LOGIN
แววตาที่ดูจริงจังของบิดา จ้องมองมายังหลิวหว่าอิ๋งอย่างดุดัน เมื่อบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยากำลังปฏิเสธคำขอของตน
“ท่านพ่อ อย่างไรข้าก็ไม่ยอม”
“หากเจ้าไม่ยอมไปเป็นอนุของท่านหวง การค้าของตระกูลเราได้ถูกเขาขัดขวางอีกเป็นแน่” ผู้เป็นบิดากล่าวเสียงแข็ง ไม่ยอมให้นางปฏิเสธ
“แต่ฮูหยินของท่านหวง มีชื่อเสียงเรื่องการข่มเหงอนุ รวมถึงท่านหวงเองที่ไม่พอใจอนุคนไหนก็ส่งไปที่หอนางโลม ข้าไม่อยากตกในสภาพนั้น ได้โปรด” หว่าอิ๋งขอความเมตตาจากบิดา
ตั้งแต่เล็กจนโต เขาละเลยไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตา ยิ่งเมื่อผู้เป็นมารดาจากไป นางก็อยู่ในบ้านตระกูลหลิวในฐานะที่ไม่ต่างกับหญิงรับใช้ แล้วอยู่ๆ กลับมาถูกบิดาสั่งให้นางไปเป็นอนุของชายวัยสี่สิบที่มีชื่อเสียงในด้านผู้หญิงที่ไม่ดีนัก
“เจ้ามีสิทธิ์ปฏิเสธคำสั่งของข้าด้วยหรือ เจ้ามีทุกวันนี้ได้ไม่ใช่เพราะบุญคุณของข้าหรืออย่างไร”
“ท่านพ่อ อย่างน้อยก็เห็นแก่สายเลือดของท่านในตัวข้า ได้โปรดอย่า...”
“มะรืนนี้ ทางนั้นจะส่งคนมารับเจ้าไป เตรียมตัวให้พร้อม อย่าให้ข้าต้องขายหน้า” ชายวัยกลางคนกล่าวเสียงเรียบ ไร้ซึ่งความเห็นใจ แล้วเดินจากไป ทิ้งให้บุตรสาวที่เขาไม่เคยเหลียวแลให้ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น
หว่าอิ๋งเดินกลับไปที่ห้องพักด้านหลังที่โกโรโกโส สภาพความเป็นอยู่ของเธอแย่ยิ่งกว่าสาวใช้บางคนที่นี่
อีกทั้งยังถูกเสี่ยวหลาน พี่สาวที่เกิดจากภรรยาเอกของบิดารังแก และยังถูกคนในบ้านข่มเหง คอยกลั่นแกล้งนางอยู่เสมอ
“ในเมื่อท่านพ่อไม่เคยเห็นว่าข้าเป็นลูก ข้าคงต้องขอเป็นลูกอกตัญญูแล้ว” นางพึมพำออกมาปนสะอื้น
นอนขดตัวร้องไห้กับโชคชะตาของตนเองหากต้องกลายเป็นอนุของชายที่แก่คราวพ่อ ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องความตัณหากลับ และมักส่งหญิงสาวที่เขาเบื่อหน่ายไปขายต่อยังซ่องชำเราให้บุรุษอื่นย่ำยี
**********************
หว่าอิ๋งไม่รอให้ถึงวันมะรืน นางเก็บเสื้อผ้าและของมีค่าเท่าที่มีมัดใส่ห่อผ้า เตรียมตัวหนีออกไปจากบ้านที่นางไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ปลอดภัยเลยสักครา
เมื่อยามอิ๋น (ช่วงเวลาประมาณตีสาม) มาถึง หว่าอิ๋งได้หลบออกไปทางด้านประตูหลัง จริงๆ นางไม่จำเป็นต้องแอบเลยด้วยซ้ำ เพราะนางไม่เคยอยู่ในสายตาของใครอยู่แล้ว
พอพ้นจากเขตบ้านตระกูลหลิวไปได้ นางจึงรุดเร่งเดินทางไปยังนอกเมืองอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง ในตอนนี้นางแค่ต้องการไปให้ไกลมากที่สุด
สองชั่วยาม(สี่ชั่วโมง)ผ่านไป แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ภายในป่าทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้านทำให้นางรู้ว่าตนเองเดินมาไกลมากแล้ว นางจึงหยุดพักที่ใต้ต้นไม้ ยกแขนขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดบนหน้าผากด้วยความเหนื่อยล้า
เสียงท้องของนางเริ่มดังเตือนเป็นนัยว่ามันต้องการการเติมเต็ม หว่าอิ๋งมีหมั่นโถวอยู่ในห่อผ้าสีฟ้าหม่นของนาง แต่ยังไม่ได้หยิบมันขึ้นมารองท้อง ด้วยเกรงว่าถ้าเดินทางไปไกลกว่านี้เสบียงอาจจะร่อยหรอลง ต้องอดกลั้นไว้จนกว่าจะเดินผ่านป่าแห่งนี้ไปเจอหมู่บ้านแห่งใหม่ที่อยู่ใกล้ๆ จึงจะกล้ากินเสบียงที่มี แล้วนำเงินติดตัวมาเพียงน้อยนิดซื้อเสบียงใหม่
‘เราต้องเตรียมน้ำด้วย’ นางนึกในใจ เพราะตื่นเต้นจากการหลบหนี จึงไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้
หว่าอิ๋งลุกขึ้นเดินมุ่งหน้าต่อไปตามทางเดินที่ปรากฏในป่าซึ่งเป็นเส้นทางการสัญจรหลัก แต่เมื่อนึกได้ว่าอาจโดนตามตัวกลับไป นางจึงเริ่มมองหาเส้นทางลัดเลาะเล็กๆ ที่มีร่องรอยการเดินทาง แล้วมุ่งหน้าไปตามเส้นทางนั้นแทน
เวลาผ่านไปนานหลายชั่วยาม หว่าอิ๋งไม่รู้ตัวว่าตนเองเดินทางมาไกลได้กี่ลี้แล้ว นางรู้สึกได้แค่ว่าตอนนี้ลำคอแห้งผาก และปวดฝ่าเท้า จึงตัดสินใจที่จะหยุดพักใกล้ๆ กับลำธารด้านหน้า ที่ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ไม่ไกลจากจุดที่นางอยู่นัก
นางทรุดตัวนั่งที่ริมลำธาร ใช้มือวักน้ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย และล้างหน้าให้รู้สึกสดชื่น ก่อนที่จะหยิบเอาหมั่นโถวขึ้นมากัดทาน ตั้งใจว่าจะทานเพียงกึ่งเดียว แต่เพราะความหิวโหยทำให้นางลืมตัวแล้วทานหมดไปทั้งลูก เหลืออีกลูกที่อยู่ในห่อ จึงรีบเก็บเอาไว้ เพราะไม่รู้ว่าคืนนี้นางจะเดินพ้นป่าแห่งนี้ไปเจอหมู่บ้านหรือไม่
“ให้ข้าหิวตายอยู่ในป่าแห่งนี้ ยังดีกว่าให้ท่านส่งข้าไปเป็นอนุของคหบดีใจโฉดนั่น” นางพึมพำตัดพ้อบิดาออกมาขณะที่นั่งพักอยู่ริมลำธารแห่งนั้น
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็มาเป็นเมียพวกข้าเถิด” เสียงเข้มและฟังดูเจ้าเล่ห์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
หว่าอิ๋งหันไปมองแล้วลุกขึ้นถอยหลังไปด้วยความตกใจ เมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนสามคน กำลังกอดอกยิ้มมองเธอด้วยสายตาที่กะลิ้มกะเหลี่ย
“นับว่าเป็นโชคดีของข้าจริงๆ ที่มาพบหญิงงามกลางป่าเช่นนี้ เหมือนฟ้ารู้ใจข้าว่ากำลังเกิดความกำหนัดจึงส่งสตรีผู้นี้มา”
สิ้นเสียงที่ฟังดูหื่นกระหายนั้น หว่าอิ๋งรีบหันหลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต นางไม่เสียเวลาหันกลับไปดูว่าพวกบุรุษท่าทางน่ากลัวเหล่านั้นจะตามมาหรือไม่ ใจคิดเพียงเอาตัวรอดในยามนี้
“โอ๊ย!” นางอุทานเสียงหลงเมื่อสะดุดรากไม้ล้มลงกับพื้น พอหันไปก็พบว่าทั้งสามคนกำลังย่างสามขุมเข้ามาหานางอย่างใจเย็น
‘หนีจากถ้ำเสือเจอดงหมาป่าโดยแท้ ทำไมข้าช่างโชคร้ายเยี่ยงนี้’ นางนึกในใจด้วยความหวาดหวั่น คิดแต่จะหนีบิดา แต่ลืมไปว่าระหว่างทางอาจเจออันตรายที่คาดไม่ถึง
“ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าไม่มีของมีค่าอันใดติดตัวมามากนัก มีเพียงกำไลหยกของมารดาเพียงชิ้นเดียว พวกท่านเอามันไปขายน่าจะได้หลายตำลึง” นางรีบละล่ำละลักบอกแล้วควานหากำไลยกที่จับฉลุลายเถาตำลึงด้วยทองเอาไว้
เหล่าโจรป่าหันไปมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาเสียงกังวานลั่นป่า ขบขันที่นางนั้นโง่เขลา ที่ไม่รู้ว่าพวกเขานั้นต้องการทั้งของมีค่าและพรหมจรรย์ของนาง
**********************
เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ดังมาจากป่าอีกฟากหนึ่ง หยี่หานที่กำลังเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านของตน เขารีบเดินไปตามต้นเสียงแล้วพบกลุ่มชายฉกรรจ์ที่มีลักษณะเหมือนโจรผู้ร้ายกำลังช่วยกันขึงพืดหญิงสาวแล้วฉีกทึ้งเสื้อผ้าของนางอย่างบ้าคลั่ง
เสียงกรีดร้องที่ถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะนั้นทำให้หยี่หานไม่รอช้าที่จะเข้าไปช่วยเหลือนาง
แต่เนื่องด้วยตัวคนเดียว หยี่หานรู้ถึงขีดจำกัดของตนเอง เขาใช้เชือกมัดพุ่มไม้เข้าหากันทั้งสองฝั่ง โยงเชือกมาหาตัว แล้วดึงให้พุ่มไม้สั่นเหมือนดังว่าเขาไม่ได้มาคนเดียว
“พวกมันอยู่นั่น เข้าไปจับกุมเอาไว้” หยี่หานร้องตะโกนจากหลังพุ่มไม้ เหมือนกับว่าตนเองคือคนของทางการ แล้วจะมาตามจับพวกเขา
ทั้งสามคนรีบผละออกจากหว่าอิ๋งอย่างไม่คิดชีวิต เพราะต่างมีคดีติดตัวอยู่ และเข้าใจว่าหยี่หานมากันหลายคน เพราะเสียงพุ่มไม้ที่ดังรอบทิศทาง
เมื่อเห็นว่าพวกโจรไปไกลแล้ว หยี่หานจึงรีบเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวที่นอนตัวสั่นอยู่ตรงพื้น เสื้อผ้านางหลุดลุ่ยเผยให้เห็นรอยจูบที่เนินอกที่พวกมันทิ้งรอยเอาไว้ โชคดีที่เขามาช่วยทัน ไม่อย่างนั้นนางคงถูกย่ำยีจากคนใจชั่วเหล่านั้น
“แม่นาง ข้ามาช่วยแล้ว”
“อย่าทำข้า ได้โปรด ข้ายอมแล้ว” หว่าอิ๋งหวาดกลัวจนไม่อาจรับฟังสิ่งที่เขาพูด
“ข้ามาช่วยเจ้า” หยี่หานพยายามอธิบาย แล้วหลับตาลงขยับสาบเสื้อของนางให้ปิดบังเนินอกอวบอิ่มนั้น
“ไม่!” นางร้องสุดเสียง เมื่อเห็นมือของเขายื่นเข้าใกล้ แล้วสลบไสลไปด้วยความหวาดกลัว
หยี่หานหันไปมองรอบๆ หากทิ้งนางไว้ที่นี่คนเดียวคงดูไร้ซึ่งมนุษยธรรม จึงรีบจัดอาภรณ์สีหม่นที่บ่งบอกฐานะอันต้อยต่ำนั้นให้นาง แล้วอุ้มหว่าอิ๋งขึ้นมาไว้ในวงแขน ตัดสินใจพานางกลับไปกับเขาด้วย
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







