LOGINบทที่ 2 ติวหนังสือ
บรรยากาศช่วงบ่ายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่ชวนให้ง่วงงุน แสงแดดรำไรทอดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาเป็นลำแสง ละอองฝุ่นเล็กๆ เต้นระบำอยู่ในอากาศ ต้นหอมยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม มือเรียวบรรจงจัดวางสมุดเล่มหนาและเปิดตำราเรียนค้างไว้ เขาลอบเหลือบมองร่างสูงข้างกายที่ยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา เตอร์ในยามหลับดูไร้พิษสงกว่าตอนตื่นอยู่มาก แผ่นหลังกว้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจสม่ำเสมอ เส้นผมทรงสกินเฮดรับกับโครงหน้าคมสัน แม้ในยามหลับคิ้วเข้มก็ยังขมวดเข้าหากันน้อยๆ ราวกับมีความคิดบางอย่างตีกันอยู่ในหัวตลอดเวลา ต้นหอมลอบถอนหายใจ 'ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เขาก็คงจะเป็นแค่เงาที่เดินผ่านไปมาในห้องนี้ตลอดไป'คิดได้ดังนั้น ปลายนิ้วเรียวก็ยื่นไปสะกิดไหล่กว้างเบาๆ “เตอร์... ตื่นก่อนได้ไหมครับ?” น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเรียกอย่างใจดี พร้อมกับปลายนิ้วที่สะกิดลงบนท่อนแขนแกร่งเบาๆ แววตาของต้นหอมฉายแววเกรงใจแต่ก็มีความมุ่งมั่นอยู่ในนั้น “เตอร์ครับ มาติวหนังสือกันหน่อย ผมจะติวให้” ต้นหอมยังไม่ลดละความพยายาม เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนได้กลิ่นจางๆ ของน้ำหอมคนตรงหน้า “อย่ามายุ่ง... กูจะนอน” เสียงทุ้มแหบห้าวสะบัดออกมาอย่างหงุดหงิดจัด เตอร์ขยับไหล่หนีสัมผัสรบกวนนั้นอย่างรำคาญใจ ก่อนจะทำท่าจะมุดหน้าลงกับแขนตามเดิมโดยไม่สนสักนิดว่าคนชวนจะเสียหน้าแค่ไหน ทว่าครั้งนี้ต้นหอมไม่ยอมแพ้ เขาขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนไหล่แทบชิดกัน “ก็เดี๋ยวค่อยนอนหลังจากติวเสร็จสิครับ อีกอย่าง... เพื่อนๆ ในห้องจะได้เกรดดีขึ้นด้วยนะ ถ้าเตอร์นำทีมเริ่มเรียนก่อนคนอื่น” ต้นหอมพยายามยกเหตุผลมาอ้าง แววตาของเขาดูซื่อตรงจนคนฟังยากจะปฏิเสธ เตอร์ขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม เขาเงยหน้าขึ้นมามองคนข้างๆ เต็มตา แววตาคู่นั้นดูหงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลาพักผ่อน แต่ก็แฝงความสงสัยว่าคนตัวเล็กนี่เอาความกล้ามาจากไหน “วุ่นวายอะไรกับกูนักหนา กูอยากนอน!” เขากระแทกเสียงใส่ด้วยความรำคาญ พลางเสยผมที่ยุ่งเหยิงของตัวเองอย่างลนลาน “ติวแป๊บเดียวเองครับ มันไม่ถึงตายหรอกนะ” น้ำเสียงที่เคยนุ่มนวลเปลี่ยนเป็นร่าเริงอย่างเห็นได้ชัด ต้นหอมจุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก ดวงตาเรียวใสเป็นประกายท้าทาย เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกนิดอย่างไม่เกรงกลัวรังสีดุๆ นั่น จนเตอร์ต้องถอนหายใจออกมาอย่างแรงจนลมร้อนเป่ารดฝ่ามือ “เออ! เออ... ขี้เกียจเถียงด้วย จะติวอะไรก็ว่ามาเร็วๆ” เขาสบถออกมาอย่างยอมแพ้ แม้จะยังทำหน้าบึ้งตึงแต่ก็ยอมยืดตัวตรงพิงพนักเก้าอี้เพื่อพร้อมรับฟัง ชัยชนะเล็กๆ ก่อตัวขึ้นในใจของต้นหอม เขาลอบยิ้มกริ่มกับตัวเอง ก่อนจะขยับตำราเข้าหาคนตัวโตกว่าแล้วเริ่มชี้ไปที่โจทย์บนหน้ากระดาษอย่างคล่องแคล่ว “นี่ไง สมการนี้ ถ้าเราจะแก้หาค่า x เตอร์คิดว่าต้องเริ่มตรงไหนก่อน?” ต้นหอมขยับปลายนิ้วชี้ไปที่โจทย์ข้อใหญ่กลางหน้ากระดาษ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น เตอร์เลิกคิ้วมองตัวเลขที่ขยุยขยิกบนกระดาษเหมือนมองอักษรโบราณ เขาจ้องมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างเสียไม่ได้ “กูไม่รู้... บอกแล้วไงว่าอย่ามายุ่งกับกู” เขาตอบปัดอย่างคนขี้รำคาญ พลางยกแขนขึ้นกอดอกทิ้งแผ่นหลังพิงเก้าอี้เพื่อสร้างระยะห่าง ต้นหอมหลุดหัวเราะเบาๆ ซึ่งมันเป็นเสียงที่ฟังสบายหูอย่างประหลาด เสียงนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดรอบตัวเตอร์ดูอ่อนแรงลงอย่างน่าอัศจรรย์ “เห้อ... ไม่ใช่แค่เธอคนเดียวนะที่งง ทุกคนในห้องเขาก็อยากสอบผ่านกันทั้งนั้นแหละ” ต้นหอมบ่นพึมพำพลางใช้นิ้วดันกรอบแว่นที่ไหลลงมาให้เข้าที่ “กูไม่สน... กูไม่ได้อยากเรียนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” แม้คำพูดจะฟังดูตัดรอนและห้วนจัด แต่สายตาคมกลับไม่ได้มองไปที่หน้าต่างอย่างที่ควรจะเป็น เตอร์ลอบสังเกตใบหน้าด้านข้างของคนสอนอย่างไม่รู้ตัว เขาเห็นแพขนตาบางๆ ของต้นหอมที่ขยับไปมาขณะอ่านโจทย์ ผิวขาวละเอียดที่สะท้อนกับแสงแดดรำไรข้างหน้าต่าง กับแว่นตาที่มักจะหล่นลงมาอยู่ที่ปลายจมูกนั่น... ทุกอย่างดูนวลตาจนเตอร์เผลอจ้องค้างไว้อยู่อย่างนั้น “ไม่เรียนแล้วจะสอบผ่านได้ไงล่ะครับ?” ต้นหอมถามย้ำพลางเอียงคอเล็กน้อย แววตาที่มองมาดูจริงจังเสียจนคนถูกมองเริ่มวางตัวไม่ถูก “กูมีทางของกูน่า” เตอร์ตอบปัดๆ พร้อมกับเบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาที่ดูเหมือนจะอ่านใจเขาออกไปเสียทุกอย่าง “ไม่เห็นต้องใช้วิธีอื่นเลยนี่ครับ มาเถอะ... ผมจะช่วยเอง”น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังดีและสายตาที่ฉายแววซื่อตรงของต้นหอมทำเอาหัวใจคนดุเริ่มสั่นคลอน เตอร์ทำได้แค่เบ้ปากกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกประหลาดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอก “ช่วยก็ช่วย... แต่กูไม่สัญญาว่าจะจำนะเว้ย” เขาขู่ฟ่อเหมือนแมวป่าที่ถูกขัดใจแต่ก็ยอมนั่งลงข้างๆ ดีๆ พร้อมกับแย่งดินสอในมือต้นหอมมาถือไว้เองอย่างเก้งก้าง บรรยากาศตึงเครียดในตอนแรกค่อยๆ เจือจางลง แทนที่ด้วยความอบอุ่นจางๆ จากแสงแดดยามบ่ายที่พาดผ่านโต๊ะเรียน ต้นหอมเริ่มอธิบายสูตรต่างๆ อย่างใจเย็น ขยับเข้าไปใกล้จนไหล่บางเบียดเข้ากับท่อนแขนแกร่ง “ถ้าผมบอกว่า g ในสมการนี้หมายถึงค่าอะไร เตอร์จำได้ไหม?” ต้นหอมลองเชิงพลางเอียงคอมองคนข้างตัว แววตาแฝงความเอ็นดูเหมือนกำลังไล่ต้อนเด็กดื้อให้จนมุม คนถูกถามนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาขมวดคิ้วจ้องตัวอักษรภาษาอังกฤษนั่นเหมือนมันเป็นศัตรูตัวฉกาจ ก่อนจะตอบส่งเดชออกไป “ก็... แม่งตัวแปรอะไรก็ไม่รู้ กูไม่สนใจหรอก” เขาว่าพลางยกมือขึ้นเกาต้นคอแก้เขินเมื่อรู้ตัวว่าตอบผิดเต็มประตู “นั่นไง ยังไม่รู้เรื่องเลยแท้ๆ” ต้นหอมหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ จนตาหยี ผิวหน้าขึ้นสีระเรื่อจากการขำอย่างสุดกลั้น เป็นเสียงหัวเราะที่สดใสเสียจนคนฟังนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง “เฮ้ย! ไม่ต้องมาหัวเราะกูเลยนะ กูเพิ่งตื่น สมองมันยังไม่สตาร์ท” เตอร์โวยวายแก้เก้อเสียงดังลั่นห้องที่เริ่มว่างเปล่า เขาพยายามทำหน้าดุใส่คนตัวเล็กข้างๆ แต่กลับหุบยิ้มไม่ได้ ใบหน้าคมประดับด้วยรอยยิ้มแห้งๆ ที่หาดูได้ยาก ซึ่งมีเพียงต้นหอมเท่านั้นที่ได้เห็นในตอนนี้ “นั่นแหละครับ ถึงต้องตั้งใจทำความเข้าใจ ไม่ใช่ปล่อยให้มึนอยู่แบบนั้น” ต้นหอมเอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้ม พลางใช้ปลายปากกาเคาะลงบนสมุดเบาๆ เป็นเชิงเน้นย้ำ เตอร์แกล้งทำหน้าเคร่งขรึมใส่ ขยับตัวข่มความประหม่า “เข้าใจ? กูนี่นะจะเข้าใจ? ฝันอยู่ป่ะเนี่ย” เขาเลิกคิ้วสูงกวนประสาท แต่แววตาไม่ได้ดูดุดันเหมือนตอนแรกอีกต่อไป เสียงหัวเราะของต้นหอมดังขึ้นอีกครั้ง จนเขาต้องยกมือขึ้นสองข้างเป็นเชิงยอมแพ้ “โอเคๆ งั้นอยากให้ผมสอนเรื่องอะไรต่อล่ะครับ?” “คูณกับหาร...” เตอร์ตอบเสียงพึมพำในลำคอเหมือนเด็กโดนขัดใจ แผ่นหลังกว้างค่อยๆ โน้มลงมาหาโต๊ะเรียนอีกครั้งอย่างเสียไม่ได้ ต้นหอมขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้ขึ้นจนไหล่เกือบจะชิดกัน กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาโชยไปกระทบจมูกคนข้างๆ จนเตอร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ลมหายใจสะดุดไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะพยายามทำเนียนนั่งนิ่ง ขณะที่ต้นหอมเริ่มจรดปลายปากกาขีดเขียนแสดงวิธีทำลงบนสมุดอย่างใจเย็น “ดูนะครับ... คูณก็แค่การเพิ่มจำนวนในสัดส่วนที่เท่ากัน เห็นไหมว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่เตอร์คิดเลย” “เออ... ทฤษฎีมันก็พูดง่ายทั้งนั้นแหละ” เตอร์ท้วงเสียงเรียบ ท่าทางเหมือนไม่ใส่ใจแต่สายตากลับลอบจดจ้องอยู่ที่ปลายนิ้วเรียวขาวที่กำลังตวัดปากกาอย่างคล่องแคล่ว แสงแดดที่ตกกระทบมือคู่ตรงหน้าทำให้เขารู้สึกเพลินตาอย่างบอกไม่ถูก “ในเมื่อเข้าใจแล้ว... งั้นถ้าลองไปสอบดูจริงๆ จะทำได้ไหมครับ?” ต้นหอมแกล้งขยับหน้าเข้าไปใกล้ แฝงรอยยิ้มท้าทายเล็กๆ ไว้ในน้ำเสียง “ไม่ต้องห่วงหรอก... กูก็รู้คำตอบของกูอยู่แล้ว” เตอร์ยักไหล่อย่างมั่นอกมั่นใจ ท่าทางอวดดีที่ดูเป็นธรรมชาตินั้นทำให้เขามีเสน่ห์ขึ้นมาอย่างประหลาดในสายตาคนมอง “งั้นผมจะคอยดูนะ ว่าผลสอบครั้งหน้าจะออกมาดีอย่างที่โม้ไว้รึเปล่า” ต้นหอมหันมาสบตาคมตรงๆ แววตาเรียวใสมีประกายขี้เล่นฉายชัด “อยู่แล้ว... ระดับกูไม่มีพลาด”เตอร์ไหวไหล่พลางแสยะยิ้มที่มุมปาก ท่าทางอวดดีนั้นขัดกับแววตาที่เริ่มโอนอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ได้รู้หรอกว่าโจทย์ตรงหน้ายากง่ายแค่ไหน แต่เขารู้แค่ว่ากลิ่นสะอาดจางๆ จากคนข้างตัวมันทำให้เขาสงบใจได้อย่างประหลาด “งั้นลองข้อนี้หน่อย ถ้าตอบถูกผมจะยอมปล่อยให้ไปนอน” ต้นหอมยื่นสมุดคืนให้พลางชี้ไปที่โจทย์ข้อสุดท้าย แววตาเรียวใสจ้องมองคนตัวโตอย่างนึกสนุก เหมือนกำลังวางเบ็ดตกปลา เตอร์มองโจทย์สลับกับใบหน้าลุ้นระทึกของต้นหอม เขาแกล้งทำขรึม ขมวดคิ้วจ้องตัวเลขอยู่นานจนดูเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก แต่แท้จริงแล้วเขากำลังอมยิ้มกับท่าทางตื่นเต้นของคนข้างๆ ต่างหาก ก่อนจะจรดปากกาเขียนคำตอบลงไปแรงๆ จนปลายหัวปากกาจิกกระดาษ ดูท่าทางมั่นใจเกินร้อย ต้นหอมรีบก้มลงมองผลลัพธ์ทันที แล้วดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง “เห้ย... ถูกด้วย!” เขาร้องออกมาอย่างตื่นเต้น พลางหันไปมองเตอร์ด้วยสายตาชื่นชมที่ปิดไม่มิด “บอกแล้วไงว่าระดับกู” เตอร์พ่นลมหายใจอย่างภูมิใจ ยืดตัวขึ้นทำท่าทีเหนือกว่าเพียงชั่วครู่ ก่อนจะรีบคว้าจังหวะนั้นฟุบหน้าลงกับโต๊ะตามเดิมเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมา เขาซุกใบหน้าลงกับลำแขนแกร่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ เพียงเพราะได้รับคำชมจากคนตัวเล็กข้างตัว “กูทำตามสัญญาแล้วนะ... อย่ามากวน”ต้นหอมมองแผ่นหลังกว้างของคนที่เพิ่งโชว์เหนือใส่เขาด้วยรอยยิ้มจางๆ เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่ค่อยๆ เก็บสมุดและอุปกรณ์การเรียนใส่กระเป๋าอย่างเงียบเชียบที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาพักของคนข้างตัว ความเงียบที่เคยน่าอึดอัดในช่วงเช้า กลับกลายเป็นความเงียบที่เบาสบายอย่างบอกไม่ถูก ต้นหอมไม่ได้รู้สึกว่าเขาต้องพยายามปรับตัวอีกต่อไป เพราะดูเหมือน ‘เจ้าถิ่น’ ของห้องนี้จะเริ่มเปิดทางให้เขาเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวทีละนิดบทที่ 9 เป็นแฟนกันนะหลังจากก้าวพ้นความพลุกพล่านของห้างสรรพสินค้า ทั้งคู่จูงมือกันเดินลัดเลาะมาจนถึงสวนสาธารณะที่เงียบสงบ แสงไฟสีนวลตาตามทางเดินสาดกระทบใบไม้เกิดเป็นเงาวูบวาบ บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความสลัวที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเตอร์หยุดเดินกะทันหัน เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนกำลังรวบรวมความกล้าครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่สั่นเครือ“กู... มีเรื่องอยากจะคุยกับมึงหน่อย”ต้นหอมหยุดฝีเท้าตามพลางเลิกคิ้วมองอย่างสงสัยในท่าทีที่เปลี่ยนไป “มีเรื่องอะไรจะคุยกับเราเหรอ? ทำไมหน้าเครียดจัง”ร่างสูงไม่ได้ตอบในทันที เขาขยับก้าวเข้ามาหาจนระยะห่างลดน้อยลง ดวงตาคมกริบที่มักจะดูดุดัน บัดนี้กลับสั่นไหวและฉายแววจริงจังจนต้นหอมรู้สึกหายใจติดขัด“กูไม่รู้จะพูดยังไงให้มึงเข้าใจหมด แต่วันนี้กูแน่ใจแล้ว...” เตอร์เว้นวรรคไปอึดใจหนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า“กูชอบมึงว่ะต้นหอม ชอบ... มากกว่าที่เพื่อนเขาชอบกัน”คำสารภาพที่ตรงไปตรงมาและไม่มีการอ้อมค้อมทำเอาต้นหอมนิ่งงันไปเหมือนถูกสาป ความร้อนวูบวาบพุ่งขึ้นสู่ใบหน้าจนห้ามไม่อยู่ เขาทำอะไรไม่ถูกจนต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื
บทที่ 8 มีเรื่อง... แต่ก็มีความหวังหลังจากลิ้มรสความหวานละมุนของเค้กช็อกโกแลตจนหมดจาน ต้นหอมก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างบอกไม่ถูก เขาลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินกลับบ้านตามลำพังเหมือนทุกวัน ทว่าร่างสูงของเตอร์กลับก้าวมาดักหน้าไว้ด้วยสีหน้านิ่งสนิท แววตาคมกริบคู่นั้นดูจริงจังจนน่าประหลาด“กูไปส่งมึงดีกว่า” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น เป็นน้ำเสียงเชิงคำสั่งที่ไม่ได้เปิดช่องว่างให้ปฏิเสธ“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราเดินกลับเองได้ ใกล้นิดเดียว” ต้นหอมท้วง“ไม่เอา... กูจะไปส่ง” เตอร์ย้ำคำเดิมพลางคว้ากระเป๋าของต้นหอมไปถือไว้เองเสียดื้อๆ สุดท้ายคนตัวเล็กก็ได้แต่เดินตามแรงดึงดูดของอีกฝ่ายไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปบนถนนที่เริ่มถูกปกคลุมด้วยความมืด แสงไฟถนนสีส้มสลัววาววับสะท้อนหยดน้ำค้างบนพื้น ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีหมึกตัดกับเสียงเครื่องยนต์และฝีเท้าของผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา บรรยากาศรอบตัวดูนิ่งสงบจนกระทั่งถึงหัวมุมแยกใกล้บ้านต้นหอม...เงาทมิฬของชายสามคนในชุดมอซอที่ยืนสูบบุหรี่ขวางทางเดินอยู่ทำให้ต้นหอมรู้สึกใจคอไม่ดี หนึ่งในนั้นพ่นควันบุหรี่ออกมาพลางเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“เฮ้ย
บทที่ 7 ความรู้สึกที่เริ่มสั่นไหวเช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนละมุนที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างห้องนอนของต้นหอม เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วสอดประสานกับเสียงใบไม้ไหวตามแรงลมพัดเอื่อย บรรยากาศภายนอกดูสงบและสดชื่นผิดกับภายในใจของต้นหอมที่ยังคงว้าวุ่นไม่หยุดเขานั่งเหม่ออยู่บนเตียง สายตาจับจ้องออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ในหัวมีแต่ภาพเหตุการณ์เมื่อวานวนเวียนอยู่ซ้ำ ๆ ทั้งตอนที่เตอร์พาไปกินไอศกรีม และจังหวะที่นิ้วหนาบรรจงเช็ดมุมปากให้เขาอย่างแผ่วเบา ท่าทางกวนประสาทที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่ไม่เคยสัมผัสจากใครมาก่อน ทำให้หัวใจของต้นหอมเต้นผิดจังหวะอย่างน่าประหลาด“นี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย...” เขาพึมพำกับตัวเองพลางใช้หมอนปิดหน้า พยายามผลักไสความรู้สึกซับซ้อนนี้ออกไป แต่มันกลับยิ่งชัดเจนและหนักแน่นขึ้นทุกทีเมื่อก้าวเท้าออกจากรั้วบ้าน ต้นหอมก็ต้องชะงักกึก เมื่อเห็นร่างสูงที่คุ้นตาในชุดนักเรียนยืนพิงกำแพงรออยู่ รอยยิ้มบาง ๆ ที่หาดูได้ยากแต้มอยู่บนใบหน้าคมคายของเตอร์“เฮ้ย! มาทำอะไรตรงนี้เนี่ย?” ต้นหอมถามด้วยความตกใจผสมปนเปกับความสงสัย เขามองร่างสูงที่ยืนอยู่ แสงแดดยามเช้าที่ตกกระทบใบหน้าคมทำให
บทที่ 6 บอลเดือดบรรยากาศที่สนามฟุตบอลหลังตึกเรียนยามบ่าย อบอวลไปด้วยไอแดดที่ร้อนระอุจนผิวแทบไหม้ แต่ความร้อนแรงของอากาศยังสู้ความดุเดือดในสนามไม่ได้ เสียงโห่ร้องและเสียงเชียร์จากนักเรียนหลายสิบชีวิตดังระงม บ่งบอกว่าการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างห้องกำลังเข้มข้นถึงขีดสุดท่ามกลางผู้เล่นนับสิบคน ‘เตอร์’ โดดเด่นขึ้นมาในชุดเสื้อยืดสีกรมท่าที่บัดนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับแผ่นหลังกว้าง เขาเคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง วิ่งไล่บอลด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง นัยน์ตาคมกริบจดจ่ออยู่กับเกมจนดูเหมือนโลกทั้งใบของเขามีเพียงลูกฟุตบอลกลมๆ ลูกเดียว โดยไม่สนเสียงกรี๊ดของสาวๆ ข้างสนามที่ดังขึ้นทุกครั้งยามที่เขาเลี้ยงหลบคู่แข่งอย่างเหนือชั้นที่ขอบรั้วฝั่งตรงข้าม ‘ต้นหอม’ ยืนกำรั้วเหล็กแน่นจนมือชื้นเหงื่อ แม้เขาจะพยายามบอกเพื่อนที่ยืนข้างๆ ว่า “แค่ออกมาเดินเล่นแก้เบื่อ” แต่สายตาเรียวกลับไม่เคยละไปจากร่างสูงในสนามได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ทุกจังหวะที่เตอร์ขยับกาย หัวใจของเขาก็ดูเหมือนจะเต้นตามจังหวะนั้นไปด้วย“เตอร์เวลาเล่นบอลดูดีชะมัดเลยว่าไหมมึง... เท่อย่างกับคนละคนกับตอนนั่งหลังห้องเลย”เสียงเพื่อนสนิทที่
บทที่ 5 วันที่ฝนตกเช้าวันนี้ท้องฟ้าเบื้องบนถูกปกคลุมด้วยม่านเมฆสีตะกั่วครึ้มมาตั้งแต่รุ่งสาง เสียงฟ้าร้องครืนแว่วดังมาจากเส้นขอบฟ้า ลมเย็นที่หอบเอาความชื้นแฉะพัดผ่านเข้าทางหน้าต่าง ชวนให้รู้สึกขี้เกียจจนอยากจะซุกตัวอยู่ในผ้าห่มให้นานกว่านี้ ‘ต้นหอม’ เดินลากเท้าเข้ามาในห้องเรียนด้วยท่าทางอิดโรย ดวงตาเรียวใสดูปรือปรอยพลางบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ“โอ๊ย... ง่วงชะมัดเลย”เขากระชับสายกระเป๋านักเรียนแน่น ในหัวนึกตำหนิตัวเองที่เมื่อคืนเผลอไผลนั่งดูซีรีส์ยาวจนดึกดื่น พอต้องมาเจออากาศขมุกขมัวแบบนี้ สติของเขาแทบจะหลุดลอยไปตั้งแต่นาทีแรกที่ก้าวเข้าโรงเรียนที่มุมหน้าต่างที่ประจำ เตอร์นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางเสียบหูฟังฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์ สายตาคมจ้องมองออกไปข้างนอกที่มีแต่เงาเมฆหม่นเศร้าพาดผ่านท้องฟ้า เขาดูตัดขาดจากเสียงเอะอะของเพื่อนในกลุ่มที่กำลังถกเถียงเรื่องเกมกันอย่างออกรส ทว่าพอหันมาเห็นร่างโปร่งที่เดินหน้ายุ่งเข้ามาในคลองสายตา เขาก็เอ่ยทักขึ้นทันทีโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ“เดี๋ยวฝนตกแน่” น้ำเสียงทุ้มเรียบนั้นดึงความสนใจของต้นหอมไปได้ทันทีต้นหอมหยุดกึกพลางเลิกคิ้วมองอ
บทที่ 4 นมรสสตอเบอรี่แสงจันทร์นวลตาลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนในห้องนอนที่เงียบสงบ ต้นหอมทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างหลังจากจัดการกิจวัตรประจำวันจนเสร็จสิ้น กลิ่นสบู่อ่อนๆ จากการอาบน้ำช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เขากลิ้งตัวไปมาบนฟูกนุ่มพลางถอนหายใจยาวทิ้งความเหนื่อยล้าของวัน มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันยอดฮิต เลื่อนหน้าจอไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับโพสต์โฆษณาชิ้นหนึ่ง‘นมรสสตรอเบอร์รี่รสใหม่นำเข้า กลิ่นหอมหวานละมุน มีจำหน่ายเฉพาะบางสาขาเท่านั้น!’ภาพนมกล่องสีชมพูหวานแหววดูน่าลิ้มลองจนต้นหอมอดไม่ได้ที่จะตาโต ประกายในดวงตาเรียวใสกลับมาสดใสอีกครั้ง เขาเป็นพวกแพ้อะไรที่เป็นรสสตรอเบอร์รี่อยู่แล้ว ยิ่งหาซื้อยากเขายิ่งอยากลอง ปลายนิ้วรีบกดแชร์โพสต์ลงในสตอรี่ส่วนตัวทันที พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า“นมรสนี้น่าลองจัง แต่ท่าทางจะหายากสุดๆ เลยแฮะ” พ่วงด้วยอีโมจิรูปหน้าแมวร้องไห้หนึ่งตัวเขาไม่ได้คาดหวังให้ใครมาตอบ แค่โพสต์บ่นไปตามประสา ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอนแล้วจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่ยังค้างอยู่บนใบหน้าขณะเข้าสู่ห้วงฝันโดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังจ







