่โปรยปราย...เช้าวันหนึ่ง...อยู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนและความวุ่นวาย เหยียนจิ่นเหิงที่นั่งดูบัญชีของร้านแลกเงินขมวดคิ้ว เสียงที่กำลังตะโกนนั้นเขาฟังหลายรอบจึงตระหนักว่าเป็นเสียงของเหยียนอวี่คุน“เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ”“พี่สะใภ้ขอรับพี่ใหญ่ พี่สะใภ้อยู่ๆ ก็เป็นลมหมดสติ ข้าตามหมอแล้วพี่ให
“ท่านพี่” นางมองเขาดวงตาปกคลุมด้วยไอหมอก มีความเศร้าปะปน “ท่านพ่อดู...แก่ลงมาก”เขาเงยหน้าขึ้นมองนางจากนั้นอุ้มนางขึ้นนั่งบนตัก กอดปลอบนางเงียบๆ ปล่อยให้นางได้พูดเรื่องในใจ“หลายปีมานี้ข้ารู้ว่าเขาไม่เคยใส่ใจข้า ข้าเองก็ไม่เคยคาดหวัง ทว่าลึกๆ ข้าเคยคิดว่าหากในยามที่เขาไร้ที่พึ่งพิง เขาอาจจะลดทิฐิแล้วมาหาข้า มาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าเห็นเขาเมื่อครู่ข้ากลับ...”“หากเขามาข้าข้าจะช่วยเหลือเขาเอง เจ้าไม่ต้องกังวล”“แต่ว่าตระกูลเมิ่ง...”“คุณชายรองดูแล้วน่าจะมีฝีมือในการดูแลการค้ามากกว่า คุณชายใหญ่เขา...ไม่ฉลาด”นางหลุดหัวเราะ “ท่านจะบอกว่าพี่ใหญ่ของข้าโง่?”“เวลาเพียงปีเดียวเขาทำลายกิจการของตระกูลเมิ่งไปเท่าไหร่แล้ว หากท่านพ่อตายังดึงดันเช่นนี้ ต่อไปคงสิ้นเนื้อประดาตัวกระมัง”“หากท่านพ่อมาหาท่านจริงๆ ซึ่งก็คงเป็นเช่นนั้น ท่านจะทำอย่างไร”“ยื่นข้อเสนอให้เขาเปลี่ยนประมุขตระกูลคนต่อไปเสีย คุณชายใหญ่ไม่เพียงโง่งม แต่เขายังชอบเข้าๆ ออกๆ บ่อนตระกูลซวี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมปล่อยผ่าน หากท่านพ่อตายังทำเป็นไม่รู้ เกรงว่าต่อไปตระกูลเมิ่งแม้แต่จวนก็อาจจะรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว เจ้าวางใจเถิดเจ้
“จริงๆ คือข้าอยากช่วยนางด้วย” นางกล่าว “หากตอนนั้นท่านลงมือจริงๆ นางกับคุนคุนเองก็คงมีชีวิตอยู่ต่ออย่างสิ้นหวังไม่ต่างกัน” นางกุมมือเขา ข้ามองเห็นความสิ้นหวังของนาง ยังมองเห็นความสิ้นหวังของท่านด้วย หากพวกท่านทั้งสองทำอะไรไม่ยั้งคิดผู้ที่น่าสงสารที่สุดตอนนั้นก็คือคุนคุน ตอนนั้นข้าเพียงมองเห็นตัวเองแต่ข้ายังโชคดีที่มีท่านย่า ทว่าหากพวกท่านล้วนลงมือคุนคุนก็จะไม่เหลือใครเลย...”เหยียนจิ่นเหิงบีบมือนางแน่นมากราวกับเขาเองก็เพิ่งตระหนักในเรื่องนี้... “ข้า...”“ไม่ต้องพูดแล้ว ตอนนี้ก็มิใช่ดีมากแล้วหรือ”เขายิ้มให้นาง “ใช่ ดีมาก ดีที่สุด” น้องสาวของเขาหัวเราะบ่อยขึ้น เหยียนอวี่คุนเองก็มีท่าทีอยากพูดไม่เก็บตัวเหมือนเมื่อก่อน “ต่อไปก็จะดีขึ้นแน่นอน”“ว่าแต่...ท่านทำอย่างไรพี่รองกับคุณหนูลั่วจึงติดกับ”เอ่อ... “คุนคุนออกมาแล้ว” เขาลุกขึ้นเปลี่ยนเรื่องทันที“ท่านพี่หยุดนะ ท่านเล่ามาให้หมด ท่านนี่เจ้าเล่ห์จริงๆ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าทุกอย่างเป็นท่านที่วางแผน คุนคุนจับเขาเอาไว้เร็วเข้า”เหยียนจิ่นเหิงหัวเราะสอดแขนอุ้มเหยียนอวี่คุนขึ้น “คุนคุนพวกเรารีบหนีเร็ว พี่สะใภ้จับได้แล้วว่าพี่ใหญ่ของเจ้าวางแผนหลอ
“ก็รู้จัก รู้จักนานพอๆ กับที่รู้จักเจ้า วันนั้นที่เจ้าช่วยเขากับน้องสาวข้าเองก็อยู่ไกลๆ ยังช่วยจับโจรเจ้าก็เห็น หลังจากนั้นยังเห็นว่าช่วงที่เจ้ามาเยี่ยมมารดา เจ้าหนุ่มแซ่เหยียนนั่นยังมาแอบดูเจ้าอยู่ตรงนั้น” เขาชี้มือไปยังเนินไกลออกไป “มาทุกครั้งพอเจ้ากลับเขาก็หายไป”“ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าเขามาแอบดูข้า”“ไม่ใช่เจ้าแล้วเขาจะมาแอบดูข้า?” เหล่าจางโบกมือ “หากไม่ใช่เจ้าเขาจะเปลืองแรงหลอกล่อให้พี่ชายเจ้าได้พบกับคู่หมั้นของเขาหรือ แถมสองคนนั้นยังมีใจให้กันอีกด้วย ข้าจะบอกอะไรนะนั่นน่ะไม่ใช่ครั้งแรก”“ไม่ใช่ครั้งแรก?” นางมีท่าทีงุนงง“ใช่ เพราะเขาเคยทำแบบเดียวกันกับพี่ชายคนโตของเจ้า เพียงแต่ว่าคุณหนูคนนั้นน่ะแซ่อะไรนะที่เป็นคูหมั้นของเขา”“แซ่ลั่วเจ้าค่ะ”“ใช่ๆ นั่นละ นางไม่ชอบพี่ชายคนโตของเจ้า แต่นางดันมาตกหลุมพรางเพราะชอบพี่ชายคนรองของเจ้าแทน หากมิใช่เพราะครั้งก่อนเขายอมปกป้องเจ้าจนไม่ห่วงว่าตัวเองจะเจ็บตัว คนเจ้าเล่ห์มากแผนการเช่นนั้นข้าว่าไม่เหมาะกับเจ้าสักนิด แต่ก็นั่นละคนที่แม้แต่ชีวิตตัวเองก็ไม่ห่วง เพื่อปกป้องเจ้ายอมบังเจ้าจากห่าธนู คนโง่มเช่นนี้หาไม่ได้อีกแล้วดังนั้นแต่งให้เขาเจ้าก็
รุ่งเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นก็พบว่าอ้อมแขนอบอุ่นกอดนางจากด้านหลัง เสียงหายใจเป็นจังหวะกับสัมผัสแนบชิด ทันทีที่ขยับตัวอ้อมแขนก็รัดแน่นเข้า ปลายจมูกโด่งซุกลงมายังซอกคอ “ตื่นแล้วหรือ” เหยียนจิ่นเหิงกระซิบถาม “ยังเช้าอยู่เลย”หญิงสาวพลิกตัวกลับไปมองเขาทว่าทันทีที่เงยหน้าขึ้นจุมพิตก็ประทับลงยังหว่างคิ้ว “ฮูหยิน”“หืม” นางส่งเสียงตอบรับเขากลับยิ้มไม่ได้พูดอะไรต่อ “ท่านจะไม่ลุก?”“สักครู่” เขาดันนางแนบอกหลับตาจากนั้นครู่ใหญ่จึงลืมตาขึ้น “เกรงว่าหากยังไม่ลงจากเตียง ซีเอ๋อร์กับคุนคุนคงเข้ามาดูให้มั่นใจว่าเจ้ายังอยู่”นางหัวเราะประคองใบหน้าของเขาด้วยสองมือ “ท่านพี่”เขาลืมตามองนาง “หืม?”“อรุณสวัสดิ์”เขายิ้มยื่นหน้าเข้ามา “อรุณสวัสดิ์อวี้หลานของข้า” นี่เป็นเช้าแรกของการเป็นสามีภรรยาสองคนอ้อยอิ่งใช้เวลาด้วยกันจนสายโด่ง ออกมาข้างนอกก็พบว่าเหยียนหร่วนซีและเหยียนอวี่คุนรอกินมื้อเช้าอยู่ก่อนแล้ว “พวกท่านมาแล้ว?! ในที่สุดก็มา ข้ากับคุนคุนรอคารวะน้ำชาพี่สะใภ้อยู่”“เช่นนั้นยกเข้ามาสิ” เหยียนจิ่นเหิงนั่งลงพร้อมกับเตรียมของขวัญเอาไว้แล้ว เมื่อสองพี่น้องคารวะน้ำชานางก็ส่งของขวัญให้ ของเหยียนหร่วนซีเป็นเครื่
นางส่ายหน้า “ไม่เลยเจ้าค่ะ”“ดีๆ ย่าจะจัดการเขาเองเจ้าเตรียมตัวขึ้นเกี้ยวก็พอ”หญิงสาวอยู่เฝ้าผู้เป็นย่าไม่ห่าง แม้แต่ในตอนที่อีกฝ่ายเรียกตัวพี่ชายคนที่สามเข้ามาพบ อีกทั้งยังตัดสินใจยกที่ดินนอกเมืองแปลงใหญ่ให้เขา สมทบเป็นสินสอดให้เขาได้แต่งงาน นอกจากนั้นยังมีพี่ชายคนที่สี่ที่นางมอบร้านใบชาที่ถนนฝู่ซางให้ล่วงหน้า ส่วนเมิ่งเสวี่ยเยวียนก็ได้ตั๋วเงินห้าพันตำลึง หลานห้าคนเรียกได้ว่าล้วนไม่น้อยหน้าไปกว่าใครช่วงที่อยู่เฝ้าผู้เป็นย่าหลังจากนั้นได้มีโอกาสอยู่ตามลำพังกับบิดาบ่อยครั้ง นอกจากท่าทีอึดอัดของอีกฝ่ายนางก็ไม่มีเรื่องใดให้สนทนา ยิ่งเห็นบิดาเต็มไปด้วยความละลายใจแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่กล้าพูดกับนาง เมิ่งเสวี่ยเยวียนได้แต่บอกตัวเองว่าขอเพียงนางไม่คาดหวัง เช่นนี้แล้วนางก็จะไม่ผิดหวัง...ชุดเจ้าสาวสีแดง หมวกหงส์และผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ขบวนเกี้ยวและสินเดิมยาวเหยียด รายการที่จดบันทึกอย่างละเอียด สินสอดที่เชิดหน้าชูตาคนตระกูลเมิ่ง การแต่งงานที่เชื่อมสองตระกูลคหบดีอันดับหนึ่งอันดับสองเข้าเป็นหนึ่ง ถึงอย่างนั้นด้วยบุคลิกและนิสัยของเหยียนจิ่นเหิง บวกกับเรื่องในอดีตของเขาที่ได้รับการกล่าวขานว่ามือเค







