Masukหว่าอิ๋งนำเงินที่ได้จากการขายผักและขายผ้าที่นางปัก ซื้อเป็ดมาเลี้ยงเพื่อกินไข่จำนวนสองตัว และซื้อเนื้อหมูมาจำนวนหนึ่ง เงินที่เหลือนางยกให้บัณฑิตหนุ่มเก็บไว้ส่วนหนึ่ง นางก็เก็บเอาไว้ส่วนหนึ่งเพราะรู้ว่าให้เขาไปทั้งหมดเขาก็คงไม่ยอมรับแน่ สู้นางเก็บส่วนของตนเองเอาไว้ให้เขาไปสอบในเมืองหลวงจะดีกว่า
นางนำเนื้อหมูมาทำอาหารบางส่วน ส่วนที่เหลือได้ทำการถนอมอาหารโดยการนำมาแผ่นออกแล้วทาเกลือให้ทั่วนำไปผึ่งแดดจนแห้ง แล้วนำมาแขวนเก็บไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเท ทำอย่างนี้เนื้อหมูจะเก็บได้นานหลายวัน
หยี่หานประทับใจในการดูแลของนาง นางทำทุกอย่างไม่ให้เขาต้องเหนื่อยทำอะไรทั้งนั้น แม้กระทั่งเอาผักไปขายในหมู่บ้านนางก็ยังรับอาสาทำเองทั้งหมด ตอนนี้ทำให้เขามีเวลาอ่านหนังสือได้อย่างเต็มที่
บ้านช่องที่ดูสะอาดตา อาหารดีๆ ที่นางจัดหามาให้ แล้วยังมีเงินเก็บที่ได้จากการทำงานของนาง มันทำให้เขารู้สึกแย่กับตัวเองไม่น้อย แต่มันก็เป็นสิ่งที่นางเต็มใจทำ อีกทั้งเขามีหน้าที่จะต้องอ่านหนังสือสอบ จึงพยายามไม่คิดถึงเรื่องนี้ และคิดว่าจะต้องตอบแทนนางในสักวัน
“คุณชายกัว ข้าปักผ้าเช็ดหน้าให้ท่าน” หว่าอิ๋งนำผ้าเช็ดหน้ามอบให้แก่เขา
หยี่หานรับมาชื่นชมลายปักที่สวยงามของนาง แล้วเก็บมันเอาไว้ในเสื้อของตน
“ขอบใจเจ้ามาก หว่าอิ๋ง” เขาบอกนางแล้วนึกอะไรดีๆ ออก
“เจ้าช่วยอะไรข้าบางอย่างสิ”
“ให้ข้าทำอันใดเจ้าคะ” หว่าอิ๋งถามอย่างตื่นเต้น หากได้ช่วยเหลือเขา นางยินดีทำทั้งนั้น
“ช่วยปักผ้าเช็ดหน้าให้ข้าอีกหนึ่งผืน ข้าอยากให้เจ้านำไปมอบให้คุณหนูโจว เจ้าพอจะทำให้ข้าได้หรือไม่” คำขอของหยี่หานทำให้นางหัวใจหล่นวูบ พึ่งนึกได้ว่าบัณฑิตตรงหน้านั้นมีคนรักอยู่แล้ว
“ข้ายินดีเจ้าค่ะ” นางรับคำจากเขา แล้วยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะขอตัวไปทำงานบ้านอย่างอื่นต่อ
หยี่หานหยิบผ้าเช็ดหน้าของหว่าอิ๋งออกมา แล้วยิ้มให้กับมัน ผ้าเช็ดหน้าสีเขียวปีกแมลงทับปักด้ายสีเหลืองทองเป็นรูปเถาวัลย์ตรงขอบชายผ้า และตรงมุมปักเป็นชื่อของเขาเอาไว้ มีลายดอกไม้เล็กๆ สีต่างๆ ปักตามเถาวัลย์ดูสวยงาม
‘ฝีมือการปักเย็บของเจ้าช่างงดงามยิ่งนัก หากเหว่ยฟางได้รับผ้าเช็ดหน้าจากข้า นางคงชื่นชมมันไม่น้อย’
**********************
หว่าอิ๋งใช้เวลาอยู่สามวันสามคืนในการปักผ้าเช็ดหน้าสีขาวเป็นรูปดอกโบตั๋นอย่างที่หยี่หานบอก แล้วนำไปให้เขาได้ชื่นชมมัน
“งดงามมาก เจ้านี่มีฝีมือดีขนาดนี้ มิน่าเล่า ถึงได้ปักผ้าขายได้กำไรงามนัก” หยี่หานชื่นชมฝีมือนาง
“แล้วคุณชายจะให้ข้านำผ้าเช็ดหน้าไปให้คุณหนูโจวที่ใดกันเล่าเจ้าคะ” นางถามเขาอย่างสุภาพ
“อีกสองวันเจ้าจงไปดักเจอนางที่ตลาดในหมู่บ้าน นางมักจะรอข้าที่แผงขายเครื่องประดับหรือไม่ก็แผงขายเครื่องสำอาง นางเป็นหญิงงาม มีชาติตระกูล มีสาวใช้ติดตาม สังเกตได้ไม่ยากหรอก” หยี่หานบอกแก่หว่าอิ๋ง
ยิ่งฟังหว่าอิ๋งก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองต่ำต้อย ต่างจากคุณหนูโจวที่เขากล่าวถึงด้วยแววตาที่ดูเพ้อฝันนั้น
“แล้วทำไมคุณชายไม่ไปมอบให้นางด้วยตัวเองเล่า ในเมื่อรู้ว่านางจะไปตลาดเวลาไหน” หว่าอิ๋งเอ่ยถามเขาด้วยความใคร่รู้
“หากข้าไปแอบเจอนางบ่อยเข้า หากมีคนจับได้ เกรงว่านางอาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาเที่ยวเล่นอีก นางเข้าใจข้าดี และเราต่างรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรพบเจอกัน” หยี่หานพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเศร้าลงไป จนหว่าอิ๋งนั้นเศร้าตาม
“ข้าจะเอาผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ไปมอบให้คุณหนูโจว คุณชายเชื่อมือข้าเถิด” นางบอกแก่เขาให้สบายใจ
หยี่หานกุมมือของหว่าอิ๋งเอาไว้ด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของนาง จนหว่าอิ๋งใจเต้นแรงจนกลัวว่าเขาจะจับได้ว่านางรู้สึกเช่นไรด้วย
“เจ้าช่างมีน้ำใจยิ่งนัก ข้าต้องตอบแทนบุญคุณเจ้าให้ได้ในสักวัน” เขาบอกเธอในขณะที่มือหนานุ่มนั้นยังคงเกาะกุมมือของนางเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“ข้าต่างหากเล่าที่เป็นหนี้บุญคุณคุณชาย”
“ตอบแทนกันไปมาอย่างนี้คงไม่จบสิ้นแน่ ใช่ไหมเล่าหว่าอิ๋ง” เขาถามพลางสบตานางด้วยความเอ็นดู
“ดังนั้นข้าจึงอยากอยู่ที่นี่ รับใช้คุณชาย หากวันใดคุณชายสอบได้เป็นขุนนาง ข้าก็จะได้สุขสบาย อย่างนี้ดีไหมเจ้าคะ” นางบอกเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูเขินอาย
หยี่หานลดยิ้มลง แล้วลดมือที่เกาะกุมนางออกไป เกรงว่านางอาจจะคิดกับเขาเกินเลยไปไกล ถึงขั้นอยากติดตามไปชั่วชีวิต และเขาไม่อยากให้เหว่ยฟางเข้าใจผิด
พอนึกได้ถึงเรื่องนี้ เขาก็นำผ้าเช็ดหน้าลายดอกโบตั๋นนั้นมาแล้วพับเก็บในเสื้อของตนเอง ทำให้หว่าอิ๋งนั้นงุนงง ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“เดี๋ยวข้าเอาไปให้นางเองดีกว่า ข้าลืมไปว่ามีเรื่องอยากคุยกับนางพอดี”
“ได้เจ้าค่ะคุณชาย” หว่าอิ๋งตอบรับเจตนาใหม่ของเขา ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วขอตัวออกไปปักผ้าชิ้นอื่นที่นางกำลังทำค้างไว้
**********************
หยี่หานนำผ้าที่หว่าอิ๋งปักไปขายให้กับร้านค้า และซื้อผ้าแพรเปล่ากลับมาเพิ่ม งานปักครั้งนี้ได้กำไรมามากพอสมควร
เขายิ้มอย่างปลาบปลื้ม แล้วจึงเดินไปรอให้เหว่ยฟางผ่านมา
ไม่นานนักเขาก็เห็นนาง เหว่ยฟางมองเห็นเขาก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจแล้วใช้อุบายหลอกให้เสี่ยวหลินเดินไปทางอื่น ก่อนที่จะแอบไปหาหยี่หานเหมือนอย่างเช่นเคย
ครานี้หยี่หานไม่ได้ทำแค่กอดและจุมพิตที่หน้าผากของนาง นางแต่เชยคางนางขึ้นมาจูบอย่างแผ่วเบาราวแมลงปอแตะผิวน้ำ
เหว่ยฟางตกใจและเขินอายเล็กน้อย หากแต่ก็รับจูบนั้นจากอีกฝ่ายแล้วกอดคล้องคอเอาไว้ แข้งขาอ่อนแรงเมื่อตกในภวังค์นั้น
สักพักหยี่หานถอนจุมพิตออกจากนาง สบดวงตาที่ไหวระริกของนาง มองเห็นหน้าของหว่าอิ๋งซ้อนขึ้นมาแล้วรีบสลัดภาพนั้นให้หลุดออกไป
“ข้ามีผ้าเช็ดหน้ามามอบให้แก่เจ้า” หยี่หานบอกหญิงคนรัก ไม่ได้มีเวลาที่จะอธิบายจุมพิตที่เกิดเมื่อสักครู่ ว่าเหตุใดตนจึงทำเช่นนั้น
เหว่ยฟางรับผ้าเช็ดหน้าผืนงามนั้นขึ้นมาแล้วเขย่งขึ้นไปจุมพิตเบาๆ ที่แก้มของบัณฑิตหนุ่มอย่างรักใคร่
“งดงามมาก ข้าขอบใจท่านยิ่งนัก” นางเอ่ยขอบคุณแล้วใช้นิ้วกรีดผ้าเช็ดหน้าปิดบังใบหน้าที่แดงเรื่อของตนอย่างเขินอาย
เหว่ยฟางล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนที่นางใช้เป็นประจำขึ้นมาแล้วให้กับเขาไป
“ผ้าเช็ดหน้านี้ ข้าปักไว้ใช้เอง ถ้าไม่รังเกียจ ข้าขอมอบมันให้ท่าน” นางพูดอย่างเอียงอายที่พึ่งได้แลกจูบกับเขาเป็นครั้งแรก
หยี่หานรับมาแล้วสวมกอดนางเอาไว้ พยายามนึกในใจว่าเขาต้องรักและซื่อสัตย์กับนางเพียงผู้เดียว หัวใจนั่นเริ่มหวาดหวั่นที่อยู่ๆ ภาพของหว่าอิ๋งก็ซ้อนขึ้นมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เขามั่นใจว่าไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับนาง
‘ข้าคงใช้เวลาอยู่กับนางมากไป จึงเกิดภาพหลอนเช่นนี้ ข้ามั่นใจว่ารักเหว่ยฟางแต่เพียงผู้เดียว’
“ข้าต้องรีบไปก่อน” เหว่ยฟางบอกแล้วรีบเดินไปอย่างรวดเร็ว
หยี่หานยิ้มตามหลังนางไปแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา แล้วขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจและหัวใจกระตุกวูบ เมื่อลวดลายที่นางบอกว่าปักเอง มันคือลวดลายที่เขาเป็นคนออกแบบให้หว่าอิ๋งลองปักขายเป็นชิ้นแรกเมื่อเดือนที่แล้ว และตอนนี้หญิงคนรักที่เขารักมากกลับโกหกเขาว่ามันเป็นฝีมือปักของนาง
“นางคงจำผิด หรือไม่ก็หยิบผืนนี้ติดมือมา ใช่แน่ๆ นางคงจำผิด” เขาพึมพำออกมา หากแต่ว่าก็ยังรู้สึกคาใจอยู่ดี
หยี่หานรอสักครู่จึงเดินออกมาจากตรอกคับแคบนั้น เดินผ่านร้านขายสุรา เขาได้ยินชายทั้งสองคุยกันถึงลูกชายเศรษฐีต่างเมืองที่กำลังตามเกี้ยวพาราสีเหว่ยฟางอยู่
“ท่านโจวหมายจะได้คุณชายลู่เป็นเขย ได้ข่าวว่าคุณหนูโจวก็พอใจคุณชายลู่ไม่น้อย แต่ยังรอบัณฑิตกัวสอบเป็นขุนนางให้ได้”
“แสดงว่าคุณหนูโจวต้องการจับปลาสองมือนะสิ”
“ข้าก็ได้ยินมาอย่างนั้น คุณชายลู่ทั้งร่ำรวย และหล่อเหลา เสียแค่เจ้าชู้ไปหน่อย ส่วนบัณฑิตกัวก็มีแววว่าอาจจะสอบได้แต่เสียที่ยากจนและยังสอบไม่ผ่าน นางคงยังเลือกไม่ได้ในตอนนี้”
ขาเขาพลันชะงัก เย็นเฉียบไปทั้งขั้วหัวใจ เมื่อได้ยินในสิ่งที่เขากลัวมาตลอด ว่านางจะมีคนอื่น หรือว่ามีตัวเลือกที่ดีกว่าเขา และในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจริงๆ
**********************
เมื่อกล่อมลูกๆ สำเร็จแล้ว หว่าอิ๋งจึงรีบกลับไปที่ห้องพร้อมกับนำยาบำรุงที่ต้มไว้มาให้แก่กัวหยี่หานเมื่อหว่าอิ๋งเดินถือยาบำรุงเข้ามาให้ หยี่หานก็วางตำราในมือลงแล้วรับถ้วยยานั้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด“เจ้านี่ช่างรู้ใจข้าจริงเชียว” เขาชื่นชมนางที่รู้ว่าเขานั้นชอบดื่มแบบอุ่น ไม่ใช่แบบร้อนที่ค่อยๆ จิบอย่างผู้อื่น“ท่านอ่านตำราถึงไหนแล้วเจ้าคะ” นางถามสามีแล้วอมยิ้มเล็กน้อย“อีกสองบทก็อ่านเสร็จแล้ว เจ้าเข้านอนก่อนเถิด” เขาบอกนางแล้วหันไปอ่านตำราต่อหว่าอิ๋งเดินไปที่เตียง นางถอดอาภรณ์ชั้นนอกออกเหลือแค่อาภรณ์สีขาวบางแล้วนอนรอเขาบนเตียง รู้สึกน้อยใจที่เขาลืมที่นัดหมายกับนางเอาไว้สักพักนางจึงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แล้วตัดสินใจทำบางอย่างเพื่อกระตุ้นความจำของสามีกัวหยี่หานรู้สึกได้ว่าภรรยานั้นโยนอะไรบางอย่างมาทางเขา มันโดนที่แผ่นหลังแล้วตกลงที่พื้น จึงก้มลงไปดู พบว่ามันคือเอี๊ยมสีแดงที่ใช้ปิดหน้าอกของสตรีเขาส่ายหัวเบาๆ แล้วอมยิ้ม วางตำรานั้นลงแล้วหันกลับไปพบว่าตอนนี้กัวฮูหยินกำลังนอนเปลือยกายอยู่ใต้ผ้าห่มแล้วกัวหยี่หานเดินไปยืนข้างเตียงแล้วถอดอาภรณ์ของตนเองออกจนหมด ก่อนจะขยับเข้าไปนอนใต้ผ้าห่มกับนาง“
“ท่านแม่ ท่านพี่แกล้งข้าอีกแล้ว” เสียงเล็กๆ ของกัวเย่วเอ๋อร์วัยสามขวบร้องขึ้นมาขณะวิ่งกลับมาฟ้องกัวหว่าอิ๋ง“ข้ามิได้แกล้งเสียหน่อย เย่วเอ๋อร์ล้มเอง” กัวซื่อหมิงวัยหกขวบวิ่งเข้ามาบอกมารดาเพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง“แม่จะให้ท่านพ่อตัดสิน หากผู้ใดพูดเท็จหรือโป้ปด แม่จะไม่ให้กินสายไหมเป็นเวลาหนึ่งเดือน ดีหรือไม่” กัวหว่าอิ๋งที่บัดนี้เป็นฮูหยินกัว ภรรยาของจ่าศาลอย่างกัวหยี่หานพูดขู่ลูกๆ ของตน“ท่านพ่อเป็นถึงที่ปรึกษาของท่านเจ้าเมือง หากมาตัดสินลูก ก็ต้องอดกินสายไหมเป็นแน่ ถ้าเช่นนั้นลูกยอมรับดีกว่าขอรับ” กัวซื่อหมิงบอกมารดากัวเย่วเอ๋อร์ปีนป่ายไปนั่งบนตักแล้วแลบลิ้นใส่เขาจนกัวหว่าอิ๋งต้องส่ายหน้าด้วยความระอาความดื้อรั้นของสองพี่น้องนั้นไม่แตกต่างกันมากนัก น่าหนักใจไปคนละอย่างหากแต่ก็มีความสุขที่ได้มองดูพวกเขาเติบใหญ่“ข้าได้ยินว่าผู้ใดจะกินสายไหม” กัวหยี่หานกลับมาถึงบ้านในชุดขุนนางเต็มยศ แล้วส่งยิ้มให้กับฮูหยินของตน“ท่านพ่อ” เย่วเอ๋อร์ลงจากตักของมารดาแล้ววิ่งไปกอดบิดาของตนเขาอ้าแขนรับนางเอาไว้แล้วสูดดมกลิ่นหอมที่น่าเอ็นดูนั้น ก่อนจะเข้าไปลูบศีรษะของบุตรชายขณะที่อุ้มบุตรสาวคนเล็กไว้ในวงแขน“
ในระหว่างนี้จางลี่เจินยังไม่ชัดเจนว่าจะเลือกผู้ใดระหว่างเหว่ยฟางและเสี่ยวหลิน ด้านเหว่ยฟางเองก็ลักลอบพบกันยามที่เขากลับจากค้าขายแล้วไปพักอ้างแรมที่บ้านสกุลโจว ใช้สถานที่ในบ้านนางพลอดรักกันเสมอเมื่อมีโอกาสส่วนเสี่ยวหลินเอง เมื่อกลับมาที่บ้านจางลี่เจินก็จัดการมอบความสุขให้แก่นางอย่างที่มอบให้กับเหว่ยฟาง แล้วบอกนางว่าภายในสามเดือนนี้เขาจะให้คำตอบแก่เสี่ยวหลินว่าเขาจะทำการใดแก่เหว่ยฟาง เช่นเดียวกับที่บอกให้เหว่ยฟางรอจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนถึงสามเดือนอย่างที่เขาได้สัญญาเอาไว้ เหว่ยฟางแพ้ครรภ์อย่างรุนแรงจนโจวเจาหรูสังเกตเห็น แล้วเรียกจางลี่เจินให้มาพบเพื่อตกลงถึงวันแต่งงานที่ชัดเจนจางลี่เจินจัดงานแต่งงานให้แก่เหว่ยฟางอย่างใหญ่โต หากแต่ภายในงานนั้นกลับมีเจ้าสาวถึงสองคน ทำให้โจวเจาหรูโกรธเคืองเป็นอย่างมาก“เจ้าทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้นะท่านจาง” เจาหรูพูดด้วยความโมโห“ท่านโจวต้องเข้าใจข้าด้วย ข้าล่วงเกินผู้หญิงจนตั้งครรภ์พร้อมกันถึงสองนาง ข้าก็ต้องรับผิดชอบทั้งสองนาง หากท่านไม่พอใจจะพาเหว่ยฟางกลับไปก็ย่อมได้” จางลี่เจินบอกอย่างไม่แยแสเหว่ยฟางกำมืออย่างเจ็บใจ ไม่ต่างกับเสี่ยวหลินในตอนนี้ที่กำ
จางลี่เจินกลับไปที่บ้านของตน พอไปถึงเสี่ยวหลินที่ตอนนี้เป็นเมียก็ไม่ใช่เป็นนางบำเรอก็ไม่เชิง นางอยู่ในฐานะ ‘หญิงคนโปรด’ ของจางลี่เจิน ซึ่งพักในชายคาเดียวกันและมีบ่าวคอยรับใช้ รอวันที่เขาจะยกนางเป็นภรรยาในสักวัน“ท่านจาง ท่านกลับมาแล้ว” เสี่ยวหลินวิ่งไปสวมกอดจางลี่เจินด้วยความคิดถึง และอยากเอาอกเอาใจเขาเขามองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เพราะการกระทำที่เปิดเผยของนาง เทียบกับเหว่ยฟางที่สุขุมและอ่อนหวานกว่าแล้ว เขารู้สึกว่ามันแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะชาติตระกูล“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ นางสงสัยท่านหรือไม่” เสี่ยวหลินถามเขาอย่างใคร่รู้ เพราะคนของลี่เจินที่กลับมาก่อน บอกว่าเขาถูกเชิญให้ค้างแรมที่บ้านสกุลโจว เชื่อว่าสองพ่อลูกนั้นคงอยากเกี่ยวดองกับเขาเป็นแน่จางลี่เจินในวัยห้าสิบหลงใหลในเสน่ห์ของหญิงสาวอย่างเสี่ยวหลินที่ช่างเอกอกเอาใจ จนยอมรับปากที่จะแก้แค้นให้นาง และหมั่นเทียวไปเยี่ยมเยียนเหว่ยฟางมาเป็นเวลาหนึ่งปีแล้วพอได้พบหน้านางครั้งแรก กับกิริยาอันอ่อนหวานนั่น ก็ทำให้เขานั้นตกในเสน่ห์ของนางเสียแล้ว“ข้ากลับมาเหนื่อยๆ เจ้าอย่าพึ่งถามอันใดข้าเลย” ลี่เจินมีท่าทีที่เปลี่ยนไปจนเสี่ยวหลินสัง
ในบ้านสกุลโจวมีบุรุษหนุ่มแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนโจวเจาหรูอยู่มิได้ขาดความงามของเหว่ยฟางนั้นก็เป็นที่เลื่องลืออยู่มิใช่น้อย ถึงนางจะด่างพร้อยเพราะผ่านการแต่งงานมาแล้ว แต่ก็มิวายจะมีคนมารักชอบนางแต่บุรุษที่ว่านั้นก็มิใช่บุรุษหนุ่มแต่อย่างใด เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นม่ายเช่นกัน“วันนี้ท่านจางมาหาพ่ออีกแล้ว เขาถามหาเจ้าด้วย จะมิใจอ่อนหน่อยหรือเหว่ยฟาง”“ลูกไม่ต้องการออกเรือนกับผู้ใดอีกแล้ว ลูกอยากอยู่อย่างสงบบ้าง ท่านพ่ออย่าบังคับลูกอีกเลย”“แต่ท่านจางนั้นรักมั่นแต่เจ้า ผู้คนหรือแวะมาสามสี่หนก็ถอดใจแล้ว แต่เจ้าดูเอาเถิด ท่านจางแวะเวียนมาหาเจ้าทุกครั้งที่เขาผ่านหมู่บ้านของเรา แล้วยังของฝากที่เขานำมามอบแก่ข้าและเจ้า ทำเช่นนี้มาเป็นปีแล้ว เจ้ามิใจอ่อนบ้างหรือ” โจวเจาหรูเกลี้ยกล่อมบุตรสาว“ข้า...”“เจ้าต้องคิดถึงอนาคตของเจ้าด้วยนะเหว่ยฟาง พ่อไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าคอยดูแลปกป้องเจ้าไปชั่วชีวิต เจ้าต้องหาสามีไว้พึ่งพา”เหว่ยฟางได้ยินดังนั้นจึงเริ่มคิดหนัก ตั้งแต่นางรู้สึกผิดหวังกับกัวหยี่หานเมื่อปีกลาย ตอนนี้นางก็ยังไม่เปิดใจให้แก่ผู้ใดอีกแล้วตอนนี้กัวหยี่หานเป็นก่งเซิ่งที่ได้คะแนนสูงสุดถูกเรียก
กัวหยี่หานทำงานบ้านทุกอย่างแทนภรรยา เขามิได้มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย และมีสีหน้ายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา แม้การที่เขาได้เป็นเจี้ยหยวนจะทำให้ถูกเชิญไปร่วมรับฟังและหารืองานราชการอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เป็นที่นับหน้าถือตาอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อว่างเว้นจากงานเหล่านั้นก็ทำงานช่วยภรรยาอยู่มิได้ขาดหว่าอิ๋งที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ได้ไม่กี่เดือน ตอนนี้นางกำลังทำอาหารอยู่ในครัวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขรอบบ้านปิดประตูหน้าต่างอย่างแน่นหนา เพราะหิมะด้านนอกทำให้ภายในบ้านนั้นหนาวเย็นกว่าปกติ“ข้ากลับมาแล้ว” หยี่หานบอกภรรยาขณะที่วิ่งเข้ามาในบ้านแล้วรีบปิดประตูเอาไว้ แล้วเดินไปผิงไฟในห้องครัวกับภรรยานางขยับให้สามียายืนผิงไฟอยู่ข้างๆ แล้วยิ้มให้แก่เขาที่ร้องตะโกนบอกนางเสียงดังตั้งแต่มาถึง หลังจากที่ถูกเชิญให้ไปประชันหมากรุกกับขุนนางระดับล่างผู้หนึ่งที่มาว่าราชการในหมู่บ้านแห่งนี้ และดูจากสีหน้าคงได้รับคำชื่นชมมาเป็นแน่“วันนี้เจ้าทำน้ำแกงอันใด หอมไปถึงด้านนอก” เขาถามภรรยาเสียงนุ่ม“ข้าทำกระดูกซี่โครงตุ๋นเจ้าค่ะ” นางบอกแก่สามีแล้วอมยิ้มออกมาเมื่อพูดถึงซี่โครงหมูเหล่านี้กัวหยี่หานออกไปซื้อหมูที่แล่ม
หลังจากที่เหว่ยฟางกลับไปแล้ว บัณฑิตหนุ่มจึงนึกได้ถึงแววตาตัดพ้อของภรรยาแล้วเดินตามหานาง พบว่าตอนนี้นางเข้าไปนอนพักในห้องนอนกำลังหลับตาพักผ่อนแต่ที่ปลายหางตายังมีคราบน้ำตาติดอยู่“ช่วงนี้เจ้านอนกลางวันบ่อยไปแล้วนะ” เขาพูดพึมพำออกมาแต่ก็ไม่มีวี่แววว่านางจะตื่นหยี่หานกลับไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องตำรา
“ท่านเองก็มิได้ปฏิเสธจูบจากข้า ท่านยังรักข้าอยู่ ข้าสัมผัสถึงความรู้สึกของท่านได้” เหว่ยฟางกล่าวออกมาอย่างที่นางคิดหยี่หานนิ่งไป เขาไม่อยากพูดปฏิเสธอันใดให้นางอับอายไปมากกว่านี้อีกแล้ว“เจ้ากลับไปเถิด เห็นแก่มิตรภาพของเรา ข้าจะลืมเรื่องนี้ไป” เขาบอกด้วยน้ำเสียงที่ดูสุขุมขึ้น ทำตัวห่างเหินราวกับว่า
กัวหยี่หานกับภรรยาของตนเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อนำผ้าปักไปขายและซื้อเครื่องเทศไปกักตุนไว้ เนื่องด้วยเกรงว่าหิมะจะตกในอีกไม่ช้านี้แล้วจะเดินทางเข้ามาซื้อของในหมู่บ้านได้ลำบาก“นั่นเขามุงดูประกาศอันใดกัน” หยี่หานมองไปยังกลุ่มผู้คนที่ยืนออกันอยู่ตรงป้ายประกาศ“เมื่อครู่ข้าได้ยินแม่ค้าคุยกันว่าเป็นผลการสืบ
ขณะที่หยี่หานกำลังสานหญ้าแห้งเพื่อทำที่กันลมให้แก่เล้าเป็ดอยู่กับหว่าอิ๋ง ก็มีหญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านในละแวกนั้นร้องตะโกนถามหาพวกเขาทั้งสองจึงเดินไปดูที่รั้วหน้าบ้านด้วยกัน พบว่าเป็นฉีฮูหยินที่จะมาพูดเรื่องพิธีแต่งงานที่กำลังจะถูกจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้านี้“พวกเจ้าไม่มีญาติฝ่ายใด งั้นพว







