เข้าสู่ระบบข่าวเรื่ององค์ชายทัวป๋าเลี่ยแห่งแดนเหนือ "กลับใจ" กลายเป็นผู้ใฝ่ธรรมะเพราะโดนจ้องจนขวัญหนีดีฝ่อ สร้างความปิติยินดีให้แก่ฮ่องเต้ยิ่งนัก พระองค์จึงจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่ในวังหลวง เพื่อเลี้ยงส่งคณะราชทูตแดนเหนือ และต้อนรับคณะราชทูตจาก "แคว้นหนาน" แดนทักษิณ ที่เพิ่งเดินทางมาถึง
แคว้นหนาน นั้นขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเป็นเมืองบัณฑิต ผู้คนรักการศึกษา ร่ายกวี วาดภาพ และมักจะดูแคลนแคว้นจ้าวว่าเป็นพวก "คนเถื่อนบ้าพลัง" ที่ดีแต่ใช้กำลังเข้าห้ำหั่น
...
ณ ท้องพระโรง งานเลี้ยงหลวง
บรรยากาศแบ่งแยกเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งขวาคือขุนนางฝ่ายบู๊และคณะทูตแดนเหนือที่ดื่มสุราเฮฮาครื้นเครง ส่วนฝั่งซ้ายคือคณะทูตแคว้นหนานที่สวมชุดบัณฑิตยาวรุ่มร่าม นั่งจิบชาด้วยท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง
หลินซีเหยา นั่งประทับอยู่ข้าง จ้าวจินหลง บนตั่งรองประธาน เขากำลังพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่สัปหงก โดยมีท่านอ๋องคอยแอบหยิกเอวเบาๆ เพื่อปลุกให้ตื่นเป็นระยะ
"ท่านพี่... ข้าใคร่กลับจวน..." หลินซีเหยากระซิบเสียงเครือ "ตาข้าจะปิดอยู่รอมร่อ พวกบัณฑิตนั่นร่ายกวีอันใดยาวเหยียด ฟังมิรู้ความเลย"
"อดทนหน่อยเถิด" จ้าวจินหลงกระซิบตอบ "ประเดี๋ยวก็จบสิ้นแล้ว... หากเจ้าหลับยามนี้ เสด็จพี่จะเสียหน้านะ"
ทันใดนั้น 'ราชครูแห่งแคว้นหนาน' ชายชราท่าทางภูมิฐาน ก็ลุกขึ้นยืนกลางท้องพระโรง
"ทูลฝ่าบาทแคว้นจ้าว... ได้ยินกิตติศัพท์ว่าแคว้นของท่านอุดมไปด้วยยอดคน ทั้งแม่ทัพผู้เกรียงไกรและ... พระชายาผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศจากข่าวลือเรื่องปราบทัวป๋าเลี่ย "
ราชครูยิ้มหยัน "ข้าผู้น้อยนำ 'ไข่มุกเก้าโค้ง' อันเป็นสมบัติล้ำค่าของแคว้นหนานมาถวาย แต่มีเงื่อนไขว่า... จักต้องมีผู้สามารถร้อยด้ายแดงผ่านไข่มุกเม็ดนี้ได้สำเร็จ จึงจะถือว่าแคว้นจ้าวคู่ควรที่จะครอบครอง"
ขันทีนำถาดทองคำเข้ามา วางไข่มุกเม็ดงามขนาดเท่ากำปั้นลงตรงหน้า
ไข่มุกนี้มีความพิเศษพิสดารคือ รูที่เจาะไว้นั้นคดเคี้ยวเลี้ยวลดอยู่ภายในถึงเก้าโค้ง มิสามารถมองเห็นทะลุได้ และรูเล็กจิ๋วชนิดที่เข็มยังสอดใส่ได้ยากลำบาก
"เชิญยอดคนแคว้นจ้าวลองทดสอบดูเถิด" ราชครูผายมือท้าทาย
เหล่าขุนนางฝ่ายบู๊ต่างส่ายหน้า ขุนนางฝ่ายบุ๋นลองพยายามสอดด้าย แต่ด้ายก็ติดขัดอยู่เพียงแค่ปากรูเพราะความคดเคี้ยวภายใน พยายามอยู่นานจนเหงื่อกาฬตกก็มิสำเร็จ
"ฮ่าๆๆ!" ราชครูแคว้นหนานหัวเราะร่า "ดูท่า... แคว้นจ้าวจะถนัดแต่จับดาบ แต่ขาดความละเอียดอ่อนทางปัญญาเสียกระมัง?"
คำดูหมิ่นนั้นทำให้ ทัวป๋าเลี่ย เดือดดาล
"เจ้าเฒ่า! อย่ามาดูแคลนกันนะ! ข้าจะลองดู!"
ทัวป๋าเลี่ยเดินอาดๆ เข้าไป หยิบไข่มุกขึ้นมาเพ่งมอง แล้วพยายามยัดด้ายใส่
"เข้าสิวะ! เข้าไป!"
ด้วยความโทสะ เขาเกือบจะบีบไข่มุกแตกคามือ
"หยุดนะทัวป๋าเลี่ย!" จ้าวจินหลงร้องห้าม "นั่นของล้ำค่า อย่าทำลาย!"
ทัวป๋าเลี่ยฮึดฮัด วางไข่มุกคืน "มันทำไม่ได้หรอก! รูคดเคี้ยวปานนี้ ผีสางที่ใดจะร้อยเชือกได้!"
ราชครูแคว้นหนานยิ้มเยาะ "หากทำไม่ได้ ก็ยอมรับเถิดว่าแคว้นจ้าวไร้คนมีปัญญา... พระชายาหลิน ผู้เลื่องชื่อลือชา ก็คงทำไม่ได้เช่นกันกระมัง?"
สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่หลินซีเหยา
หลินซีเหยาที่กำลังนั่งสัปหงก สะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินนามตนเอง
"หือ? ...เรียกข้าหรือ?"
จ้าวจินหลงกระซิบสถานการณ์ให้ฟังคร่าวๆ
หลินซีเหยาฟังจบก็มองไข่มุกเม็ดนั้น แล้วถอนหายใจยาวเหยียด
เรื่องเพียงเท่านี้เองหรือ? จำต้องปลุกข้าด้วย?
"นำมานี่สิ" หลินซีเหยาโบกมือเรียกขันที
"ระวังนะพระชายา รูมันเล็กมาก..." ราชครูเตือนด้วยน้ำเสียงดูแคลน
หลินซีเหยารับถาดไข่มุกมาวางบนตั่ง
"อาเป่า... ไปหาน้ำผึ้งมาหน่อย... แล้วก็ไปจับมดแดงที่สวนหลังตำหนักมาตัวหนึ่ง"
"หา?" ทั่วทั้งท้องพระโรงงุนงง
น้ำผึ้ง? มดแดง? จะนำมาทำยำไข่มุกหรืออย่างไร?
เมื่อได้ของครบถ้วน หลินซีเหยาก็ลงมือปฏิบัติการอันแสนเรียบง่าย
เขาเอาน้ำผึ้งหยดลงที่ปากรูอีกด้านหนึ่งของไข่มุก
เขาเอาด้ายแดงผูกเอวเจ้ามดแดงตัวน้อย ด้วยความช่วยเหลือของจ้าวจินหลง เพราะสายตาหลินซีเหยาสั้นเล็กน้อย
เขาจับมดแดงวางที่ปากรูฝั่งนี้
"เข้าไปสิเจ้าตัวเล็ก... ข้างในมีของอร่อยนะ" หลินซีเหยาเขี่ยก้นมดเบาๆ
เจ้ามดแดงที่ได้กลิ่นน้ำผึ้งหอมหวาน ก็รีบมุดเข้ารูไข่มุกไปทันที มันเดินคดเคี้ยวเลี้ยวลดไปตามทางภายในเพื่อตามหากลิ่นหวาน โดยลากด้ายแดงติดตัวไปด้วย
ส่วนหลินซีเหยา...
"รอสักครู่นะ..."
เขาทิ้งตัวลงพิงพนัก หลับตาลง "ระหว่างรอมดเดิน... ข้าขอนอนพักสายตาสักงีบ"
ทุกคน "..."
เวลาผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปสั้นๆ
เจ้ามดแดงก็โผล่ศีรษะออกมาจากรูอีกฝั่ง พร้อมกับกินน้ำผึ้งอย่างมีความสุข
ด้ายแดงถูกร้อยผ่านไข่มุกเก้าโค้งอย่างสมบูรณ์แบบ!
"เสร็จสิ้นแล้ว" หลินซีเหยาลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฮือฮา "เอามดไปปล่อยด้วยนะ สงสารมัน"
ราชครูแคว้นหนานอ้าปากค้างจนคางแทบจดพื้น
"นะ... นี่มัน... วิธีการอันใดกัน? มิใช้เข็ม มิใช้ลมปราณ... แต่ใช้แมลง?"
"เขาเรียกว่า... 'การยืมแรงธรรมชาติ'" หลินซีเหยาตอบหน้าตายแท้จริงคือขี้เกียจร้อยเอง "คนฉลาดไม่จำเป็นต้องออกแรงเองเสมอไปหรอกท่านราชครู... บางครั้งการรู้วิธีใช้สอยผู้อื่นหรือสัตว์อื่นก็เป็นปัญญาประการหนึ่ง"
"เยี่ยมยอด!" ฮ่องเต้ตบพระหัตถ์ดัง ฉาด "น้องสะใภ้ข้าช่างปราดเปรื่อง! แก้ปัญหาที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ด้วยวิธีที่ง่ายดายที่สุด!"
ทัวป๋าเลี่ยน้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้ง
"ท่านอาจารย์! ท่านสอนข้าอีกแล้ว! ...วิชา 'ยืมแรงมดทลายภูเขา' สินะ! ข้าจะจดจำไว้!"
ราชครูแคว้นหนานหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เขาคารวะอย่างจำนน
"ข้าน้อยเลื่อมใสแล้ว... แคว้นจ้าวซ่อนพยัคฆ์ซ่อนมังกรจริงๆ แม้แต่พระชายาที่ดู... เอ่อ... ผ่อนคลาย... ก็ยังมีปัญญาลึกล้ำเพียงนี้"
หลินซีเหยาโบกมือ "ชมเกินไปแล้ว... ข้าเพียงแค่เกียจคร้านจะเพ่งสายตา ประเดี๋ยวริ้วรอยจะขึ้น"
...
หลังงานเลี้ยง (บนรถม้ากลับจวน)
จ้าวจินหลงนั่งยิ้มแก้มปริ มองภรรยาที่นอนหนุนตักเขาอยู่
"วันนี้นอกจากจะกู้หน้าให้เสด็จพี่แล้ว ยังทำให้พวกบัณฑิตแคว้นหนานหุบปากสนิท... เจ้าทำได้ดียิ่งนัก ซีเหยา"
"รางวัลเล่า?" หลินซีเหยาทวงถามทันที
"เจ้าอยากได้สิ่งใด? เครื่องประดับ? แพรพรรณ?"
"ไม่เอา..." หลินซีเหยาเงยหน้ามองตาแป๋ว "ข้าอยากได้... 'วันหยุด'"
"วันหยุด?"
"ถูกต้อง... พรุ่งนี้ข้าขอหยุดเป็นพระชายาหนึ่งวัน" หลินซีเหยาแจงรายละเอียด "มิต้องตื่นเช้า มิต้องกินข้าวพร้อมท่าน มิต้องมีคนมาปรนนิบัติ... ข้าอยากนอนนิ่งๆ อยู่ในห้องคนเดียว ทั้งทิวาและราตรี"
จ้าวจินหลงหรี่ตามอง
"นอนคนเดียว? ไม่มีข้า?"
"ใช่! ท่านตัวร้อนดุจเตาผิง นอนกอดคราใดข้าเหงื่อกาฬแตกทุกที... ขอข้านอนตากลมเย็นๆ คนเดียวบ้างเถิด"
ท่านอ๋องหนุ่มทำหน้ามุ่ยประดุจสุนัขตัวโตที่ถูกเจ้านายทิ้งขว้าง
"ก็ได้... หากเจ้าต้องการเช่นนั้น"
หลินซีเหยายิ้มร่า "เย้! รักท่านพี่ที่สุด!"
หารู้ไม่ว่า... ภายใต้ใบหน้าที่ดูยอมจำนนของจ้าวจินหลง
เขากำลังวางแผนร้ายกาจบางอย่าง
อยากนอนตากลมเย็นๆ คนเดียวงั้นรึ?
ได้... ข้าจะพาเจ้าไปนอนตากลม... แต่สถานที่อาจจะไม่ใช่ห้องนอนนะ
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลินซีเหยาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
สายลมเย็นสดชื่นพัดผ่านใบหน้า เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วดังใกล้หู และกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าตลบอบอวล
"อืม... สดชื่นยิ่งนัก..."
เขาลืมตาขึ้น บิดขี้เกียจอย่างมีความสุข
แต่ทว่า... เมื่อเขามองไปรอบกาย
"เฮ้ย!!!"
เขามิได้นอนอยู่บนเตียงในเรือนเหมันต์พิสุทธิ์!
แต่เขากำลังนอนอยู่บน "แพไม้ไผ่ขนาดใหญ่" ที่ลอยล่องอยู่กลาง "สระบัวหลวง" ท้ายจวนอ๋อง!
บนแพมีฟูกหนานุ่ม มีมุ้งโปร่งบางครอบไว้ มีโต๊ะวางขนมและน้ำชาครบครัน
และที่สำคัญ... แพนี้ลอยอยู่กลางสระ ห่างจากฝั่งหลายจั้ง! ไร้ซึ่งไม้พาย!
"ตื่นแล้วรึ?"
เสียงตะโกนดังมาจากศาลาริมน้ำ
จ้าวจินหลงยืนกอดอกยิ้มแฉ่งอยู่บนฝั่ง
"ท่านพี่! นี่มันอันใดกัน!" หลินซีเหยาตะโกนถาม
"ก็เจ้าบอกอยากนอนตากลมเย็นๆ คนเดียว" จ้าวจินหลงตะโกนตอบ "ข้าเลยจัดให้... แพนี้ลมโกรกดีนัก เย็นสบาย ไม่มีผู้ใดรบกวน เพราะเจ้าว่ายน้ำไม่เป็น "
"แล้วข้าจะกลับฝั่งเยี่ยงไร! ข้าหิวข้าว!"
"อ๋อ... ข้าผูกเชือกชักรอกเอาไว้" จ้าวจินหลงชูเชือกเส้นใหญ่ในมือ "หากเจ้าอยากกินข้าว... หรืออยากกลับเข้าฝั่ง..."
ท่านอ๋องแสยะยิ้ม
"เจ้าต้อง 'ออดอ้อน' ข้าดังๆ ให้บ่าวไพร่ทั้งจวนได้ยินเสียก่อน... มิเช่นนั้นก็นอนตากลมเป็นปลาตากแห้งอยู่ตรงนั้นแหละ!"
หลินซีเหยาอ้าปากค้าง
เจ้าสามีจอมเจ้าเล่ห์! เจ้าคนเผด็จการ!
นี่มันการกักขังหน่วงเหนี่ยวชัดๆ!
"ท่านพี่รูปงาม! สามีผู้ประเสริฐ!" หลินซีเหยารีบตะโกนทันที ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ "ข้ารักท่านที่สุด! ลากข้ากลับไปที! ข้าหิวขาหมูแล้ว!"
จ้าวจินหลงหัวเราะลั่น ยอมดึงเชือกลากแพภรรยากลับเข้าฝั่ง
หึ... คิดจะหนีข้านอนคนเดียว? ฝันไปเถิด หลินซีเหยา!
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







