Beranda / วาย / ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก / บทที่ 8 ข่าวลือไปไกล กับแกงบำรุงไตสูตรฮ่องเต้

Share

บทที่ 8 ข่าวลือไปไกล กับแกงบำรุงไตสูตรฮ่องเต้

Penulis: SophiaPsp
last update Tanggal publikasi: 2026-03-16 12:57:23

กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปสามทิวาราตรี รวดเร็วดุจกะพริบตา...

สำหรับ หลินซีเหยา นี่คือช่วงเวลาสามวันแห่งสรวงสวรรค์ชั้นเจ็ด เขาได้เสพสุขกับการกินอิ่มนอนอุ่น และกอบโกยการพักผ่อนตุนยอดคงเหลือไว้อย่างเต็มเปี่ยม ชนิดที่ว่าสามารถนอนเผื่อแผ่ไปถึงชาติภพหน้าได้เลยทีเดียว

แต่สำหรับ จ้าวจินหลง ชินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ นี่คือสามวันแห่งความอัปยศอดสูที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานทรมานดุจสามปีในขุมนรกโลกันตร์

ณ ลานฝึกยุทธ์ จวนชินอ๋อง

“เฮ้อ... น่าเวทนาพระชายายิ่งนัก”

“จริงของเจ้า... ข้าเห็นสาวใช้ยกน้ำอุ่นเข้าไปผลัดเปลี่ยนวันละหลายรอบ พระชายามิได้ย่างกรายออกมาจากห้องหอเลยแม้แต่ก้าวเดียว คงจะบอบช้ำสาหัส”

“ท่านอ๋องของเราเห็นบุคลิกเงียบขรึมเย็นชาดุจน้ำแข็งเช่นนั้น มิคาดคิดเลยว่าพอถึงคราวเข้าด้ายเข้าเข็มจะเป็นพวก... ‘พยัคฆ์ร้ายบ้าคลั่ง’ รุนแรงปานนั้น”

“ชู่! เบาเสียงลงหน่อย ประเดี๋ยวท่านอ๋องก็ได้ยินเข้าหรอก แต่ก็นะ... ครองตัวบริสุทธิ์มาเกือบสามสิบหนาว ยามเขื่อนพังทลายคงมิอาจหยุดยั้งสายน้ำป่าที่ไหลหลากได้กระมัง”

เสียงซุบซิบกระซิบกระซาบของเหล่าทหารองครักษ์และบ่าวไพร่ที่คิดว่าตนสนทนากันแผ่วเบาแล้ว แต่สำหรับผู้ฝึกวรยุทธ์ขั้นสูงระดับปรมาจารย์เยี่ยงจ้าวจินหลง ทุกถ้อยคำนั้นชัดเจนประหนึ่งมีผู้มาตะโกนกรอกหูผ่านปี่แก้ว

เคร้ง!

ดาบเหล็กกล้าชั้นดีในมือท่านอ๋องตวัดฟาดฟันใส่หุ่นฟางซ้อมมือจนขาดสะบั้นเป็นสองท่อนด้วยแรงโทสะที่พุ่งพล่าน

จ้าวจินหลงยืนหอบหายใจ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน

พยัคฆ์ร้ายบ้าคลั่ง? เขื่อนพัง? น้ำป่าไหลหลาก?

เหลวไหลสิ้นดี! ข้ายังมิได้กระทำอันใดเลยแม้แต่ปลายเล็บ! ข้ายังมิได้แตะต้องผิวเนื้ออ่อนๆ นั่นให้ช้ำเลยสักรอยเดียว!

ตลอดสามราตรีที่ผ่านมา เขาจำต้องระเห็จตัวเองไปนอนขดตัวที่ห้องหนังสืออย่างน่าสังเวช เพราะมิอาจทนนอนร่วมเตียงกับ “ก้อนดักแด้” ที่ยึดครองพื้นที่บรรทมไปกว่าครึ่ง แถมยังนอนกรนเบาๆ เย้ยหยันเขาตลอดคืน

แต่ครั้นจะแก้ข่าวว่า “ความจริงข้ามิได้ล่วงเกินอันใดเลย” ก็จะกลายเป็นว่าเขาไร้น้ำยา หรือพระชายาไร้เสน่ห์ ซึ่งล้วนแต่เสียหน้าทั้งขึ้นทั้งล่อง ทำได้เพียงก้มหน้ารับบทบาท ‘สามีจอมตัณหา’ ต่อไปอย่างชอกช้ำระกำใจ

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!” พ่อบ้านจางรีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาจนหมวกขุนนางแทบปลิวหลุด “กงกงจากวังหลวงมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ นำของพระราชทานด่วนจากฝ่าบาทมาถวาย!”

...

ณ เรือนเหมันต์พิสุทธิ์

หลินซีเหยา ผู้ซึ่งถูกลือกระฉ่อนว่า ‘ลุกไม่ไหว’ กำลังนอนคว่ำหน้าอ่านนิยายประโลมโลกเรื่อง ‘บันทึกรักจอมยุทธ์เจ้าสำราญ’ อย่างเกษมสำราญ โดยมีอาเป่าคอยปอกผลไม้ยัดใส่ปากทีละคำ

“อื้ม... ชีวิตดียิ่งนัก...” หลินซีเหยาเคี้ยวองุ่นตุ้ยๆ จนแก้มป่อง “มิต้องตื่นเช้า มิต้องคัดตำรา มิต้องฟังท่านพ่อบ่น ข้าตัดสินใจแล้วอาเป่า ข้าจะแสร้งป่วยการเมืองต่ออีกสักสี่วัน ให้ครบเจ็ดวันไปเลย จักได้ไม่ต้องไปยกน้ำชา”

“แต่คุณชาย... เอ้ย พระชายา ท่านนอนกินบ้านกินเมืองจนแก้มยุ้ยหมดแล้วนะขอรับ พุงกะทิท่านเริ่มจะหวนคืนมาแล้ว”

ปัง!

ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนบานประตูแทบหลุดจากบานพับ

จ้าวจินหลงเดินดุ่มๆ เข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึงราวกับยักษ์วัดแจ้ง เบื้องหลังมีกงกงหน้าขาวถือถาดทองคำเดินตามมาติดๆ

หลินซีเหยารีบโยนหนังสือนิยายไปซุกใต้หมอน แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวทำท่าอ่อนระโหยโรยแรงทันที เปลี่ยนจากโหมด ‘คุณชายเจ้าสำราญ’ เป็น ‘พระชายาผู้บอบบาง’ ภายในชั่วพริบตา

“แค่กๆ ... ท่านพี่... มาหาข้าหรือ?” น้ำเสียงแหบแห้งจากการกินขนมมากเกินไปจนคอแห้งผาก เอ่ยทักแผ่วเบา

กงกงเห็นสภาพพระชายาที่นอนซมอยู่บนเตียงที่ปูขนสัตว์หนานุ่ม ก็ยิ้มกริ่มอย่างพอใจในผลงานของท่านอ๋อง

“ถวายพระพรพระชายา ฝ่าบาททรงทราบข่าวจากสายสืบ... เอ้อ จากข่าวลือ ว่าพระชายา ‘ตรากตรำศึกหนัก’ จนล้มหมอนนอนเสื่อ จึงทรงห่วงใยเป็นล้นพ้น พระราชทาน ‘ซุปตุ๋นโสมพันปีและเขากวางอ่อน’ มาให้ทั้งสองพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวจินหลงคิ้วกระตุกยิกๆ จนดวงตาแทบเหล่

โสมพันปี? เขากวางอ่อน?

นี่มันสุดยอดวัตถุดิบในตำนานสำหรับ... บำรุงกำหนัด และ ฟื้นฟูพลังหยาง! (โอสถปลุกกำหนัดชั้นดีที่กินแล้วคึกคะนองดั่งม้าศึก!)

“ฝ่าบาทมีพระราชดำรัสฝากมาว่า...” กงกงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่ม “ท่านอ๋องเพิ่งจะ... ‘เปิดโลกใบใหม่’ อาจจะยังควบคุมพละกำลังมิได้ จึงให้ดื่มซุปนี้เพื่อบำรุงธาตุไฟในกาย จักได้มีแรง... เอ่อ... ‘สานต่อทายาทสืบสกุล’ ได้อย่างมิติดขัดและต่อเนื่องพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวจินหลงใบหน้าแดงก่ำจนแทบจะระเบิด อยากจะตะโกนใส่หน้ากงกงเหลือเกินว่า ข้ายังมิได้เปิดโลกอันใดทั้งนั้น! ข้ายังบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งผ้าขาว!

“วางไว้เถิด” จ้าวจินหลงกัดฟันตรัสเสียงลอดไรฟัน “ขอบพระทัยเสด็จพี่... ฝากกราบทูลว่าข้าซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณจนน้ำตาแทบไหลเป็นสายเลือด”

กงกงวางถ้วยซุปสองใบลงบนโต๊ะ แล้วถอยออกไปพร้อมรอยยิ้มที่มีเลศนัย ทิ้งให้สองสามีภรรยา (ในนาม) อยู่กันตามลำพังกับระเบิดเวลาในถ้วยยา

หลินซีเหยาลุกขึ้นนั่ง จมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นหอมฉุย

“หอมยิ่งนัก... นี่ของดีหายากเลยนะท่านพี่ มูลค่าคงหลายพันตำลึงทอง”

“เจ้ายังจะกินลงอีกรึ?” จ้าวจินหลงหันมาดุเสียงเขียว “เพราะเจ้าคนเดียวแกล้งสำออย ข้าเลยต้องมาอับอายขายหน้าเช่นนี้! ผู้คนเขาลือกันไปทั่วเมืองแล้ว!”

“อ้าว ก็ท่านเป็นคนเอ่ยเองว่าท่าน ‘รุนแรง’ กับข้า” หลินซีเหยาลอยหน้าลอยตาตอบอย่างไม่ยี่หระ “ข้าก็เพียงแต่เล่นตามบทบาทภรรยาที่ดีที่ท่านขีดเขียนให้... มาเถิดท่านพี่ ซุปนี่ทิ้งไว้จะเย็นชืดเสียของเปล่าๆ”

หลินซีเหยาลุกจากเตียงเดินตัวปลิวไร้อาการเจ็บปวดใดๆ มานั่งที่โต๊ะ ยกถ้วยซุปขึ้นซด โฮก อย่างไม่รักษากิริยา

“อื้ม! รสเลิศ! รสชาติกลมกล่อม หวานล้ำ... ชุ่มคอดียิ่งนัก” เขาเลียริมฝีปาก แผล็บ “ท่านไม่ดื่มหรือ? เช่นนั้นข้าขอนะ เสียดายของ”

มิทันรอคำอนุญาต หลินซีเหยาคว้าถ้วยของท่านอ๋องมาซดต่อจนเกลี้ยงทั้งสองถ้วย!

จ้าวจินหลงมองตาค้าง อ้าปากพะงาบๆ “นี่เจ้า... เจ้าเป็นผีตายอดตายอยากมาจากที่ใด! แล้วนั่นมันยาบำรุงพลังหยางขนานแรง เจ้ากินเข้าไปสองถ้วย ประเดี๋ยวก็...”

วูบ!

ทันทีที่ซุปถ้วยที่สองลงสู่กระเพาะ ความร้อนวูบวาบดั่งไฟบรรลัยกัลป์ก็แล่นปราดไปทั่วเส้นชีพจรของหลินซีเหยา

ใบหน้าขาวผ่องเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปถึงลำคอระหง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามไรผม ลมหายใจเริ่มติดขัดหอบกระชั้น

โสมพันปีและเขากวางอ่อนเริ่มออกฤทธิ์แล้ว! และสำหรับคนธรรมดาที่มิเคยฝึกวรยุทธ์โคจรลมปราณ ร่างกายย่อมตอบสนองรวดเร็วกว่าปกติร้อยเท่าพันทวี!

“ร้อน...” หลินซีเหยาพึมพำ มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุข ปลดเสื้อคลุมตัวนอกออกโยนทิ้งไปข้างหลัง “เหตุใดจู่ๆ อากาศก็ร้อนระอุขึ้น... ท่านพี่ ท่านจุดไฟเผาเรือนหรือ?”

“เจ้าโง่!” จ้าวจินหลงรีบถลันเข้าไปคว้าข้อมือภรรยาไว้ “ข้าเตือนแล้วใช่ไหมว่ามันเป็นยาบำรุง! ฤทธิ์มันร้อนแรงมาก! เจ้าดื่มเข้าไปตั้งสองถ้วย!”

“ร้อน... งือ... ร้อนเหลือเกิน...”

ดวงตาดอกท้อของหลินซีเหยาเริ่มฉ่ำเยิ้ม ปรือปรอยด้วยฤทธิ์โอสถ สติสัมปชัญญะที่ปกติก็มีน้อยนิดอยู่แล้วเพราะเอาแต่เกียจคร้าน ยามนี้ยิ่งเลือนรางดั่งภาพฝันในม่านหมอก

เขามองจ้าวจินหลงที่ยืนอยู่ตรงหน้า... สายตาที่พร่ามัวมองเห็นท่านอ๋องซ้อนทับกับภาพ “ก้อนน้ำแข็งแกะสลักยักษ์” ที่แผ่ไอเย็นน่ากอดรัด

“น้ำแข็ง...” หลินซีเหยาแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก “ข้าเจอน้ำแข็งแล้ว...”

หลินซีเหยาพุ่งตัวเข้าใส่จ้าวจินหลงเต็มแรง!

ตุบ!

จ้าวจินหลงรับร่างนุ่มนิ่มที่พุ่งเข้ามาชนอกไว้ได้ทัน แต่ครานี้ต่างจากคืนเข้าหอ เพราะหลินซีเหยามิได้เพียงแค่นอนกอดเฉยๆ

มือเรียวที่ร้อนผ่าวดั่งถ่านไฟเริ่มลูบไล้สะเปะสะปะไปตามแผงอกและซอกคอของท่านอ๋อง เพื่อหาทางระบายความร้อนรุ่มในกาย

“เย็นจัง... ขอสัมผัสหน่อย... ขอสัมผัสหน่อยน้า...”

หลินซีเหยาเบียดแก้มร้อนๆ ถูไถกับต้นแขนล่ำสันของท่านอ๋อง ริมฝีปากพร่ำบ่นงึมงำ “เหตุใดอาภรณ์ท่านจึงหนานัก ถอดออกสิ ข้าจักกอดน้ำแข็ง... ถอดน้า...”

“เฮ้ย! อย่านะ! หยุด!”

จ้าวจินหลง ท่านอ๋องผู้เคร่งขรึมและถือตัว ร้องเสียงหลงเมื่อมือน้อยๆ พยายามจะกระตุกปมสายคาดเอวของเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

“หลินซีเหยา! ตั้งสติ! มองหน้าข้า! นี่ข้าเอง... จ้าวจินหลง!”

“จินหลง...” หลินซีเหยาเงยหน้าขึ้นมอง นัยน์ตาหวานเชื่อมหยาดเยิ้ม “จินหลงแปลว่ามังกรทอง... มังกรต้องตัวเย็นสิ... ข้าขอกอดมังกรหน่อย... ขี่มังกรได้หรือไม่...”

มิต้องพูดพร่ำทำเพลง หลินซีเหยากระโดดขึ้นกอดเอวท่านอ๋อง ขาเรียวตวัดเกี่ยวรัดเอวสอบแน่นราวกับลูกวานรเกาะมารดา

จ้าวจินหลงจำต้องรีบเอามือประคองบั้นท้ายนิ่มๆ นั่นไว้กันตกด้วยสัญชาตญาณและใบหน้าแดงแปร๊ดทันทีที่สัมผัสความนุ่มหยุ่นนั้นเต็มไม้เต็มมือ

“ลงไป! เดี๋ยวนี้!” จ้าวจินหลงคำราม แต่สุรเสียงสั่นพร่าชอบกล หัวใจเต้นโครมครามดุจกลองศึก

“ไม่เอา... ไม่ลง...” หลินซีเหยาส่ายหน้าดิก เส้นผมนุ่มสลวยถูไถกับปลายคางท่านอ๋อง “พื้นมันแข็ง เตียงก็แข็ง มีแต่ตัวท่านที่นุ่ม... เย็นสบาย...”

จมูกโด่งรั้นซุกไซ้ซอกคอท่านอ๋อง สูดดมกลิ่นกายบุรุษเพศที่ผสมกลิ่นสบู่อ่อนๆ เข้าไปเต็มปอด “หอมด้วย... หอมเหมือนขนม... อยากกิน...”

เปรี้ยง!

เส้นความอดทนและสติสัมปชัญญะของท่านอ๋องหนุ่มผู้รักษาพรหมจรรย์ขาดผึงดัง โพละ!

ความอดกลั้นที่มีมาตลอดชีวิตกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง ด้วยฤทธิ์ยาบำรุงที่แม้มิได้ดื่มเอง แต่ไอร้อนจากอีกคนก็ส่งผ่านมาถึงและการยั่วยวนที่ไร้เดียงสาที่สุดในสามโลก

จ้าวจินหลงกัดฟันกรอด ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน อุ้มลิงจอมซนเดินดุ่มๆ ไปที่เตียงอย่างทุลักทุเล

หากข้าไม่จับเจ้ามัดไว้ ประเดี๋ยวเจ้าได้ปล้ำข้าแน่! และข้าคงจะ... ทนมิไหวจริงๆ!

ตุบ!

เขาทุ่มหลินซีเหยาลงบนกองขนสัตว์อย่างแรง แต่เจ้าตัวดีกลับเด้งดึ๋งแล้วหัวเราะคิกคักชอบใจ

“ฮิฮิ... เล่นอันใดน่ะ? โยนข้าอีกสิ สนุกจัง... โยนอีกๆ”

จ้าวจินหลง “...”

เขาถอนหายใจยาวจนปอดแฟบ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก

“อาเป่า! อาเป่าอยู่ที่ใด!” เขาตะโกนลั่นห้อง

“ไปนำน้ำเย็นมา! เย็นเฉียบเลยนะ! นำมาสาดเจ้านายเจ้าเดี๋ยวนี้! ก่อนที่ข้าจะจับเขาโยนลงบ่อบัว!”

คืนนี้... ดูท่าท่านอ๋องจะมิได้ข่มตานอน 

แต่มิใช่เพราะกิจกรรมเข้าจังหวะอันเร่าร้อน

แต่เพราะต้องรบรากับ ‘คนเมาโอสถ’ ที่พยายามจะลอกคราบเขาและปีนป่ายเรือนกายเขาตลอดเวลา!

และที่สำคัญที่สุด... ดวงหทัยของแม่ทัพหนุ่มที่เคยด้านชาและแข็งแกร่งดั่งหินผา

บัดนี้มันเริ่มเต้นแรงจนน่ากลัวว่าสักวัน... เขาอาจจะเผลอไผลไปกับ “ภรรยาจอมเกียจคร้าน” ผู้นี้จริงๆ

ให้ตายเถิด... ศึกรบข้ามิเคยหวั่น แต่ศึกรักกับเจ้าเด็กนี่... ข้ากำลังจะพ่ายแพ้!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status