Se connecterหยี่หานเดินร่ำสุรามาตามทางกลับบ้าน หว่าอิ๋งที่กำลังทำกับข้าวอยู่มองเห็นเขาจากไกลๆ นางรีบวางมีดในมือลงแล้วรีบวิ่งไปประคองเขาให้เข้ามานั่งในบ้าน
“ปล่อยข้า” เขาโวยวายแล้วสะบัดตัวออกจากการช่วยเหลือของนาง
แต่หว่าอิ๋งไม่ละความพยายาม นางพาเขาไปนั่งพักในบ้าน พยายามแย่งไหสุราในมือแต่ก็ไม่สำเร็จ จึงเอาห่อผ้าแพรที่เขาซื้อมาไปเก็บ แล้วกลับมานั่งข้างๆ เขา
นางมองเขาที่ดื่มสุราอย่างกับน้ำเปล่า ก่อนจะนึกเป็นห่วงจึงเข้าครัวไปทำอาหารต่อแล้วนำมาเป็นกับแกล้มให้เขา อย่างน้อยก็ให้มีกับแกล้มรองท้องยังดีกว่าให้ท้องว่างดื่มสุรา เพราะดูท่าแล้วเขาคงไม่ทานอาหารแน่
หว่าอิ๋งเดินไปนั่งมองเขาที่เอาแต่ดื่มสุรา พยายามถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หยี่หานก็ไม่ตอบอันใดแก่นาง
“คุณชายกัว ท่านดื่มมากแล้ว พอก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
“ทำไมเจ้ายังอยู่นี่ เจ้าควรไปจากบ้านของข้า เพราะเจ้าแท้ๆ มาอยู่รบกวนจิตใจข้า มันถึงเป็นชะตากรรมที่ทำให้เหว่ยฟางนอกใจข้า นางมีคุณชายตระกูลร่ำรวยมาติดพัน ถ้าเทียบกับบัณฑิตสอบตกอย่างข้าแล้ว คนละชั้นกันอย่างเห็นได้ชัด” หยี่หานพูดทุกเรื่องเหมารวมกันจนหว่าอิ๋งงุนงงกับสิ่งที่เขาพร่ำเพ้อ
เขาทานกับแกล้มพลางร่ำสุราต่อ ไม่สนใจคำทัดทานจากหว่าอิ๋งเลยสักนิด
นางได้แต่นั่งฟังเขาพูด พอจับใจความได้ว่าเขาต้องการให้นางไปจากที่นี่ เพราะไม่อยากให้เหว่ยฟางรู้แล้วไม่สบายใจ
อีกทั้งตอนนี้นางมีลูกชายเศรษฐีมาชอบพอ และดูเหมือนว่ากำลังจับปลาสองมือ ระหว่างเขาและชายผู้นั้น รวมไปถึงการที่นางโกหกเรื่องผ้าเช็ดหน้า ที่หว่าอิ๋งจำได้ว่ามันคือฝีมืองานปักของนาง
นางเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดเหว่ยฟางจึงต้องโกหกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ด้วย
**********************
เมื่อสุราหมดและหยี่หานเริ่มหมดฤทธิ์แล้ว หว่าอิ๋งช่วยพยุงร่างเขากลับไปนอนที่ห้องนอนด้วยความยากลำบาก ก่อนจะที่มาเก็บโต๊ะอาหาร แล้วจึงนำอ่างน้ำเข้าไปเช็ดเนื้อตัวให้เขาเพื่อให้นอนหลับสบาย
หยี่หานยังคงพูดพร่ำถึงแต่เหว่ยฟางด้วยความน้อยใจ พลางพูดเรื่องที่เขาอยากขับไล่หว่าอิ๋งให้ไปจากเขา เพราะไม่อยากมีนางมารบกวนจิตใจของเขา
หว่าอิ๋งรู้สึกดีที่เขาพูดเหมือนว่ากลัวใจตนเองจะปันใจให้นาง จึงอยากให้นางไปจากเขา ไม่ใช่เพราะรังเกียจนาง แต่เพราะกำลังหักห้ามใจตัวเองต่างหาก
“หากมีวาสนาข้าก็อยากเป็นหญิงที่ท่านรัก แต่ชาตินี้ข้าคงไม่มีวาสนานั้น” นางพูดพึมพำขณะที่เช็ดใบหน้าให้กับเขา
หยี่หานมองหน้านาง แล้วจับมือนางเอาไว้
“เจ้าจะไปจากข้าหรือไม่”
“ถึงท่านจะไล่ข้าไปสักกี่หน ข้าก็ไม่มีวันไปไหน”
“ใจหนึ่งข้าก็อยากให้เจ้าอยู่ อีกใจข้าก็อยากให้เจ้าไป ทำไมเจ้าถึงได้ทำดีกับข้าเช่นนี้” บัณฑิตที่กำลังเมามายเอ่ยถามนาง สายตาจับจ้องดวงหน้างามที่เฝ้าเอาใจเขามานานแรมเดือน
“ข้าไร้ที่พึ่ง ได้ท่านช่วยให้ที่พักอาศัย แล้วยังเคยช่วยข้าไว้จากโจรป่าพวกนั้น บุญคุณเหล่านี้ ยากที่จะทดแทนได้หมดในชาตินี้” นางกล่าวอย่างถ่อมตน
มือเรียวเล็กนั้นปลดเชือกมัดเสื้อของเขาออกแล้วคลายสาบเสื้อ ล้วงเข้าไปเช็ดที่แผงอกกว้างของเขาอย่างตั้งใจ
หยี่หานดึงมือนางจนล้มเข้าหาตัวของเขาแล้วสบตาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
บัณฑิตหนุ่มรั้งท้ายทอยของนางให้เข้ามารับจูบจากตน กลิ่นลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของสุรานั้นทำให้หว่าอิ๋งสั่นสะท้านไปทั้งตัว
นางยินยอมให้เขาจุมพิตนางต่อไปโดยไม่ขัดขืน แล้ววางผ้าเช็ดตัวของเขาลงไปก่อนจะถูกอีกฝ่ายรั้งร่างมานอนกอดเอาไว้แล้วพลิกกายขึ้นมาทาบทับ
หยี่หานพรมจูบนางไปทั่วใบหน้าและลำคอ ซุกไซ้ดมกลิ่นกายสาวที่หอมละมุนนั้น
อาภรณ์ของนางถูกเขาถอดออกไปทีละชิ้นทั้งชั้นนอกและชั้นใน รวมถึงของตัวเขาเอง ที่หยี่หานสลัดมันลงพื้นอย่างไม่ไยดี
ทั้งสองร่างกอดกระหวัดรัดกัน ไม่มีช่องว่างให้ลมพัดผ่าน เนื้อหนังที่ชุ่มด้วยเหงื่อนั้นบดเบียดเข้าหากันเป็นจังหวะ
บัณฑิตหนุ่มเลื่อนตัวลงไปบีบเคล้นหน้าอกที่งามดั่งสะพรั่งดั่งดอกบัวตูมขนาดเต็มไม้เต็มมือ ก่อนจะใช้ปากงับเม็ดบัวที่อยู่ปลายยอด ดูดเม้มอย่างหื่นกระหาย พร้อมๆ กับดมกลิ่นกายที่หอมละมุนนั้นเต็มสูด
“คุณชาย ข้า...อื้ม” หว่าอิ๋งยังไม่ทันได้ทักท้วงอันใดออกมา ก็ถูกหยี่หานเลื่อนตัวขึ้นไปจูบปิดปาก ใช้ชิวหาของตนหยอกล้อชิวหาของนาง แล้วจับแท่งร้อนในมือกดลงไปท่ามกลางกลีบบุปผาสีหวานตรงกลางกายของหว่าอิ๋งอย่างเต็มรัก
หญิงสาวจิกข่วนแผ่นหลังของหยี่หานด้วยความเสียวซ่านที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ความรู้สึกที่แท่งร้อนนั้นแทรกตัวเข้ามาทำลายเยื่อพรหมจรรย์ทำให้นางน้ำตาซึมออกมาเมื่อรู้ได้สิ่งที่หวงแหนถูกพรากไปด้วยน้ำมือของชายที่นางด้วยความเต็มใจของนางเอง
“เหว่ยฟาง ข้า...อื้ม” หยี่หานรู้ตัวว่ากำลังนอกใจคนรัก เขาตั้งใจจะเอ่ยขอโทษนาง แต่กลับทำให้หว่าอิ๋งเข้าใจว่าตอนนี้เขากำลังนึกว่ากำลังร่วมรักกับคนรักของเขาอยู่
นางร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ หากแต่เป็นความสุขของหยี่หาน นางจึงยอมให้เขาเคลื่อนไหวเข้าไปในร่างกายของนางอย่างช่ำชอง
หยี่หานเคลื่อนสะโพกอย่างหนักหน่วง บดจูบริมฝีปากนางขณะที่ดันแท่งลำอันแข็งแกร่งเข้าออกในร่องกลีบบุปผานั้นอย่างต่อเนื่อง
เสียงครางกระเส่าของทั้งคู่ดังประสานกันราวท่องทำนองเสียงเพลงที่บรรเลงขับกล่อมในยามค่ำคืน ก่อนที่ความหฤหรรษ์ที่เกิดขึ้นเพราะความมึนเมาของหยี่หานจะจบลงไป
บัณฑิตหนุ่มรั้งดึงร่างกายของนางไปกกกอดเอาไว้ด้วยความเปรมปรีดิ์ ขณะที่หว่าอิ๋งนั้นยิ้มทั้งน้ำตา ทั้งมีความสุขจากการกระทำของเขา และรู้สึกใจหายที่ทุกอย่างนั้นเขาทำลงไปเพราะคิดว่านางคือเหว่ยฟาง
**********************
ในยามเช้าหว่าอิ๋งลุกมาให้อาหารเป็ดแล้วเก็บไข่เป็ดสีขาวมาเข้าครัวทำอาหารรอเขา ก่อนจะออกไปรดน้ำผักในสวน แล้วกลับเข้ามาอีกครั้งในตอนสาย
หยี่หานที่ทานอาหารเสร็จแล้วมองหน้านางด้วยความรู้สึกผิด คลับคล้ายคลับคลาว่าเมื่อคืนนี้เขาได้ล่วงเกินนางไปเพราะความขาดสติ
“เมื่อคืนนี้ข้า...”
“เมื่อคืนคุณชายเมามากเจ้าค่ะ อาเจียนเต็มพื้นข้าเช็ดถูทั้งคืนเลย ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณชายถึงเมามายได้ขนาดนั้น” นางพูดด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนว่าเมื่อคืนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
หยี่หานขมวดคิ้ว พลางนึกว่าเมื่อคืนนี้เขาไม่ได้ฝันไปแน่ ทุกอย่างมันเหมือนจริงจนเขายังรู้สึกตราตรึงในความทรงจำ อีกทั้งคราบโลหิตด่างดวงที่อยู่บนเตียงของเขา เพียงแต่หว่าอิ๋งแกล้งทำไม่ยอมรับ นางอาจรู้สึกไม่ดีกับเหตุการณ์นี้ก็เป็นได้
“ข้าขอตัวไปซักผ้าปูที่นอนของคุณชายนะเจ้าคะ เมื่อคืนนี้แย่งไหเหล้าจนมันบาดนิ้วของข้า เลือดหยดเปื้อนเตียงของท่าน แต่ท่านนอนทับอยู่จึงยังเอาออกมาซักไม่ได้” นางบอกเขาอย่างที่วางแผนเตรียมคำพูดเอาไว้แล้ว
มันก็เหมือนข้าวสารหุงเป็นข้าวสุก สิ่งที่นางเสียไปให้เขาไปแล้ว ไม่สามารถเรียกคืนมาได้ หว่าอิ๋งจึงอยากให้เขาลืมมันไป ให้คิดว่ามันเป็นเพียงความฝันเท่านั้น เขาจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง ไม่ต้องมาคิดกับเรื่องของนางจนทำให้ขาดสมาธิตอนอ่านตำรา
หยี่หานรู้สึกสับสน หากโลหิตด่างดวงบนที่นอนนั้นเกิดจากบาดแผลของนาง เขาอาจจะฝันไปจริงๆ ก็เป็นได้
‘ใช่สิ หญิงอันใดกัน เสียพรหมจรรย์แล้วยังทำหน้าระรื่นอยู่เช่นนาง ข้าคงฝันไปจริงๆ’ เขานึกในใจ
ในเมื่อนางพูดให้เขานึกอย่างนั้น เขาก็ไม่ควรคิดเป็นอื่นให้ต้องเปลืองความคิด แม้ลึกๆ จะลังเลอยู่มากก็ตาม
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







