Se connecterเมื่อหลายปีก่อนกัวหยี่หานคือบัณฑิตที่สอบผ่านในระดับซิ่วไฉ่ พอผลสอบออกมาในตอนแรกนั้นเขาก็เป็นที่ยกย่องให้เป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้าน ได้รับการละเว้นการจัดเก็บภาษีตามสิทธิ์ของตำแหน่งซิ่วไฉ่ และมีโอกาสในการถูกเรียกเข้าไปฟังงานราชการในชั้นปลายแถวบ้าง
ในตอนนั้นโจวเจาหรูยังมิได้ห้ามเขากับโจวเหว่ยฟางคบหากัน เพราะคิดว่าเขามีโอกาสที่จะสอบไปจนถึงระดับจอหงวนได้
เหว่ยฟางและหยี่หานได้พบเจอกันบ่อยขึ้น ทั้งคู่มักนัดเจอกันที่ศาลาริมน้ำที่อยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน แล้วนั่งเกี้ยวพาราสีกันนานนับชั่วยามจนกระทั่งสาวใช้ของเหว่ยฟางต้องเร่งให้ทั้งคู่แยกย้ายกัน
ในตอนนั้นความรักของทั้งคู่ราบรื่นมาก หยี่หานมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่กับนาง
จนกระทั่งถึงปีที่เขาต้องไปสอบจวี่เหรินเป็นครั้งแรก มารดาของหยี่หานล้มป่วย เขาสละเวลาในการอ่านตำรามาดูแลมารดาของตนในตอนนั้น
พอใกล้ถึงวันที่ต้องไปสอบในเมืองมารดาของเขาก็แสร้งทำเป็นหายป่วยเพื่อให้เขาสบายใจ
หลังจากกลับมาจากการสอบได้ไม่นาน ผลการสอบก็ถูกประกาศ ไม่มีรายชื่อของหยี่หานในนั้น ชาวบ้านจึงพูดถึงเขาว่าเป็น ‘บัณฑิตสอบตก’
บัณฑิตซิ่วไฉ่ที่สอบไม่ผ่านจวี่เหรินอย่างเขายังได้รับสิทธิ์ต่างๆ ดังเดิม แต่ว่าชื่อเสียงของเขานั้นถูกพูดถึงในทางที่ไม่ดีนัก
แม้กระทั่งเจาหรูบิดาของคนรักก็ไม่ยอมให้เขาได้พบกับนางและต่อว่าบัณฑิตสอบตกอย่างเขาว่าเป็นพวกที่ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ
“เจ้าเป็นดั่งโคลนที่ฉาบไม่ติดผนัง ไร้ค่ายิ่งนัก เหตุใดข้าต้องให้ลูกสาวของข้าต้องแปดเปื้อนไปพร้อมกับเจ้า ต่อไปนี้ห้ามเจ้าทั้งสองพบกันอีก ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าใจดำ” คำพูดของเจาหรูในตอนนั้นกับท่าทางรังเกียจและดูแคลนของเขาทำให้ทั้งหยี่หานและเหว่ยฟางแทบใจสลาย
หยี่หานจำต้องถอยกลับไปตั้งหลักที่บ้านของตน ที่มีมารดารออยู่
หลังจากนั้นไม่นานก็มีมรสุมเข้ามาในชีวิตของหยี่หานอีกครั้ง มารดาของเขาได้เสียชีวิตลง ชีวิตของหยี่หานต้องถึงกับต้องติดขัดไปเสียทุกอย่าง
ทั้งสอบตกเพราะไม่มีเวลาอ่านตำรา ถูกกีดกันความรักกับเหว่ยฟาง แล้วมารดาก็ต้องมาจากไป ทำให้บัณฑิตหนุ่มโศกเศร้านานนับเดือน
เหว่ยฟางที่แอบหนีจากสาวใช้ตอนที่ไปเดินตลาด นางแอบไปหาหยี่หานที่บ้านของเขา
หยี่หานกอดนางผู้เป็นที่รักเอาไว้ด้วยความคิดถึง เหว่ยฟางปลอบโยนเขาด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา จนเขารู้สึกดีขึ้นมา
“ท่านยังมีโอกาสสอบอีกในอีกสามปีข้างหน้า ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องสอบผ่าน”
“แต่ข้าเองไม่อยากโทษว่าเป็นเพราะข้าไม่ได้ศึกษาตำรามากอย่างผู้อื่น บางทีอาจเป็นเพราะข้าไร้ความสามารถเองก็เป็นได้” หยี่หานถอนหายใจ เขาไม่อยากหวังอะไรแล้วในตอนนี้
“หากท่านท้อถอย แล้วข้าจะอยู่รอท่านไปเพื่ออันใดเหล่า” เหว่ยฟางพูดตัดพ้อเขาออกมาแล้วทำเหมือนว่าจะหลั่งน้ำตาออกมาในตอนนั้น จนทำให้หัวใจของหยี่หานกระตุกวูบ ไม่อยากเห็นนางต้องเสียน้ำตาเพราะตน
“ไม่นะเหว่ยฟาง เจ้าต้องรอข้า” หยี่หานรีบบอกนางแล้วกุมมือเอาไว้
“ข้าจะตั้งใจอ่านตำรา การสอบจวี่เหรินในครั้งหน้าข้าจะต้องสอบผ่าน หลังจากนั้นข้าจะสอบจนไต่เต้าเป็นขุนนางเพื่อให้พ่อของเจ้ายอมรับข้า รอข้านะเหว่ยฟาง” บัณฑิตหนุ่มบอกนางเสียงสั่นด้วยความกังวล
“ข้าจะรอท่านหยี่หาน ข้าเชื่อมั่นในตัวท่านเสมอ” เหว่ยฟางสบสายตาของบัณฑิตหนุ่มด้วยความรัก
เขาค่อยๆ โน้มตัวเข้าหานาง หมายจะมัดจำเอาไว้ก่อนแต่คุณหนูตระกูลโจวผู้อ่อนหวานกลับผลักเขาออกไปแล้วขยับไปนั่งให้ห่างด้วยท่าทีที่เอียงอาย
“ข้าจะรอท่าน จะรักษาตนดั่งหยกบริสุทธิ์จนกว่าท่านจะสอบผ่านจวี่เหริน ถึงตอนนั้นท่านก็ค่อยมาทวงถามจากข้าก็แล้วกัน” นางพูดเป็นนัยว่าจะรักษาพรหมจรรย์ไว้รอเขาหลังจากที่เขาสอบผ่าน ทำให้หยี่หานนั้นยิ้มแก้มปริ
“เจ้าพูดจริงๆ ใช่ไหมเหว่ยฟาง”
“ข้าเป็นหญิง จะให้พูดออกไปอีกรอบงั้นหรือ” นางพูดอย่างเอียงอายแล้วหลบสายตาที่มองมาอย่างค้นหาของชายคนรัก
“ข้าจะทวงถามสัญญาของเจ้าจากนี้ไปอีกสามปี” หยี่หานพูดด้วยน้ำเสียงที่กรุ้มกริ่มเล็กน้อย ทำให้อีกฝ่ายเขินอายจนต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดบังแก้มแดงเรื่อของตนเอาไว้
เขามองกิริยาน่ารักอ่อนช้อยของนางแล้วยิ้มออกมา ตอนนี้ชีวิตของเขามีจุดหมายให้ต้องฝ่าฟันเพื่อให้ได้นางมาเป็นของเขา มันช่างเป็นแรงผลักดันที่ดีเหลือเกิน และคงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาอยากลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง
**********************
ในตอนนี้หยี่หานกำลังแต่งบทกวี แล้วคัดบทกวีของตนลงไปในกระดาษสีขาวสะอาดตา เขาตวัดพู่กันในมืออย่างตั้งใจแล้วยิ้มพอใจให้กับผลงานของตน ก่อนจะนำไปแขวนไว้ที่ผนังในห้องอ่านตำราของตน
“ลู่ลิ่วทิวไผ่โบกสะบัด พัดพาใจให้สั่นไหว
แต่มิอาจทำให้ข้าเปลี่ยนใจ หญิงอื่นใดไม่ใคร่หันแล
วันเดือนเคลื่อนคล้อยไป แต่ดวงใจข้าไม่ผันแปร
รักเพียงเจ้าแล้วแน่แท้ โฉมอนงค์ที่ปลงใจ”
หยี่หานอ่านบทกวีที่ตนแต่งขึ้นมาเพื่อเตือนใจตัวเองให้นึกถึงแต่โจวเหว่ยฟาง แล้วนั่งมองมันด้วยสายตาที่หวานเยิ้มประหนึ่งว่านางอยู่ตรงหน้าเขา
“อีกไม่นานข้าจะทวงสัญญาจากเจ้าแล้วนะเหว่ยฟาง รอข้าก่อนนะ อย่าพึ่งใจอ่อนให้บิดาของเจ้าชักจูงให้ต้องมองชายใด” เขาพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินไปหยิบตำราเกี่ยวกับความรู้ด้านการคำนวณมาทบทวนและฝึกฝนให้เข้าใจ
ปีที่แล้วเขาคัดลายมือได้ไม่นิ่งพอ เพราะใจนั้นนึกกังวลถึงแต่มารดา อีกทั้งสอบคำนวณก็ทำออกมาแย่และรู้ตัวว่าตนเองต้องสอบไม่ผ่านแต่แรกแล้ว เมื่อผลสอบออกมาเขาจึงไม่ได้แปลกใจอะไรมาก
หว่าอิ๋งที่ทำอาหารเช้าเสร็จ นางเดินมาเชิญเขาไปที่โต๊ะทานอาหาร สายตาพลันเหลือบไปเห็นกระดาษแปลกตาที่เขาติดเอาไว้ที่ผนังห้อง แล้วยืนอ่านมันอย่างเงียบๆ หัวใจปวดร้าวเมื่อรู้ว่าคนที่ตนเองแอบมีใจนั้น รักหญิงสาวอีกคนมากเพียงใด
“นั่นข้าแต่งตอนที่นึกถึงเหว่ยฟาง” หยี่หานพูดขึ้นมาเมื่อเห็นว่านางกำลังยืนมองบทกวีของเขาอยู่
“ไพเราะยิ่งนัก คุณชายกัวมีความรักที่มั่นคงมาก หากข้าเป็นคุณหนูโจว ข้าคงจะปลาบปลื้มจนทานอะไรไม่ลงไปหลายวันแน่เลยเจ้าค่ะ” หว่าอิ๋งหยิบพลางเช็ดน้ำตาที่ซึมออกมาด้วยความเศร้า แต่แสร้งทำเหมือนว่านางกำลังซาบซึ้งกับบทกวีที่แสดงถึงความรักมั่นของบัณฑิตหนุ่ม
“การสอบครั้งนี้ข้าตั้งใจสอบเพื่อนาง หาใช่เป็นการสอบเพื่อชื่อเสียงของตนเองไม่ หากข้าสอบผ่านเป็นจวี่เหริน ข้าจะขอหมั้นหมายนางเอาไว้ก่อน เพื่อมิให้ชายใดต้องมีหวังต่อนาง”
ประโยคนั้นกรีดแทงหัวใจของหว่าอิ๋ง แต่ในเมื่อนางเลือกที่จะรักเขาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนแล้ว นางก็ควรยินดีกับความรักครั้งนี้ของเขาด้วย
“ข้าเชื่อว่าท่านต้องสอบได้แน่เจ้าค่ะ”
“ข้าเองก็เชื่อเช่นนั้น”
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







