Se connecterตอนที่ 3
แต่งงานกันนะแม้เรายังไม่ได้รักกัน
“จะออกไปไหนอีก เรื่องเมื่อคืนยังทำให้ครอบครัวเราฉาวโฉ่ไม่พออีกหรือไง”
แอนนามือกอดอกด้วยความภาคภูมิใจที่ตัวเองทำตัวได้ดีกว่าน้องสาวเลยเอ่ยถามด้วยคำพูดที่แสนจะดูถูกเพราะตั้งแต่เล็กจนโตพ่อและแม่มักจะบอกว่าเธอคือความภาคภูมิใจส่วนอันนาคือความอับอายของพ่อแม่
“ฉันจะไปไหนก็ไม่เกี่ยวกับพี่เอาเวลาที่มีอยู่ไปดูแลสามีให้ดี น่าดีกว่าเพราะได้ข่าวว่าเดี๋ยวนี้มาเลเซียถ้าจะน่าอยู่ถึงขั้นที่พี่เขยแทบจะไม่กลับมาอยู่เมืองไทย”
อันนาไม่เคยคิดที่จะพูดเรื่องแบบนี้เพราะรู้ว่ามันจะยิ่งทำให้พี่สาวของเธอเสียใจก่อนแต่งงานพี่เขยของเธอมาอยู่เมืองไทยมากกว่าการอยู่บ้านตัวเองเสียอีกแต่ตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าแต่ละเดือนเธอเห็นพี่เขยไม่ถึงสองครั้งและแต่ละครั้งเธอไม่เคยเห็นว่าพี่สาวของเธอจะมีรอยยิ้มเลยแต่ในเมื่อแอนนาเปิดศึกมาแบบนี้เธอก็จำเป็นต้องตอบโต้บ้างไม่ใช่ยืนนิ่งเป็นฝ่ายโดนว่าอยู่ฝ่ายเดียว
“ไม่ต้องมาเป็นห่วงฉัน เธอห่วงตัวเองจะดีกว่ารู้ไหมคุณพ่อกับคุณแม่พูดถึงเธอว่าอย่างไร”
“ไม่เห็นอยากรู้ ท่านก็พูดแบบเดิม ๆ พี่ดีที่สุดและฉันก็แย่ที่สุด”
“ก็มันจริง ฉันอยากจะรู้นะว่าเธอจะมีปัญญาหาผู้ชายดี ๆ มาแต่งงานด้วยได้ไหมหรือต้องใช้ชีวิตตามหาสามีชั่วคราวยามดึกเหมือนทุกวัน ทำอะไรก็ขอให้คิดถึงหน้าพ่อแม่และวงศ์ตระกูลบ้างอย่างน้อยเธอก็ยังต้องใช้นามสกุลของบ้านนี้อย่าทำให้ครอบครัวเราต้องอาย อ่อ...แล้วออกไปคืนนี้อย่าลืมแวะซื้อถุงยางอนามัยไปด้วยเพราะฉันไม่อยากให้เลือดต่ำ ๆ พวกนั้นต้องมาปะปนกับเลือดของฉัน”
อันนามองสบสายตาพี่สาวด้วยท่าทางที่เหมือนไม่หวั่นไหวทั้งที่หัวใจของเธอมันกำลังกรีดร้องเมื่อรู้สึกว่าบ้านหลังนี้ไม่มีใครเลยที่ต้องการเพียงเพราะเธอเรียนไม่เก่งไม่สามารถหาสามีที่เข้ามาช่วยเรื่องธุรกิจของครอบครัวได้ใจหนึ่งอันนาก็อยากจะเอาชนะด้วยการทำตามที่พ่อแม่ต้องการและหาสามีให้ดีกว่าพี่สาวของเธอแต่อีกใจก็ยังคิดว่าความสุขของเธอคือสิ่งสำคัญตราบใดที่เธอยังไม่ได้เจอผู้ชายที่เธอรัก เธอก็จะไม่แต่งงาน
ร้านเดิมเวลาเดิมไม่ใช่เพราะว่าไม่รู้จะไปไหนแต่อันนาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหัวใจของเธอมันอยากกลับมาที่นี่ถึงแม้ว่าวันนี้เธอจะต้องมาที่ร้านนี้แค่เพียงคนเดียวเพราะชมพู่มีนัดกับครอบครัวเพื่อไปดูหนัง อันนาเองต้องฝึกที่จะเรียนรู้กับการไปไหนมาไหนเพียงคนเดียวเพราะเธอไม่สามารถที่จะให้ชมพู่ไปได้ทุกที่เหมือนเมื่อก่อนเพราะเพราะตอนนี้เพื่อนรักกำลังใกล้จะแต่งงานเธอไม่อยากทำให้เพื่อนต้องมีปัญหากับแฟน
“นึกว่าจะไม่ได้เจอคุณเสียแล้ว”
ชายหนุ่มที่อันนาจำได้ดีว่าเขาคือผู้ชายที่พาเธอกลับไปด้วยเมื่อคืนเดินมานั่งเก้าอี้ตัวข้าง ๆ พร้อมส่งแก้วเหล้าในมือให้เธอด้วยสายตาที่แสดงความเป็นมิตร
“ขอบคุณค่ะ ฉันก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้เจอคุณ ท่านประธานบริษัทนึกอย่างไรถึงมาเที่ยวร้านเหล้าแบบนี้ไม่กลัวใครมาเจอหรือคะเดี๋ยวจะถูกมองว่าไม่ดีนะ”
ร้านที่ทั้งคู่มาเจอกันไม่ใช่ร้านที่บรรดาสังคมไฮโซเที่ยวแต่เป็นร้านที่คนทั่วไปเที่ยวกัน อันนาจึงคิดว่าร้านแบบนี้ไม่น่าจะมีคนระดับผู้บริหารมานั่งดื่มถ้าใครมาเห็นอาจจะมองได้ว่า ลดตัวลงมาเที่ยวกับบรรดาพนักงานชั้นล่าง ทุกอย่างที่เธอคิดเป็นเพียงแค่คนคิดอื่นและฝังไว้ที่หัวของเธอเท่านั้นสำหรับอันนาแล้วเธอไม่เคยคิดว่าการที่เธอเป็นลูกเจ้าของบริษัทจะทำให้เธอสูงกว่าคนอื่น เธอยังคิดด้วยซ้ำว่าคนจน ๆ บางคนอาจจะมีความสุขและมีศักดิ์ศรีมากกว่าตัวเธอเสียอีก
“เมื่อคืนนี้ คุณพูดเหมือนกำลังกลัวอะไรสักอย่างบอกผมได้ไหมถ้าผมช่วยคุณได้ผมยินดี”
อันนาหันไปมองสบตาคนพูดเธอไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมเธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นปลอดภัยและห่วงใยในแววตาคู่นั้นความรู้สึกแบบนี้เธอไม่เคยได้รับจากคนที่บ้านสักคน
“ฉันไว้ใจคุณได้ใช่ไหมหรือเอาเข้าจริงฉันยังควรไว้ใจคุณอยู่ใช่ไหม”
ชายหนุ่มพยักหน้าเพราะเขาคิดว่าเขาคือคนที่น่าไว้ใจและในเวลานี้หญิงสาวตรงหน้าเหมือนกำลังแบกเรื่องราวไว้ทั้งหมดแต่เพียงคนเดียวเขาก็แค่หวังเพียงว่าการช่วยรับฟังอาจจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นหรือปัญหาที่หญิงสาวกำลังเจอบางทีเขาอาจจะช่วยเธอได้
“ฉันกำลังถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายที่เรียกได้ว่าแทบจะมองหาข้อดีไม่เจอเพียงเพราะคุณพ่อคุณแม่คงคิดว่าฉันคงไม่มีปัญญาหาแฟนดี ๆ สักคนเหมือนอย่างที่พี่สาวฉันสามารถแต่งงานกับนักธุรกิจที่สามารถเข้ามาช่วยอุ้มชูธุรกิจของครอบครัวฉันให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น”
อันนาบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเธอและความรู้สึกต่าง ๆ ที่เธอต้องเผชิญมาหลายสิบปี เหล้าเข้าปากเพียงไม่กี่แก้ว เธอไม่ได้เมาแต่ที่ร้องไห้เพราะรู้สึกอยากระบายให้ใครสักคนฟังเพราะนอกจากชมพู่แล้วเรื่องนี้หญิงสาวไม่เคยเล่าหรือพูดให้ใครได้ยินและไม่รู้เหมือนกันทำไมเธอถึงเลือกที่จะไว้ใจผู้ชายที่รู้จักกันได้แค่เพียงคืนเดียว
“แต่งงานกันไหม”
พีรันธรพูดออกไปไม่ใช่แค่เพียงจะช่วยหญิงสาวแก้ปัญหาแต่เขาคิดอย่างที่พูดจริงๆเพราะตอนนี้เขารู้สึกเหงาอยากมีใครสักคนมาคอยอยู่กับเขานอนกับเขาไปไหนมาไหนด้วยกันซึ่งมันก็คงไม่มีใครทำแบบนั้นได้นอกจากการมีภรรยา ความรักที่พังลงด้วยน้ำมือของคนใกล้ชิดทำให้พีไม่กล้าที่จะไว้ใจใครง่าย ๆ เขาปล่อยหัวใจให้อยู่กับตัวเองจนเริ่มรู้สึกว่าแท้ที่จริงแล้วเขากำลังต้องการใครสักคน
“เพื่ออะไรคะ คุณคิดว่าการที่เราแต่งงานกันมันจะช่วยเรื่องของฉันได้ใช่ไหม”
อันนาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงอยากแต่งงานกับเธอหญิงสาวมองไม่เห็นว่าการที่เธอแต่งงานกับเขามันจะช่วยอะไรได้นอกจากช่วยให้เธอไม่ต้องแต่งงานกับชนาเทพแต่สุดท้ายก็ต้องแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่ได้รักเหมือนเดิม
“ในเมื่อคุณพ่อคุณแม่ของคุณเห็นแล้วว่าคุณไปกับผม อย่างน้อยผมก็ควรจะรับผิดชอบในสิ่งที่ผมทำลงไปถึงแม้ว่าความจริงเราจะไม่ได้มีอะไรกันแต่ไม่มีทางที่คนอื่นจะเชื่อแล้วที่คุณบอกว่าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนดีผมมั่นใจว่าผมดีกว่าเขาอย่างน้อยผมก็ไม่รังแกคุณในเวลาที่ผมมีโอกาสและด้วยฐานะหน้าที่การงานผมคิดว่าคงไม่น้อยหน้าพี่เขยของคุณ สงสัยใช่ไหมว่าทำไมผมต้องออกโรงมาช่วยคุณแบบนี้ไม่ใช่ว่าผมไม่หวังผลประโยชน์จากคุณ เวลานี้ผมไม่เหลือใครแล้วคนรักกำลังจะแต่งงานกับเพื่อนสนิทการโดนหักหลังทำให้ผมไม่อยากไว้ใจใครง่ายๆบางครั้งคนที่อยู่ใกล้ตัวเราอาจจะเป็นคนที่ร้ายที่สุด ผมไม่อยากอยู่คนเดียวถ้าเราแต่งงานกันเราสองคนคือคนที่ต่างไม่รู้จักกันอย่างน้อยเราก็จะไม่คาดหวังและมาเริ่มต้นกันใหม่แต่ถ้าคุณไม่พร้อมที่จะแต่งงานจริงๆเราแค่แต่งในนามก็ได้ ใช้ชีวิตเป็นเพื่อนกันไปก่อนแต่มีสิ่งหนึ่งถ้าคุณตกลงผมอยากให้คุณทำสัญญา”
“สัญญาอะไรคะ”
อันนาเริ่มเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ฝ่ายชายให้เพราะเธอเองก็อยากจะเอาชนะทุกคนในครอบครัวด้วยการแต่งงานกับผู้ชายที่มีหน้ามีตาในสังคมและเธอก็อยากออกจากบ้านหลังนั้นเต็มที่แล้วแต่สัญญาที่เขาบอกมันทำให้เธอลังเล
“ผมอยากมีลูกในสัญญาจะเขียนว่าคุณยินดีมีลูกกับผมและลูกจะเป็นของผมถ้าเราเลิกกันถ้าคุณไม่เต็มใจที่จะใช้วิธีธรรมชาติเราจะใช้วิธีทางการแพทย์ผมขอแค่นี้ได้ไหม”
พ่อและแม่ของพีรันธรรอคอยการมีหลานมาตลอดหลายปีจนตอนนี้ท่านทั้งคู่ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีกเลยเพราะรู้ว่าลูกชายเพิ่งผิดหวังจากความรักมาแต่พีเองก็รู้ว่าตลอดเวลาพ่อและแม่ของเขายังคงคอยการมีหลานอยู่
“มันง่ายไปไหม คุณคิดว่าถ้าเรามีลูกแล้วฉันจะไม่รักลูกหรืออย่างไรถึงได้บอกว่าถ้าเราเลิกกันลูกจะเป็นของคุณคนเดียว”
“ถ้าคุณไม่อยากให้ลูกเป็นของผมคนเดียว เราก็ไม่ต้องเลิกกัน ผมเชื่อนะทุกคู่ที่แต่งงานไม่ว่าจะแต่งด้วยความรักหรือถูกบังคับเพราะอะไรก็ตามไม่มีใครอยากให้ครอบครัวพังหรอก ผมก็เช่นกันถ้าแต่งงานแล้วผมก็อยากให้มันเป็นการแต่งงานครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายแต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับคุณเพราะผมไม่ใช่ฝ่ายเสียหาย กติกาและข้อเสนอบ้า ๆ นี้ คุณลองกลับไปทบทวนตัดสินใจดูสักครั้ง ผมจะรอคำตอบนะ”
อันนาไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาสนใจข้อเสนอแบบนี้แต่เหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายที่แม่ของเธอพาเธอไปที่บ้านของชนาเทพ มันทำให้หญิงสาวรู้ว่าเวลาของเธอเหลือไม่มากแล้วสิ่งที่น่ากลัวกว่าการถูกบังคับแต่งงานคือการได้แต่งงานกับผู้ชายที่เธอรู้ว่าจะทำให้เธอตกนรกได้ถึงเพียงไหนภาพผู้หญิงที่เธอเคยเห็นที่ร้านอาหารชื่อดังลงไปกองกับพื้นเพราะถูกชนาเทพซ้อมมันยังคงติดตาเธออยู่จนถึงทุกวันนี้แต่ในเมื่อไม่มีหลักฐานและถึงมีหลักฐานพ่อกับแม่ของเธอก็คงจะไม่เชื่อ ชีวิตของเธอต่อจากนี้จะเดินบนเส้นทางไหนคงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่เธอจะต้องทำให้เร็วที่สุด หญิงสาวหวังว่าเส้นทางที่เธอเลือกจะเป็นทางที่ทำให้เธอทุกข์น้อยที่สุด
“คืนนี้ฉันจะโทรบอกคำตอบคุณขอเบอร์หน่อยนะคะคุณพี”
ตอนที่ 1จุดเริ่มต้นของครอบครัว “หยกแน่ใจหรือยังถึงได้คิดจะมาชวนแก้มไปบ้าน แม่หยกจะไม่แหกอกแก้มแน่นะ” แก้มใสลูกสาวข้าราชการครูชั้นผู้น้อยเธอเข้ามาเรียนในกรุงเทพจนได้พบรักกับหยกลูกชายคนเล็กของตระกูลเลิศรัตนโสภาซึ่งเป็นครอบครัวที่มีเชื้อสายของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ตั้งแต่ครั้ง บรรพบุรุษผู้ก่อสร้างโรงสีจนตอนนี้พัฒนามากลายเป็นโรงงานผลิตและส่งออกสินค้าทางเกษตรทุกชนิดของเมืองไทยไปยังประเทศในแถบเอเซียและยุโรป นอกจากนี้ครอบครัวของหยกกำลังขยายกิจการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรอื่นตามชนบททางภาคเหนือเพื่อนำมาแปรรูปส่งออก “หยกก็ไม่ได้แน่ใจขนาดนั้นก็แค่อยากเริ่มพาแก้ม เข้าไปทำความรู้จักกับครอบครัวของหยกในฐานะเพื่อนสนิทก่อนแล้วพอสอบเสร็จ เราค่อยไปบอกความจริงทั้งหมดกัน”
ตอนที่ 10ไร่ผาหมอก เช้านี้ภูวิศและรัญชิดาจะเข้าไปเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและเธอให้ทุกคนในครอบครัวของภูวิศฟัง “คุณท่านทั้งสองจะไม่โกรธรัญใช่ไหมที่ไม่มีอะไรสักอย่างในชีวิตคู่ควรกับพี่ภู” หญิงสาวรู้สึกกลัวและไม่มั่นใจเพราะเธอรู้ตัวเองดีว่าทั้งฐานะ การศึกษาทุกอย่างเธอด้อยกว่าสามีของเธอ ครอบครัวของชายหนุ่มร่ำรวยก็คงอยากได้ลูกสะใภ้ที่มีทุกอย่างคู่ควรกับลูกชายไม่ใช่สาวชาวบ้านจน ๆ อย่างเธอแน่นอน “ความรักอย่างไร รัญมีไม่น้อยไปกว่าใครมีมากกว่าผู้หญิงบางคนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของผมอีก รัญอย่ามองครอบครัวของผมแย่อย่างนั้น คุณพ่อคุณแม่ท่านรู้ดีว่ารัญรักผมมากแค่ไหน” หญิงสาวผู้รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยค่าฟังแล้วก็รู้สึกใจชื้น
ตอนที่ 9ค่ำคืนของความคิดถึง “เย็นนี้ไปหาอะไรกินกันนะ” เจ้านายเอ่ยชวนเลขาด้วยน้ำเสียงที่คนฟังถึงกับรู้สึกวูบวาบไปหมดทั้งตัว สัมผัสที่เขามอบให้เธอทำให้คืนวันอันแสนหวานกลับมาอีกครั้งแต่รัญชิดาไม่รู้ว่าเธอควรที่จะบอกความจริงทั้งหมดที่ชายหนุ่มตรงหน้าจำไม่ได้ดีไหมเพราะถ้าเขาไม่เชื่อเธออาจจะกลายเป็นผู้หญิงหน้าเงินที่เอาลูกมาอ้างว่าเป็นลูกของเขาก็ได้ ร้านอาหารสุดแสนจะโรแมนติกติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในคืนเดือนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง รัญชิดาอดคิดถึงความรักของเขาและเธอที่หวานชื่นในทุกคืนวันที่ไร่ผาหมอกไม่ได้ “คิดอะไรอยู่” ชายหนุ่มถามขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมองไปที่สายน้ำที่อยู่เบื้องหน้าส่งยิ้มอย่างมีความสุขเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง&n
ตอนที่ 8อยู่เคียงข้าง ความเหนื่อย ความเพลียทำให้รัญชิดาสาวน้อยผู้ร้องไห้มาอย่างหนักหน่วงเผลอหลับไปมารู้ตัวอีกทีก็เพราะมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “พิมเอง วันนี้ไม่ต้องไปทำงานนะพี่ภูฟื้นแล้ว เธอมาเฝ้าเขาแทนฉันหน่อยตั้งแต่เมื่อคืนฉันยังไม่ได้อาบน้ำ กินข้าวเลย” “ได้ ๆ ค่ะคุณพิม” สาวสวยร่างเล็กกระโดดลงจากเตียงนอนด้วยความดีใจที่ได้ข่าวว่าคนรักของเธอฟื้นแล้ว โรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากบ้านของรัญชิดาและตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่คนกำลังไปทำงานบนท้องถนนจึงสัญจรได้สะดวกใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหญิงสาวก็พาตัวเองมาถึงโรงพยาบาล “เตรียมกระเป๋ามาด้วยดีเลย คืนนี้เธออยู่เฝ้าพี่ภูได้ใช่ไหม ฉันจะได้พัก
ตอนที่ 7กลับมานะ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่ในสายตาของพิมมี่โดยตลอด เธอเลือกที่จะไม่บอกมารดาเพราะอยากเห็นพี่ชายมีความสุข “รัญ ฉันรู้เรื่องเธอกับพี่ภูนะ ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะว่าอะไรแค่อยากขอเธอว่าอย่าทำให้พี่ชายฉันต้องเสียใจได้ไหม พี่ภูผ่านเรื่องร้าย ๆ มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันไม่อยากเห็นเขาต้องเจ็บอีก” “ค่ะ คุณพิมแต่...รัญไม่รู้เรื่องที่ผ่านมาของคุณภูเลยนะคะ” รัญชิดากำลังจะถามต่อแต่ถูกขัดด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของละอองที่เดินตามเจ้านายเข้ามาถึงในห้องน้ำ “คุณพิมคะ วันนี้จะรับน้ำส้มหรือน้ำฝรั่งดีคะ” “ตามเข้ามาถามถึงในนี้เลยนะ เอาเป็นว่าเอามาทั้งสองอย่างก็ดี&rd
ตอนที่ 6ฉันไม่ได้มาเพื่อรักเธอ งานที่บริษัทเริ่มลงตัว เลขาสาวจึงได้มีเวลาออกไปทักทายพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ บ้าง “สวัสดีค่ะพี่ ๆ ทุกคน มาทำงานที่นี่หลายวันแล้วรัญเพิ่งจะมีโอกาสออกมาคุยกับพี่ ๆ ทุกคนก็วันนี้แหละค่ะ” รัญชิดาทักทายพี่ ๆ น้องและเพื่อนร่วมงานทุกคนเพื่อสร้างความสนิทสนมให้มากที่สุดเพราะเธอเชื่อว่าพวกเขาเหล่านี้แหละคือแหล่งข้อมูลเป็นอย่างดี “จ้า...พวกพี่เห็นเธอนั่งทำงานแทบจะไม่ได้ออกมาเลย ทุกคนเข้าใจว่าทั้งเธอและคุณภูก็ใหม่กับบริษัทนี้ทั้งคู่คงต้องใช้เวลาเรียนรู้งานกัน” “ทำไมคุณภูถึงได้ใหม่กับที่นี่ เขาเป็นลูกชายท่านประธานไม่ใช่หรือคะ” ละอองพนักงา







