Se connecterหว่าอิ๋งสลบไสลไปเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว หยี่หานอุ้มนางมาจนถึงบ้านพักท้ายหมู่บ้านของเขา แล้ววางนางไว้ที่เตียงนอนภายในบ้านที่มีสภาพเก่าและทรุดโทรมของเขา
บัณฑิตหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้า เขานึกในใจอย่างเป็นกังวลที่พานางกลับมาด้วย เพราะไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า บางทีนางอาจเป็นนางนกต่อของพวกโจรเขาก็ลืมคิดไป
‘แต่บ้านเราไม่มีของมีค่าอันใด ไยจะต้องระแวงนางด้วยเล่า’ เขานึกในใจแล้วหาผ้ามาชุบน้ำเพื่อเช็ดเนื้อตัวให้นาง
หว่าอิ๋งเริ่มรู้สึกตัว นางกะพริบตาถี่ๆ จ้องมองใบหน้าของหยี่หานที่เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วพอนึกได้ถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เจอ หว่าอิ๋งก็ร้องลั่นเสียงดัง พร้อมทั้งใช้มือไม้ทุบตีเขา จนหยี่หานต้องจับมือทั้งสองข้างของนางเอาไว้
“ไอ้โจรใจชั่ว ข้าจะไม่มีวันให้อภัยเจ้าไปชั่วชีวิต ข้ายอมตายดีกว่าที่จะอยู่อย่างทรมานเช่นนี้ ออกไปนะ” นางผลักไสเขา แล้วร้องไห้ออกมาเมื่อนึกว่าตนเสียพรหมจรรย์ไปแล้ว
“หยุดก่อนแม่นาง ข้าช่วยเจ้าไว้ต่างหากเล่า”
เสียงนุ่มทุ้มสุภาพและใจเย็นนั่น ทำให้หว่าอิ๋งหยุดชะงัก นางเพ่งพิจารณาดูชายตรงหน้าอีกครา หาได้เป็นหนึ่งในโจรใจโฉดที่หวังคร่าพรหมจรรย์ของตนเองไม่
“ทะ ท่าน ชะ ช่วยข้าเอาไว้หรือ”
“ใช่แล้ว ข้าผ่านมาพอดี เลยได้ไปช่วยเจ้าไว้ได้ทัน ก่อนที่พวกมันจะ...” บัณฑิตหนุ่มเว้นเสียงเล็กน้อยแล้วกระแอมขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่นแทน เพราะนางเริ่มหน้าแดงเมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้
“เจ้ามาจากที่ใดกัน ข้ามิเคยเห็นหน้า”
“ข้าชื่อหลิวหว่าอิ๋ง มาจากหมู่บ้านทางทิศใต้ ห่างออกไปหลายลี้ เดินทางรอนแรมขึ้นเหนือมาเรื่อยๆ หวังจะไปพักพิงยังหมู่บ้านข้างหน้า แต่ไม่คิดเลยว่าระหว่างทางจะเจอพวกโจรป่าเหล่านั้น” หว่าอิ๋งลุกขึ้นมานั่งเล่าเรื่องราวของตนแล้วทำหน้าเศร้า
“แล้วทำไมเจ้าถึงได้เดินทางตามลำพังเล่า”
“ข้าหนีมา ท่านเจ้าบ้านจะส่งข้าไปเป็นอนุของคหบดีในเมืองนั้น ข้ายอมตายเสียดีกว่ายอมไปเป็นอนุให้เขาข่มเหง พอเบื่อหน่ายแล้วส่งไปขายยังซ่องชำเลา” หว่าอิ๋งพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ไม่ได้บอกว่าตนเองเป็นลูกสาวของบ้านนั้น เพราะอย่างไรก็ไม่เคยอยู่ในสถานะนั้นเลย
ป่านนี้บิดาของนาง เขาคงรู้แล้วว่านางหนีออกจากบ้านมา และคงหัวเสียอยู่มากเป็นแน่
“งั้นเจ้าพักผ่อนที่นี่เถิด พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” หยี่หานบอกนางแล้วยิ้มออกมาเมื่อได้ยินเสียงท้องร้อง
“ขออภัยคุณชาย” หว่าอิ๋งเอ่ยเสียงเบา รู้สึกอับอายที่ท้องร้องทำเอานางขายหน้าเยี่ยงนี้
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่ถือ ข้าเองก็พึ่งกลับมาถึงยังมิทันได้เตรียมหุงหาอาหาร เจ้ารอข้าสักประเดี๋ยวก็แล้วกัน”
“ถ้าคุณชายไม่รังเกียจ ข้าจะอาสาทำครัวให้ท่านเอง” หว่าอิ๋งเอ่ยขึ้นมา
“ข้าแซ่กัว กัวหยี่หาน เรียกข้าว่าหยี่หานเถิด”
“ข้าเรียกท่านว่าคุณชายกัวจะเหมาะกว่า” หว่าอิ๋งพูดแล้วเดินเข้าไปยังห้องครัว ลงมือก่อไฟทำครัวโดยที่มีหยี่หานลอบมองนางอยู่ด้วยความกังวลใจ เพราะในบ้านของตนนั้นไม่มีอะไรให้ทานมากนัก
หว่าอิ๋งทำอาหารเสร็จแล้วยกมาที่โต๊ะทานอาหาร นางใช้ผักในสวนที่ปลูกเอาไว้มาผัด แล้วปรุงอย่างน่าทานจนหยี่หานอดทึ่งไม่ได้
“ข้าไม่รู้ว่าจะถูกปากคุณชายหรือไม่” หว่าอิ๋งพูดอย่างสุภาพ ไม่ได้ทำท่าทางรังเกียจบ้านที่ดูว่างเปล่าและดูข้นแค้นของเขา แล้วหนำซ้ำนางยังไม่แตะต้องปลาแห้งที่เขามี เหมือนรู้ว่าเขาต้องเก็บมันไว้กินวันอื่น
หยี่หานใช้ตะเกียบทานอาหารเพียงอย่างเดียวตรงหน้าแล้วยิ้มให้นางอย่างชื่นชม
“เจ้าทำครัวได้ดี ถูกปากข้ายิ่งกว่าข้าทำเองทั้งชาติเสียอีก” เขาชื่นชมนางแล้วผายมือให้นางทานอาหารไปพร้อมกันกับเขา ทำให้หว่าอิ๋งนั้นยิ้มรับด้วยความยินดี
ทั้งสองพูดคุยกัน จนหว่าอิ๋งรู้ว่าหยี่หานคือบัณฑิตที่สอบผ่านในระดับท้องถิ่น หรือ ซิ่วไฉ่ ซึ่งยังไม่มีสิทธิ์เข้ารับราชการเขาจะต้องสอบผ่านระดับ จวี่เหริน(ตำแหน่งของผู้สอบผ่านบัณฑิตในระดับมณฑล) ต่อด้วยการสอบก่งเซิ่ง(การสอบรอบสุดท้ายเพื่อรอรับบรรจุงานราชการ) แล้วเข้าสอบจิ้นซื่อ(สอบระดับขุนนาง) เพื่อที่จะชิงตำแหน่งจอหงวน
แต่ก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้น เขาต้องสอบผ่านเป็นจวี่เหรินให้ได้เสียก่อน ซึ่งเป็นการสอบครั้งที่สองในระดับนี้ของเขา ที่กำลังจะมีการจัดสอบในอีกหกเดือนข้างหน้า
เนื่องจากการสอบครั้งที่แล้วเมื่อสามปีก่อน มารดาของเขาป่วยหนักและดูแลมารดาจนไม่มีเวลาทบทวนตำรา จึงทำให้สอบตก พอกลับมาจากการสอบมารดาก็มาเสียชีวิตในปีนั้น ทำให้เป็นปีที่หนักหนาสำหรับหยี่หานเป็นอย่างมาก และได้รับขนานนามว่า ‘บัณฑิตสอบตก’
เมื่อทั้งสองทานอาหารตรงหน้าจนแล้วเสร็จและวางตะเกียบลงแล้ว หว่าอิ๋งจึงตัดสินใจที่จะขอความเมตตาจากเขา
“คุณชายกัว ข้าขอพักอาศัยอยู่กับท่านที่นี่ได้หรือไม่” หว่าอิ๋งถามบุรุษตรงหน้าด้วยน้ำเสียงและแววตาที่อ้อนวอน
“ข้าเกรงว่าชายหญิงสองคนอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมันคงไม่เหมาะ อีกอย่างบุรุษเพศนั้นจะเกิดความกำหนัดขึ้นมาเมื่อใดก็ยากจะคาดเดาได้ ข้าไม่อย่างล่วงเกินเจ้าในยามที่ข้าเมามาย ไม่ได้สติ ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ” หยี่หานพูดออกไป เพื่อให้นางเข้าใจ เขาคนเดียวก็ใช้ชีวิตลำบากแล้ว ถ้ามีนางเข้ามาอีกคน เขาคงไม่สามารถเลี้ยงดูนางได้
“ข้ามั่นใจว่าท่านคงไม่ใช่คนแบบนั้น และข้าอยากตอบแทนท่านที่ช่วยเหลือข้าเอาไว้ ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่รบกวนเวลาท่านอ่านหนังสือ ทำงานบ้านงานเรือนตอบแทนท่าน ไม่ให้ท่านต้องสิ้นเปลืองกับข้า” นางพูดออกมาทุกอย่าง หวังให้เขาใจอ่อนและยอมให้นางอยู่ต่อ
เมื่อเห็นว่าหยี่หานเริ่มเงียบคิดไป หว่าอิ๋งก็รีบพูดเพื่อให้เขาเห็นประโยชน์ของการที่มีนางอยู่ด้วย
“ข้าจะทำงานบ้าน หุงหาอาหาร และปักเย็บผ้า พร้อมทั้งดูแลคุณชายทุกเรื่องไม่ให้ต้องหยิบจับอะไรในบ้าน หน้าที่เดียวของท่านคือการอ่านหนังสือเตรียมสอบเท่านั้น คิดเสียว่าข้าเป็นดั่งต้นหญ้าที่พักพิงต้นไม้อย่างท่าน” นางบอกเขาแล้วยิ้มออกมาด้วยสีหน้าที่ดูใสซื่อและน่าเวทนาเพราะไม่มีที่ไป
หยี่หานเห็นว่าข้อเสนอนางนั้นเข้าท่า จึงรับปากนาง แต่เขาก็มีข้อแม้
“ข้าจะให้เจ้าอยู่ที่นี่ด้วย แต่ว่าข้าให้อยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเจ้ามีที่ไป เจ้าจะต้องไปจากที่นี่ อย่างช้าคือตอนที่ข้าต้องไปสอบที่เมืองหลวง เพราะข้าไม่สามารถให้เจ้าติดตามข้าไปทุกที่ได้”
“ข้ารับปาก” หว่าอิ๋งยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เพียงแค่หกเดือนที่เขาให้นางอาศัยอยู่ด้วย ก็เพียงพอแล้ว
หยี่หานให้นางนอนห้องนอนเก่าของมารดาเขาในคืนนี้ หว่าอิ๋งรีบทำความสะอาดและเข้าไปนอนพักด้วยความดีใจที่ตนเองมีที่พักพิง ไม่ได้ระหกระเหินเดินทางต่อให้ต้องเจอกับอันตรายอีกต่อไป
**********************
ในตอนเช้าหยี่หานตื่นมาพร้อมกับกลิ่นหอมของอาหารที่หว่าอิ๋งเตรียมเอาไว้ให้ แล้วไล่สายตามองหานาง จนพบว่านางกำลังรดน้ำแปลงผักในสวนของเขาอยู่
“หว่าอิ๋ง มาทานข้าวเถิด” เขาร้องเรียกนาง
หว่าอิ๋งวางมือจากงานในสวนเดินมาหาเขาแล้วมองหน้าด้วยความฉงน
“คุณชายเรียกข้า มีอะไรให้รับใช้หรือไม่เจ้าคะ”
“ที่เจ้าเดินมาเพราะไม่ได้ยินที่ข้าบอกงั้นหรือ ข้าแค่เรียกเจ้าให้มาทานอาหารด้วยกัน” บัณฑิตหนุ่มพูดด้วยท่าทางอารมณ์ดี ความรู้สึกที่ตื่นเช้ามามีคนเตรียมข้าวปลาอาหารไว้ให้ มันทำให้เขารู้สึกนึกถึงตอนที่มีมารดาอยู่ด้วย
“ข้าทานแล้ว สำรับนั่นข้าเตรียมให้คุณชายคนเดียว ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ข้าต้องรีบรดน้ำก่อนที่แดดจะแรงจนใบผักเฉาเสียก่อน” หว่าอิ๋งรีบพูดแล้วเดินกลับไปที่แปลงผักอย่างรวดเร็ว
หยี่หานส่ายหัวเบาๆ พลางยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนจะนึกได้ว่านางบอกว่าปักผ้าเป็น แล้วตัดสินใจว่าจะเข้าไปในหมู่บ้านซื้อผ้ามาให้นางตัดเย็บและปักผ้าขาย
อย่างน้อยนางก็จะมีรายได้แล้วเก็บเงินสักก้อนเพื่อไปตั้งตัวใหม่ตอนที่เขาไปสอบในเมืองหลวง หรือไวกว่านั้นถ้านางต้องการ
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







