เข้าสู่ระบบบทที่ 1 ย้ายห้อง
เช้าวันจันทร์ที่ดวงอาทิตย์ทำงานหนักเกินหน้าที่ แสงแดดแผดเผาจนไอร้อนระเหยขึ้นจากพื้นคอนกรีต ภายในห้องพักครูที่ควรจะเย็นสบาย กลับมีเพียงสายลมเอื่อยเฉื่อยจากพัดลมเพดานที่หมุนวนอย่างเหนื่อยหน่าย ‘ต้นหอม’ ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าประตูไม้บานเก่า ใบหน้าขาวใสเรียบเฉยไร้คลื่นอารมณ์ ดวงตาเรียวรีทอดมองไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหมาย เขามักถูกตราหน้าว่าเป็นพวก ‘เย็นชา’ หรือไม่ก็ ‘หุ่นยนต์’ เพียงเพราะเขาไม่สันทัดในการปั้นแต่งรอยยิ้ม แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ท่าทีนิ่งสงบนั้น คือกลไกการป้องกันตัวเองของคนที่เก็บความรู้สึกเก่งจนกลายเป็นนิสัย “ต้นหอม ครูมีเรื่องอยากจะวานเราหน่อย” เสียงของครูประจำชั้นห้องเพชร ห้องที่รวมเหล่าหัวกะทิของโรงเรียน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเกรงใจ ทว่าแววตากลับจริงจังจนคนฟังรู้สึกได้ “ครับ?” ต้นหอมเลิกคิ้วเล็กน้อย เป็นปฏิกิริยาตอบรับเพียงอย่างเดียวที่แสดงออก “ครูอยากให้เธอย้ายไปอยู่ห้องบ๊วย... ไปช่วยดึงเกรดเฉลี่ยเพื่อนๆ ที่นั่นให้ดีขึ้นหน่อยได้ไหม” คำว่า ‘ห้องบ๊วย’ เปรียบเสมือนระเบิดลูกย่อมที่โยนลงมากลางวงสนทนา ภาพจำของห้องนั้นฉายชัดขึ้นในหัวทันที ห้องที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เขตอันตราย’ เสียงตะโกนโหวกเหวกที่ดังลั่นทางเดิน ข่าวคราวเรื่องการใช้กำลังที่มีมาไม่เว้นแต่ละวัน และคะแนนสอบที่ตกต่ำจนน่าใจหาย “ให้ผม... ย้ายไปอยู่ที่นั่นถาวรเลยเหรอครับ?” “ใช่จ้ะ ครูอยากให้เธอเป็นต้นแบบให้พวกเขา ครูรู้ว่ามันเหนื่อยและอาจจะอึดอัดไปบ้าง แต่ครูเชื่อว่าพลังนิ่งๆ ของเธอจะกำราบพวกนั้นได้” ต้นหอมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง กลิ่นจางๆ ของกระดาษและหมึกพิมพ์ในห้องพักครูดูจะเข้มข้นขึ้นในความรู้สึก เขาไม่ได้กลัวความวุ่นวาย แต่เขากังวลเรื่องการปรับตัวในที่ที่ไม่ใช่ที่ของเขา ทว่าสุดท้าย ความใจอ่อนที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ก็ทำให้เขาพยักหน้าตอบรับ “ได้ครับ... ถ้ามันจะช่วยเพื่อนได้”ต้นหอมขานรับแผ่วเบาแต่หนักแน่นในความรู้สึก เขาไม่ได้ตอบเพื่อเอาใจครู แต่ลึกๆ แล้วเขารู้ดีว่าความโดดเดี่ยวในห้องที่สมบูรณ์แบบอย่างห้องเพชร บางครั้งก็น่าอึดอัดไม่แพ้ความวุ่นวายที่เขากำลังจะไปเจอ ช่วงสายของวันนั้นต้นหอมเดินถือสมุดและปากกาคู่ใจมุ่งหน้าไปยังอาคารท้ายโรงเรียน ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ เสียงตะโกนและเสียงหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตายก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ครูประจำวิชาที่กำลังยืนคุมชั้นเรียนถอนหายใจยาว ก่อนจะหันมาเห็นผู้มาใหม่ “นักเรียน! เงียบปากกันเดี๋ยวนี้ วันนี้มีเพื่อนใหม่ย้ายมา” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ สายตาหลายสิบคู่จับจ้องมาที่ร่างโปร่งในชุดนักเรียนรีดเรียบกริบ ทุกตารางนิ้วของต้นหอมดูผิดที่ผิดทางเมื่อเทียบกับสภาพห้องที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนบนโต๊ะและเศษกระดาษ “นี่คือต้นหอม ย้ายมาจากห้องเพชร จะมาเป็นเพื่อนใหม่ของพวกเธอ” “สวัสดีครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ” ต้นหอมยกมือไหว้พรร้อมคำทักทายตามมารยาท ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงดินสอเคาะโต๊ะเป็นจังหวะกวนประสาท และเสียงกระซิบกระซาบที่ฟังดูไม่เป็นมิตรนัก “ไปนั่งตรงนู้นนะ... ที่ว่างข้างหน้าต่าง” ต้นหอมกวาดสายตาไปตามนิ้วของครู และนั่นเองที่ทำให้เขาเห็น ‘เจ้าที่’ ของมุมห้อง ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนนอนฟุบหน้าลงกับโต๊ะไม้ที่ดูโยกเยก เสื้อเชิ้ตสีขาวหลุดลุ่ยปลดกระดุมบนออกจนเห็นแผ่นอกรำไร กางเกงขาสั้นเหนือเข่าผิดระเบียบ และทรงผมสกินเฮดที่ดูดุดัน เขาคือ ‘เตอร์’... หัวโจกที่ใครๆ ก็ต่างเกรงกลัว ข่าวลือเรื่องฝีเท้าในสนามบอลที่ดุดัน พอๆ กับหมัดหนักๆ ที่เคยซัดเด็กต่างสถาบันจนเข้าโรงพยาบาล ต้นหอมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เดินไปหยุดข้างโต๊ะตัวนั้นแล้ววางกระเป๋าลงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าเสียงขยับเก้าอี้เพียงนิดกลับทำให้คนที่กำลังหลับลึกเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคมกริบสีนิลมองสบมาอย่างไม่สบอารมณ์ คิ้วเข้มขมวดมุ่นราวกับถูกรบกวนวิมานส่วนตัว “มานั่งทำไมตรงนี้” เสียงทุ้มต่ำและห้วนจัดถามขึ้น “ที่ตรงนี้มันว่าง” ต้นหอมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่ทำได้ เตอร์เลิกคิ้ว มองสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาที่เหมือนสัตว์ป่าจ้องมองเหยื่อทำให้ต้นหอมลอบกลืนน้ำลาย แต่ยังคงรักษาท่าทีนิ่งเฉยเอาไว้ “เออ... อย่ามากวนก็พอ” พูดจบเจ้าตัวก็ฟุบหน้าลงไปตามเดิม ทิ้งให้ต้นหอมนั่งลงท่ามกลางความตึงเครียดที่เริ่มจางลงเพียงเบาบาง เขาค่อยๆ จัดแจงวางสมุดและปากกาลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมจางๆ จากน้ำยาปรับผ้านุ่มของคนข้างกายลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ดูขัดกับลุคดุดันของเจ้าตัวอย่างประหลาด ต้นหอมพยายามจดจ่ออยู่กับบทเรียน แต่ดูเหมือนสมาธิของเขาจะถูกรบกวนด้วยจังหวะการหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของคนที่นอนอยู่ข้างๆ ตลอดทั้งคาบเช้า เวลาพักเที่ยงมาถึงพร้อมความวุ่นวายที่ทวีคูณ เสียงกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนภาคเช้าเหมือนเสียงสัญญาณปล่อยสัตว์ป่าออกจากกรง เพื่อนส่วนใหญ่รีบเฮโลกันออกจากห้องเพื่อไปจับจองที่นั่งในโรงอาหาร ต้นหอมยังคงนั่งนิ่ง เขาเลือกที่จะรอให้คนซาลงก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงการเบียดเสียด ขณะที่เขากำลังก้มเก็บเครื่องเขียนใส่กระเป๋า ทันใดนั้นเสียงหัวเราะเยาะแกมแซวจากกลุ่มเด็กหลังห้องที่ยังไม่ยอมออกไปไหนก็ดังขึ้นข้ามหัวเขาไป “เฮ้ย! ดูดิ เด็กเนิร์ดมานั่งข้างเสือ ระวังโดนเสือคาบไปกินนะเว้ย” หนึ่งในนั้นตะโกนขึ้นพร้อมเสียงตบโต๊ะดังปัง เรียกเสียงฮาครืนจากพรรคพวก “หรือไม่ก็โดนเก็บค่าเช่าที่ด้วยตีน ฮ่าๆๆ” อีกคนสำลักเสียงหัวเราะพลางถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างยียวน สายตาจ้องเขม็งมาที่แผ่นหลังของต้นหอมอย่างท้าทาย ต้นหอมทำเป็นหูทวนลม เขาชินกับการถูกเสียดสี แต่ขณะที่กำลังจะเดินพ้นประตูห้อง ร่างของเด็กชายตัวสูงกลุ่มหนึ่งจากห้องอื่นก็เดินมาขวางทางไว้ สีหน้าท่าทางคุกคามอย่างเห็นได้ชัด “เฮ้ นายชื่ออะไรนะ... ต้นหอมเหรอ? ชื่อน่ากินดีนี่หว่า พอดีพวกเราลืมเอาตังค์มาโรงเรียน ขอยืมซักร้อยสองร้อยดิ” หัวโจกของกลุ่มก้าวเท้าเข้ามาประชิดจนต้นหอมต้องผงะถอยหลัง มือหนึ่งของมันแกล้งทำเป็นปัดฝุ่นที่ไหล่เขาอย่างถือวิสาสะ พร้อมรอยยิ้มแสยะที่ดูไม่น่าไว้วางใจ “ขอโทษนะครับ ผมไม่ให้ยืม” ต้นหอมตอบกลับสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขากระชับสายกระเป๋าเป้แน่น เตรียมจะเอี้ยวตัวเดินเลี่ยงออกไปอีกทาง “ขัดใจพวกกูเหรอวะ!” น้ำเสียงตะคอกดังลั่นพร้อมกับมือหนาที่พุ่งเข้าขย้ำไหล่ของต้นหอมอย่างแรง แรงบีบนั้นมหาศาลจนเขาต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด กระเป๋าเครื่องเขียนในมือแทบจะร่วงลงพื้น “มึงมีปัญหาอะไรกับคนของกู?”เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยกระแสกดดันดังขึ้นจากเบื้องหลัง ทุกอย่างรอบตัวพลันเงียบสนิท ต้นหอมหันไปมอง เห็นเตอร์ยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางเกียจคร้าน มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกมือหมุนลูกฟุตบอลเล่นไปมา แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเย็นเยียบจนคนมองต้องขนลุก “ปะ...เปล่าครับพี่เตอร์ แค่หยอกเพื่อนใหม่เล่นเฉยๆ” พวกนั้นรีบปล่อยมือและถอยกรูดออกไปทันที เตอร์เหลือบสายตามามองต้นหอม แววตาที่เคยดุดันดูอ่อนแสงลงเพียงชั่วครู่จนสังเกตไม่ออก “ไปซื้อข้าวได้แล้ว”เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก่อนจะเดินนำออกไป ทิ้งให้ต้นหอมยืนนิ่งอยู่กับที่ ความรู้สึกร้อนวูบวาบแผ่ซ่านไปทั่วอกซ้าย หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเริ่มทำงานผิดเพี้ยนไปชั่วขณะ ‘คนของกู’... คำพูดนั้นยังคงก้องอยู่ในหูต้นหอมไม่รู้ว่ามันคือความตกใจหรือความรู้สึกแปลกใหม่ที่เขาไม่เคยสัมผัส แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า ห้องบ๊วยที่แสนวุ่นวายนี้... อาจจะมีกลิ่นบางอย่างที่ดึงดูดใจมากกว่าที่เขาคิดบทที่ 19 เรียนจบ…ก้าวไปด้วยกันณ ห้องเรียนมัธยมปลายชั้นสุดท้ายแสงแดดจัดจ้าของฤดูร้อนสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้เก่า ๆ ของห้องเรียนที่เต็มไปด้วยร่องรอยความทรงจำ ละอองฝุ่นปลิวว่อนอยู่ในลำแสงคล้ายกับวันเวลาที่กำลังจะปลิวหายไป เสียงหัวเราะสลับกับบทสนทนาอันครื้นเครงของเพื่อนร่วมห้องดังก้องไปทั่ว วันนี้ไม่ใช่แค่วันสุดท้ายของการเรียน แต่มันคือวันแห่งการทิ้งท้ายชีวิตวัยเยาว์ ก่อนที่แต่ละคนจะต้องโบยบินไปตามเส้นทางของตัวเองต้นหอมกับเตอร์นั่งเคียงข้างกันที่โต๊ะตัวเดิมที่นั่งมาตลอดเทอม ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความใกล้ชิดที่เคยเป็นความลับ บัดนี้กลับถูกเปิดเผยผ่านสายตาและท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติจนคนรอบข้างสัมผัสได้“ถามจริงเหอะ... สรุปมึงกับเตอร์ เป็นแฟนกันจริง ๆ ใช่ป่ะ?”เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มรวบรวมความกล้าถามโพล่งขึ้นมากลางวง เสียงเจื้อยแจ้วในห้องเงียบลงชั่วขณะ ราวกับทุกคนกำลังเงี่ยหูรอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อต้นหอมชะงักไปครู่หนึ่ง เขาหลุบตามองมือตัวเองที่วางอยู่บนหน้าขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วคลี่ยิ้มออกมาด้วยความสบายใจ “ใช่... เราเป็นแฟนกัน”คำตอบนั้นนิ่งสนิทแต่กลับเต็มไปด้วยควา
บทที่ 18 คืนที่เงียบงัน (ละมุนใจ)ภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมขนาดกำลังดีของเตอร์ แสงสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะทอดเงาอ่อนโยนไปทั่วบริเวณ เสียงพัดลมไอเย็นครางแผ่วเบาเคล้าไปกับเสียงเรไรจากพุ่มไม้ด้านนอกที่แว่วเข้ามาเป็นระยะ แม้จะเป็นค่ำคืนที่แสนธรรมดาในความรู้สึกของคนทั่วไป แต่สำหรับคนสองคนที่นั่งอยู่บนเตียงผ้าใบสีเทาอ่อนในขณะนี้ ทุกวินาทีกลับเต็มไปด้วยมวลความรู้สึกมหาศาลที่ก้าวข้ามคำว่าเพื่อนไปไกลแสนไกลเตอร์รวบร่างโปร่งของต้นหอมเข้ามาไว้ในอ้อมกอดกว้าง แผ่นหลังบางพิงเข้ากับอกแกร่งที่อบอุ่นจนรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวแรงประสานกันเป็นจังหวะเดียว มือใหญ่ของเขาลูบไล้แผ่นหลังของต้นหอมอย่างแผ่วเบาปลายนิ้วกรีดกรายวนเวียนอยู่บนผิวเนียนละเอียดราวกับกำลังทะนุถนอมอัญมณีล้ำค่า เพราะเขากลัวเหลือเกินว่าหากพลั้งมือออกแรงมากกว่านี้เพียงนิด สัมผัสอันแสนเปราะบางและงดงามนี้จะสลายหายไปราวกับความฝันต้นหอมหลับตาพริ้ม ปล่อยให้เปลือกตาที่หนักอึ้งปิดลงอย่างสมบูรณ์ ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสัปดาห์ และความวุ่นวายใจทั้งหลายมลายหายไปสิ้นเมื่อได้รับไออุ่นจากอ้อมแขนที่แสนมั่นคงนี
บทที่ 17 ฉลองหลังสอบณ ห้องสอบช่วงบ่ายเสียงกริ่งยาวดังก้องไปทั่วตึกเรียน เปรียบเสมือนเสียงสวรรค์ที่ปลดปล่อยเหล่านักเรียนออกจากพันธนาการของโจทย์วิชาอันแสนสาหัส เสียงเฮดังกระหึ่มขึ้นทันทีที่อาจารย์ผู้คุมสอบประกาศอนุญาตให้เก็บอุปกรณ์และออกจากห้องสอบได้เตอร์รูดซิบกระเป๋าปากกาพลางพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "โห... เหมือนยกภูเขาออกจากอกชิบหาย" เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันไปหาคนข้างกายที่ยังคงเก็บอุปกรณ์อย่างเป็นระเบียบและใจเย็นผิดกับคนอื่น"ทำไมหน้าดูชิลล์จังวะ... มึงทำได้หมดเลยดิ?" เตอร์เอ่ยแซวพลางโน้มตัวเข้าไปใกล้ต้นหอมละสายตาจากสมุดจดมายิ้มบางให้คนถาม"ก็เตรียมตัวมาดีไง... ติวเตอร์เขาเก่งน่ะ""อวดป่ะเนี่ย" เตอร์หรี่ตามอง ทำท่าจะเอื้อมมือไปบีบจมูกรั้นด้วยความหมั่นไส้ แต่ต้นหอมกลับหัวเราะร่าแล้วไหวตัวทัน เดินนำลิ่วออกจากห้องสอบไปเสียก่อน ทิ้งให้เตอร์รีบคว้ากระเป๋าวิ่งตามไปติด ๆบรรยากาศหน้าตึกเรียนเต็มไปด้วยความคึกคัก กลุ่มเพื่อนฝูงต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ข้อสอบกันเสียงดังลั่น บ้างก็ทำหน้าโล่งอก บ้างก็บ่นอุบว่าทำไมคำตอบไม่ตรงกับเพื่อน ทันใดนั้น เพชร ก็โผล่เข้ามาโอบคอเตอร์ไว้แน่น"เฮ้ย! คื
บทที่ 16 วันเสาร์ ติวพิเศษเช้าวันเสาร์ ณ บ้านของต้นหอมแสงแดดอุ่นจัดยามสายลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีครีมเข้ามาทาบทับบนเตียงนอน ต้นหอมยันตัวลุกขึ้นพิงพนักเตียงพลางคว้าโทรศัพท์เครื่องหรูมากดต่อสายหาใครบางคนที่คาดว่าน่าจะยังจมกองผ้าห่มอยู่"เตอร์ วันนี้ว่างหรือเปล่า? มาติวหนังสือที่บ้านเราหน่อยสิ อาทิตย์หน้าจะสอบแล้วนะ"ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงงัวเงียจัดติดจะแหบพร่า"โอย... ตื่นมาก็วิชาการเลยนะมึง ไม่คิดจะชวนแฟนไปเที่ยวบ้างหรือไง ชวนแต่ติว ติว ติว... สมองกูจะบวมเป็นดิกชันนารีแล้วเนี่ย"ต้นหอมหลุดขำแต่ก็รีบทำเสียงเข้มกลบเกลื่อน "ก็มันใกล้สอบแล้วไง ถ้าไม่มาวันนี้ก็ไม่ต้องมาแล้วนะ จะมามั้ย?""โอเคค้าบบบ... ไปเดี๋ยวนี้แหละ ยอมแล้วครับคุณหนู รอเปิดประตูให้ด้วยนะ" เตอร์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะวางสายไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่คุ้นหูก็ดังสนั่นอยู่หน้าบ้าน แม่ของต้นหอมที่กำลังรดน้ำต้นไม้เดินออกมาเปิดประตูต้อนรับด้วยรอยยิ้มเอ็นดูเป็นพิเศษ เพราะพักหลังมานี้ 'เจ้าเด็กแสบ' คนนี้ดูจะขยันผิดหูผิดตา"สวัสดีครับแม่" เตอร์ยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจที่เอาไว้ใช้มัดใจผู้ใหญ
บทที่ 15 บรรยากาศก่อนสอบบรรยากาศยามเช้าในห้องเรียนเสียงกริ่งบอกเวลาพักคาบเพิ่งเงียบลงไป แต่ความวุ่นวายใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อครูประจำชั้นเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ในมือ บรรยากาศที่เคยสดใสพลันหนักอึ้งขึ้นทันทีเมื่อได้ยินประโยคถัดมา“อาทิตย์หน้าเราจะเริ่มสอบกลางภาคกันแล้วนะครูอยากให้ทุกคนดึงสมาธิกลับมา ตั้งใจสอบ และช่วยกันติวหน่อย อย่าให้มีใครต้องสอบซ่อมล่ะ”เสียงโอดครวญดังระงมไปทั่วห้องทันที เพื่อนบางคนถึงกับฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก“โหครูคราวนี้เนื้อหายากชิบหายจะรอดมั้ยเนี่ย”ครูยิ้มละมุนพลางปรายตาไปทางร่างโปร่งที่นั่งหน้าสุด “ไม่ต้องห่วงหรอก ห้องเรามี ‘ต้นหอม’ อยู่ทั้งคน รับรองว่าถ้าพวกเธอตั้งใจฟังเขา ต้องผ่านแน่นอน”สิ้นคำพูดครู เพื่อนเกือบทั้งห้องก็หันมามองต้นหอมเป็นตาเดียวราวกับเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์“โอ้โห! ฝากตัวด้วยนะเทพต้นหอม!”“ต้นหอม... ติวให้พวกกูด้วยนะเว้ย ไม่งั้นกลุ่มพวกกูตายเรียบแน่!”ต้นหอมยิ้มเก้อ ๆ ด้วยความเขินอายพลางพยักหน้ารับคำอย่างใจดี“โอเค ๆ เดี๋ยวเราช่วยสรุปให้ทุกคนเอง ไม่ต้องกลัวนะ”ทว่าที่มุมโต๊ะด้านข้าง... บรรยากาศกลับมาคุขึ้นมาดื้อ ๆ
บทที่ 14 ความรู้สึกที่ไม่กล้าพูดช่วงพักเที่ยง ณ โรงอาหารแสงแดดยามเที่ยงสาดส่องผ่านบานหน้าต่างกระจกเข้ามาปะทะกับไอร้อนของกลุ่มคนที่เบียดเสียด แม้เสียงจานชามและเสียงพูดคุยจะดังระงม แต่บรรยากาศที่โต๊ะมุมหนึ่งกลับเริ่มเย็นเยียบลงอย่างกะทันหันต้นหอมนั่งเขี่ยเม็ดข้าวในจานไปมาอย่างเลื่อนลอย พลางลอบสังเกตคนข้างกายผ่านหางตา เตอร์ที่เพิ่งจัดการมื้อเที่ยงเสร็จกำลังนั่งเหยียดขาพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ตามนิสัย ท่ามกลางเสียงจอแจในโรงอาหารที่ดูเหมือนจะเป็นปรกติทว่าความสงบสุขเพียงชั่วครู่ก็ถูกพังทลายลง เมื่อกลุ่มรุ่นน้องผู้หญิงห้าหกคนเดินตรงดิ่งเข้ามาหยุดอยู่ที่โต๊ะของพวกเขา ดวงตาของพวกเธอเป็นประกายระยิบระยับยามจ้องมองมาที่ร่างสูง ในมือแต่ละคนต่างหอบหิ้วทั้งขวดน้ำที่มีหยดน้ำเกาะพราวเย็นฉ่ำ และกล่องขนมผูกโบว์สีหวานดูประณีต“พี่เตอร์คะ... คือหนูชอบพี่มาก ๆ เลยค่ะ!” รุ่นน้องคนหนึ่งรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมาเสียงดังจนโต๊ะข้างๆ เริ่มหันมามอง“พี่เตอร์เท่มากเลยนะคะ เป็นนักเลงที่ใจดีสุด ๆ ไปเลย” อีกคนเสริมพร้อมบิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย “หนูอยากได้พี่เป็นแฟนจังเลยค่ะ รับน้ำหนูไว้หน่อยนะคะ”เสียงเจ
บทที่ 5 วันที่ฝนตกเช้าวันนี้ท้องฟ้าเบื้องบนถูกปกคลุมด้วยม่านเมฆสีตะกั่วครึ้มมาตั้งแต่รุ่งสาง เสียงฟ้าร้องครืนแว่วดังมาจากเส้นขอบฟ้า ลมเย็นที่หอบเอาความชื้นแฉะพัดผ่านเข้าทางหน้าต่าง ชวนให้รู้สึกขี้เกียจจนอยากจะซุกตัวอยู่ในผ้าห่มให้นานกว่านี้ ‘ต้นหอม’ เดินลากเท้าเข้ามาในห้องเรียนด้วยท่าทางอิดโรย ดวง
บทที่ 4 นมรสสตอเบอรี่แสงจันทร์นวลตาลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนในห้องนอนที่เงียบสงบ ต้นหอมทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างหลังจากจัดการกิจวัตรประจำวันจนเสร็จสิ้น กลิ่นสบู่อ่อนๆ จากการอาบน้ำช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เขากลิ้งตัวไปมาบนฟูกนุ่มพลางถอนหายใจยาวทิ้งความเหนื่อยล้าของวัน มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเค
บทที่ 3 เรื่องวุ่นหลังเลิกเรียนเสียงออดเลิกเรียนดังยาวกังวานไปทั่วอาคารเรียนไม้เก่าๆ นักเรียนพากันทยอยเก็บกระเป๋า บ้างก็รีบร้อนไปเรียนกวดวิชา บ้างก็เดินทอดน่องคุยกันตามประสาวัยรุ่นที่เพิ่งหลุดพ้นจากชั่วโมงเรียนอันแสนน่าเบื่อ‘เตอร์’ เดินนำพรรคพวกกลุ่มใหญ่ออกมาทางหน้าโรงเรียน ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวปล่
บทที่ 2 ติวหนังสือ บรรยากาศช่วงบ่ายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่ชวนให้ง่วงงุน แสงแดดรำไรทอดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาเป็นลำแสง ละอองฝุ่นเล็กๆ เต้นระบำอยู่ในอากาศ ต้นหอมยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม มือเรียวบรรจงจัดวางสมุดเล่มหนาและเปิดตำราเรียนค้างไว้เขาลอบเหลือบมองร่างสูงข้างกายที่ยังคงจมดิ่







