LOGIN
ความเจ็บปวดเสียดแทงไปทั่วร่าง หลิงเม่ยเม่ยรู้สึกราวกับถูกบดขยี้ด้วยแรงมหาศาล ความเหนื่อยล้าสะสมมาหลายวันจากการหมกมุ่น อยู่กับการทดลองพืชพันธุ์ชนิดใหม่ในห้องแล็บปิดตาย ทำให้ร่างกายของเธออ่อนแอถึงขีดสุด ภายในห้องหมุนคว้าง
เธอพยายามจะเอื้อมมือคว้าอะไรบางอย่าง แต่แขนขากลับไร้เรี่ยวแรง ราวกับเป็นตุ๊กตาใส่ถ่านที่หมดกำลังไฟ แสงไฟนีออนสว่างจ้าของห้องปฏิบัติการเริ่มพร่าเลือน ก่อนที่ความมืดมิดจะ เข้าครอบครองสติ ทิ้งไว้เพียงความเย็นเยียบที่ค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่หัวใจที่อ่อนล้า... แล้วทุกอย่างก็ดับลง
ภาพตัดมาที่ความมืดสลัวและกลิ่นอับชื้น เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านรอยแตกของผนังเข้ามา ในโสตประสาทของ หลิงเหม่ยเม่ย เธอขยับเปลือกตา อย่างยากลำบาก ก่อนจะกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส
ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้เก่าๆ มีหยากไย่เกาะพะรุงพะรัง และคานไม้ที่ดูพร้อมจะหักโค่นลงมาได้ทุกเมื่อ เธอพยายามจะลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกถึงน้ำหนักอันมหาศาล ที่กดทับร่างกายจนขยับแทบไม่ได้
ความเจ็บปวดแล่นแปลบ ขึ้นมาจากช่วงขาที่รู้สึกชาหนึบ สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกหิวโหยที่กัดกินกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง ราวกับไม่ได้รับอาหารมาหลายวัน ไม่สิ...หลายเดือนต่างหาก มันเป็นความรู้สึกหิวที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ความอยากกินของอร่อยๆที่เธอเคยประสบในยุคปัจจุบัน
เธอเหลือบมองไปรอบตัวอย่างงุนงง นี่มันที่ไหนกัน? เธอไม่ได้อยู่ในห้องแล็บแล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่เห็นคือ ห้องเล็กๆ ที่ทำจากไม้เก่าๆ ผุพัง มีเพียงเสื่อฟางบางๆ ปูอยู่บนพื้นเตียงไม้ และผ้าห่มขาดๆ คลุมร่างของเธอไว้
แสงสลัวๆ จากช่องหน้าต่างเล็กๆ เผยให้เห็นข้าวของเครื่องใช้ที่เรียบง่ายจนถึงขั้นอัตคัดขัดสน ไม่ว่าจะเป็นหม้อดินเก่าๆ ที่ตั้งอยู่บนเตาดิน หรือจานชามที่ทำจากกระเบื้องที่ดูไม่สะอาดนัก
"พี่ใหญ่... พี่ใหญ่ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ข้าตกใจหมดเลย?" เสียงเล็กๆ ใสๆ เจือด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นเบื้องหน้า ทำให้ หลิงเหม่ยเม่ยต้องหันไปมอง เป็นเสียงของเด็กหญิงตัวเล็กผอมโซสองคน ดวงตาแป๋วแหววของพวกเธอจ้องมาที่เธออย่างระแวดระวัง ใบหน้าซีดเซียวและแก้มตอบบ่งบอกถึงภาวะ อดอยากอย่างรุนแรง
"จินเป่า? หงส์เป่า?" ชื่อเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัวของเธออย่าง น่าประหลาดใจ ราวกับเคยรู้จักมาก่อน เธอพยายามขยับปากจะพูด แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมา กลับแหบพร่าและติดขัด ความทรงจำมากมายประดุจคลื่นถาโถมเข้าสู่สมองของหลิงเหม่ยเม่ย อย่างรุนแรง มันเป็นความทรงจำของ "หลิงเหม่ยเม่ย" อีกคนหนึ่งหรือเจ้าของร่างเดิม
หญิงสาววัย 23 ปี ผู้มีน้ำหนักถึง 200 จิน ผู้ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อคืนนี้ โดยที่ยัง ไม่มีใครรู้ เธอตายเพาะความอดอยาก! ใช่แล้ว.เด็กหญิงสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้คือ จินเป่า วัย 9 ขวบ และ หงส์เป่า วัย 8 ขวบ น้องสาวแท้ๆ ของร่างที่เธออาศัยอยู่
เธอได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของ หลิงเหม่ยเม่ยจากความทรงจำของร่างเดิม ที่หลั่งไหลเข้ามา พ่อแม่ของพวกเธอเสียชีวิต ไปแล้วจากความอดอยาก และโรคระบาดในยุคแห่งความแร้นแค้นนี้ เหลือเพียงน้องๆอีกสามคน หลิงเหม่ยเม่ย (ร่างเดิม) ,
ห้าวจื่อ (น้องชายคนรอง วัย 13 ปี) , จินเป่า และหงส์เป่า ซึ่งเป็นน้องสาวคนเล็กทั้งสองคน ร่างเดิมของหลิงเหม่ยเม่ยพยายามดิ้นรนหาอาหารเพื่อประทังชีวิตให้น้อง ๆ แต่ด้วยความที่เธอตัวใหญ่ และเคลื่อนไหวช้า
ทำให้หาอาหารได้ยากลำบาก และเธอก็มักจะเสียสละอาหารของตัวเองให้น้อง ๆ เสมอ จนในที่สุดร่างกายก็ทนไม่ไหวและเสียชีวิตลง ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวจากความอดอยาก
หลิงเหม่ยเม่ยในร่างใหม่ รู้สึกเหมือนถูกทุบด้วยค้อนปอนด์อันใหญ่ ความรู้สึกผิดและเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง ร่างเดิมของเด็กสาวที่แสนดีและเสียสละต้องตายไป เพื่อให้เธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง มันไม่ยุติธรรมเลย เธอพยายาม ยันกายลุกขึ้นนั่ง
คราวนี้ทำได้สำเร็จ แต่ก็ต้องพบกับความจริงที่น่าตกใจ ยิ่งกว่าเดิม ร่างกายของเธอใหญ่โตเกินกว่า ที่เธอจะจินตนาการได้ แขนขาใหญ่เทอะทะ หน้าท้องกลมกลึงยื่นออกมา จนเจ้าของร่างก้มลงมองไม่เห็นปลายเห็นเท้าตัวเอง
“ไม่เข้าใจเลย ว่าร่างเดิมอดอยากแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้อ้วนฉุแบบนี้” เธอกลายเป็นหญิงสาวอ้วนท้วมหนัก 200 จิน หญิงสาวมองสำรวจบ้านไม้โทรมๆ แห่งนี้อีกครั้ง ทุกซอกทุกมุมล้วนสะท้อนความยากจนข้นแค้น บนพื้นดินมีร่องรอยของดินแตกระแหง บ่งบอกถึงความแห้งแล้ง เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานสิ้นหวัง ที่แผ่ซ่านไปทั่วบ้าน
"พี่ใหญ่... เมื่อคืนพี่ใหญ่... ดูน่ากลัวมากเลย หงส์เป่ากลัวว่าพี่ใหญ่จะทิ้งพวกเราไปเหมือนท่านพ่อท่านแม่อีก" หงส์เป่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาคู่เล็กๆ ฉายแววตกใจไม่หาย "พี่ใหญ่ไม่ลืมตา ไม่หายใจด้วย." "แล้ว...แล้วพี่รองไปไหน?" หลิงเหม่ยเม่ยถามด้วยน้ำเสียงติดขัดอย่างที่ยังไม่คุ้นเคย เสียงของเธอตอนนี้ห้าวและใหญ่กว่าปกติไปมาก
“ถ้าอย่างนั้นเรากลับพร้อมกันเลย” “น้อง ๆ แน่ใจหรือว่าไม่เสียดายชีวิตในวัง” “ไมเสียดายเลย แต่จะเสียดายมากถ้าจะไม่มีบะหมีซองให้กินอีก” “ดี ถ้าอย่างนั้นพี่มีข่าวดีจะบอกพวกเจ้า " “ข่าวดี!..ข่าวดีอะไรหรือพี่ใหญ่?” “ก็ข่าวดีที่ว่าระบบของพี่ สามารถอัพเกรดขั้นสูงสุดแล้วนะสิ “..”จริงหรือๆ…ข้าดีใจยิ่งนัก แล้วระบบใหม่สามารถทำอะไรได้บ้างละเจ้าคะ ”. “สามารถทำได้ทุกอย่างเลย โดยเฉพาะ สามารถไปไหนก็ได้ และพาใครไปก็ได้ พี่จะพาน้อง ๆ ไปยังอีกโลกหนึ่ง ถือเป็นการพักผ่อนและท่องเที่ยว น้องสองคนจะไปกับพี่ไหม?” “ไปสิ ๆ พี่ใหญ่ ไม่ว่าท่านพี่จะไปไหน ที่นั่นต้องมีของอร่อยที่นั่นแน่ๆ" …"งันดีเลย พี่จะพาน้องไปช้อปปิ้งไปเสริมสวย ไปกินของอร่อยๆมากมาย และที่สำคัญจะพาไปเที่ยวบาโฮสด้วยดีไหม?” ทั้งสองพยักหน้า "ถ้าอย่างนั้นเอาไว้จะไปเมื่อไหร่พี่จะบอก" "เจ้าค่ะท่่านพี่ ถ้าอย่างนั้นหลับตาแล้วจับมือกัน หากว่าพี่ไม่บอกให้ลืมตาก็อย่าลืมตาขึ้นมาเด็ดขาด"เมื่อมาถึง แล้ว ทั้งสามปรากฏตัวในห้องของโรงแรมหรู ก่อนที่จะบอกให้น้องๆลืมตาขึ
วันหนึ่ง อ๋องอี้ส่งเทียบเชิญพิเศษมายังหลิงเหม่ยเม่ย เขาจัดงานเลี้ยงสำคัญระดับสูง เพื่อต้อนรับทูต จากแคว้นเพื่อนบ้าน และตัดสินใจเชิญหลิงเหม่ยเม่ย เข้าร่วมในฐานะ นักธุรกิจผู้มีวิสัยทัศน์และมีส่วนช่วย ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของเมืองหลวง นี่เป็นโอกาสสำคัญที่เธอจะได้ก้าวเข้าสู่สังคม ชั้นสูงอย่างเต็มตัว หลิงเหม่ยเม่ยตื่นเต้นกับงานเลี้ยงนี้ เป็นอย่างมาก เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การเข้าร่วมงานเลี้ยง ธรรมดาๆ แต่เป็นการประกาศสถานะ และบทบาทของเธอในสังคม เธอตัดสินใจใช้เงินจากระบบ เพื่อซื้อชุดราตรีที่สวยงามและทันสมัยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในยุคนี้ ชุดนั้นทำจาก ผ้าไหมเนื้อดี สีครามเข้ม ปักลวดลายดอกโบตั๋นสีเงิน อย่างประณีต การออกแบบเรียบหรูแต่สง่างาม เน้นรูปร่างที่เพรียวบางของเธอให้เด่นชัดและงดงามยิ่งนัก และยังช่วยขับผิวพรรณ ที่เปล่งปลั่งให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ในวันงานเลี้ยง หลิงเหม่ยเม่ยปรากฏตัวในชุดราตรีสีครามเข้ม เธอเดินเข้ามาในห้องโถงจัดเลี้ยงด้วยท่าทางสง่างามและมั่นใจ ผมเผ้าถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่ดูมีรสนิยม ประดับด้วยปิ่นปักผมเงินฝังอัญมณีเล็กน้อย ใบหน้าของเธอแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง
ร้านผักดองของเธอยังคงได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ชื่อเสียงของเธอในฐานะ แม่ค้าผักดองอัจฉริยะ และ คุณหนูหลิงผู้พิทักษ์" ยิ่งทำให้มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย หลิงเม่ยเม่ยบริหารจัดการธุรกิจด้วยความสามารถ ที่เหนือกว่าคนในยุคนี้ เธอใช้หลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ การตลาด และการควบคุมคุณภาพ ทำให้ธุรกิจของเธอเติบโตอย่างก้าวกระโดด เธอขยายกิจการด้วยการเปิดสาขาเพิ่มในย่านการค้าสำคัญของเมืองหลวง และเริ่มมองหาโอกาสในการส่งออก ผักดองและสินค้าเกษตรแปรรูป ไปยังเมืองอื่นๆ อีกด้วย เธอจ้างคนงานเพิ่มขึ้นและดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี ทำให้คนงานทุกคนรักและภักดีต่อเธอ ส่วนน้อง ๆ ของเธอ จินเป่าและหงส์เป่า ได้รับการดูแลอย่างดีในวัง พวกเธอปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความเฉลียวฉลาดจากน้ำยาอัจฉริยะ ทำให้พวกเธอเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและโดดเด่น กว่าเด็กคนอื่นๆ ในโรงเรียนสตรี ในวัง อิงอ๋องเองก็ให้ความเมตตาและดูแลพวกเธอประหนึ่งลูกแท้ๆ ทำให้ชีวิตของเด็กหญิงทั้งสองเต็มไปด้วยความสุขและโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนหลิงห้าวจื่อ เองก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ที่สำนักศึกษาเหวินอี้
เธอเล็งและยิงออกไปอย่างต่อเนื่อง สังหารนักฆ่า ไปจนหมดสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณ ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นดิน ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วป่าหลังเสียงปืนนัดสุดท้ายสิ้นลง อ๋องอี้และองครักษ์ต่างก็มองหลิงเม่ยเม่ยด้วยแววตา ที่เต็มไปด้วยความสงสัยและตกตะลึงในเวลาเดียวกัน พวกเขาไม่รู้ว่าหญิงสาวที่ดูบอบบางเช่นนี้ จะครอบครองอาวุธที่ร้ายกาจเช่นนี้ได้อย่างไร"นี่... นี่มันคืออะไรกันคุณหนูหลิง" อ๋องอี้ถามเสียงแผ่วเบา ดวงตาจับจ้องไปที่ปืนในมือของเธอ หลิงเม่ยเม่ยเก็บปืนกลับเข้าไปในระบบอย่างรวดเร็ว เธอรู้ว่าเธอต้องหาคำโกหกที่น่าเชื่อถือที่สุด "ท่านอ๋อง... มันคืออาวุธประหลาดที่ข้าได้ซื้อมาจากพ่อค้าชาวตะวันตกเมื่อไม่กี่วันก่อนเพคะ" เธอพยายามทำสีหน้า ให้เป็นธรรมชาติที่สุด"พวกเขาบอกว่ามันเป็นเครื่องมือป้องกันตัวที่หาได้ยากยิ่ง ข้าไม่คิดว่าจะได้ใช้มันในสถานการณ์เช่นนี้" อ๋องอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย "พ่อค้าชาวตะวันตกอย่างนั้นหรือ." เขาทบทวนในใจ เขาเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อค้าแปลกหน้า ที่นำของแปลกๆ เข้ามาในแผ่นดินอยู่บ้าง แต่ไม่คิดว่าจะมีอาวุธที่ร้ายกาจถึงเพียงน
บัดนี้ จินเป่าและหงส์เป่าอยู่ในฐานะที่สูงส่งกว่าบรรดา คุณหนูจากตระกูลขุนนางเหล่านั้นไปแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าดูถูกหรือกลั่นแกล้งพวกเธออีกต่อไป ในงานเลี้ยง ดวงตาของจินเป่าและหงส์เป่า ฉายแววความสุข พวกนางสวมชุดที่สวยงามปราณีต ได้รับการดูแลอย่างดี และมีรอยยิ้มบนใบหน้าตลอดเวลา หลิงเหม่ยเม่ยมองภาพน้อง ๆ ที่มีความสุขด้วยความอบอุ่นในหัวใจ เธอรู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของอ๋องอี้ คือของขวัญอันล้ำค่าที่สุดสำหรับครอบครัวของเธอท่ามกลางแขกเหรื่อมากมาย คุณหนูที่โดดเด่นคนหนึ่งในงานคือ รั่ว ม่านอี้ บุตรสาวของเสนาบดีกรมคลัง นางเป็นหญิงสาวที่งดงามและเติบโตมาในตระกูล ที่ร่ำรวยและมีอำนาจ และเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มหลายคน และมักจะเป็นที่หนึ่งในหมู่คุณหนูทั้งหลายเสมอ รวมถึงเป็นคนที่เคยชินกับการเป็นที่สนใจและได้รับการปฏิบัติอย่างพิเศษ เธอเองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนของโรงเรียนสตรีในวัง และเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยดูถูกจินเป่าและหงส์เป่า เมื่อรั่วม่านอี้ ได้เห็นภาพของเด็กหญิงสองคนนั้น ที่นางเคยดูถูกเหยียดหยาม บัดนี้กลับได้รับการยกย่องให้มีฐานะเทียบเท่าเชื้อพระวงศ์ ดวงตาของเธอก็ลุกวาวด้วยความ ไม่พอใจปนความอิจฉ
หลังจากที่หลิงเม่ยเม่ยได้ส่งน้อง ๆ ทั้งสามคน เข้าสู่เส้นทางของการศึกษา หลิงห้าวจื่อเข้าเรียนที่สำนักศึกษาเหวินอี้ ของอ๋องอี้ ส่วนจินเป่าและหงส์เป่าได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้เข้าศึกษาในโรงเรียนสตรีในวังของอิงอ๋อง แม้นั่นจะเป็นเพียงโรงเรียนสำหรับเด็กหญิง แต่ก็เป็นสถานที่ ที่รวมลูกหลานของเหล่าขุนนาง และเชื้อพระวงศ์น้อยใหญ่ไว้ด้วยกัน เด็กหญิงทั้งสองที่เพิ่งก้าวเข้ามาจากชีวิตที่ยากไร้ ย่อมเป็นเป้าสายตาของเด็กผู้หญิงที่เติบโตมาในกรอบของสังคมชั้นสูง ผู้ที่คุ้นชินกับการแข่งขันและแบ่งชนชั้นเพียงไม่กี่วันผ่านไป อิงอ๋องก็ได้รับข่าวจากเหล่าพี่เลี้ยง และครูบาอาจารย์ในโรงเรียน เกี่ยวกับพฤติกรรม ของนักเรียนบางคน ที่เริ่มแสดงออกถึงความรังเกียจ และดูถูกจินเป่ากับหงส์เป่า พวกคุณหนูเหล่านั้นนินทาเรื่องฐานะที่ต่ำต้อยของสองพี่น้อง ตลอดจนรูปลักษณ์ ที่ยังคงผอมบางเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเด็กที่ได้รับการดูแลมาอย่างดี และแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่หลิงเม่ยเม่ยเลือกสรรมาให้แล้วอย่างดีที่สุด ก็ยังคงถูกมองว่าไม่คู่ควรกับ "สถานที่สูงส่ง" เช่นในวัง อิงอ๋องผู้เป็นน้องสาวของอ๋องอี้ เป็นคนใจดี และมีคุณธรรมสูงส่งไม่







