Home / วาย / ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก / บทที่ 7 ค่ำคืนในรังไหมและเตาผิงเดินได้

Share

บทที่ 7 ค่ำคืนในรังไหมและเตาผิงเดินได้

Author: SophiaPsp
last update publish date: 2026-03-16 12:51:35

บรรยากาศภายในเรือนหอ ‘เหมันต์พิสุทธิ์’ ในยามวิกาล ตึงเครียดเสียจนแทบจะจุดไฟติด อากาศที่เย็นยะเยือกจากลมหนาวภายนอกที่พัดกรูเข้ามาทางหน้าต่าง ดูเหมือนจะร้อนระอุขึ้นมาทันควันจากแรงปะทะของสองร่างบนเตียง

จ้าวจินหลง ชินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร โน้มกายลงทาบทับร่างโปร่งบางที่นอนแผ่หราอยู่บนกองขนจิ้งจอกนุ่มนิ่ม สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองใบหน้าสวยหวานที่อยู่ห่างเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเป่ารดผิวแก้มเนียนละเอียดของคนใต้ร่าง จนแก้มใสนั้นขึ้นสีระเรื่อดั่งผลท้อสุกปลั่ง

“เจ้าบอกว่ายอมทุกอย่างงั้นรึ?” จ้าวจินหลงกระซิบเสียงต่ำพร่าที่ข้างใบหู พยายามใช้น้ำเสียงอำมหิตข่มขวัญศัตรูตัวจ้อย “เจ้าคงคิดว่าข้าจะใจดี อ่อนโยน เหมือนบุรุษอื่นที่เจ้าเคยผ่านมาสินะ... ฝันไปเถิด”

เขาจงใจถ่ายเทน้ำหนักตัวเกือบทั้งหมดลงมาทับ เพื่อให้คนใต้ร่างรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออก และเกิดความหวาดกลัว เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพ หลินซีเหยา ดิ้นรนผลักไส ร่ำไห้ร้องขอชีวิต หรือไม่ก็แสร้งทำจริตมารยายั่วยวนแบบที่เขาเกลียดเข้ากระดูกดำ

แต่ทว่า... สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

“อือ...”

หลินซีเหยาส่งเสียงครางในลำคอแผ่วเบา มิใช่เสียงครางกระเส่าด้วยราคะ หรือเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด แต่เป็นเสียงแห่งความ ‘เปรมปรีดิ์’ และ ‘สุขสม’ ราวกับวิฬาร์ตัวน้อยที่ถูกเกาพุงจนเคลิบเคลิ้ม

ท่อนแขนเรียวขาวผ่องดุจรากบัวที่วางอยู่ข้างตัว ยกขึ้นมาโอบรอบลำคอแกร่งของท่านอ๋องโดยอัตโนมัติ ร่างบางขยับตัวยุกยิกเล็กน้อย มิใช่เพื่อหนี แต่เพื่อ ‘เบียด’ กายเข้าหาความอบอุ่นจากร่างสูงใหญ่ที่ทาบทับอยู่

“อุ่น...”

หลินซีเหยาพึมพำทั้งที่ดวงตาดอกท้อยังคงหลับพริ้ม มุมปากยกยิ้มอย่างมีความสุขที่สุดในใต้หล้า “ตัวท่านอุ่นมาก... อุ่นเหมือนเตาผิงไฟเนื้อดีราคาแพงเลย...”

กึก!

จ้าวจินหลงชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อเป็นหินศิลาแลงในบัดดล!

ตลอดชีวิตเกือบสามสิบปี เขาครองตัวเป็นโสดอย่างเคร่งครัด มิเคยมีอนุภรรยา มิเคยเที่ยวหอนางโลม มิเคยให้สตรีหรือบุรุษหน้าไหนเข้าใกล้ ชีวิตมีแต่คมดาบ คาวเลือด และสนามรบ เขาไม่เคยสัมผัสร่างกายผู้อื่นในระยะประชิดแนบแน่นเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะ... ร่างกายที่นุ่มนิ่ม ยืดหยุ่น และหอมกรุ่นเช่นนี้!

เตาผิง? สมองของท่านอ๋องประมวลผลอย่างงุนงง ข้าคือแม่ทัพผู้สังหารศัตรูนับหมื่น เจ้าเห็นข้าเป็นเตาผิงเดินได้งั้นรึ!?

“นี่เจ้าแกล้งโง่หรือโง่จริง?” จ้าวจินหลงกัดฟันกรอด ข่มความประหม่าที่เริ่มก่อตัวในจิตใจ “ข้ากำลังจะล่วงเกินเจ้านะ! ข้ากำลังจะย่ำยีศักดิ์ศรีของเจ้า!”

“อื้อ... ล่วงเกินเลย... ย่ำยีเลย...” หลินซีเหยาตอบเสียงยานคางเหมือนคนเมาขี้ตา มือข้างหนึ่งเริ่มซุกซน ล้วงเข้าไปในสาบเสื้อคลุมที่เปิดอ้าของท่านอ๋องอย่างถือวิสาสะ ฝ่ามือเล็กวางแปะลงบนแผงอกแน่นตึงที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง

“ตรงนี้อุ่นที่สุด... ขอยืมหน่อยนะ... คืนนี้อากาศหนาว... ผ้าห่มขนจิ้งจอกยังเอาไม่อยู่...”

ความอบอุ่นจากฝ่ามือนุ่มนิ่มที่แนบชิดผิวเนื้อเปลือยเปล่า ทำให้จ้าวจินหลงตัวแข็งทื่อยิ่งกว่าเดิม หัวใจที่เคยเต้นนิ่งสงบดั่งหินผาแม้ในยามออกศึก กลับเริ่มเต้นรัวแรงจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก

ตึกตัก... ตึกตัก...

เขาทำตัวไม่ถูก! ตำราพิชัยสงครามร้อยเล่มเกวียนมิได้สอนวิธีรับมือกับ “ภรรยา” ที่นอนกอดเขาแน่นขนาดนี้!

เขาพยายามจะแกะมือซนๆ นั่นออก แต่หลินซีเหยากลับกอดรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม ขาเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นเกี่ยวรัดเอวสอบของเขาไว้แน่นราวกับลูกลิงเกาะมารดาไม่ยอมปล่อย

“อย่าไปนะ...” เสียงหวานออดอ้อนเหมือนลูกแมวขี้อ้อน “หมอนข้างอุ่นๆ หายาก... อยู่ให้ข้ากอดก่อน... นะ...”

จ้าวจินหลงมองคนใต้ร่างด้วยความสับสนระคนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

คนผู้นี้... ไม่มีเจตนายั่วยวนทางกามารมณ์เลยสักนิด แววตานั้นใสซื่อบริสุทธิ์ มีแต่สัญชาตญาณของสัตว์ตัวเล็กๆ ที่หนาวสั่นและโหยหาความอบอุ่นจากสัตว์ตัวใหญ่กว่า

และที่น่าโทสะที่สุดคือ... ภายในเวลาไม่ถึงสิบจังหวะหายใจ

ฟี้... ฟี้...

เสียงกรนเบาๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง!

หลินซีเหยาหลับไปแล้ว! หลับทั้งที่กอดเขาแน่นขนาดนี้! หลับทั้งที่เขายังคร่อมทับอยู่และเสื้อผ้าหลุดลุ่ย!

“ให้ตายเถอะ...” จ้าวจินหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทิ้งตัวลงนอนหงายข้างๆ อย่างหมดสภาพ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อกร

เขาจะทำอันใดได้? ประสบการณ์เรื่องบนเตียงเขาเป็นศูนย์ จะให้ข่มเหงรังแกคนที่นอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว มันก็เสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชายชาติทหารเกินไป จะให้ลุกหนี ก็ถูกรัดไว้แน่นดั่งงูเหลือมรัดเหยื่อ

สุดท้าย ท่านอ๋องผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องจึงทำได้เพียงนอนตัวเกร็ง ยอมตกเป็น ‘เตาผิงมนุษย์’ ให้พระชายาตัวแสบกกกอดเป็นครั้งแรกในชีวิต

กลิ่นหอมดอกบัวจางๆ นี่อีกแล้ว...

จ้าวจินหลงคิดในใจขณะที่จมูกของเขาชนกับกลุ่มผมนุ่มของคนข้างกาย เขาเคยเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังจากภาพจำอันโหดร้ายในสนามรบ แต่แปลกที่คืนนี้ ความรู้สึกสงบผ่อนคลายอย่างประหลาดกลับแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความตึงเครียด

แค่คืนนี้เท่านั้น... ข้าจะปล่อยเจ้าไปเพราะข้า... ข้าแค่ขยับตัวไม่ได้ต่างหาก!

...

ยามเช้าตรู่ วันรุ่งขึ้น

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ที่ไร้ผ้าม่านด้วยฝีมือการกลั่นแกล้งของท่านอ๋องเอง ปลุกให้จ้าวจินหลงตื่นจากห้วงนิทรา

เขากระพริบตาถี่ๆ รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่เขาหลับสนิทรวดเดียวจนเช้าโดยไม่ฝันร้ายแม้แต่นิดเดียว

แต่ความรู้สึกหนักอึ้งที่ท่อนแขนและหน้าอกทำให้เขาต้องก้มลงมอง...

ภาพที่เห็นทำเอาท่านอ๋องหนุ่มผู้ไร้ประสบการณ์ต้องกลั้นหายใจจนหน้าแดง

หลินซีเหยา พระชายาจอมขี้เซา นอนหนุนแขนเขาต่างหมอน ใบหน้าหวานซุกอยู่ที่ซอกคอแกร่ง ขาข้างหนึ่งก่ายอยู่บนหน้าท้องเขา สภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยจนสาบเสื้อแยกออก เผยให้เห็นไหล่ขาวเนียนและไหปลาร้าสวยได้รูปที่ตัดกับผิวสีแทนเข้มจากการตากแดดของเขาอย่างชัดเจน

“อือ... สว่างจัง... ปิดไฟหน่อย...”

เจ้าตัวยุ่งเริ่มขยับตัวยุกยิก ตื่นขึ้นเพราะแสงแดดแยงตา หลินซีเหยาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา สบตาเข้ากับจ้าวจินหลงในระยะประชิด ปลายจมูกแทบจะชนกัน

แทนที่จะตกใจ กรีดร้องโวยวาย หรือเขินอายม้วนต้วนตามประสาคนเพิ่งเข้าหอ

หลินซีเหยากลับกระพริบตาปริบๆ แล้วส่งยิ้มหวานยามเช้าที่แสนจะพิมพ์ใจให้สามี

“อรุณสวัสดิ์เตาผิง...” เสียงแหบพร่าเซ็กซี่โดยไม่ตั้งใจ “เมื่อคืนท่านทำหน้าที่ได้ดีมาก อุ่นสบายยิ่งนัก ข้าไม่หนาวเลยสักนิด... น่าพึงพอใจยิ่ง”

จ้าวจินหลงรู้สึกหน้าแดงซ่านลามไปถึงใบหู ร้อนวูบวาบไปทั้งสรรพางค์กาย เขาใช้นิ้วชี้ผลักหน้าผากมนนั่นเบาๆ เพื่อแก้เขิน แล้วรีบดันตัวลุกขึ้นนั่งหันหลังให้ทันที

“ลุกได้แล้ว! สายโด่งป่านนี้ บ่าวไพร่ข้างนอกคงคิดว่าข้าฆ่าเจ้าหมกศพไปแล้วกระมัง”

หลินซีเหยาบิดขี้เกียจจนตัวงอ กระดูกลั่น กร๊อบแกร๊บ ร้องโอดโอยเบาๆ

“โอ๊ย... เมื่อยตัวไปหมด... ท่านอ๋องตัวหนักเป็นบ้า นอนทับข้าตั้งนานสองนาน แขนข้าชาไปหมดแล้วเนี่ย”

คำพูดสองแง่สองง่ามนั่นทำให้จ้าวจินหลงหันขวับ คิ้วเข้มขมวดมุ่น

“ระวังคำพูดเจ้าด้วย! ผู้ใดทับผู้ใดกันแน่ เป็นเจ้าต่างหากที่เกาะข้าเป็นปลิง! แล้วข้าก็มิได้... มิได้ทำอันใดเจ้าเสียหน่อย!” คนร้อนตัวรีบแก้ต่างเสียงหลง

ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูเบาๆ ของพ่อบ้านจางก็ดังมาจากหน้าห้อง

“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง... ได้เวลาเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว หัวหน้าพ่อบ้านและบ่าวไพร่ในจวนมารอถวายความเคารพพระชายาอยู่หน้าห้องพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวจินหลงมองไปที่หลินซีเหยาที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงเป็นรังนก เสื้อผ้าหลุดลุ่ย และที่ลำคอมีรอยแดงจางๆ ซึ่งเกิดจากชุดคลุมขนสัตว์ที่เสียดสีเมื่อคืน

ปิ๊ง!

แผนการร้ายผุดขึ้นในสมองอันชาญฉลาดของท่านอ๋องอีกครั้ง แม้เขาจะไม่เคยมีประสบการณ์จริง แต่เขาก็พอรู้ทฤษฎีมาบ้างว่าหลังคืนเข้าหอ คู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามันมักจะมีสภาพเช่นไร

ในเมื่อเจ้าชอบนอนนัก... ข้าจะทำให้ข่าวลือของเจ้ามันพิลึกกึกกือจนเจ้าอับอายขายหน้า มิกล้าออกไปสู้หน้าใครเลย! ให้เจ้ารู้ซึ้งว่าการเป็นเมียข้ามันไม่ง่าย!

จ้าวจินหลงลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ แสร้งทำเป็นติดกระดุมเสื้อไม่ครบเม็ด ปรับสีหน้าให้ดูเย็นชาและดุดัน แล้วเดินไปกระชากประตูห้องเปิดออกเสียงดัง ผัวะ!

บ่าวไพร่และสาวใช้ที่ยืนเข้าแถวรออยู่หน้าห้องรีบก้มหน้าลงต่ำ แต่สายตาสอดรู้สอดเห็นก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองเข้ามาในห้องด้วยความใคร่รู้

จ้าวจินหลงแสร้งทำหน้านิ่งขรึม แล้วเอ่ยเสียงดังฟังชัดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่แสร้งดัดเอา เพื่อข่มขวัญทุกคน

“พ่อบ้านจาง... เตรียมน้ำอุ่นให้พระชายาอาบ... แล้วไปหายาแก้ฟกช้ำชั้นดีจากห้องยามาด้วย”

“!!!” บ่าวไพร่สะดุ้งเฮือก ตาโตเท่าไข่ห่าน หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“เมื่อคืน... ข้าอาจจะ ‘รุนแรง’ ไปหน่อย...” จ้าวจินหลงเว้นจังหวะอย่างมีเลศนัย หันไปมองคนที่อยู่บนเตียง “พระชายาของพวกเจ้าเลยบอบช้ำไปทั้งตัว จนลุกเดินไม่ไหว... คงต้องพักผ่อนยาว”

เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ราวกับผึ้งแตกรัง บ่าวไพร่ต่างพากันคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกล ‘ท่านอ๋องผู้ถือพรหมจรรย์มาตลอด พอได้ลิ้มลองรสสวาทก็กลายเป็นพยัคฆ์ร้ายบ้าคลั่งเลยหรือนี่! พระชายาตัวน้อยๆ จะรอดหรือไม่!’

จ้าวจินหลงหันกลับไปมองหลินซีเหยาที่นั่งทำหน้างงเป็นไก่อยู่บนเตียง แล้วยักคิ้วให้อย่างผู้ชนะ

เป็นอย่างไรเล่า... ทีนี้คนทั้งจวนก็จะลือกันว่าเจ้าถูกข้าเคี่ยวกรำย่ำยีจนลุกไม่ขึ้น ดูซิว่าเจ้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! เจ้าจะต้องอับอายจนแทรกแผ่นดินหนี!

แต่ทว่า...

หลินซีเหยาที่ได้ยินประโยคนั้น สมองอันชาญฉลาด (เรื่องความเกียจคร้าน) ก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว

ลุกไม่ไหว?

บอบช้ำจนต้องพักผ่อนยาว?

ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างด้วยความปิติยินดีจนประกายวิบวับ

นั่นย่อมหมายความว่า... ข้าไม่ต้องลุกไปแต่งตัวเต็มยศเพื่อไปคารวะผู้ใดใช่หรือไม่?

หมายความว่า... ข้าไม่ต้องเดินไปทักทายบ่าวไพร่?

หมายความว่า... ข้าสามารถนอนต่อได้ยาวๆ โดยมีข้ออ้างที่สมเหตุสมผลและดูน่าเห็นใจที่สุด!

“โอ๊ยยย...”

ฉับพลันนั้น หลินซีเหยาก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียง ร้องครวญครางเสียงดังลั่นห้องด้วยน้ำเสียงที่น่าสงสารจับใจ (การแสดงระดับงิ้วโรงใหญ่)

“ฮึก... ท่านพี่... ท่านพี่ใจร้ายนัก! ข้าเจ็บไปหมดทั้งตัวแล้ว... กระดูกข้าแทบจะหลุดเป็นชิ้นๆ ... ข้าลุกไม่ไหวจริงๆ...”

เขาแสร้งทำเป็นพยายามจะลุกแต่ก็ล้มพับลงไปใหม่ “อาเป่า! อาเป่าช่วยข้าด้วย... ไปบอกทุกคนว่าข้าขอนอนพักฟื้น... สักสามวัน! ไม่สิ ห้าวันไปเลย! ข้าสู้แรงท่านอ๋องไม่ไหวจริงๆ!”

จ้าวจินหลง  “...”

รอยยิ้มผู้ชนะบนใบหน้าหล่อเหลาของท่านอ๋องแข็งค้างไปทันที มุมปากกระตุกยิกๆ ดุจคนเป็นตะคริวที่ใบหน้า

นี่เขา... พลาดท่าส่งเสริมความขี้เกียจของมันอีกแล้วหรือนี่!

แถมเขายังต้องรับบทเป็น ‘สามีจอมหื่นกาม’ ผู้รังแกภรรยาจนลุกไม่ขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้ว... เขาแค่นอนนิ่งๆ เป็นหมอนข้างให้มันกอดเฉยๆ เนี่ยนะ!

“หลินซีเหยา!!!”

เสียงคำรามในใจของท่านอ๋องดังก้อง แต่มิอาจเอ่ยออกมาได้ เพราะบ่าวไพร่ได้รับรู้ไปแล้วว่า... ศึกเมื่อคืนนี้ ท่านอ๋องเป็นฝ่าย ‘ชนะ’ ในทางปฏิบัติกามกิจ แต่หารู้ไม่ว่า ในทางจิตวิทยา... ท่านอ๋องพ่ายแพ้ราบคาบ!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status