เข้าสู่ระบบชีวิตอันแสนสงบสุขและเกียจคร้าน ของหลินซีเหยาจำต้องสะดุดหยุดลง เมื่อราชสำนักประกาศจัดงาน "เทศกาลล่าสัตว์ประจำปี" ณ ภูเขาฉางซาน
งานนี้เชื้อพระวงศ์และขุนนางระดับสูงทุกคนล้วนต้องเข้าร่วม เพื่อแสดงความแข็งแกร่งและความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ แน่นอนว่าชินอ๋อง จ้าวจินหลง แม่ทัพไร้พ่าย ย่อมเป็นดาราเด่นของงาน และพระชายาเอกอย่างหลินซีเหยาก็จำต้องติดตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ณ เรือนเหมันต์พิสุทธิ์
"ไม่ไป! หัวเด็ดตีนขาดข้าก็ไม่ไป!"
หลินซีเหยานอนกอดเสาเตียงแน่น ร้องโวยวายดุจดรุณีแรกรุ่นที่ไม่อยากไปสำนักศึกษา
"ภูเขาฉางซานทั้งไกลแสนไกล ทั้งกันดาร! ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย ยุงก็ชุม แมลงก็มาก แถมยังต้องขี่ม้าจนสะโพกช้ำระบม! ...ท่านพี่ ท่านไปคนเดียวเถิด ทูลฮ่องเต้ว่าข้าป่วยเป็นโรคแพ้ป่าไม้!"
จ้าวจินหลงยืนกอดอกมองภรรยาที่เกาะเสาเตียงเป็นตุ๊กแก
"เจ้าอ้างป่วยมาสิบรอบแล้ว ซีเหยา... คราวนี้เสด็จพี่มีรับสั่งเจาะจงว่าประสงค์จะเห็นเจ้าไปร่วมงานเพื่อเป็นสิริมงคล"
"สิริมงคลอันใดกัน!" หลินซีเหยาเบะปาก "ข้าไปจักเป็นตัวถ่วงเสียมากกว่า ข้าขี่ม้าไม่แข็ง ยิงธนูไม่เป็น แม้แต่กระต่ายป่าข้ายังสงสาร... ข้าจะไปทำไม?"
"ไปนั่งเฉยๆ" จ้าวจินหลงยื่นข้อเสนอ "เจ้าเพียงแค่ไปนั่งสง่างามในกระโจมจิบชา รอข้าล่าสัตว์กลับมา... เพียงแค่นั้น"
หลินซีเหยาหูผึ่ง "เพียงแค่นั้นจริงหรือ? ไม่ต้องวิ่งไล่จับกวางนะ?"
"ข้าสัญญา"
"แล้วเรื่องที่หลับนอนเล่า?" หลินซีเหยาถามเสียงเครียด "ข้าได้ยินมาว่ากระโจมทหารพื้นมันแข็งกระด้าง แถมยังหนาวสั่นสะท้านยามราตรี ข้าไม่เอานะ!"
จ้าวจินหลงถอนหายใจ ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
"เรื่องนั้น... ข้าจัดการให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว รับรองว่าเจ้าจะลืมไปเลยว่ากำลังนอนอยู่ในป่า"
...
วันออกเดินทาง
ขบวนเสด็จอันยิ่งใหญ่เคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองหลวง เหล่าขุนนางหนุ่มสาวต่างแต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมง ขี่ม้าอวดสง่าราศี หวังจะสร้างชื่อเสียงในสนามล่าสัตว์
หลินเมิ่ง ที่ติดตามบิดามาด้วย อยู่ในชุดขี่ม้าสีแดงรัดรูป ขี่ม้าสีขาวปลอด ดูโดดเด่นและมั่นใจ นางปรายตามองไปที่ขบวนของจวนชินอ๋องด้วยสายตาเย้ยหยัน
"เหอะ! หลินซีเหยาผู้อ่อนแอ วันๆ เอาแต่นอน จะทนความลำบากยากเข็ญในการเดินทางได้สักกี่ชั่วยาม คงจะนั่งร่ำไห้อยู่ในรถม้าจนตาบวมแล้วกระมัง"
แต่ทว่า... ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทุกคน กลับทำให้ทั้งขบวนต้องตกตะลึงพรึงเพริด
รถม้าของพระชายาชินอ๋อง... มิใช่รถม้าธรรมดา!
มันคือ "รถม้าดัดแปลงขนาดใหญ่พิเศษ" ที่มหึมากว่ารถม้าทั่วไปถึงสองเท่า! ล้อรถถูกหุ้มด้วยยางไม้หนาพิเศษเพื่อลดแรงกระแทก ตัวรถบุด้วยผ้าหนาหลายชั้น ผ้าม่านปิดสนิทมิดชิด
และที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่าคือ ขบวนสัมภาระที่ติดตามมาเบื้องหลัง
เกวียนสิบคันบรรทุกสิ่งของพะรุงพะรัง
เกวียนคันที่หนึ่งถึงสาม: บรรทุกฟูกและหมอนนับสิบใบ
เกวียนคันที่สี่ถึงหก: บรรทุกถ่านไม้ไร้ควันและเตาพกพา
เกวียนคันที่เจ็ดถึงเก้า: บรรทุกเสบียงอาหารแห้ง ขนม ผลไม้ดอง และไหสุรา
เกวียนคันที่สิบ: บรรทุก... อ่างอาบน้ำไม้หอม!?
"นะ... นั่นมันอันใดกัน!?" ขุนนางผู้หนึ่งอุทาน "เขากำลังจะไปล่าสัตว์ หรือจะย้ายจวนหนีอัคคีภัย!?"
จ้าวจินหลงขี่ม้าสีดำทมิฬนาม 'ทัณฑ์สวรรค์' เดินนำขบวนด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่แอบภาคภูมิใจลึกๆ ที่สนองความต้องการของภรรยาได้ครบถ้วน
...
จุดพักม้าระหว่างทาง
ทุกคนลงจากหลังม้าเพื่อพักผ่อนอิริยาบถ หลินซีเหยาค่อยๆ แง้มม่านรถม้าออกมา
"ถึงแล้วหรือ? เมื่อยยิ่งนัก..."
เขาไม่ได้เมื่อยเพราะนั่งนาน แต่เมื่อยเพราะนอนท่าเดียวนานเกินไปในรถม้าที่แสนสุขสบาย
"ท่านพี่..." หลินซีเหยาตะโกนเรียกจ้าวจินหลงที่ยืนสั่งการทหารอยู่ "ข้าเบื่อนั่งรถม้าแล้ว มันอุดอู้ ข้าใคร่ออกมาสูดอากาศบ้าง"
"เจ้าจะขี่ม้าหรือ?" จ้าวจินหลงเลิกคิ้ว "ไหนว่าขี่ไม่แข็ง?"
"ก็ขี่ไม่แข็งอย่างไรเล่า" หลินซีเหยายิ้มหวาน เดินเข้าไปหาท่านอ๋อง แล้วชูแขนขึ้นดั่งเด็กน้อยขอให้อุ้ม "ข้าขี่ม้าไม่เป็น... แต่ข้า 'ขี่สามี' เป็นนะ"
"แค่กๆ!" ทหารองครักษ์ที่กำลังดื่มน้ำอยู่สำลักพรวดออกมา
วาจาสองแง่สองง่ามหน้าตายของพระชายา ช่างทำลายล้างรุนแรงยิ่งนัก!
จ้าวจินหลงใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อย แต่ก็มิปฏิเสธ เขาตวัดแขนอุ้มหลินซีเหยาขึ้นนั่งบนหลังเจ้าทัณฑ์สวรรค์ แล้วกระโดดขึ้นซ้อนหลัง โอบกอดร่างบางไว้ในวงแขนแกร่ง
"นั่งดีๆ อย่าดิ้น" จ้าวจินหลงกระซิบข้างใบหู "เจ้าทัณฑ์สวรรค์มันดุ ประเดี๋ยวพลัดตกไปคอหักข้าไม่รู้ด้วย"
"มันไม่ดุหรอก ดูสิ" หลินซีเหยาลูบแผงคอม้าเบาๆ "เป็นอย่างไรเจ้าม้ายักษ์... ขนเจ้านุ่มดีนี่ น่าเอาไปทำพรมเช็ดเท้า... เอ้ย พรมปูพื้น"
เจ้าทัณฑ์สวรรค์ อาชาศึกที่ใครเข้าใกล้เป็นต้องโดนดีด พ่นลมหายใจฟืดฟาด แล้วเอาหัวถูไถมือหลินซีเหยาอย่างออดอ้อน สงสัยจะได้กลิ่นขนมจากมือพระชายา
ภาพท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหด ขี่ม้าโอบประคองภรรยาโฉมงามที่พิงอกแกร่งอย่างสบายใจ ช่างเป็นภาพที่บาดตาบาดใจคนไร้คู่และคนขี้อิจฉา ไปทั้งกองทัพ
...
ณ ค่ายพักแรม ภูเขาฉางซาน
เมื่อถึงที่หมาย ท้องนภาเริ่มมืดลง อากาศบนภูเขาเย็นยะเยือกจับใจ
เหล่าขุนนางต่างเร่งรีบกางกระโจมผ้าใบธรรมดา พื้นดินขรุขระทำให้หลายคนบ่นอุบอิบ ส่วนพวกคุณหนูผู้บอบบางก็เริ่มงอแงเพราะความลำบาก
"ฮือ... พื้นแข็งยิ่งนัก นอนมิได้เลย"
"หนาวเหน็บนัก! ไฟก็ก่อไม่ติด!"
"ข้าใคร่กลับเรือน!"
หลินเมิ่งที่กำลังสั่งบ่าวไพร่ให้ปูพรมบางๆ ในกระโจมแคบๆ หันไปมองทางทิศของค่ายจวนอ๋อง หวังจะเห็นหลินซีเหยาตกระกำลำบาก
แต่สิ่งที่เห็น... ทำเอานางอ้าปากค้างจนแมลงบินเข้าปากได้
ในพื้นที่ที่ดีที่สุดของค่าย ใกล้ลำธารและบังลม
กระโจมขนาดมหึมาสีขาวขลิบทองถูกกางขึ้น... มันมิใช่กระโจมธรรมดา แต่มันคือ "ตำหนักผ้าเคลื่อนที่"!
กระโจมนี้เกิดจากการนำกระโจมใหญ่สามหลังมาเชื่อมต่อกัน
ส่วนแรก: ห้องรับรองปูพรมเปอร์เซียหนานุ่ม
ส่วนกลาง: ห้องนอนที่วางเตียงไม้ประกอบที่ขนมา พร้อมฟูกหนาสามชั้น และเตาผิงจำลองที่ใช้ถ่านไร้ควัน ให้ความอบอุ่นทั่วถึง
ส่วนหลัง: พื้นที่ชำระกายที่มีฉากกั้นมิดชิด พร้อมอ่างไม้หอมที่บ่าวไพร่กำลังต้มน้ำมาเติม
แสงไฟจากโคมไฟระย้า ใช่! ขนโคมไฟระย้ามาด้วย! ส่องสว่างลอดออกมาจากกระโจม ดูอบอุ่นและหรูหราตัดกับความมืดมิดและหนาวเหน็บรอบข้าง
"นี่มันวิปลาสไปแล้ว!" หลินเมิ่งกรีดร้อง "เขามาล่าสัตว์หรือมาเสวยสุขกันแน่!"
...
ภายใน "ตำหนักผ้า" ของหลินซีเหยา
"อ่า... สรวงสวรรค์..."
หลินซีเหยาในชุดนอนผ้าไหมบางเบา ทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มๆ ที่อุ่นสบาย กลิ่นหอมของกำยานช่วยผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง
"ท่านพี่... ท่านนี่เป็นเลิศจริงๆ" หลินซีเหยาชูนิ้วโป้งให้จ้าวจินหลงที่กำลังถอดชุดเกราะออก "ข้ามิคาดคิดเลยว่าการมานอนป่าจะสุขสบายถึงเพียงนี้ รู้เยี่ยงนี้ข้ามาตั้งนานแล้ว"
จ้าวจินหลงเดินเข้ามานั่งข้างเตียง มองภรรยาที่กลิ้งเกลือกไปมาอย่างเอ็นดู
"ข้าบอกแล้วว่าข้าจัดการได้... ว่าแต่ เจ้าไม่หิวหรือ?"
"หิว!" หลินซีเหยาลุกขึ้นนั่ง "มีสิ่งใดกินบ้าง?"
"เนื้อกวางย่าง หมูป่าหัน แล้วก็ซุปร้อนๆ ... ทหารเพิ่งล่ามาได้สดๆ"
"ประเสริฐ!" หลินซีเหยาตาเป็นประกาย "ท่านป้อนข้าด้วยนะ ข้าไม่มีแรงยกตะเกียบแล้ว" (ข้ออ้างยอดนิยม)
จ้าวจินหลงส่ายหน้ายิ้มๆ หยิบชามข้าวต้มมาป้อนถึงริมฝีปาก
"เจ้ามันง่อยเปลี้ยเสียขาจริงๆ ... หากไม่มีข้า เจ้าจะอยู่อย่างไรฮึ?"
หลินซีเหยากลืนข้าวต้มลงคอ แล้วยิ้มตาหยี
"ก็เพราะมีท่านอย่างไรเล่า ข้าถึงทำตัวเหลวไหลเช่นนี้ได้... ท่านต้องเลี้ยงดูข้าไปตลอดชีวิตเลยนะ ห้ามทอดทิ้งข้าเด็ดขาด"
วาจาซื่อๆ ที่เหมือนการสารภาพรักแต่แท้จริงคือการหาเจ้ามือเลี้ยงดูกระแทกใจท่านอ๋องอย่างจัง
จ้าวจินหลงวางชามลง แล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้
"เลี้ยงดูเจ้าไปตลอดชีวิตน่ะย่อมได้... แต่ของเปล่าไม่มีในโลกนะ พระชายา"
"เอ๋?" หลินซีเหยาชะงัก "จะเก็บเบี้ยหรือ? ข้าไม่มีเบี้ยนะ ข้ามีแต่ตัว..."
"นั่นแหละที่ข้าปรารถนา..."
จ้าวจินหลงกดร่างบางลงกับเตียงนุ่ม มือหนาลูบไล้เอวบางเบาๆ
"ราตรีนี้อากาศหนาว... ข้าต้องการ 'เตาผิง' ส่วนตัว... และครานี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกอดอยู่ฝ่ายเดียวแน่"
หลินซีเหยากระพริบตาปริบๆ มองสายตาที่เริ่ม 'ไม่บริสุทธิ์' ของท่านอ๋องที่เริ่มเรียนรู้จากตำราปกขาวที่แอบอ่านมา
"เอ่อ... ท่านพี่... พรุ่งนี้ท่านต้องตื่นเช้าไปล่าสัตว์นะ..."
"ช่างหัวสัตว์มันเถิด" จ้าวจินหลงงึมงำ ซุกหน้าลงที่ซอกคอหอมกรุ่น "ข้าจะล่า 'กระต่ายขี้เซา' ตัวนี้ก่อน"
ราตรีในป่าใหญ่ ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ...
แต่ในกระโจมของชินอ๋อง กลับร้อนระอุจนแทบไหม้!
และแน่นอน... คนทั้งค่ายที่นอนหนาวสั่นสะท้านอยู่ภายนอก ต่างก็ได้ยินเสียงท่านอ๋องที่ดุภรรยาหรือถูกภรรยายั่ว? แว่วมาตามสายลม ทำให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกลกว่าเดิม!
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี
![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



![เกือบหอบลูกหนีเพราะสามีไม่รัก[PWP]-Omegaverse](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


![สถานะเมียในสมรส [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)