Masuk
ท่ามกลางเหมันตฤดูที่หนาวเหน็บจนถึงกระดูก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยถูกกลบด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ไป๋หมิงเว่ย ในวัยเพียงสิบสองหนาว ร่างกายสั่นสะท้านหลบซ่อนตัวอยู่ในตู้ไม้เก่าๆ ในเรือนร้างท้ายจวน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างผ่านช่องไม้ จ้องมองภาพเบื้องหน้าที่กรีดลึกอยู่ในความทรงจำมิรู้ลืม
มารดาของนาง ฮูหยินเอกสกุลไป๋ ผู้ที่เคยสง่างาม บัดนี้กำลังนอนลมหายใจรวยรินอยู่บนพื้นเย็นเยียบ ใบหน้าที่เคยสวยงามกลับซีดเผือดจากการถูกพิษร้ายแรงที่แฝงมาในกำยาน
“พี่หญิง... ท่านมิควรฝืนอีกเลย” น้ำเสียงหวานอาบยาพิษนั้นมาจาก ‘หลันชิง’ อนุที่มารดาเคยเมตตา บัดนี้นางยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับบุตรสาวคนโต ‘ไป๋หรูอิง’ ที่ยืนจ้องมองร่างที่ดิ้นรนของมารดาหมิงเว่ยด้วยสายตาเฉยเมย
“เจ้า... เจ้าทำแบบนี้... ทำไม...” มารดาของนางพยายามเค้นเสียง
“เพราะตำแหน่งฮูหยินเอกควรจะเป็นของข้า! และบุตรสาวของข้าต้องเป็นหนึ่งเดียวในสกุลไป๋ มิใช่บุตรสาวของท่านอย่างหมิงเว่ย!” หลันชิงแค่นยิ้มร้าย “มิต้องห่วง... ข้าจะ ดูแลลูกสาวท่านอย่างดี ให้สมกับที่ท่านเคยเมตตาข้า”
ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะขาดห้วงและสติสัมปชัญญะจะดับวูบ ผู้เป็นมารดากลับรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด เหลือบมองไปยังทิศทางที่หมิงเว่ยซ่อนตัวอยู่
แววตาที่พร่าเลือนนั้นเปี่ยมด้วยความรักมหาศาลและความเป็นห่วงอย่างสุดซึ้ง มันสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดที่มิอาจอยู่ปกป้องลูกน้อยได้อีกต่อไป
ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง... ธรณีประตูห้องของจวนหลังเก่าท้ายเรือนกลับถูกเหยียบย่ำด้วยฝีเท้าของชายที่นางรักที่สุด 'เสนาบดีไป๋' ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่เย็นชามันดูช่างกรีดแทงหัวใจคนมองยิ่งนัก เขาหยุดยืนจดจ้องร่างที่ไร้วิญญาณของภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากด้วยสายตาที่ราบเรียบและว่างเปล่า ราวกับสิ่งที่นอนทอดกายอยู่เบื้องหน้าเป็นเพียงใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นมิใช่คนที่เคยรักสักนิด
มิมีคำอำลา... มิมีหยาดน้ำตาแห่งความอาลัย...
เขาสะบัดชายเสื้ออย่างไม่ใยดี ก่อนจะเอื้อมมือไปโอบไหล่ของหลันชิงอย่างทะนุถนอม แล้วพากันเดินจากไปท่ามกลางเงามืด ทิ้งไว้เพียงความตายที่เงียบเหงาและเยือกเย็น ราวกับว่าที่นี่มิเคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ในคืนที่เหน็บหนาวที่สุดนั้นเอง... โลกทั้งใบของหมิงเว่ยพลันพังทลายลง ความสดใสในวัยเยาว์มลายหายไปกับตา ทิ้งไว้เพียงเปลวไฟแห่งแค้นที่เริ่มปะทุและเผาไหม้อยู่ในใจท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ สองแขนเล็กๆ โอบกอดตัวเองไว้แน่นเพื่อประคองร่างที่สั่นเทาของตัวเอง นางพยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นที่ติดอยู่ในลำคอด้วยความอัดอั้น... ความเจ็บใจที่ตนช่างไร้กำลังจนมิอาจฉุดรั้งชีวิตมารดาไว้ได้ทัน
เสียงสะอื้นที่ไร้เสียงนั้นถูกฝังลงในก้นบึ้งของหัวใจ พร้อมกับคำปฏิญาณที่ว่า... เลือดต้องล้างด้วยเลือดเท่านั้น!
กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในอากาศที่แสนอึดอัดของคุกหลวง สถานที่แห่งนี้คือจุดสิ้นสุดของขุนนางผู้ฉ้อฉลและนักโทษอุกฉกรรจ์ แสงจากคบเพลิงที่วูบไหวตามทางเดินแคบๆ ทอดเงาอสุรกายพาดผ่านผนังหินที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและคราบเลือดเก่า 'หลันชิง' ในสภาพที่มิมองเห็นเค้าลางของฮูหยินเอกผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป นางถูกล่ามโซ่ตรวนทั้งมือและเท้า ร่างกายที่เคยสวมใส่ผ้าไหมเลิศรสบัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและชุดนักโทษสีหม่นที่ขาดวิ่น ใบหน้าที่เคยงดงามและหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือด แววตาที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงดังก้องมาจากทางเดิน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หน้ากรงขังของนาง หลันชิงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก แสงไฟจากคบเพลิงสะท้อนให้เห็นร่างของสตรีในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูตัดกับบรรยากาศโสโครกเบื้องหลัง "ไป๋... หมิงเว่ย..." หลันชิงเค้นเสีย
บรรยากาศภายในตำหนักมณีแดงเย็นเยียบลงถนัดตาหลังจากคำบอกเล่าของหลี่เทียนฉี หมิงเว่ยยืนนิ่งราวกับรูปสลัก ดวงตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งความหวังที่จะล้างมลทินให้ท่านแม่และความแค้นที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา “หมอประจำตระกูล... หมอหรูงั้นหรือเพคะ?” หมิงเว่ยเอ่ยเสียงสั่น “ข้าจำได้ว่าเขาหายสาบสูญไปในคืนเดียวกับที่ท่านแม่ถูกขับไล่ ข้านึกว่าเขาถูกลอบสังหารไปพร้อมกับความลับนั้นแล้วเสียอีก” “หลันชิงอำมหิตนัก แต่นางยังขลาดกลัวต่อกฎแห่งกรรม” เทียนฉีก้าวเข้ามาประคองไหล่บาง “นางมิจ้างวานฆ่า แต่กลับติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้ส่งเขาไปรับโทษในเหมืองนรกที่ชายแดนเหนือ ที่นั่นคือคุกมืดที่ไม่มีใครเคยได้กลับออกมา... จนกระทั่งคนของข้าไปถึง” หมิงเว่ยเงยหน้าสบตาบุรุษตรงหน้า “ท่านพี่... ท่านวางแผนเรื่องนี้มานานเท่าใดแล้วเพคะ?”&nbs
แสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักมณีแดงดูจะหม่นแสงลงเมื่อเทียบกับบรรยากาศที่แสนอึดอัดภายในห้อง บัดนี้หลี่เทียนฉียังคงไม่ยอมปล่อยร่างบางออกจากอ้อมแขน ราวกับว่าหากเขาคลายวงแขนเพียงนิด หมิงเว่ยจะเลือนหายไปท่ามกลางเงามืดของวังหลวงที่จ้องจะกลืนกินนาง "ท่านพี่... หม่อมฉันหายใจมิออกเพคะ" หมิงเว่ยเอ่ยเสียงอู้อี้อยู่กับอกแกร่ง ทว่ารอยยิ้มจางๆ กลับแต้มที่มุมปาก นางรู้สึกได้ถึงความร้อนใจของบุรุษผู้นี้ที่มีต่อนางอย่างท่วมท้น เทียนฉีค่อยๆ คลายอ้อมกอดแต่ยังคงกุมมือเล็กไว้นิ่ง สายตาของเขาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "ในวังแห่งนี้ ทุกย่างก้าวคือกับดัก แผนการของคนที่อยู่เบื้องหลังนางกำนัลพวกนั้นซับซ้อนกว่าที่ข้าคิด ยาที่เจ้าเจอ... มันคือ 'พิษกร่อนวิญญาณ' หากดื่มเข้าไปเพียงนิดจะทำให้ดูเหมือนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ร่องรอยพิษจะสลายไปในหนึ่งชั่วยาม หมอหลวงทั่วไปย่อมตรวจไม่พบ" หมิงเว่ยขมวดคิ้วมุ่น "อำมหิตนัก... หากวันนี้หม่อมฉันสิ้นใจ ฮองเฮาย่อมตกเป็นจำเลยของแผ่นดินอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง และตัวท่านพี่เองก็คงจะมองมารดาแท้ๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล" "นั
หลังจากออกจากตำหนักคุนหนิง หมิงเว่ยถูกนำตัวไปพักที่ตำหนักมณีแดงซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอุทยานหลวง แม้จะเป็นตำหนักขนาดเล็กทว่าการตกแต่งกลับงดงามและพรั่งพร้อมด้วยเครื่องเรือนล้ำค่า ที่นั่นมีนางกำนัลสองคนนามว่า 'ผิงเอ๋อร์' และ 'ฉุ่ยเอ๋อร์' ยืนรอปรนนิบัติอยู่ แววตาของพวกนางดูหลุกหลิกมิมั่นคงนัก "ท่านหญิงเพคะ นี่คือ 'ยาบำรุง' ที่ฮองเฮาทรงประทานมาให้เพคะ" ผิงเอ๋อร์เอ่ยพลางยื่นถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวที่มีน้ำยาควันกรุ่นส่งกลิ่นหอมหวานแปลกๆ ให้ "ทรงกำชับว่าให้ท่านหญิงดื่มทันทีที่ถึงที่พัก เพื่อปรับสมดุลร่างกายจากการเดินทางและคลายความเหนื่อยล้าเพคะ" หมิงเว่ยรับถ้วยยามาถือไว้ ความร้อนจากถ้วยส่งผ่านสู่ฝ่ามือ ทว่าหัวใจของนางกลับเย็นเยียบ กลิ่นยาบำรุงนี้หอมจนผิดสังเกต ราวกับต้องการปกปิดกลิ่นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน นางลอบชำเลืองมองไปยังขื่อหลังคาเบื้องบน ที่ซึ่งนางรู้ดีว่าเฉินอี้องครักษ์เงาที่เทียนฉีส่งมาแฝงตัวอยู่ เฉินอี้ขยับกายเล็กน้อยจนเกิดเงาวูบไหวซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่นัดแนะกันไว้ ยาพิษ... หมิงเว่ยแสร้งทำเป็นยกถ้วยยาขึ้นจดริมฝีป
สองชั่วยามต่อมา รถม้าประดับตราสัญลักษณ์วังหลวงก็เคลื่อนออกจากจวนสกุลไป๋ ท่ามกลางสายตาละห้อยของเสนาบดีไป๋และความเคียดแค้นของหลันฮูหยิน ภายในรถม้าที่บุด้วยผ้าไหมนุ่มละมุน หมิงเว่ยลอบถอนหายใจยาว นางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาร่างหนึ่งควบม้าตามมาห่างๆ ชุดรัดกุมสีดำขององครักษ์เงาเฉินอี้ทำให้นางมั่นใจว่าเทียนฉีไม่ได้ทอดทิ้งนาง ทันใดนั้น รถม้าก็หยุดกะทันหันกลางทางที่เงียบสงัด ประตูรถม้าถูกเปิดออกโดยพลการ ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มขลิบทองก้าวเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามโดยมิทันตั้งตัว “ท่านพี่!” หมิงเว่ยอุทานด้วยความตกใจ “พระองค์ทรงมาที่นี่ได้อย่างไรเพคะ? นี่เป็นรถม้าของวังหลวง...” หลี่เทียนฉีมิได้เอ่ยคำใด เขาเพียงแต่คว้าข้อมือเล็กของนางขึ้นมาดูรอยแผลแดงจางๆ ที่เกิดจากการที่นางจิกเล็บตัวเองเพื่อข่มอารมณ์ “เจ้าเจ็บหรือไม่?” “หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ... แผนการของพระองค์ได้ผลดียิ่งนัก ตอนนี้จวนเสนาบดีคงวุ่นวายยิ่งกว่าถูกปล้น” “นั่นมิใช่แผนการของข้าทั้งหมด” เทียนฉีสบตานางด้วยแววตาจริงจัง “การแต่งตั้งเจ้าเป็นเซี่ยนจู่ คือความตั้งใจข
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาพร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ เสนาบดีไป๋และหลันฮูหยินรีบวิ่งตรงไปยังห้องนอนของบุตรสาวตามแผนที่วางไว้เพื่อให้บิดามาเห็นภาพบาดตา "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! มีใครก็ไม่รู้แอบเข้าไปในห้องนอนของคุณหนู!" เสียงสาวใช้ร้องตะโกนก้อง หลันฮูหยินแสร้งทำเป็นตกใจ "ตายแล้ว! ใครกันที่บังอาจทำเรื่องไร้ยางอาย! ท่านพี่ รีบไปดูเถิดเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าจะเป็น..." นางยังพูดไม่จบ เสนาบดีไป๋ก็ถีบประตูห้องนอนเข้าไปด้วยโทสะ ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้คนทั้งจวนต้องชะงักค้าง มิใช่หมิงเว่ยที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่ดูไม่ได้กับชายชู้... แต่กลับเป็น ไป๋หรูอิง บุตรสาวคนโปรดที่กำลังนอนหลับใหลอยู่เคียงข้างชายรับใช้ชั้นต่ำในจวนที่ถูกมอมยาจนไม่ได้สติทั้งคู่! "หรูอิง!" เสนาบดีไป๋คำรามลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้นจนถึงขีดสุด หลันฮูหยินถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น "ไม่... ไม่จริง! นี่มันเรื่องอะไรกัน!" ท่ามกลางความวุ่นวาย หมิงเว่ยเดินเข้ามาในชุดสีขาวสะอาดตา แววตาแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกทว่าแฝงไปด







