تسجيل الدخول“องค์ชายเจ็บมากหรือไม่เพคะ” นางใช้ผ้าเช็ดเลือดให้
“ไม่เจ็บมากเท่าไร ว่าแต่พวกที่มาใหม่นั้นเจ้ารู้จักไหม” จิวเมี่ยวส่ายหน้า “ไม่เพคะ” “งั้นรึ” ข้าถอนหายใจตอนนี้เสียทั้งคนทั้งรถม้าเหลือเพียงข้าและจิวเมี่ยวสองคน มองแขนตัวเองที่ถูกจับ ถูกลูบไล้แล้วรู้สึกขยะแขยงนัก ทั้งใบหน้าก็ถูกสัมผัสจนอยากจะอาเจียนอีกรอบ การฆ่าฟันดำเนินไม่นานนักทุกอย่างก็เริ่มสงบลง ข้าแอบมองบุรุษผู้นั้นที่กำลังยืนมองซากศพก่อนที่สายตาจะประสานกับข้าพอดีและกำลังเดินเข้ามาหา “นะ..หนีดีไหมเพคะ” “อะ..อืม…” ขณะที่กำลังคิดจะหนี เสียงเรียกก็ดังขึ้นเสียก่อน “ช้าก่อนพวกท่านอย่าเพิ่งหนี พวกข้ามาดี” ข้าหันหน้าไปมองก่อนจะเบิกตากว้าง คนผู้นี้ข้าเคยเห็นที่หน้าปกนิยายแม้อยู่ริมแต่ก็เด่นสะดุดตาด้วยใบหน้าที่หล่อเหลา แม้นักเขียนจะบอกว่าพระเอกของเรื่องหน้าตาดีที่สุดก็ตามแต่สำหรับข้าฮาเร็มคนอื่นหล่อเหลากว่านัก ไม่ใช่แค่ข้าที่ตกใจเพราะเขาเองก็ตกใจที่เห็นข้าเหมือนกัน “ซูเม่ยเองรึ” ข้าอึกอักเล็กน้อยคงต้องแสดงละครเป็นซูเม่ยโดยไม่เผยพิรุธ ข้าจึงพยักหน้ารับแล้วยิ้มให้ แต่เขาเพียงนิ่งไม่ได้มีทีท่าเป็นมิตรเท่าไรนัก “เจ้าบาดเจ็บหรือไม่” “บาดเจ็บเล็กน้อยแต่ไม่เป็นอะไรมาก ขอบคุณท่านที่ช่วย” “ไม่เป็นไร…แต่คนของเจ้าถูกฆ่าตายหมดสิ้นแล้วทั้งรถม้าก็เสียหาย หากเจ้ามาเป็นทูตเหมือนกันขึ้นรถม้าไปพร้อมข้าก็ย่อมได้” “แน่นอนข้าจะไปกับท่าน” ข้ายังคงยิ้มให้แต่เหวินอี้ยังคงหน้านิ่งอีกเช่นเคย ข้าลอบถอนหายใจไม่แปลกที่จะมีท่าทีต่อข้าเช่นนี้ในเมื่อข้าเป็นตัวร้ายที่เคยรังแกเจียวจิงนางเอกของเรื่องที่เขาหลงรัก ข้าและจิวเมี่ยวเดินตามเหวินอี้เข้าไปในรถม้า ลอบมองเขาที่นั่งตรงข้ามและกำลังอ่านบางอย่าง ท่าทางจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาดาบ “ท่านชอบเรื่องวิชาดาบรึ” “ใช่” “ข้าเห็นท่านตวัดเพียงไม่กี่ดาบก็ฆ่าโจรป่าอย่างมากมาย ท่านเก่งกาจนัก” “ขอบคุณ” ยังคงก้มหน้าและไม่ได้มองข้าสักนิด ข้าเริ่มโมโหจึงกอดอกหันหน้าไปทางหน้าต่างไม่สนใจเขาเช่นกัน จนกระทั่งรถม้าเคลื่อนตัวเข้าเมืองหลวงของแคว้นหลิง ข้าจึงเริ่มอารมณ์ดี มองพ่อค้าแม่ค้ากำลังค้าขายคึกคัก ผู้คนมากมายเดินชม หากแต่หลายคนกลับจับจ้องข้าไม่วางสายตา โดยเฉพาะผู้ชาย ไม่อยากจะเชื่อว่าทุกคนต่างมองข้าอย่างชื่นชม ทั้งที่ในชีวิตจริงข้านั้นมักถูกลืม ได้แต่ทำตัวอึมครึมอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ และแต่งนิยายเลี้ยงตัวเองไปวันๆ แต่ตอนนี้กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง นั่นสิเพราะข้าคือซูเม่ย…. ข้ารับรู้ว่าเหวินอี้มองอยู่ตลอดเวลา จึงหันไปมองและสายตาเราก็ประสานกัน เราไม่ได้มองกันอย่างหวานเชื่อมหรือเป็นมิตร แววตาของเขานั้นช่างเย็นชาคล้ายมองว่าข้านั้นเป็นพวกต้องการผู้ชายถ้าให้บอกภาษาชาวบ้านคงหมายถึงกำลังอ่อยอยู่ แม้ไม่พูดแต่แววตาแบบนี้ข้าก็พอเดาออกและไม่ชอบใจนัก “นี่ท่าน…” ขณะกำลังจะเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ จู่ๆ รถม้ากลับหยุดกะทันหันจนหัวข้าเกือบโขกขอบหน้าต่าง “องค์ชายเป็นอย่างไรบ้างเพคะ” จิวเมี่ยวถามอย่างร้อนรน ส่วนข้าขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจนัก เหวินอี้เปิดประตูรถม้าเอ่ยถามคนขับ “เกิดอะไรขึ้น” “กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ เห็นรถม้านำขบวนหยุดกระหม่อมจึงหยุดตาม” ไม่นานคนขับรถม้านำขบวนด้านหน้าสุดก็รีบมารายงาน “องค์ชาย รถม้าขบวนหน้าของใครไม่ทราบท่าทางจะเกิดเรื่อง” “งั้นรึ” ว่าพลางรีบลงจากรถแล้วเดินไปยังจุดเกิดเหตุ ข้านั้นก็รีบวิ่งตามอยากเห็นด้วยตาตัวเองว่าเกิดเรื่องอะไรถึงขั้นต้องหยุดรถ แต่ด้วยเสื้อผ้าที่ยาวรุ่มร่ามและสีสันแสบตาทำให้ข้าเริ่มอารมณ์เสียมากขึ้น ร้อนก็ร้อน หงุดหงิดก็หงุดหงิด แต่เมื่อเดินไปด้านหน้ารถม้าคันดังกล่าว ก็เห็นหญิงสาวสองนางกำลังช่วยพยุงหญิงชราให้ลุกยืน ดูจากด้านหลัง พวกนางใส่ชุดต่างจากชาวบ้าน และหนึ่งในสองนางนั้นแต่งตัวเหมือนหญิงสูงศักดิ์หากข้าเดาไม่ผิดนางน่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ เหวินอี้รีบไปช่วยทันทีเมื่อเห็นหน้าของนาง ส่วนข้านั้นพลันหยุดชะงักชั่วครู่ เมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวในชุดสูงศักดิ์ นางคือองค์หญิงเจียวจิง นางเอกของเรื่องนี้ผู้ที่อยู่เด่นหราในหน้าปกนิยาย โดยมีผู้ชายล้อมรอบ!กว่าจะถึงด้านล่างขาของข้าก็สั่นจนแทบก้าวเดินไม่ออก จิวเมี่ยวก็ไม่ไหวเช่นกัน แต่ไม่มีใครสนใจสองนายบ่าวที่แทบตายสองคนนี้เลยสักนิด ความรู้สึกตอนนี้คือพวกเราสองคนนั้นเกะกะ และไร้ตัวตนสุดๆพอขึ้นบนรถม้าได้ก็ต้องถอนหายใจยาวและเอนหลังทันที คิดถึงเตียงนักกะจะไปนอนสบายในตำหนักแต่ไม่รู้ว่าฮ่องเต้คิดเล่นพิเรนอะไร ถึงให้พวกเราปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาและแวะที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเพื่อเดินเที่ยวชมตลาดข้ากับจิวเมี่ยวฝืนสังขารและค่อยๆ เดินดูของกันสองคน ส่วนคนอื่นก็เดินเกาะกลุ่มกันไป“จิวเมี่ยวเจ้าชอบหรือเปล่า” ข้ามองเครื่องประดับหลากสีที่น่าจะเอาไว้ติดผม คิดว่าของพวกนี้จิวเมี่ยวน่าจะชอบ“สวยเพคะ” นางก็หยิบจับอย่างพอใจ“ดูเครื่องประดับหรือเจ้าคะ” เจียวจิงเดินมาหาข้า“อะ..อืม”นางมองแล้วยิ้ม “สวยงามนัก จิวเมี่ยวต้องเหมาะกับเจ้าอย่างแน่นอน”“องค์…ท่านเจียวจิงชมข้าน้อยเกินไปแล้ว”“เจ้าอย่าถ่อมตัวเลย เจ้าเหมาะนัก เอ่อ…อีกอย่างท่านซูเม่ยข้าอาจจะพูดเหลวไหลแต่ท่านก็เหมาะไม่แพ้กัน”“ข้าเป็นชาย จะเหมาะได้อย่างไร” ข้าขมวดคิ้ว“ขะ..ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าช่างเสียมารยาทนัก”“ไม่เป็นไร…จิวเมี่ยวถ้าเจ้าชอบ ข้าจะซื้อให้”“แ
เช้าต่อมาข้าและคนอื่นจากแคว้นใต้อาณัติได้เดินทางพร้อมฮ่องเต้เพื่อไปไหว้พระบนภูเขา ซึ่งเป็นวัดที่ฮ่องเต้หย่งเล่อนับถือ ข้านั่งมองทิวทัศน์ด้านนอกจากในรถม้า พลางชื่นชมรอบข้างอย่างยินดี สายลมอ่อนๆ ชวนให้น่าหลับใหลยิ่งนัก“ที่นี่ต้นไม้ ต้นหญ้าล้วนเขียวชอุ่มนัก”จิวเมี่ยวพยักหน้า “นั่นสิเพคะ….หม่อมฉันรู้สึกว่าสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมต่อแคว้นซื่อเลยจริงๆ”ข้าถอนหายใจ นางคงรักแคว้นซื่อมากจริงๆ แต่ว่าไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่นางจะได้กลับแคว้นบ้านเกิดในเมื่อฮ่องเต้ยังต้องการกดหัวแคว้นทั้งสี่อยู่แบบนี้ แต่ถ้ากดหัวไม่อยู่เมื่อใดพวกเราที่เป็นตัวประกันก็ตายเมื่อนั้นข้าจึงทำได้เพียงพูดปลอบ “เจ้าอย่าได้เศร้าเลย…ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราสองคนไหว้พระขอพรเพื่อขอให้แคว้นซื่อเจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ดีไหม”นางยิ้มทันที “เพคะ”เดินทางมาได้สักพักจึงมาถึงที่หมาย แต่ว่าพอเห็นบันไดที่ใช้เดินขึ้นภูเขาไปยังวัดแล้วข้าก็เริ่มถอดใจ มันสูงมากจริงๆ เหมือนวัดไทยที่มีบันไดสูงๆ จากตีนเขาไปจนถึงยอดเขาทุกคนเริ่มก้าวเดิน ข้าก็ต้องจำใจเดินตามไป เหล่าฮาเร็มบางคนก็อยู่ไม่ห่างจากเจียวจิงเลย ประคบประหงมกันดีจริงๆ ส่วนข้านั้นนอกจากจิว
“หึ อย่างเจ้าจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้” เฟิงอวิ๋นพูดพลางหัวเราะเยาะข้าถอนหายใจท่าทางเจ้าพวกนี้จะไม่ยอมเชื่อข้าง่ายๆ“แล้วจะให้ข้าทำยังไงพวกท่านถึงจะยอมเชื่อ”“ไม่มี” เหวินอี้เป็นคนตอบ น้ำเสียงที่เย็นชาทำให้ข้าลุกยืนอย่างหงุดหงิดทันทีแม้โลกความจริงข้าจะด่าคนอื่นในใจและจินตนาการว่าต่อยคนอื่นในหัว แต่ว่านี่คือในนิยายข้ามีความกล้ามากกว่าหลายเท่านัก อยากยกเท้าถีบเรียงคนจริงๆ เป็นแค่กระดาษมีชีวิตแท้ๆ“ในเมื่อพวกท่านไม่เข้าใจ ข้าจะไปหาเจียวจิง นางจะต้องเข้าใจข้าแน่ๆ”ข้าลุกเดินไปหานางแต่ขณะที่ข้ากำลังจะถึงตัว แขนก็ถูกกระชากและถูกผลักให้ออกห่าง เหล่าองค์ชายทั้งสามต่างมายืนขวางข้าและปกป้องนางที่นั่งมองอย่างงงๆ ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนนางเป็นดอกไม้งาม ข้าคือแมลงร้าย ส่วนเจ้าพวกนี้คือยาฆ่าแมลง!เอาเถอะ ไม่แปลกก็ข้านั้นเป็นตัวร้าย พวกเขาก็คงกังวลเป็นธรรมดา ดังนั้นข้าจะไม่โกรธ ยังยิ้มแย้ม ไม่แสดงออกว่าไม่พอใจหรือร้ายกาจ ทั้งที่ใจจริงเริ่มจะไม่ไหวแล้ว“ข้าก็แค่อยากเข้าไปพูดคุยกับเจียวจิงสักหน่อยเท่านั้น ถ้าพวกท่านไม่พอใจข้าก็จะกลับไปนั่งที่เดิมก็ได้” เจียวจิงรีบเชิญให้ข้านั่ง แต่มีหรือที่เหล่าฮาเร็ม
แอบเห็นพวกเหวินอี้ขมวดคิ้ว ท่าทางข้าจะเดาผิด ซูเม่ยเจ้าอายุเท่าใดกันนะข้าก็ดันลืมเสียด้วยสิเจียวจิงนางยิ้มให้ข้า ข้าก็ยิ้มตอบเพราะเรื่องเมื่อครู่นางไม่ผิด ข้าจะยังคงดีกับนาง ถ้าข้าไม่สติแตกเสียก่อนข้ายิ้มให้องค์ชายเหวินอี้และองค์ชายหยางชุนจากแคว้นอีและซานตามลำดับ แม้นิสัยทั้งสองจะไม่เหมือนกัน หนึ่งคนเยือกเย็นนิ่งเฉย หนึ่งคนเจ้าชู้ใจร้อน แต่ที่เหมือนกันคือไม่มีใครยิ้มตอบให้ข้าสักคน ทำให้ยิ้มของข้าครั้งนี้เป็นหมันหลังจากพูดคุยกับฮ่องเต้พอเป็นพิธี ทุกคนต่างเดินออกจากท้องพระโรงเพื่อกลับตำหนัก และจะมาเจอกันอีกครั้งที่งานเลี้ยงต้อนรับตอนเย็น ขณะเดินออกมาด้านนอกเจียวจิงได้พูดคุยกับข้าอย่างเป็นมิตร แต่จู่ๆ ข้าก็ถูกใครบางคนผลักจากด้านหลังจนล้มลง“โอ๊ย”เข่าข้ากระแทกกับพื้นอย่างจัง จิวเมี่ยวที่ยืนรออยู่ด้านนอกรีบเข้ามาช่วยพยุง เมื่อเงยหน้ามองจึงรู้ว่าเป็นหยางชุนที่ผลักข้า“ท่านผลักข้าทำไม!”“อ้าวมีคนด้วยรึ นึกว่าของชั้นต่ำขวางอยู่”ข้าเงื้อมือขึ้นสูงกำหมัดแน่นหวังต่อย“แน่ใจว่าเจ้าจะทำร้ายข้าในเขตท้องพระโรงเช่นนี้” พูดจาว่ากวนแล้วแต่หน้าตายียวนกว่ามือที่เงื้อสั่นเทา ลังเลอยู่นานสุดท้ายจึงลด
“กรี๊ดดดดด”หญิงชราล้มลงอีกครั้ง ความชุลมุนบังเกิดข้าบีบแขนนางแล้วตะคอกใส่“สารภาพสิว่าเจ้าเป็นหัวขโมย! สารภาพมา!”ปึก!“องค์ชาย!”ข้านั้นถูกกระชากแล้วผลักจนล้มลงอย่างแรงอีกครั้ง ปลายดาบของเฟิงอวิ๋นจ่อที่คอข้า“หยุด! หากเจ้ายังไม่หยุดข้าจะสั่งให้ทหารนำตัวเจ้าไปขัง!”ข้ามองไปรอบๆ ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนเลวในสายตาคนอื่นไปหมดสิ้นแล้ว เฟิงอวิ๋นแทบอยากจะฆ่าข้า เหวินอี้มองข้าอย่างเย็นชาจนแทบกลายเป็นเศษดินมากกว่าเดิมข้าหันไปมองเจียวจิงแล้วยิ้มให้“เจียวจิงเจ้าเชื่อข้าใช่ไหม ข้าเป็นเพื่อนเจ้านะ”นางหลบสายตา“เจ้ากลับแคว้นเจ้าไปซะ ที่นี่ไม่ยินดีต้อนรับคนอย่างเจ้า!”“จะยินดีหรือไม่ ไม่สำคัญในเมื่อตอนนี้ข้าเป็นทูตจากแคว้นซื่อ ถ้าท่านจะไล่ข้ากลับไปฮ่องเต้คงจะไม่พอพระทัย” ข้ายกยิ้มเหมือนผู้ชนะส่วนเขาฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ“เอาดาบออกไปจากคอข้าซะ!”เฟิงอวิ๋นยังคงนิ่ง เรามองตากันไม่ลดละไม่มีใครยอมใครจนกระทั่งเจียวจิงเอ่ยขอร้องเขาถึงยอมเก็บดาบอย่างไม่เต็มใจ ยายแก่ถูกเจียวจิงพยุงพาไปหาหมอ แน่นอนว่าเฟิงอวิ๋นย่อมตามนางไปข้ามองเหวินอี้เพื่อขอให้เขาเข้าใจ“เจ้าเดินไปวังหลวงเองเถอะ”เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วเดินกล
เจียวจิงนางนั้นสวยก็จริงแต่ซูเม่ยงามกว่านางมากนัก จนข้าต้องตั้งคำถามกลับว่าคนเขียนต้องการสื่ออะไรกันแน่“เจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”“ไม่เพคะ หม่อมฉันเพียงมาช่วยท่านยายที่ล้มลงกลางทางเท่านั้น”“ดีแล้ว”เหวินอี้ยิ้มให้ทันที ทั้งที่เมื่อครู่ยามอยู่กับข้ายังทำหน้าเรียบเฉยอยู่เลย ข้าแอบไม่พอใจเพียงข้าเป็นตัวร้ายถึงกับยิ้มให้ไม่ได้เชียวหรือเจียวจิงเมื่อเห็นข้านางตกใจพอสมควรแล้วรีบก้มหัวให้“องค์ชายซูเม่ย”ข้าก็ก้มหัวตอบข้าจะไม่เป็นตัวร้าย ข้าจะเป็นคนดี ดังนั้นข้าจะทำดีกับนาง ข้าจะได้มีความสุขไม่ต้องลำบากลำบนถูกคนอื่นรังเกียจ“ถอยห่างจากเจียวจิงซะ”เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมปรากฏบุรุษผู้หนึ่งที่เดินมา ร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาดั่งเทพสวรรค์มาจุติคือสิ่งที่เจ้านักเขียนนั่นบรรยายพระเอกของเรื่องนี้เขาโอบตัวนางเข้าอ้อมกอด ทั้งยังมองข้าด้วยสายตารังเกียจ แต่นางนั้นกลับขัดขืนเล็กน้อยและละจากอ้อมกอดอย่างเขินอายเหมือนหญิงสาวที่ต้องการรักษาพรมจรรย์ ทำตามจารีตประเพณีที่ดีงาม“ให้ข้าถอยไปรึ ทำไมต้องให้ข้าถอยไป”“ต้องรอให้เจ้าทำร้ายเจียวจิงก่อนรึ”แววตาและท่าทางที่ไม่เป็นมิตร บ่งบอกความเป็นศัตรูขององค์ช







