Home / วาย / ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก / บทที่ 6 วิวาห์อลวนกับเรือนหอทรมานบันเทิง

Share

บทที่ 6 วิวาห์อลวนกับเรือนหอทรมานบันเทิง

Author: SophiaPsp
last update publish date: 2026-03-16 12:51:18

เจ็ดทิวาราตรีแห่งการตระเตรียมงานมงคลผ่านพ้นไปรวดเร็วดุจอาชาห้อ ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายของบ่าวไพร่ที่วิ่งวุ่นจนศีรษะหมุน ทว่าสำหรับหลินซีเหยา ช่วงเวลานั้นเปรียบประดุจสรวงสวรรค์ที่เขาได้ใช้ ‘กอบโกย’ การนอนหลับพักผ่อน สะสมเรี่ยวแรงไว้จนเต็มเปี่ยม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับมรสุมชีวิตลูกใหญ่ในการย้ายสังขารเข้าสู่ถ้ำพยัคฆ์

และแล้ว... ฤกษ์งามยามดีแห่งวันมงคลสมรสพระราชทานก็เวียนมาถึง

ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวสีแดงชาดขนาดแปดคนหาม เคลื่อนตัวออกจากประตูจวนตระกูลหลินอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา เสียงประทัดจุดเฉลิมฉลองดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วคุ้งน้ำ สะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นกลบเสียงซุบซิบและคำครหาของชาวบ้านร้านตลาดที่มารอชมเรื่องสนุกอยู่สองข้างทาง

“ดูนั่นสิ! ท่านอ๋องมิได้ขี่อาชาศึกมารับเจ้าสาวด้วยองค์เอง!” สตรีปากตลาดนางหนึ่งชี้ชวนให้สหายดูด้วยแววตาเหยียดหยาม

“ส่งมาเพียงพ่อบ้านหน้าเคร่งขรึมกับทหารองครักษ์ไม่กี่นาย นี่มันเป็นการตบหน้าตระกูลหลินฉาดใหญ่ชัดๆ”

“สมน้ำหน้า! บุปผาราคีเยี่ยงนั้น เพียงแค่ได้นั่งเกี้ยวแดงเข้าจวนอ๋องในฐานะพระชายาเอกก็นับว่าเป็นวาสนาที่ทำบุญด้วยดอกบัวทองคำมาแล้วกระมัง”

ทว่าถ้อยคำครหาเหล่านั้นหาระคายหูคนที่อยู่ภายในเกี้ยวแม้แต่น้อย...

ภายในเกี้ยวไม้แกะสลักปิดทึบที่โคลงเคลงไปตามจังหวะการก้าวเดิน หลินซีเหยาในชุดมงคลสีแดงเพลิงปักลาย ‘หงส์คู่มังกร’ ด้วยดิ้นทองคำแท้ซึ่งหนักอึ้งจนบ่าแทบทรุด กำลังนั่งสัปหงกศีรษะโงกเงก มงกุฎทองคำประดับอัญมณีโขกเข้ากับผนังเกี้ยวเสียงดัง โป๊ก เป็นระยะ

“อูย...” มือเรียวยกขึ้นลูบศีรษะปอยๆ ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงฉลุลายมงคล “โคลงเคลงดีแท้... ราวกับเปลไกวเด็ก... ครอก...”

แทนที่จะโศกเศร้าฟูมฟายที่เจ้าบ่าวไม่มารับหน้าจวนเฉกเช่นคู่ยวนยางคู่อื่น หลินซีเหยากลับนึกขอบคุณสวรรค์และบรรพบุรุษจ้าวจินหลงอยู่ในใจ เพราะหากท่านอ๋องมา เขาคงจำต้องฝืนตื่นขึ้นมาปั้นหน้ายิ้ม แสร้งทำเป็นเอียงอายตามธรรมเนียม แต่นี่เขาสามารถลักไก่แอบงีบหลับต่อได้ยาวๆ จนถึงหน้าประตูวังมังกร

...

ณ จวนชินอ๋อง

เมื่อขบวนเกี้ยวเคลื่อนมาถึงหน้าประตูจวนอันใหญ่โตโอ่อ่า ไร้ซึ่งพิธีการเตะประตูเกี้ยวเพื่อข่มขวัญเจ้าสาว ไร้เงาเจ้าบ่าวในชุดแดงมายืนรอรับ มีเพียง ‘พ่อบ้านจาง’ ชายชราผู้มีสีหน้าเรียบเฉยดุจรูปปั้นหิน สั่งการให้คนหามเกี้ยวพาเจ้าสาวตรงดิ่งไปยังเรือนหอท้ายจวนทันที โดยละเว้นพิธีกราบไหว้ฟ้าดินและยกน้ำชาไปอย่างหน้าตาเฉย!

นี่คือการหยามเกียรติขั้นรุนแรงที่สุด! หากเป็นคุณหนูตระกูลอื่นคงร่ำไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด กัดลิ้นปลิดชีพ หรือวิ่งหนีกลับบ้านไปฟ้องบิดามารดาแล้ว

แต่อาเป่าที่เดินตามเกี้ยวมาด้วยความวิตกกังวลจนเหงื่อกาฬไหลพราก กลับเห็นมือเรียวขาวผ่องดุจหยกมันแพะของเจ้านาย ยื่นออกมาจากหน้าต่างเกี้ยวเพียงวูบเดียว พร้อมทำสัญญาณมือเป็นรูปถ้วยข้าว ขยับขึ้นลงสองที

‘ถึงแล้วหรือ? หิวข้าว... ไปเอาขาหมูมา’

...

เรือนหอ เรือน ‘เหมันต์พิสุทธิ์’

พ่อบ้านจางผายมือเชิญพระชายาลงจากเกี้ยว แล้วเดินนำลัดเลาะเข้าไปในสวนลึกท้ายจวน บรรยากาศเงียบสงัดวังเวงและเย็นยะเยือก จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าเรือนไม้หลังใหญ่ที่ท่านอ๋องสั่งการจัดเตรียมไว้เป็นกรณีพิเศษ

ทันทีที่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไป อาเป่าถึงกับเข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้น

นี่มันเรือนหอหรือกุฏิพระธุดงค์กลางป่า!?

ตัวเรือนกว้างขวางโอ่โถงก็จริง หากแต่ดูรกร้างว่างเปล่าและหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ เครื่องเรือนมีเพียงโต๊ะกลมตัวหนึ่งวางโดดเดี่ยว เก้าอี้ไม้แข็งกระด้างสองตัว และสิ่งที่ร้ายกาจที่สุดคือ... แท่นบรรทม

มันมิใช่เตียงไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายมงคล มิมีการปูฟูกหนานุ่มยัดนุ่นชั้นดี มิมีการขึงมุ้งไหมโปร่งบางกันยุง มีเพียง... “ตั่งไม้กระดานแผ่นเดียว” ที่ขัดเงาจนเลื่อม และดูแข็งแกร่งประดุจหินผา!

หนำซ้ำ หน้าต่างทุกบานในห้องถูกเปิดโล่งโจ้งรับลมหนาว และ “ไร้ซึ่งผ้าม่าน” แม้แต่ผืนเดียว! แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาจ้าจนแสบตา ไร้ซึ่งความเป็นส่วนตัวใดๆ

“เชิญพระชายาพักผ่อนตามอัธยาศัย” พ่อบ้านจางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ตามบทบาทที่ได้รับมอบหมายจากท่านอ๋อง “ท่านอ๋องมีราชการด่วนที่ค่ายทหาร คืนนี้อาจจะมาช้า... หรืออาจจะไม่มาเลย ขอให้พระชายา... ทำตัวตามสบาย”

กล่าวจบ พ่อบ้านและบ่าวไพร่ทั้งหมดก็ถอยร่นออกไปอย่างรวดเร็ว ปิดประตูไล่หลังดัง ปัง ทิ้งให้หลินซีเหยาและอาเป่าเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าเพียงลำพัง

“ฮืออออ คุณชายยย! คุณชายของบ่าว!” อาเป่าปล่อยโฮออกมาทันทีที่ลับหลังคน “ท่านอ๋องรังแกท่านชัดๆ! นี่มันกลั่นแกล้งกันซึ่งๆ หน้า! ดูเตียงนั่นสิขอรับ! ไม้กระดานแข็งๆ เย็นเยียบปานนั้นใครจะไปข่มตานอนได้! กระดูกสันหลังหักพอดี! แล้วม่านก็ไม่มี แสงแยงตาขนาดนี้ พรุ่งนี้เช้าท่านต้องตื่นตั้งแต่ไก่โห่เป็นแน่! นี่มันคุกคุมขังนักโทษชัดๆ!”

หลินซีเหยาค่อยๆ ดึงผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสดออก เผยให้เห็นดวงหน้าจิ้มลิ้มงดงามที่เครื่องประทินโฉมยังติดทน (แม้ยามนอนทับไปบ้าง) เขาเดินลากชายอาภรณ์ยาวรุ่มร่ามตรงไปที่เตียงไม้กระดานทมิฬนั่น ลองใช้นิ้วจิ้มทดสอบความแข็ง

ก๊อก... ก๊อก... เสียงข้อนิ้วกระทบไม้ดังฟังชัด

แข็ง... แข็งแกร่งยิ่งนัก... แข็งจนน่าประทับใจ

แถมยังเย็นเฉียบราวกับนอนบนก้อนน้ำแข็งพันปี

“อาเป่า... หยุดคร่ำครวญได้แล้ว หนวกหู” หลินซีเหยาบ่นอุบ พลางใช้นิ้วก้อยแคะหู “ท่านอ๋องนี่ช่าง... ใส่ใจสุขภาพเสียจริง”

“ใส่ใจตรงไหนขอรับ!?” อาเป่าแว้ดกลับทั้งน้ำตานองหน้า

“เจ้าไม่รู้หรือ? หมอจีนโบราณว่าไว้ การนอนที่นอนนุ่มเกินไปไม่ดีต่อกระดูกสันหลัง” หลินซีเหยาแถสีข้างถลอกปอกเปิก (เพื่อปลอบใจตนเอง) “นอนพื้นแข็งๆ เช่นนี้ ช่วยจัดกระดูก เดินลมปราณ เลือดลมไหลเวียนดี กระมัง”

“แต่ท่านชอบนอนนุ่มๆ! ท่านนอนแข็งๆ ไม่ได้!”

“ถูกต้อง... ข้าเสพติดความนุ่มนิ่ม” หลินซีเหยายอมรับความจริง นัยน์ตาคมกริบเหลือบไปเห็น ‘หีบสินเดิม’ (สินสอดฝ่ายหญิงที่ขนมาจากบ้าน) นับสิบใบที่วางกองระเกะระกะอยู่มุมห้อง

ฉับพลันนั้น ดวงตาดอกท้อคู่สวยพลันเปล่งประกายวาววับดุจพยัคฆ์ยามพบเหยื่ออันโอชะ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ซุกซนปรากฏขึ้นที่มุมปาก

“อาเป่า... ไปเปิดหีบที่สามกับที่ห้า นำชุดคลุมขนจิ้งจอกหิมะ ผ้าไหมต่วน และผ้านวมสำรองพวกนั้นออกมาให้หมด!”

“คุณชายจะทำอันใดขอรับ?”

“จัดรังน่ะสิ... ในเมื่อเขาไม่ให้ฟูกเรามา เราก็สร้างวิมานของเราเอง!”

...

ยามไฮ่ (21.00-22.59 น.)

จ้าวจินหลง ชินอ๋องผู้เหี้ยมโหด เดินย่างสามขุมกลับมายังเรือนหอด้วยฝีเท้าแผ่วเบาดุจวิญญาณ หลังจากแสร้งทำทีไปตรวจงานที่ค่ายทหาร ทั้งที่ความจริงเพียงไปนั่งจิบชาฆ่าเวลา มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยหยัน

ในห้วงความคิด เขาจินตนาการภาพหลินซีเหยานั่งกอดเข่าร่ำไห้ตาบวมเป่งอยู่บนเตียงไม้แข็งกระด้าง หรือไม่ก็นั่งหลังขดหลังแข็งด้วยความทรมาน เดินวนเวียนไปมาดุจหนูติดจั่นเพราะไม่มีที่นุ่มๆ ให้เอนกาย

“หึ... ป่านนี้คงเข็ดขยาด ร้องห่มร้องไห้อยากจะวิ่งหนีกลับบ้านเก่าแล้วกระมัง”

จ้าวจินหลงโบกมือไล่พ่อบ้านและองครักษ์เงาให้ออกไป เขาผลักประตูเรือนหอเข้าไปอย่างเงียบเชียบ เตรียมจะใช้ถ้วยคำเชือดเฉือนซ้ำเติมความทุกข์ระทมของพระชายาผู้โชคร้าย

แอ๊ด...

บานประตูเปิดออก แต่ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า กลับทำให้แม่ทัพไร้พ่ายต้องยืนแข็งทื่อเป็นรูปปั้นหินสลักอยู่หน้าประตู

บนเตียงไม้กระดานอันแข็งกระด้างและเย็นเฉียบนั้น...ไร้ซึ่งร่องรอยของความทรมานแม้แต่น้อย

สิ่งที่สถิตอยู่บนนั้นคือ “ก้อนดักแด้ยักษ์”

หลินซีเหยาได้นำชุดคลุมขนจิ้งจอกราคาแพงระยับจากแคว้นอุดร และผ้าไหมพับจากสินเดิม มาปูซ้อนทับกันนับสิบชั้นจนหนาเตอะ นุ่มฟูยิ่งกว่าฟูกขนเป็ดในห้องบรรทมฮ่องเต้ เสื้อคลุมเจ้าสาวตัวนอกถูกถอดออกพาดไว้ลวกๆ แต่ตัวคนกลับมุดเข้าไปขดตัวอยู่ในกองผ้าห่มไหมพรมผืนหนาที่แอบพกมาในหีบ

มิเพียงแค่นั้น...

เนื่องจากไร้ผ้าม่านบังแสง หลินซีเหยาจึงนำฉากกั้นไม้ฉลุลายมาตั้งล้อมรอบเตียงทั้งสี่ทิศ แล้วนำผ้าคลุมไหล่สีทึบผืนใหญ่พาดทับบนฉากกั้น สร้างเป็น “กระโจมส่วนตัว” ที่มืดสนิทและเงียบสงบ ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง!

ฟี้... ฟี้...

เสียงกรนเบาๆ ทำนองเดียวกับที่เคยได้ยินบนตักกลางงานเลี้ยง ดังเล็ดลอดออกมาจากก้อนดักแด้นั้น บ่งบอกว่าผู้อยู่ข้างในกำลังท่องวิมานฉิมพลี เสวยสุขกับความนุ่มนิ่มอย่างเกษมสำราญ

“...”

เส้นเลือดที่ขมับของท่านอ๋องเต้นตุบๆ จนแทบระเบิด มือหนากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เขาอุตส่าห์สั่งช่างไม้ให้ขัดเตียงให้แข็งที่สุด! สั่งคนรื้อม่านทิ้งจนเกลี้ยงให้แสงแยงตา!

แต่เจ้าจิ้งจอกขี้เกียจจอมเจ้าเล่ห์นี่... กลับสร้างวิมานบนกองขยะได้หน้าตาเฉย! มิหนำซ้ำยังนอนหลับสบายกว่าเขาที่ไปนั่งหลังขดหลังแข็งแสร้งทำงานที่ค่ายทหารเสียอีก!

ด้วยความหมั่นไส้ระคนโกรธเกรี้ยวจนสติขาดผึง จ้าวจินหลงสาวเท้าเข้าไปที่เตียง กระชากฉากกั้นไม้ฉลุออกเสียงดังโครมคราม!

โครม!!

“หลินซีเหยา! ตื่นเดี๋ยวนี้!”

เสียงตวาดก้องกัมปนาททำเอาร่างในก้อนผ้าสะดุ้งเฮือก ศีรษะทุยๆ ที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงโผล่พรวดออกมาจากกองผ้า ดวงตาดอกท้อปรือปรอยกระพริบปริบๆ มองผู้บุกรุก

“งือ... ผู้ใด... ไฟไหม้หรือ? อาเป่า... ขอน้ำ...” เสียงงัวเงียถามอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

เมื่อปรับสายตาจนเห็นว่าเป็นจ้าวจินหลง บุรุษรูปงามในชุดลำลองสีดำทะมึน ที่ยืนทำหน้าถมึงทึงแผ่รังสีอำมหิตอยู่ หลินซีเหยาก็มิได้ดูตกใจกลัวแต่อย่างใด กลับฉีกยิ้มหวานแบบคนละเมอออกมาให้สามี

“อ้าว... ท่านพี่... เอ้ย ท่านอ๋อง มาแล้วหรือ?” เขาขยับตัวเล็กน้อย แหวกกองผ้าขนสัตว์ออกดุจหนอนโผล่จากรู “เชิญ ข้าปูเผื่อท่านด้วยนะ ตรงนี้ ขนจิ้งจอกนี่นุ่มมาก... อุ่นด้วย...”

มือเรียวตบปุๆ ลงบนพื้นที่ว่างข้างตัวที่ปูด้วยขนจิ้งจอกสีขาวฟูนุ่มเป็นการเชื้อเชิญ

จ้าวจินหลงมองมือนั้นสลับกับหน้าตาเชิญชวนอันไร้เดียงสาและไร้ยางอายของภรรยาหมาดๆ

ความโกรธแล่นขึ้นหน้าจนใบหน้าแดงก่ำ... แต่ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายมิได้ก็ตีตื้นขึ้นมาจุกที่อก

มันกล้าชวนข้านอน!? บนเตียงที่ข้าตั้งใจกลั่นแกล้งมันเนี่ยนะ!?

“เจ้า...” จ้าวจินหลงกัดฟันกรอด “เจ้าเห็นข้าเป็นสหายเล่นขายของหรือ! ลุกขึ้นมาปรนนิบัติสามีเดี๋ยวนี้! คืนเข้าหอเจ้ากล้าดีอย่างไรมานอนกินบ้านกินเมือง!”

หลินซีเหยาถอนหายใจยาวเหยียด ทิ้งตัวลงนอนแผ่หรากางแขนกางขาประดุจปลาดาวตากแห้ง

“ไม่ไหวหรอกท่านอ๋อง... ข้าหมดแรงแล้ว” เสียงบ่นกระปอดกระแปด “วันนี้ข้านั่งเกี้ยวมาตั้งครึ่งค่อนวัน เอวข้าจักหักอยู่แล้ว... ชุดบ้าๆ นี่ก็หนักอึ้ง ข้าขยับกายมิได้แล้วจริงๆ”

เขาช้อนตามองท่านอ๋องด้วยสายตาเว้าวอนปนขี้เกียจขั้นสุด

“เอาอย่างนี้... ท่านอ๋องประสงค์จะทำสิ่งใดเชิญกระทำเลย ข้ายอมทุกอย่าง... จะตบจะจูบ จะลากไปที่ใดก็เชิญ...”

หลินซีเหยาหลับตาพริ้ม ทำปากจู๋เล็กน้อย “แต่ขอเพียงข้อเดียว... ห้ามฉุดข้าขึ้นมานั่งนะ ข้าจะนอน... ทำไปเลย ไม่ต้องเกรงใจ”

กล่าวจบ หลินซีเหยาก็ทิ้งแขนลงข้างตัว ทำท่าเตรียมพร้อมให้ ‘กระทำชำเรา’ แต่ดูอย่างไรก็คล้ายเตรียมพร้อมจะ ‘หลับหนีปัญหา’ เสียมากกว่า

จ้าวจินหลงยืนกำหมัดแน่น มองร่างที่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงอย่างท้าทาย

นี่มัน... เหยียดหยามศักดิ์ศรีลูกผู้ชายชัดๆ!

บอกให้ทำอันใดก็ได้งั้นรึ? ยอมทุกอย่างงั้นรึ? คิดว่าข้าไม่กล้าทำเพราะเห็นเจ้านอนเป็นผักงั้นรึ?

“ได้...”

จ้าวจินหลงแสยะยิ้มร้ายกาจ แววตาแปรเปลี่ยนจากความโกรธเป็นประกายไฟที่อันตรายลึกล้ำ เขาเอื้อมมือไปปลดเข็มขัดคาดเอวของตนออกช้าๆ โยนมันทิ้งลงพื้นเสียงดัง ตุบ

“ในเมื่อเจ้าปรารถนาจะนอนนัก... ข้าจะจัดให้สมใจอยาก”

ร่างสูงใหญ่ก้าวขึ้นไปบนเตียง ค่อมทับร่างของคนขี้เซาไว้ใต้ร่างแกร่ง ใบหน้าคมคายโน้มลงต่ำจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน

“ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า... การนอนเฉยๆ ใต้ร่างข้า มันเหนื่อยกว่าการไปวิ่งรอบเมืองหลวงเสียอีก! และคืนนี้... อย่าหวังว่าจะได้หลับตาลงอีกเลย หลินซีเหยา!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status