Se connecterหว่าอิ๋งนั่งปักผ้าอยู่ใต้ร่มไม้ที่อยู่ข้างบ้าน ฟังหยี่หานดีดพิณบรรเลงในยามสายแล้วยิ้มออกมาขณะที่ปักลายนกกระยางที่เถ้าแก่ร้านผ้าร้องขอมา
ความสามารถของหยี่หานนั้นมีมากพอตัว นางมั่นใจว่าบัณฑิตซิ่วไฉ่คนนี้จะเป็นบัณฑิตจวี่เหรินในอนาคตอันใกล้นี่แน่นอน
ใบหน้าที่เขาที่ดูงดงามราวกับสตรี ผิดแค่คิ้วที่ดกหนาดั่งคันศรกับริมฝีปากของเขาเท่านั้นที่ไม่ใช่
คำพูดที่อ่อนนุ่ม จิตใจอ่อนโยน ท่าทางที่ดูสุขุมและท่าเดินที่ยืดตัวตรงของเขานั้น ทำให้เขาดูสง่างาม เปรียบดังต้นหยกเล่นลมที่ทำให้สตรีทุกคนต้องหันมามอง
หากเขาไม่พลาดการสอบครั้งที่แล้ว หว่าอิ๋งคิดว่าสตรีทุกนางในหมู่บ้านย่อมอยากที่จะมาเสนอตัวเป็นฮูหยินของเขาแข่งกับคุณหนูตระกูลโจวเป็นแน่
‘ขนาดข้าเองก็ยังอยากเป็นฮูหยินของท่าน แต่ข้าคงไร้วาสนา’ นางได้แต่คิดริษยาโจวเหว่ยฟาง อยากเห็นเหลือเกินว่าหน้าตานางจะงดงามเพียงใด ถึงทำให้หยี่หานรักนักหนา
สิ้นเสียงพิณของหยี่หาน เขาเดินมาหาหว่าอิ๋งที่ใต้ร่มไม้ มองนางที่ถือเข็มในมือค้างเอาไว้ แล้วมองเหม่อไปที่แปลงผักใกล้ๆ ทำให้เขาสงสัยว่านางกำลังนึกอันใดอยู่
บัณฑิตหนุ่มหน้าหยกเอามือขัดหลัง ก้มตัวลงยื่นหน้าเข้าไปใกล้นางจากด้านหลังแล้วกระซิบถามข้างใบหูของนาง
“เจ้ามองอันใดอยู่รึหว่าอิ๋ง”
นางหันมาทางเขาแล้วจมูกชนแก้มของหยี่หานอย่างไม่ตั้งใจ ขณะที่เขาเองก็รีบยกตัวกลับทำให้จมูกชนกับจมูกของนาง ต่างคนต่างเงียบไปชั่วขณะก่อนที่เขาจะนึกขึ้นได้
“ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินเจ้า”
“ข้าทราบดีเจ้าค่ะ คุณชายกลัวอย่าได้คิดมากเลย” นางรีบบอกเขา
หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ อยากให้เขาล่วงเกินนางบ่อยๆ ให้หัวใจได้เต้นแรงเช่นนี้
“คุณชายเดินมาตามข้าถึงที่นี่ มีอะไรให้รับใช้หรือเจ้าคะ”
“เจ้าชอบทำตัวเป็นสาวใช้ของข้าอยู่เรื่อย” หยี่หานส่ายหัวเบาๆ ชินแล้วกับการที่นางทำตัวเหมือนว่าตนเองนั้นเป็นแค่สาวใช้ของบัณฑิตสอบตกเช่นเขา
“ให้ข้าเป็นสาวใช้ของคุณชายดีแล้วเจ้าค่ะ ตอนที่ข้าไปจะได้ไม่ต้องเสียใจมาก”
คำพูดของนางทำให้หยี่หานขมวดคิ้ว
“ข้าหมายถึงหากข้าเป็นสหายหรือว่าน้องสาวของท่าน ข้าต้องใจหายมากแน่ที่ต้องจากไป สู้ให้ข้าเป็นเพียงสาวใช้จะได้ไม่ต้องเสียใจที่ต้องจากลากัน” หว่าอิ๋งรีบแก้ตัว ก่อนที่เขาจะสงสัย
“เจ้านี่ช่างมีความคิดอ่านที่แปลกประหลาดเหลือเกิน นี่สินะเขาถึงได้พูดกันว่าสตรีคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถคาดเดาได้” เขาพูดหยอกเอินนาง
“ตำราเล่มไหนกล่าวถึงหรือเจ้าคะ ข้าไม่เคยได้ยิน”
“ข้าแค่ได้ยินมาเท่านั้น” บัณฑิตหนุ่มตอบพลางยิ้มออกมา ก่อนจะนึกธุระของตนเองได้
“จริงสิ วันนี้ข้าจะเข้าไปในหมู่บ้าน เจ้าอยากได้อะไรหรือไม่ ข้าจะได้ซื้อติดมือมาด้วย”
“ข้าขอตามไปด้วยดีกว่าเจ้าค่ะ” นางรีบเก็บอุปกรณ์ปักผ้า แล้วรีบเดินไปหาเขา ที่ตอนนี้เดินไปรอที่หน้าบ้านแล้ว
“ผักยังไม่โตพอที่จะนำไปขาย แต่ข้ามีผ้าที่ปักเอาไว้แล้ว ข้าจะนำไปขายด้วย” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นที่จะได้ออกไปเดินตลาดกับหยี่หานเป็นครั้งแรก
“แล้วแต่เจ้าเถิด” หยี่หานบอกแล้วเดินนำหน้านางไป
กลิ่นหอมที่ติดจมูกของเขาตอนที่สัมผัสจมูกของนางมันคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เขาอยากดมให้ชัดกว่านี้ก็เกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาท
‘กลิ่นกายเจ้าช่างคุ้นยิ่งนัก เหมือนข้าเคยได้กลิ่นนี้มาก่อน’
**********************
เมื่อไปถึงตลาดในหมู่บ้านที่มีแผงลอยขายของอยู่สองข้างทางในถนนเส้นหลักที่จะเข้าไปสู่ตัวเมือง หยี่หานก็แยกจากหว่าอิ๋งตรงนั้น
“คุณชายจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ”
“ข้าจะไปรอพบเหว่ยฟาง ส่วนเจ้าขายผ้าเสร็จแล้ว ซื้อของเสร็จแล้วเรามาเจอกันที่นี่ในอีกหนึ่งก้านธูป” บัณฑิตหนุ่มบอกแล้วยิ้มกริ่มเมื่อพูดถึงหญิงคนรัก
“ได้เจ้าค่ะ” หว่าอิ๋งรับคำเขาด้วยความใจหาย
นางหันหลังแล้วแยกไปขายผ้าปักให้กับร้านขายผ้า เสร็จแล้วจึงไปเดินเลือกซื้อเนื้อหมูและไก่เพื่อไปทำอาหารบำรุงแก่หยี่หาน ก่อนจะอยากรู้อยากเห็นว่าหน้าตาของเหว่ยฟางเป็นเช่นไร จึงเดินไปที่แผงขายเครื่องสำอางอย่างที่เขาเคยบอกเอาไว้ว่าเหว่ยฟางมักจะมาที่นี่
หว่าอิ๋งเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ดูสวยและมีสง่ากว่าชาวบ้านที่เดินขวักไขว่ในตลาดแห่งนี้ นางเดินเข้าไปในตรอกแคบๆ แถวนั้น จึงตัดสินใจเดินตามนางไปแล้วแอบมองดูที่มุมกำแพงนั้น เห็นว่านางกับหยี่หานกำลังจุมพิตกันอยู่
หญิงสาวที่สวยราวกับนางฟ้า เกิดในตระกูลสูงส่งไม่มีอะไรที่นางเทียบได้เลยสักนิด
นางมองดูหยี่หานบดจูบคนรักของเขาแล้วพูดอะไรบางอย่างก่อนจะจูบลากันอีกหน แล้วตัดสินใจเดินออกไปที่อื่นก่อนที่เขาจะเห็นว่านางมาแอบดู
หัวใจของหว่าอิ๋งเต้นแรง รู้ว่าไม่มีสิทธิ์หึงหวงใดๆ เก็บความจริงที่ว่าเขาไม่ได้มีใจต่อตนเองเอาไว้ แล้วเดินเลือกซื้อของออกไปรอเขาที่จุดนัดพบ
หยี่หานมาถึงก่อนนาง เขาดูมีความสุขเป็นอย่างมาก แล้วหันไปรับของจากมือนางมาช่วยถือเอาไว้
ขณะที่เดินกลับเขาก็เอาแต่ยิ้มไปตลอดทางจนหว่าอิ๋งนั้นต้องแกล้งถามเขาด้วยน้ำเสียงที่สดใส
“ตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านมา คุณชายยังมิได้หุบยิ้มเลยนะเจ้าคะ” นางถามด้วยน้ำเสียงที่สดใส
“แน่ล่ะ ข้ามีความสุข” หยี่หานตอบแล้วหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ
“มีอะไรดีๆ หรือเจ้าคะ คุณหนูโจวพูดอะไรกับท่าน”
“คืนวันเพ็ญครั้งหน้านางนัดเจอกับข้าที่ศาลาริมน้ำ ข้าจะไปเจอนางที่นั่น” หยี่หานพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูมีความสุขและตื่นเต้นจนหว่าอิ๋งอดยินดีกับเขาไม่ได้
“ข้ายินดีด้วยเจ้าค่ะคุณชาย”
“อย่าพึ่งยินดีกับข้าเลย พอถึงวันนั้นจริงๆ นางอาจออกมาเจอข้าไม่ได้ เพราะบิดาของนางเข้มงวดนัก” หยี่หานพูดถึงความลำบากของการพบเจอ หากแต่ยังยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ ทำให้นางแปลกใจเล็กน้อย
“แล้วเหตุใดคุณชายยังยิ้มได้เจ้าคะ”
“เพราะเจ้าอย่างไงเล่าหว่าอิ๋ง” คำตอบของเขายิ่งทำให้นางนั้นยิ่งฉงนยิ่งนัก
“ข้าทำอันใดให้ท่านอารมณ์ดีเช่นนั้น หรือว่าที่หน้าข้ามีอะไรติดอยู่” นางถามเขาแล้วเดินไปชนแผ่นหลังแกร่งที่หยุดเดินกะทันหัน
หยี่หานคว้าตัวนางที่กำลังจะล้มด้วยมือข้างที่ว่างอยู่ สบตากับนางเพียงครู่แล้วผละออกจากกันด้วยความประหม่า
“ดูเจ้าสิ ขายผ้าปักได้ก็ซื้อแต่ของมาบำรุงข้าทั้งนั้น ไม่มีเลยว่าจะนึกถึงตัวเอง จะไม่ให้ข้ายิ้มออกมาได้อย่างไรเล่า” เขาบอกแก่นาง ก่อนจะยกไก่และเครื่องเทศที่นางซื้อมาให้นางได้ดู
“ซานเย่า ต้าจ่าว(พุทธาจีน) อวี้จู๋ เก๋ากี้ ตังกุย โหลงเยี่ยนโร่ว(ลำไยอบแห้ง) ของเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ตุ๋นไก่บำรุงข้าหรืออย่างไร แล้วของเจ้าเล่าข้าไม่เห็นเจ้าซื้ออันใดเป็นของตัวเองเลยสักอย่าง แล้วจะไม่ให้ข้าอารมณ์ดีได้หรือที่มีคนคอยห่วงใยข้าเยี่ยงนี้”
“ข้าไม่ได้ต้องการอันใด นอกจากต้องการให้สุขภาพของท่านแข็งแรงเท่านั้น” หว่าอิ๋งเอาใจเขา
หยี่หานเริ่มเดินต่อไป เขายิ้มเมื่อนางฉลาดพูดเอาใจเขาอีกเช่นเคย
นางเดินตามเขาแล้วอมยิ้มอย่างเงียบๆ แค่หยี่หานรู้ว่านางทำทุกอย่างเพื่อเขา เท่านี้นางก็พอใจแล้ว
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







