เข้าสู่ระบบบ้านสกุลโหว
หลิวซือซือยืนมองป้ายประจำตระกูลที่ติดเอาไว้ที่เสาหน้าบ้านตัวอักษรที่บรรจงเขียนอย่างพลิ้วไหวดูงดงามมากพอๆ กับป้ายประจำตระกูลที่ถูกแกะสลักจากไม้เนื้อดีดูมีความสง่าน่าเกรงขามไม่น้อย
แรกเริ่มเดิมทีนางก็ไม่คิดที่จะแต่งงานแทนน้องสาวต่างไส้ที่น่ารังเกียจผู้นั้นเลยแม้เพียงนิดแต่เมื่อคิดได้ว่านี่คงเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ออกไปจากบ้านหลังนั้นจึงได้ตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ
นางได้ยินมาอยู่บ้างว่าบุตรชายสกุลโหวนั้นรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ไม่น้อยแต่ก็ไม่อาจคืนคำพูดที่เคยให้สัญญากับบิดาเอาไว้ได้แต่ที่ทำให้นางตกตะลึงในเวลานี้ก็คือ….
“แม่นางเจ้าเป็นอะไรงั้นหรือ”
หลิวซือซือเงยหน้าขึ้นไปจ้องมองป้ายด้านหน้าบ้านอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
“แม่สื่อบ้านหลังนี้….”
“ทำไมหรือเจ้าคะ”
“ท่านพาข้ามาถูกบ้านจริงๆ งั้นหรือ”
“ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะในเมืองเวลานี้มีเพียงบ้านสกุลหลิวและบ้านสกุลโหวที่มีงานมงคล ดังนั้นข้าไม่พามาผิดบ้านอย่างแน่นอน”
นางละสายตาจากแม่สื่อผู้เดินนำเกี้ยวเจ้าสาวของนางมาแล้วหันกลับมามองป้ายนั้นอีกครั้ง
ถ้าบ้านหลังนี้คือบ้านของสกุลโหวตั้งแต่แรกเช่นนั้นก็แสดงว่าฮูหยินโหวรู้และตั้งใจซื้อบ้านหลังนี้เอาไว้เพื่อใช้เป็นเรือนหอของบุตรชายของนางและบุตรสาวสกุลหลิวซึ่งก็คือนางงั้นหรือ
‘เพราะเหตุใดกัน’
“เจ้าสาวมาแล้วรีบพานางเข้าไปเร็วเข้าพิธีกำลังจะเริ่มแล้ว”
“เจ้าค่ะ”
ว่ากันว่าคุณชายสกุลโหวบุตรชายคนเล็กของตระกูลนี้เป็นคนอัปลักษณ์ยิ่งนักทั้งยังพิกลพิการนั่งรถเข็นตั้งแต่ยังหนุ่มเมื่อถึงวัยต้องแต่งงานไม่ว่าบุตรสาวของตระกูลใดก็ไม่กล้าส่งมาแต่งงานกับเขา ก็คงมีเพียงตระกูลหลิวเท่านั้นที่ส่งบุตรสาวมาแต่งงานนั่นเอง
‘ก็ใช่น่ะสินางหาใช่เป็นคนที่บิดาต้องการไม่ จะว่าไปแล้วยุคนี้ก็น่าเบื่ออะไรเช่นนี้อยากจะมีครอบครัวทั้งทีก็ไม่สามารถเลือกเจ้าบ่าวเองได้เลย’
ในเมื่อคุณชายอะไรนั่นไม่มีความสามารถเฉกเช่นบุรุษคนอื่นเช่นนั้นแล้วนางก็แค่แต่งๆ ไปไม่เห็นจะเสียหายอันใดเลย ดีเสียอีกที่ได้อยู่ห่างจากบ้านหลังนั้นเบื่อกับปัญหาที่บุตรสาวคนเล็กของพวกเขาก่อเรื่องเอาไว้ไม่หยุดหย่อนจะตายอยู่แล้ว
พิธีแต่งงานไม่ได้มีอะไรมากมายเพียงแค่กราบไหว้ฟ้าดินแล้วดื่มเหล้ามงคลหลิวซือซือก็ถูกส่งมาที่เรือนหอของนางทันที
หลิวซือซือที่ถูกส่งเข้ามาในห้องหอนั้นเมื่อรอเวลามาเนิ่นนานในที่สุดประตูห้องหอก็ถูกเปิดออก
นางรอคอยการมาของเจ้าบ่าวด้วยอาการนิ่งสงบก่อนหน้านี้ก็เกือบจะอาระวาดหนักเพราะทนกับอาการหิวข้าวแทบไม่ไหว
เสียงฝีเท้าที่เดินเข้าทำเอานางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
'เมื่อครู่ตอนกราบไหว้ฟ้าดินเจ้าบ่าวของนางนั่งบนรถเข็นไม่ใช่หรือ แล้วนี่อะไรกัน'
นางมองรองเท้าสีแดงที่ยืนอยู่ตรงหน้าก่อนจะรีบดึงผ้าคลุมหน้าออกทันที ปรากฏให้เห็นเป็นบุรุษรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคายไร้หนวดเครานี้
‘นางเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ’
เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงนึกได้ว่าคนตรงหน้าคือซือหยางบุรุษที่มาทำงานในไร่ของนาง ก็ทำเอาหลิวซือซือถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นตกใจ
“หะ เหตุใดถึงเป็นเจ้า!"
"เอ้ยไม่ใช่…เหตุใดถึงเป็นท่าน!”
นางชี้นิ้วไปยังชายหนุ่มตรงหน้า มือบางยังคงสั่นระริกด้วยความตื่นตกใจไม่หาย
“ก็เป็นข้านี่ล่ะเจ้าบ่าวตัวจริงของเจ้า”
“ได้อย่างไรกันแล้วเหตุใดเจ้า ไม่ใช่…เหตุใดท่านถึงต้องโกหกข้า”
“ข้าโกหกอะไรเจ้า ข้าชื่อซือหยางนั้นไม่ผิดเพียงแค่ไม่ได้บอกแซ่และเรื่องที่บ้านให้เจ้ารู้ก็เท่านั้นเอง”
เขายิ้มแล้วจ้องมองใบหน้าตื่นตกใจของเจ้าสาวของเขา
“บ้านสกุลหลิวเองก็นับถือสัญญาดีเสียจริงเวลาผ่านล่วงเลยมานานเพียงนี้ยังรักษาสัญญาเป็นมั่นเหมาะ”
เขาจับจ้องมองใบหน้าเล็กนั้นไม่วางตาเพราะการแต่งงานที่ถูกจับคลุมถุงชนเช่นนี้เขาจึงไม่พอใจอย่างยิ่ง
จึงได้แอบมาสอดส่องดูว่าที่เจ้าสาวของเขาเมื่อรู้ว่าบุตรสาวคนเล็กของสกุลหลิวคือหลิวผิงเอ๋อ สตรีที่ภายนอกนั้นงดงามแต่ภายในกลับหยาบกระด้างเลวร้ายยิ่งไปกว่าผู้เป็นพี่สาวของตนเองเสียอย่างนั้น
เขาจึงคิดวางแผนปล่อยข่าวให้คนทั่วเมืองเข้าใจว่าบุตรชายคนเล็กของสกุลโหวนั้นพิกลพิการทั้งยังอัปลักษณ์ซึ่งนั่นก็ทำให้หลิวผิงเอ๋อ
สตรีที่ใฝ่สูงผู้นั้นไม่ยินยอมแต่งงานกับเขาและส่งผู้เป็นพี่สาว สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาผู้นี้มาแต่งงานแทน
“ข้าได้ยินคนในเมืองบอกว่าบุตรชายสกุลโหวนั้นรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ยิ่งนัก”
“ไม่ผิดเป็นข้าที่ปล่อยข่าวลือเช่นนั้นออกไป”
“เพราะเหตุใด”
“ข้าไม่ได้ชื่นชอบกับการถูกจับคู่กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเท่าใดนัก ไม่รู้ว่าเลยว่าสตรีที่ต้องอยู่เคียงข้างกันไปจนชั่วชีวิตผู้นั้นเป็นใคร มีนิสัยใจคออย่างไรข้าถึงต้องทำแบบนี้"
"หากไม่ปล่อยข่าวลือออกไปเช่นนั้นน่ากลัวว่าคนที่ข้าต้องแต่งงานด้วยทีแรกคงเป็นน้องสาวของเจ้าหลิวผิงเอ๋อผู้นั้น ข้าจำได้นางบอกว่ารังเกลียดบุรุษที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าและอัปลักษณ์ไม่สามารถเชิดหน้าชูตาให้ตนเองได้ไม่ใช่หรือ”
“นั่นก็ใช่”
“แต่ข้าดีใจที่ได้เจ้ามาเป็นคู่ชีวิตเป็นเจ้า”
หลิวซือซือยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
“ท่านก็เลยเล่นละครสวมบทบาทเป็นชาวบ้านเพื่อเข้ามาพิสูจน์ตัวตนของข้างั้นหรือ”
เขาพยักหน้าเล็กน้อย
“เจ้าอย่าโกรธข้าเลยนะแหวนวงนี้ข้าคืนให้เจ้า”
ขณะที่หลิวซือซือจะอ้าปากก่นด่าเขาอีกสักเล็กน้อยพลันสายตาก็มองไปที่มือหนาของชายหนุ่มที่มีแหวนไม้วงหนึ่งวางอยู่
“นะ นั่นแหวนของข้านี่นา ข้าหามาตั้งนานเหตุใดมาอยู่ที่ท่านกัน”
“เจ้าทำมันหล่นในตอนที่ข้าซื้อกำไลกับเจ้าวันนั้นอย่างไรเล่า”
“นั่นมันผ่านมาหลายเดือนแล้วนะเหตุใดถึงเพิ่งเอามาคืนข้ากันเล่า”
“ข้าก็เพียงแค่อยากได้ของแทนใจจากเจ้าก็เท่านั้นเอง”
“อะไรนะของแทนใจงั้นหรือ”
โหวซือหยางพยักหน้าให้นาง
หลิวซือซือนึกไปถึงเรื่องของแทนใจที่คู่รักมอบให้แก่กันก็เริ่มหน้าแดงขึ้นมาทีละนิด
‘นี่เขาตั้งใจให้นางมาเป็นเจ้าสาวตั้งแต่แรกแล้วอย่างนั้นหรือ บ้าจริง!’
“ขะ ข้าว่าท่านคงจะเหนื่อยมากแล้วไปพักผ่อนก่อนเถอะเจ้าคะ”
“เจ้าเองก็เช่นกันหากว่าเจ้ารังเกียจที่จะนอนร่วมเตียงเดียวกันกับข้าๆ จะไปนอนด้านนอกแทน”
“ได้อย่างไรกันพวกเราแต่งงานกันแล้วนะจะไปนอนข้างนอกทำไมกันหรือว่าท่านเองก็รังเกียจข้า”
“ข้าไม่เคยคิดรังเกียจเจ้าเลยแม้เพียงนิด” เขาตอบนางก่อนจะจ้องหน้านางไม่วางตา แววตาที่จับจ้องมาทำเอาหลิวซือซือรู้สึกขนลุกไม่น้อย
“ยะ อย่างนั้นหรือเจ้าคะ”
หลิวซือซือพูดตะกุกตะกักด้วยความเขินอายก่อนที่โหวซือหยางจะเดินขึ้นมานั่งบนเตียงนอนหนานุ่มที่มีกลีบกุหลาบสีแดงสดโปรยปรายเอาไว้ทั่วทั้งเตียง
ทั้งคู่ค่อยๆ ถอดชุดออกเพื่อคลายความหนักของเสื้อผ้าลงเพื่อให้นอนหลับได้สบายขึ้น
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม[1]
ก็ดูเหมือนว่าหลิวซือซือนั้นจากที่แกล้งหลับเวลานี้จะหลับไปแล้วจริงๆ นางนอนพลิกกายไปมาเหมือนคนนอนไม่หลับสุดท้ายก็ก่ายขาเรียวของนางพาดผ่านลำตัวของโหวซือหยางเอาไว้
ชายหนุ่มตาโตจ้องมองการกระทำของภรรยาของเขา แม้อยากจะเอาขาของนางออกจากกายของเขาก็ไม่กล้าด้วยกลัวว่าตนนั้นจะไปปลุกให้นางตื่นขึ้นแต่แล้วยังไม่ทันได้ขยับกายออกมือเรียวบางขาวๆ ข้างหนึ่งของนางก็พาดมาที่หน้าอกแกร่งของเขา
นิ้วเรียวสวยค่อยๆ สัมผัสไปที่เนินเนื้ออกแกร่งของชายหนุ่มจนรู้สึกได้ว่าร่างกายของเขานั้นเหมือนจะร้อนวูบวาบขึ้นมา จนความต้องการบางอย่างที่หลับใหลอยู่ในกายของเขานั้นดูจะตื่นตัวขึ้นมาทันใด
โหวซือหยางลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากไม่คิดเลยว่าฮูหยินของเขาจะหลับลึกและยั่วยวนเขาได้ถึงเพียงนี้จากนี้ไปเขาคงไม่กล้าให้นางไปนอนข้างกายใครอีกต่อไปแล้ว
มือเรียวของนางลูบคลำผิวกายของเขาไปทั่วจนถึงกลางกายที่ไร้สายรัดเอวนั้น ดวงตาสีนิลก็เบิกกว้างขึ้นก่อนจะรวบข้อมือทั้งสองข้างของนางเอาไว้แล้วพลิกกายขึ้นทาบทับนางทันที
เมื่อถูกผู้เป็นสามีคร่อมกายเอาไว้หลิวซือซือก็ตื่นขึ้นจากความฝัน ฝันแปลกประหลาดที่ไม่เคยได้ฝันมาก่อน
'นางฝันว่าได้ลูบไล้งูสีขาวตัวใหญ่น่าตาน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย'
'บ้าจริงหรือที่ลูบๆ อยู่นั้นคือตัวของเขางั้นหรือ'
“ทะ ท่านจะทำอะไร”
“ข้าต่างหากที่ต้องถามเมื่อครู่เจ้าทำอะไร”
“ขะ ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะเจ้าคะ”
“แต่เจ้าลูบที่อกของข้าอยู่อย่างนั้นไม่คิดอะไรแน่หรือ”
“ทะ ท่านพี่พูดอะไรเมื่อครู่ข้าหลับไปแล้วจริงๆ นะ”
“เจ้าไม่ต้องกังวลไปข้าจะสอนเจ้าเอง”
“ทะ ท่านว่าอะไรนะ อื้อออ…”
- - - - - - - - - -
[1] ครึ่งชั่วยาม = หนึ่งชั่วโมง
‘นางไว้ใจเขามากเกินไปหรือไม่นะ’หลิวซือซือว่าจ้างชาวบ้านในบริเวณโดยรอบของเมืองเข้ามาทำงานในฟาร์มผักแห่งใหม่นี้แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งไม่ว่าจะปลูกพืชผักใดๆ ก็ไร้หนทางได้เก็บเกี่ยวนั้น นางก็สามารถพลิกฟื้นให้กลับมามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งพืชผักผลไม้มากมายหลากหลายชนิดที่ไม่ค่อยจะมีใครปลูกได้ไม่ว่าจะเป็นผักสลัด มะเขือเทศลูกใหญ่ทั้งยังมีฟาร์มข้าวสาลีที่เวลานี้เริ่มสุกงอมได้ที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว“ซือซือ”เสียงเรียกของผู้เป็นสามีดังแว่วมาแต่ไกลเขาวิ่งมาหานางด้วยความรวดเร็วสีหน้าและแววตาของเขาแลดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย‘เป็นอะไรของเขา’“แดดแรงเช่นนี้เจ้าออกมาทำไมเล่า”“ข้ามาดูแลคนงานเผื่อ
หลังจากหลิวซือซือแต่งงานออกไปไม่นานก็ได้ยินมาว่าหลิวผิงเอ๋อนั้นถูกฮูหยินนายอำเภอทุบตีทำร้ายเกือบปางตายเพราะหลิวผิงเอ๋อแอบคบชู้กับสามีของนางนั่นเองใบหน้าที่เคยสวยหวานถูกตบตีจนแก้มนุ่มนิ่มที่เคยมีเลือดฝาดนั้นแตกไปหมด ดวงตาบวบปูดร่างกายถูกทุบตีจนเดินไม่ได้ อาการบาดเจ็บสาหัสทำให้หลิวผิงเอ๋อต้องนอนซมอยู่บนเตียงไปหลายวัน แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ นางแท้งลูก!“ท่านพ่อ”“ซือซือเจ้ามาแล้ว ละ…แล้วนั่น”“สามีของข้า ลูกเขยของท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“ห๋า ก็ไหนบอกว่า”“ท่านพ่อตาขออภัยที่ข้าไม่ได้บอกท่านแท้จริงแล้วเรื่องราวที่เกี่ยวกับบุตรชายสกุลโหวนั้นล้วนเป็นข้าที่ปล่อยข่าวลือเหล่านั้นออกไปทั้งสิ้น”“อะ อะไรนะ!”“ข้าเพียงแค่อยากเลือกเจ้าสาวผู้ที่จะต้องมาอยู่เคียงข้างกัน
บ้านสกุลโหวหลิวซือซือยืนมองป้ายประจำตระกูลที่ติดเอาไว้ที่เสาหน้าบ้านตัวอักษรที่บรรจงเขียนอย่างพลิ้วไหวดูงดงามมากพอๆ กับป้ายประจำตระกูลที่ถูกแกะสลักจากไม้เนื้อดีดูมีความสง่าน่าเกรงขามไม่น้อยแรกเริ่มเดิมทีนางก็ไม่คิดที่จะแต่งงานแทนน้องสาวต่างไส้ที่น่ารังเกียจผู้นั้นเลยแม้เพียงนิดแต่เมื่อคิดได้ว่านี่คงเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ออกไปจากบ้านหลังนั้นจึงได้ตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะนางได้ยินมาอยู่บ้างว่าบุตรชายสกุลโหวนั้นรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ไม่น้อยแต่ก็ไม่อาจคืนคำพูดที่เคยให้สัญญากับบิดาเอาไว้ได้แต่ที่ทำให้นางตกตะลึงในเวลานี้ก็คือ….“แม่นางเจ้าเป็นอะไรงั้นหรือ”หลิวซือซือเงยหน้าขึ้นไปจ้องมองป้ายด้านหน้าบ้านอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
“ผิงเอ๋อเจ้าว่าอะไรนะ”“ข้าเห็นพี่หญิงเอาแต่พูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกับซือหยางคนงานที่มาทำงานในไร่ของเราน่ะเจ้าค่ะ""ท่านพ่อหากปล่อยไว้แบบนี้อาจจะทำให้บ้านของเราเสียหายได้นะเจ้าคะ สัญญาแต่งงานของสกุลหลิวกับสกุลโหวอาจสั่นคลอนได้ของหมั้นที่ทางฝั่งนั้นส่งมาก็อาจถูกริบคืนแว่วว่าท่านพ่อใช้มันไปบางส่วนแล้วไม่ใช่หรือ”หลิวผิงเอ๋อพยายามเป่าหูผู้เป็นบิดาและมารดาเพื่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะขับไล่หลิวซือซือออกไปจากบ้านให้เร็วขึ้นและของทุกอย่างที่เป็นของหลิวซือซือย่อมตกเป็นของนางใบหน้าที่ร้ายกาจของผู้เป็นบุตรสาวอยู่ในการจับจ้องมองของมารดาตลอดเย่หลันถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านมานานนับกี่ปีหลิวผิงเอ๋อก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปเลย นางที่เอาแต่สนใจความสุขสบายของบุตรสาวจนลืมนึกไปว่าควรที่จะสั่งสอนนางให้ดีกว่านี้
‘สักวันเถอะข้าต้องได้ดีกว่าเจ้าอย่างแน่นอน หลิวซือซือ’เป็นเวลากว่าเจ็ดวันแล้วที่หลิวผิงเอ๋อไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนทั้งยังไม่ยอมออกมาช่วยงานในไร่เลยสักครั้ง หลิวซือซือครั้นอยากจะเข้าไปดึงนางให้ลุกจากเตียงนอนก็ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะพยายามห้ามนางเอาไว้“ท่านพ่อเหตุใดท่านจึงตามใจนางเช่นนี้กันเล่าเจ้าคะ”“โถ่ซือซือ ผิงเอ๋อเองก็ยังเด็กเจ้าจะอะไรกับนางนักหนา”“เด็กแบบไหนถึงได้เที่ยวไปนอนกับคนอื่นไปทั่ว”“ซือซือ!”“หรือไม่จริง หากท่านยังตามใจนางเช่นนี้สักวันเถอะนางจะนำความเดือดร้อนมาให้พวกท่านไม่รู้จบ”“นั่นมันก็เรื่องของพวกข้า ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นพ่อไม่คิดว่าเขาจะพูดเ
หลิวซือซือสั่งการให้สาวใช้ของนางจัดการงานที่บ้าน ส่วนนางและพ่อบ้านหลูก็เดินทางไปในตัวเมืองด้วยความรวดเร็วเมื่อทั้งสองมาถึงกลางตลาดก็ได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายลั่นไปทั่วท้องถนนเมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นหลิวผิงเอ๋อที่กำลังนั่งจมปุกอยู่กลางถนนโดยมีสตรีนางหนึ่งที่ยืนจังก้าท้าวเอวพร้อมทั้งชี้นิ้วตรงมาที่นาง ปากสีแดงสดเอาแต่ร่ายคำด่าออกมาไม่มีหยุด เมื่อสายตาของนางสะดุดเข้ากับร่างๆ หนึ่งก็หยุดการกระทำนั้นไปทันที หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นก่อนจะเอ่ยปากถามไปว่า“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”“เจ้าควรจะดูแลน้องสาวของเจ้าให้ดีกว่านี้สิซือซือ รู้หรือไม่ว่านางมาวอแวกับสามีของข้า”“อะไรนะ”“ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ไปถึงขั้นไหนกันแล้ววันนี้มีคนมาบอกข้าว่าเห็นนางกับสามีของข้าออกมาจากโรงเตี๊ยมนี่ ข้าจึงตามมาดูแล้วก็เป็นอย่างที่คนเขาพูดจริงๆ”“
อากาศหนาวที่หนาวเย็นจับใจทำให้ชาวบ้านแทบจะทุกหลังคาเรือนไม่มีผู้ใดออกมาทำมาหากินในตอนค่ำเลยสักคน ผู้คนดูจะอดอยากมากขึ้นเรื่อยๆหลิวซือซือที่นั่งอยู่บนรถม้าโดยมีพ่อบ้านหลูเป็นสารถีขับรถม้าให้ก็เลิกผ้าม่านขึ้นมองเห็นความทุกข์เวทน
หลิวผิงเอ๋อได้เพียงแค่ยืนย่ำเท้ากับพื้นเท่านั้นไม่กล้าที่จะพูดสิ่งใดออกไปเพราะความจริงแล้วสิ่งที่หลิวซือซือพูดออกมานั้นก็ไม่ได้ผิดแผกไปแต่อย่างใด‘ใช่แล้วเวลานี้นางไม่มีความสามารถใดๆ ในการที่จะทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้หร
หลังกลับจากในเมืองหลิวซือซือก็มอบหมายให้พ่อบ้านหลูไปติดต่อกับหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อเช่าซื้อบ้านว่างหลังใหญ่ท้ายหมู่บ้านหลังนั้น หากจำนวนเงินมีมากพอนางตั้งใจจะซื้อขาดตามที่ตั้งใจเอาไว้พ่อบ้านหลูจัดการตามที่นางสั่งการพร้อมทั้งส่งค
‘นะ นักเลงที่นางว่ามันคือพวกเขาไม่ใช่หรือ’“อะแฮ่ม คือว่าพวกข้าเป็นบุรุษใยต้องกลัวคนพวกนั้นกัน ว่าแต่เจ้าเถอะมาทำอะไรที่นี่”"ข้าหรือ”







