Se connecterนัยน์ตาสีดำสนิทของหยี่หานจ้องมองออกไปที่สวนผักของตนเอง เห็นหว่าอิ๋งทำงานในสวนอย่างมีความสุขก็อดยิ้มไม่ได้
“หากว่าเจ้าดูเหน็ดเหนื่อยเสียหน่อย ข้าคงออกไปช่วยเจ้าแล้ว แต่ดูเจ้าสิช่างมีความสุขกับสิ่งที่ทำเหลือเกิน” เขาบ่นพึมพำเบาๆ
รู้ว่านางเองก็คงไม่อยากให้เขาช่วย เพราะนางอยากให้เขาอ่านตำราเตรียมตัวไปสอบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
เขาก้มหน้าอ่านตำราต่อพลางอมยิ้มอย่างสุขใจที่มีนางอยู่เคียงข้าง แต่พอนึกได้ว่าตนเองนั้นมีเหว่ยฟางอยู่แล้ว จึงค่อยๆ ลดยิ้มลง แล้วตั้งใจอ่านตำรา การสอบครั้งนี้เขาต้องทำเพื่อนางให้สำเร็จ
หว่าอิ๋งรดน้ำผักแล้วเสร็จ นางจึงกลับเข้าไปในบ้านเพื่อนำผ้ามาปักต่อจากเมื่อวาน แอบชำเลืองมองคุณชายที่นางแอบมีใจด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่และเทิดทูนตอนที่เดินผ่านห้องอ่านตำราของเขา ก่อนจะเดินไปนั่งปักผ้าต่อไปเงียบๆ ตรงโต๊ะอาหารที่อยู่หน้าห้องที่มองเห็นกันได้ ไม่ได้ชวนเขาคุยให้ต้องเสียสมาธิ
หยี่หานอ่านตำราจบไปหนึ่งบท เขาพักสายตาหันมองไปทางหว่าอิ๋งที่ปักผ้าอย่างตั้งใจ อดนึกไม่ได้ว่าหากนางจากไปแล้ว เขาจะคิดถึงนางหรือไม่
‘ข้าคงรักและคิดถึงเหว่ยฟางจนไม่มีที่ว่างให้นึกถึงนางแน่’ เขาบอกตนเอง ก่อนจะเอ่ยถามนาง
“หว่าอิ๋ง เจ้าอยากไปจากที่นี่ก่อนเวลาหรือไม่ ตอนนี้เจ้าเองก็น่าจะพอมีทุนทรัพย์อยู่บ้าง”
“ข้าไม่ไปจากที่นี่ง่ายๆ หรอกเจ้าค่ะ จนกว่าคุณชายจะเดินทางไปสอบ ข้าจะคอยรับใช้ให้คุณชายไม่ต้องลำบาก ปีนี้คุณชายต้องสอบได้ เมื่อนั้นข้าถึงจะหมดห่วง” หว่าอิ๋งพูดให้เขาสบายใจ ว่านางจะไปจากที่นี่แน่นอน เพียงแต่ไม่ใช่ตอนนี้
“เจ้าไปก่อนได้นะ ข้าดูแลตัวเองได้”
“คุณชายเบื่อหน้าข้าหรือเจ้าคะ ช่วงนี้ท่านพูดไล่ข้าทางอ้อมอยู่หลายครา จนข้ารู้สึกเหมือนว่าเป็นภาระของท่าน” หว่าอิ๋งพูดเสียงเบาทำหน้าสลดออกมา รู้ว่าเขาอยากให้นางไปมากเพียงใด แต่นางเองก็ยังรั้นไม่ยอมทิ้งบัณฑิตหนุ่มคนนี้ไป เพียงเพราะอยากอยู่ใกล้เขาให้นานที่สุด
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าต่างหากที่รู้สึกเป็นภาระของเจ้า มีที่ไหนให้สตรีบอบบางทำงานหนักรับใช้ข้า ส่วนข้าอ่านตำราแล้วนั่งๆ นอนๆ ให้เจ้าทำทุกอย่าง อีกทั้งกำไรจากการทำงานของเจ้ายังยกให้ข้าอีก” หยี่หานอธิบายแก่นาง เมื่อเห็นใบหน้าหวานนั้นดูเศร้าจนหัวใจเขาเจ็บปวด
“ไม่เลยเจ้าค่ะ ข้ายินดีทำ ไม่ใช่งานที่หนักหนาอะไรเลย คุณชายช่วยชีวิตข้าไว้ให้ที่พักอาศัย ข้าเองไม่มีที่ไป ได้ท่านเมตตาให้ข้าอยู่ที่นี่ ให้ข้าได้รับใช้ท่าน มันก็ทำให้ข้ารู้สึกว่าได้ตอบแทนบุญคุณของท่าน ได้โปรดอย่าขับไล่ข้าอีกเลยนะเจ้าคะ” หว่าอิ๋งพูดอย่างถ่อมตนและเอาใจเขาในคราเดียว ทำให้หยี่หานรู้สึกถึงวาจาที่ฉลาดเอาใจของนางของนาง
นางมองออกไปดูตะวันและเงาของต้นไม้แล้ววางผ้าปักในมือลง
“นั่นเจ้าจะไปไหน”
“วันนี้ข้าไม่ได้ทำอาหารนะเจ้าคะ ข้าจะทำเสี่ยวหลงเปาให้ท่านทาน” หว่าอิ๋งพูดด้วยน้ำเสียงที่สดใส ทำเอาหยี่หานนั้นอดยิ้มเอ็นดูนางไม่ได้
“ดีเหมือนกัน ข้าเบื่อข้าวแล้ว ถ้าอย่างนั้นทำหมั่นโถวด้วยสิ ข้าจะได้ทานตอนท้องว่าง”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะทำหมั่นโถวถั่วนะเจ้าคะ”
“อันใดกัน หมั่นโถวมีไส้ถั่วมันจะเป็นหมั่นโถวได้อย่างไร” บัณฑิตซิ่วไฉ่พูดพลางยิ้มเบาๆ
“ข้าก็นำถั่วนั้นมาบดผสมแป้งนึ่งสิเจ้าคะ ไม่ได้ทำเป็นไส้เสียหน่อย เดี๋ยวพอทำเสร็จท่านจะเห็นเอง มันเป็นสูตรลับของท่านแม่ข้า ทั้งหมั่นโถวถั่ว หมั่นโถวเผือก หมั่นโถวฟักทอง วันหน้าข้าจะทำให้ท่านลองชิม รับรองถ้าท่านได้ลิ้มรส ท่านจะต้องชอบมาก” นางพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินกรีดกรายอย่างอ่อนช้อยออกไปที่ครัวด้านหลัง
“นับว่าโชคดีที่ข้ามีเจ้า หว่าอิ๋ง”
**********************
เสี่ยวหลงเปาขนาดพอดีคำวางอยู่บนเข่งขนาดเล็กจำนวนสามเข่ง แล้วยังมีหมั่นโถวสีขาวและมีเกล็ดธัญพืชบดกระจายไปทั่วก้อนทำให้ดูน่าทานขึ้นมาก
“ข้าไม่เคยทานหมั่นโถวที่ดูน่ากินแบบนี้เลย”
“นอกจากอิ่มแล้วยังดีต่อสุขภาพ จริงๆ ข้าควรจะทำตั้งแต่เช้าแล้ว แต่ว่าข้าตื่นสาย มัวแต่รดน้ำผักจนลืมเวลา เลยทำไม่ทัน”
“ไม่เป็นไร เมื่อก่อนข้าไม่ได้กินดีอยู่ดีอย่างนี้ด้วยซ้ำ ก่อนมีเจ้าข้ามีแค่ข้าวกับซุปหัวไชเท้า วันไหนกินดีสุดก็มีปลาแห้ง ผัดผัก แต่ดูสิพอเจ้ามา เจ้าทำอาหารบำรุงข้าแต่ละอย่างดีๆ ทั้งนั้น” เขาพูดพลางเอื้อมือไปลูบกลุ่มผมที่ด้านหลังของนางอย่างเอ็นดู
หว่าอิ๋งหน้าแดงเรื่อ ใจนางเต้นตึกตักเมื่อถูกปฏิบัติอย่างอ่อนโยนเช่นนั้น
“เจ้ามาเป็นน้องสาวข้าเถอะนะ อย่าเรียกข้าว่าคุณชายเลย” เขาพูดอย่างอ่อนโยน พลางคิดว่าหากยกสถานะพี่น้องให้แก่นาง เขาอาจจะไม่ต้องรู้สึกผิดเวลาลอบมองนาง หรือแอบเกิดความปรารถนาต่อนางตามประสาบุรุษอีก
“ข้าไม่อยากเป็นน้องสาวของท่าน” หว่าอิ๋งพูดออกมาอย่างตัดพ้อ นางตกเป็นของเขาแล้วจะให้เป็นน้องสาวได้อย่างไร แต่ถึงในใจนางอยากเป็นมากกว่านั้นแต่ก็ไม่อาจเอื้อม
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
หว่าอิ๋งรู้ตัวว่าเผลอแสดงความรู้สึกออกไป จึงรีบเปลี่ยนท่าทีแล้วพยายามหาเรื่องพูดเอาใจเขา
“คุณชายก็รู้ว่าข้าต้องไปจากที่นี่ในสักวัน หากข้าเป็นน้องสาวของท่าน ถ้าอย่างนั้นข้าไม่ไปแล้วนะเจ้าคะ ข้าจะอยู่กับพี่ชายไปตลอดชีวิตเลยดีหรือไม่” นางพูดพลางอมยิ้มออกมา แสร้งว่าร่าเริงกลบเกลื่อน
“นั่นสินะ” หยี่หานรู้สึกใจหายที่นางพูดเช่นนั้น
‘สักวันนางก็ต้องไปจากข้า’ เขานึกอย่างใจหาย ช่วงหลังมานี้ไม่อยากให้นางห่างกายเลยสักนิด
“ข้าลืมไปเลยว่าเจ้าต้องไป” เขาพยายามฝืนยิ้มออกมาเหมือนว่ายินดีหากนางจะต้องไปจากที่นี่
หว่าอิ๋งเองก็รู้สึกเจ็บปวดที่เขานั้นย้ำเตือนเรื่องอยากให้นางไปจากที่นี่อยู่เสมอ แล้วยังความคิดที่จะให้นางเป็นแค่น้องสาวของเขาอีก มันบีบเคล้นจิตใจของนางมาก
นางมองดูเขาหยิบหมั่นโถวขึ้นมาทาน เริ่มยิ้มออกเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นกัดเข้าไปก็ทำตาโตแล้วอมยิ้มด้วยความพอใจ รู้สึกยินดียิ่งนักที่นางทำให้เขามีความสุขได้แม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“หมั่นโถวของเจ้า มันให้ความรู้สึกที่นุ่มลิ้น หากแต่ก็มีรสสัมผัสที่ทำให้ได้เคี้ยวเพลิดเพลิน ข้าชอบ”
“ข้าดีใจที่ท่านชอบเจ้าค่ะ” หว่าอิ๋งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความดีใจที่แท้จริง
เขาใช้ตะเกียบคีบเสี่ยวหลงเปาขึ้นมากำลังจะนำเข้าปากแต่มือเรียวบางของหว่าอิ๋งก็แตะที่แขนของเขาเอาไว้ก่อน
“คุณชายกัว อาหารชนิดนี้ความร้อนระอุอยู่ด้านใน ท่านต้องใช้ตะเกียบเจาะให้มันเป็นรูก่อนค่อยทานนะเจ้าคะ”
“จริงด้วยสิ ข้ามัวแต่ชื่นชมกับรสมือของเจ้าจนลืมเรื่องนี้ไปเลย” บัณฑิตหนุ่มวางเสี่ยวหลงเปาลงแล้วทำตามที่นางบอก รอสักพักก็คีบทานเข้าปากแล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ มันอร่อยและนุ่มลิ้น เขาไม่ได้ทานอาหารดีๆ อย่างนี้มานานมากแล้ว
หยี่หานยิ้มให้นาง ยื่นมือไปแตะสัมผัสที่ผมนุ่มลื่นของนางอีกหน ก่อนที่จะสบตานางเอาไว้ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
“ช่วงชีวิตของข้านอกจากท่านแม่แล้ว ก็มีเจ้าที่คอยดูแลและห่วงใยข้าเช่นนี้ ขอบใจเจ้ามากนะหว่าอิ๋งที่ดูแลข้ามาตลอด ข้าซาบซึ้งเหลือเกิน”
“เพื่อคุณชายแล้ว แม้แต่ชีวิต หว่าอิ๋งผู้นี้ก็มอบให้ท่านได้” นางตอบกลับและมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและภักดี
หยี่หานไม่คิดเลยว่าการได้ช่วยชีวิตนางในครานั้นจะทำให้นางรู้สึกติดค้างเขามากจนยอมทำทุกอย่างได้ขนาดนี้
‘สักวันข้าจะต้องตอบแทนเจ้า แม้เจ้าไม่ต้องการก็ตาม’ บัณฑิตหนุ่มนึกในใจด้วยความมุ่งมั่น
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







