เข้าสู่ระบบ“คุณหนู!!” หลิงหลิงที่ออกไปเอาขนมเมื่อกลับมาก็เห็นเจ้านายมีเรื่องกับน้องสาวก็ทิ้งของที่นำมาหมายจะเข้าไปช่วยเจ้านาย แต่ก็ถูกสาวใช้ของหลัวซูอิงจับเอาไว้ก่อน จึงได้แต่ร้องบอกให้สาวใช้ที่เหลือให้เข้าไปช่วย “พวกเจ้าทำอันใดกันอยู่ รีบเข้าไปห้ามสิ”
“หากผู้ใดเข้ามายุ่ง ข้าจะลงโทษให้หนัก” หลัวซูอิงที่เห็นว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบก็ประกาศกร้าว ทว่ายังไม่ทันได้หันกลับมา หลัวไป๋เย่ก็พลิกตัวขึ้นมาแล้วพบหน้าอีกฝ่ายไปหลายที
“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมอยู่เฉย ๆ ให้เจ้ารังแกหรือ” พูดจบก็ฟาดมือลงไปที่หน้าของน้องสาวต่างมารดาอีกครั้ง
หลัวซูอิงใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักคนที่ค่อมอยู่บนตัวของตนเองออก แล้วเอ่ยอย่างมีโทสะ “วันนี้เจ้าอย่าได้คิดว่าจะมีชีวิตรอดออกไปเลย”
“เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้ารอดไปได้หรือ”
ขณะที่หลัวไป๋เย่กำลังจะเดินเข้าไปตบน้องสาวต่างมารดา ก็ถูกอีกฝ่ายถีบเข้าให้ แต่นางไม่ยอมตกน้ำลงไปฝ่ายเดียว จึงได้ฉวยจับขาของอีกฝ่ายให้ลงน้ำไปด้วยกัน
“ตายเสียเถิด” หลัวซูอิงกระซิบให้พี่สาวต่างมารดาได้ยินกันเพียงสองคน นางจับหัวของอีกฝ่ายกดลงน้ำ ทว่าอีกคนก็ไม่ยอมถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว พยายามดึงตัวของให้จมลงน้ำไปด้วยกัน ทั้งสองยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ในน้ำ ก่อนจะเป็นหลัวไป๋เย่ที่ขึ้นมาได้ก่อน แล้วกดหัวของหลัวซูอิงลงไปในน้ำอีกครั้ง
“พวกเจ้าทำอันใดกันเหตุใดจึงไม่ลงไปช่วย!!” ถังเจี่ยหมิงที่เพิ่งมาถึงก็ตะโกนด้วยความเกรี้ยวโกรธ เมื่อเห็นบุตรสาวถูกกดอยู่ใต้น้ำก็แทบจะเป็นลม นางหลัวไป๋เย่ตัวดีกล้ามากที่มาทำเช่นนี้กับบุตรสาวของนาง
ทั้งสองถูกช่วยขึ้นมาจากน้ำด้วยสภาพที่ดูไม่ค่อยดีนัก ล้วนสะบักสะบอมไม่ต่างกัน
“พาพวกนางไปเปลี่ยนชุดแล้วพาไปโถงบรรพชน” นายหญิงของเรือนสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ก่อนจะเดินออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด กล้ามากที่ทำเช่นนี้กับบุตรสาวของนาง เรื่องนี้จะต้องลงโทษหลัวไป๋เย่ให้ได้
เมื่อจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เรียบร้อย หลัวไป๋เย่ก็ถูกพาตัวไปเข้าในโถงบรรพชนพร้อมกับหลัวซูอิงที่มายืนรออยู่ก่อนแล้ว
“พวกเจ้านั่งคุกเข่าอยู่ในนี้ดี ๆ รอบิดาของพวกเจ้ามาถึงก่อนค่อยตัดสินโทษ” แม้จะเอ่ยไปแบบนั้นแต่ในใจของถังเจี่ยหมิงกลับอยากเป็นผู้กำหนดโทษเสียเอง แต่หากทำเช่นนั้นสามีของนางก็คงจะมองนางไปในทางที่ไม่ดี นางจะให้เขามาตัดสินโทษบุตรสาวตัวดีของเขาด้วยตนเอง
“เจ้าค่ะ” ทั้งสองตอบรับพร้อมกัน ทั้งสองนั่งเงียบ ๆ ไม่มีผู้ใดปริปากเอ่ยขึ้นมาก่อน เพราะกลัวว่าจะถูกลงโทษหนักกว่าเดิม
“นายท่านออกไปนอกเมืองอีกสองสามวันถึงกลับขอรับ” บ่าวที่ถูกใช้ไปแจ้งประมุขของจวนกลับมารายงานด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี เพราะเขารู้เลยว่าหลังจากนี้คุณหนูใหญ่ของจวนจะมีชะตากรรมเช่นไร
“อืม เจ้าไปเถิด” เมื่อได้ยินที่บ่าวรับใช้รายงานถังเจี่ยหมิงก็ยกยิ้มขึ้นในใจ เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็สามารถตัดสินโทษหลัวไป๋เย่ได้ตามใจ
เรื่องที่เกิดขึ้นในศาลาบุตรสาวของนางเล่าให้ฟังหมดแล้ว นางจะใช้เรื่องที่หลัวไป๋เย่ด่ามารดาเป็นการตัดสินโทษในครั้งนี้
“ไปที่โถงบรรพชน” นางเดินนำเหล่าสาวใช้ไปที่โถงบรรพชน นี่จะเป็นครั้งแรกที่นางได้ตัดสินโทษลูกเลี้ยงด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาล้วนเป็นสามีของนางตัดสินโทษ หนักสุดก็คือกักบริเวณให้อยู่แต่ในเรือนไม่ให้ออกไปข้างนอก
“อิงเอ๋อร์เจ้ากลับไปพักผ่อนที่เรือน เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง” เมื่อมาถึงก็หันไปพูดกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านแม่ ข้าขออยู่ด้วยได้หรือไม่” นางอยากอยู่ดูด้วยว่าหลัวไป๋เย่จะได้รับบทลงโทษเช่นไร ใจจริงนางอยากให้ตาย ๆ ไปเสีย นางจะได้กลายเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของจวนเสนาบดีกรมขุนนาง
“ตามใจเจ้า” แม้จะอยากให้บุตรสาวกลับไปพักผ่อน แต่นางก็เข้าใจว่าบุตรสาวอยากเห็นอีกฝ่ายถูกลงโทษด้วยตาของตนเอง
หลัวไป๋เย่นั่งฟังสองแม่ลูกพูดกันด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง ตอนนี้นางก็พอจะเดาได้แล้วว่าต้องถูกตัดสินโทษโดยแม่เลี้ยง และครั้งนี้ก็คงไม่ใช่เพียงโทษกักบริเวณเท่านั้น
“บิดาของเจ้าออกไปนอกเมืองกะทันหัน คงมาตัดสินทาเจ้าไม่ได้ ข้าที่เปรียบเสมือนมารดาแท้ ๆ ของเจ้าจะเป็นคนตัดสินโทษครั้งนี้เอง” ถังเจี่ยหมิงพูดด้วยใบหน้าที่ร้ายกาจ “เจ้าด่าข้าที่เป็นมารดาของเจ้า ซ้ำยังทำร้ายร่างกายน้องสาว ลงโทษโบยสิบไม้ คุกเข่าที่ศาลบรรพชนสามวันเพื่อเป็นการลงโทษ ซูถิงลงมือ”
“เจ้าค่ะ” ซูถิงตอบรับเจ้านางพร้อมกับยกยิ้มร้ายกาจ ก่อนจะสั่งสาวใช้ที่ติดตามมาด้วย “จับตัวคุณหนูใหญ่เอาไว้”
เหล่าสาวใช้พากันเข้ามาจับตัวคุณหนูใหญ่ของจวนเอาไว้ตามคำสั่ง แม้จะรู้สึกสงสารแต่พวกนางก็เป็นเพียงสาวใช้ หากไม่ทำตามก็เป็นพวกนางเอกที่ถูกลงโทษ
“ล่วงเกินแล้วเจ้าค่ะ” พูดจบก็ฟาดไม้โบยลงที่กลางหลังของคนถูกทำโทษอย่างไม่ออมแรง ไม่คิดสงสารคนที่ถูกโบยแม้แต่น้อย คิดมาต่อสู้กับเจ้านายของนางย่อมไม่มีทางตายดี
“กลับจากที่นี่ข้าจะให้เสด็จพี่ส่งราชโองการไปที่จวนของเจ้าให้เร็วที่สุด” เมื่อจัดการสัญญาเสร็จตามที่หญิงสาวต้องการทั้งสองก็ออกมายืนชมวิวอีกครั้ง“ได้ ข้าจะรอ” หญิงสาวยิ้มแก้มปริ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงนางแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนเช่นเขาจะมาตกหลุมรักนางได้“ข้าจะหาวันแต่งงานที่เร็วที่สุด” เขากอดนางเอาไว้อย่างหวงแหน ไม่ง่ายเลยที่จะมีวันนี้ เขาจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด“ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้” เขาจะรีบร้อนอะไรปานนั้น เร็วไปนางก็เตรียมตัวไม่ทันน่ะสิ ได้แต่งเป็นพระชายาทั้งทีก็ขอจัดงานใหญ่ ๆ หน่อย“หากไม่รีบแล้วเจ้าท้องขึ้นมาจะทำอย่างไร” เขาเลื่อนมือไปลูบหน้าท้องแบนเรียบอย่างอ่อนโยน“ไม่ท้องหรอก” เรื่องนี้ไม่มีอันใดต้องกังวล อย่างไรก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว ท้องขึ้นมาก็ไม่มีอันใดน่าเป็นห่วง“ไม่ได้ ๆ เรื่องนี้ต้องรีบจัดการ” พูดจ
“เมืองหลวงสู้ที่นี่ไม่ได้สักเลยสักนิด” หลัวไป๋เย่เหม่อมองไปนอกเรือด้วยสายตาเป็นประกาย โดยไม่รู้เลยว่าตนนี้สหายของตนเองได้หลบออกไปแล้ว และมีคนผู้หนึ่งเข้ามาแทนที่“ชอบหรือไม่” เขาสวมกอดนางจากทางด้านหลังพร้อมสูดดมความหอมหวานของนางอย่างคิดถึงหญิงสาวไม่ได้เอ่ยอันใดปล่อยให้เขาได้ทำตามใจตนเอง ทำราวกับว่าเขาเป็นธาตุอากาศ ทำให้คนตัวโตเริ่มร้อนใจ เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรผิดไปนางจึงได้เมินเฉยต่อกันเช่นนี้“บอกได้หรือไม่ว่าข้าทำอันใดผิดไปเจ้าจึงได้เฉยชาต่อกันเช่นนี้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ตอนนี้เขาไม่รู้แล้วว่าต้องทำอย่างไรนางถึงจะกลับมาปฏิบัติกับเขาเช่นเดิมนางไม่ได้พูดอันใดปล่อยให้เขาพูดอยู่คนเดียว อยากจะรู้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป นางอยากให้เขาแสดงความจริงใจมากกว่านี้“ข้าขอโทษได้หรือไม่ ขอโทษทุกเรื่องที่ทำให้เจ้าเสียใจ” เขาซบหน้าลงที่ไหล่บาง ความรู้สึกเปียกชื้นที่ไหล่ทำให้
บทที่ 20ยอมแล้วสวี่หรงเว่ยปรายตามองคนที่กล้ามาหาเรื่องเขา ตอนปลอมตัวเป็นจางเข่อซินก็ถูกบุตรหลานขุนนางตำแหน่งสูง ๆ มาหาเรื่องอยู่บ่อยครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้คิดจัดการ แต่วันนี้อีกฝ่ายกล้ามายุ่งวุ่นวายกับคนของเขา เขาไม่มีทางปล่อยไปง่าย ๆ“หึ! คนเช่นเจ้าจะมาทำอันใดข้าได้ก็แค่พ่อค้าคนหนึ่งเท่านั้น”เฟิงฮุ่ยเต๋อมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหยียดหยาม คหบดีผู้นี้ถือดีว่ามีกิจการใหญ่โต ไม่สนใจบุตรหลานชนชั้นสูงเช่นพวกเขา“พ่อค้าแล้วอย่างไร พ่อค้าอย่างข้าใช้ชีวิตสุขสบายกว่าบุตรหลานขุนนางเช่นเจ้าอีก” เขาหัวเราะเบา ๆ คนคนนี้ช่างถือดียิ่งนัก บิดาเป็นเพียงรองเจ้ากรมยังกล้าหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว“พ่อค้าต่ำต้อยเช่นเจ้าหากจะพูดตามจริงเจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยต่อหน้าข้า” เฟิงฮุ่ยเต๋อยังพูดอย่างถือดี เพราะไ
เมื่อถึงเวลาทุกคนก็มารวมตัวกันที่หน้าเรือนเพื่อไปที่ท่าเรือ ทุกคนตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ล่องเรือชมแม่น้ำ“เหตุใดรถม้าคันเล็กนักเล่า” สวี่หวานหว่านมองรถม้าที่คันเล็ก นางคิดว่าจะไปด้วยกันเหมือนวันนั้นเสียอีก“ก็คันละสองคนอย่างไรเล่า” สวี่หรงเว่ยบอกก่อนจะจูงมือหลัวไป๋เย่ไปต่อหน้าทุกคน ทำให้สองคนที่เหลือมองหน้ากันด้วยความงุนงง“ทำเช่นนี้เลยหรือ นับถือ ๆ” สวี่หวานหว่านตาโต ดูเหมือนว่าเสด็จอาของนางจะกล้าทำมากขึ้น“พวกเราก็ไปกันเถิด ช้ากว่านี้จะไม่ทันพวกเขาสองคน”พูดจบก็เดินนำหน้าญาติผู้พี่ไปขึ้นรถม้า แล้วพากันตรงไปที่ท่าเรือทันทีหลัวไป๋เย่นั่งเงียบ ๆ อยู่ในรถม้า ไม่ได้สนใจคนที่จูงมือนางขึ้นมาบนรถม้า ไม่แม้แต่จะเอ่ยหรือถามเขาเลยสักคำ ทำให้อีกคนที่อยู่บนรถม้าเริ่มร้อนรน“เย่เอ๋อร์มิใช่ว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วหรือ เหตุ
หลังจากสวี่หรงเว่ยออกไปจากห้องแล้วหลัวไป๋เย่ก็ยกมือขึ้นมากุมไว้ที่อกข้างซ้าย เพียงแค่เขาเอ่ยดีด้วยไม่กี่ประโยคก็ใจอ่อนเสียแล้วไม่ได้ ๆ นางต้องใจแข็งเข้าไว้ เขาต้องชัดเจนและให้เกียรตินางมากกว่านี้เมื่อจัดการตัวเองให้จิตใจสงบได้แล้วก็ลุกขึ้นแต่งตัวออกไปร่วมกลุ่มกับเหล่าสหายด้วยสภาพที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะว่าสวี่หรงเว่ยจะปล่อยให้นางนอนก็เกือบฟ้าสางแล้ว“เมื่อคืนนอนไม่หลับหรือ เหตุใดสภาพจึงเป็นเช่นนี้” สวี่หวานหว่านมองสภาพที่อ่อนแรงของสหายก็อดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “หากไม่ไหวก็กลับไปพักผ่อนดีหรือไม่”“ไม่ได้เป็นอันใด ไม่ต้องเป็นห่วง” หลัวไป๋เย่ทำได้เพียงยิ้มแห้งให้สหาย จะให้นางบอกหรือว่ามีสภาพเช่นนี้เป็นเพราะอันใด น่าอายเกินไปแล้ว“แล้ววันนี้พวกเราจะไปเที่ยวเล่นที่ใดกันดี” หลัวไป๋เย่พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของสหาย“จำได้หรือไม่เมื่อวานที่เราออกไปเด
บทที่ 19ยอมแพ้สวี่หรงเว่ยกลับมาที่จวนด้วยใบหน้าเหม่อลอย สิ่งที่นางทำวันนี้ทำให้เขาเจ็บยิ่งนัก มันเจ็บที่ใจเจ็บราวกับถูกมีดกรีดลงกลางใจ เขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรแล้ว นางจึงจะกลับมาเป็นเช่นเดิม“พวกเจ้าไม่ต้องมาตามข้า ไปดูพวกนั้นเถิด” ตอนนี้แม้สถานการณ์บ้านเมืองจะสงบสุข แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะในเมืองยังมีสายลับของแคว้นศัตรูอยู่“พ่ะย่ะค่ะ”“ท่านอ๋องจะยอมแพ้แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” ตงหยางถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทางที่ไร้เรี่ยวแรงของเจ้านายก็อดถามไม่ได้“ข้าไม่มีทางยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก” ตอนนี้เขาเหนื่อยจนไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัว แต่เขาขอพักสักหน่อยค่อยกลับไปสู้ต่อ“เช่นนั้นท่านอ๋องก็พักสักหน่อยเถิดขอรับ” เขารู้ดีว่าตั้งแต่ที่มาที่นี่เจ้านายของเขาไม่เคยนอนหล
บทที่ 16คนงามเศร้าได้ไม่นานหลัวไป๋เย่เก็บตัวร้องไห้อยู่ในเรือนทำเอาเหล่าสาวใช้ต่างเป็นห่วง แต่ก็ทำอันใดไม่ได้มากเพร
หลัวไป๋เย่นั่งนิ่งอยู่หน้ากระจก วันนี้ก็ครบกำหนดหนึ่งเดือนแล้ว ตอนแรกนางก็มั่นใจว่าจะตัดความสัมพันธ์ในครั้งนี้ แต่ตอนนี้นางกลับมีแต่ความลังเลเต็มไปหมดใจหนึ่งก็อยากจบความสัมพันธ์นี้เสียที ใจหนึ่งก็ยังอยากอยู่ข้างกายเขา ไม่รู้ว่าควรตัดสินใจอย่างไรดี
“ท่านพ่ออยากพบข้าหรือเจ้าคะ” เมื่อเข้ามาในห้องทำงานของบิดาก็ทำการคารวะและเอ่ยถามทันที“นั่งลงก่อนสิ” เมื่อเห็นว่าบุตรสาวเดินเข้ามาหลัวจื่อหานก็ละสายตาจากกองเอกสารเพื่อที่จะคุยเรื่องสำคัญกับบุตรสาว
หลัวไป๋เย่นั่งเงียบ ๆ อยู่ที่นั่งของตนเองเพราะนางไม่มีสหายผู้อื่นนอกจากหลานเหอชุ่นและองค์หญิงใหญ่ หากจะไปหาหลานเหอชุ่นก็ไม่รู้ว่าในวังมีสายของคนผู้นั้นหรือไม่ นางไม่อยากให้เกิดปัญหาอีกจึงตัดไฟแต่ต้นลม“นี่ก็ถ







