LOGINตอนที่ 21 ศัตรูของมนุษยชาติ
แสงจากจอโฆษณาขนาดใหญ่เหนืออาคารกลางเมืองส่องลงบนถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน ใบหน้าของธันวาปรากฏพร้อมดวงตาสีดำและเงาขนาดมหึมาซึ่งถูกตัดต่อให้ดูเหมือนกำลังกลืนกินค่ายผู้ลี้ภัย เสียงผู้ประกาศดังจากลำโพงทั่วจัตุรัสด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ภาพซ้ำถูกฉายจากหลายมุม รถตรวจการณ์ระเบิด เต็นท์พัง ผู้คนวิ่งหนี และเงาสีดำพุ่งผ่านอากาศ ไม่มีภาพเจ้าหน้าที่เปิดฉากยิง ไม่มีภาพเด็กถูกช่วยออกจากแนวกระสุน และไม่มีภาพธันวาใช้พลังป้องกันผู้ลี้ภัยแม้แต่วินาทีเดียว ข่าวบอกเพียงว่าเขาบุกทำลายค่าย สังหารเจ้าหน้าที่ และบังคับชาวบ้านให้เป็นโล่มนุษย์ ผู้คนใต้จอหยุดมอง บางคนสาปแช่ง บางคนร้องไห้ บางคนชูภาพญาติที่เสียชีวิตจากเหตุจลาจลหลังนิมิต ทุกถ้อยคำจากผู้ประกาศถูกออกแบบให้ความกลัวมีรูปร่างชัดเจน และรูปร่างนั้นคือธันวา ในอุโมงค์ส่งน้ำเก่าซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลายร้อยกิโล ผู้ลี้ภัยกลุ่มเล็กกำลังนั่งล้อมวิทยุเครื่องหนึ่งที่เมธาซ่อมขึ้นจากเศษอะไหล่ เสียงข่าวขาดหายเป็นช่วง แต่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน ชายร่างใหญ่ซึ่งเคยต้องการจับธันวากำหมัดแน่นเมื่อผู้ประกาศกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม
"โกหกทั้งนั้น"
หญิงชราพูด
"พวกเราอยู่ที่นั่น"
เมธาปรับคลื่นต่อ เสียงนักวิเคราะห์คนหนึ่งดังขึ้นแทน
"หลักฐานใหม่ยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยสามารถควบคุมจิตใจผู้คนผ่านพลังเงา ผู้ลี้ภัยที่ออกมาปกป้องเขาอาจอยู่ภายใต้อิทธิพลของพลังดังกล่าว"
ชาญหัวเราะอย่างขมขื่น
"พอเราพูดความจริง พวกมันก็บอกว่าเราถูกควบคุม"
ผู้ลี้ภัยหลายคนเริ่มมองธันวา บางสายตาเต็มไปด้วยความสงสาร บางสายตายังคงหวาดกลัว และบางสายตากำลังตั้งคำถามว่าหากข่าวแพร่ไปทั่วเช่นนี้ พวกเขาจะเดินทางต่ออย่างไร ธันวานั่งพิงกำแพงอยู่ห่างจากคนอื่นเล็กน้อย แผลที่ต้นขายังไม่หายสนิท แต่สิ่งที่เจ็บกว่าคือการฟังโลกสร้างตัวตนใหม่ให้เขาทีละคำ เขาไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มผู้หลบหนีอีกต่อไป ไม่ได้เป็นผู้ต้องสงสัย และไม่ใช่แม้แต่ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ในข่าว เขากลายเป็นปีศาจของโลกไปแล้ว ผู้ประกาศเปลี่ยนภาพไปยังสถาบันอรุณซึ่งถูกเผาทำลาย ภาพซากห้องทดลองถูกตัดต่อกับคลิปธันวาใช้พลังในอุโมงค์ แล้วกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ปล่อยสารทดลองและสังหารนักวิจัยทั้งหมด ไม่มีการพูดถึงหน่วยล้างข้อมูล ไม่มีการพูดถึงศาสตราจารย์อคิน และไม่มีใครกล่าวถึงว่าธันวาเองเคยเป็นเด็กซึ่งถูกทดลองในสถานที่นั้น
"จากข้อมูลของรัฐบาล ตัวทดลองหมายเลขศูนย์มีศักยภาพดูดกลืนพลังชีวิตและขยายอำนาจจากความหวาดกลัวของประชาชน ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าทุกการปะทะทำให้เขาเข้าใกล้ร่างราชาปีศาจในนิมิตมากขึ้น"
ธันวาก้มมองเงาของตัวเอง เสียงในหัวหัวเราะเบา
"ฟังสิ พวกมันรู้จักเจ้าดีกว่าเจ้าเสียอีก"
เขาไม่ตอบ
"พวกมันตั้งชื่อให้เจ้าแล้ว ศัตรูของมนุษยชาติ"
เสียงผู้ประกาศยืนยันคำเดียวกันราวกับได้ยินความคิดนั้น
"คณะมนตรีความมั่นคงโลกมีมติร่วมกัน ประกาศให้ธันวาเป็นศัตรูของมนุษยชาติ ผู้ใดให้ที่พักพิง ช่วยเหลือ หรือปกปิดข้อมูล จะถูกดำเนินคดีในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดกับภัยพิบัติระดับโลก"
ความเงียบปกคลุมอุโมงค์ทันที เด็กเล็กไม่เข้าใจความหมาย แต่ผู้ใหญ่ทุกคนเข้าใจดี จากวินาทีนี้ การช่วยธันวาไม่ใช่เพียงการขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่ แต่เป็นอาชญากรรมต่อคนทั้งโลก ผู้ลี้ภัยหลายคนก้มหน้า ชายคนหนึ่งลุกไปยืนห่างออกมา หญิงซึ่งอุ้มลูกแนบอกมองทางออกด้วยความกังวล ธันวาเห็นทุกอย่างและไม่โกรธ เขาเข้าใจว่าคนเหล่านี้มีครอบครัว มีชีวิตที่ต้องรักษา และไม่ควรถูกบังคับให้รับโทษแทนเขา เขาฝืนลุกขึ้น แม้ขาจะยังเจ็บ
"ผมจะไป"
ข้าวฟ่างเงยหน้าทันที
"พี่จะไปไหน"
"ออกจากอุโมงค์"
ชาญขมวดคิ้ว
"ตอนนี้หรือ"
"ยิ่งผมอยู่ พวกคุณยิ่งอันตราย"
ชายร่างใหญ่พูด
"มันพูดถูก ถ้าพวกมันตามสัญญาณมาเจอ ทุกคนอาจถูกจับ"
หญิงชราหันไปดุ
"เมื่อคืนใครช่วยลูกแก"
ชายคนนั้นกำหมัด
"ผมไม่ได้ลืม แต่ผมมีลูกต้องรักษา"
ธันวาพยักหน้า
"คุณไม่ผิด"
ชาญหันมามองเขา
"อย่าพูดเหมือนกำลังตัดสินใจแทนทุกคนอีก"
"ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม"
"ต่างตรงไหน"
"ตอนนี้ทั้งโลกประกาศแล้ว ใครช่วยผมคือศัตรู"
ชาญตอบทันที
"พวกเราหลายคนเป็นศัตรูในสายตาพวกมันอยู่ก่อนแล้ว"
เมธาปิดวิทยุ
"ข่าวจะทำให้ด่านตรวจเพิ่มขึ้นทุกแห่ง นายออกไปคนเดียวตอนนี้เหมือนเดินเข้ากับดัก"
ธันวาส่ายหน้า
"ถ้าอยู่กับผม พวกคุณไม่มีทางหาที่ปลอดภัย"
ข้าวฟ่างเดินเข้ามาจับเชือกที่ข้อมือเขา
"พี่บอกว่าจะไม่หาย"
ธันวาชะงัก เขาไม่เคยพูดเช่นนั้น แต่การยอมจับเชือกอาจมีความหมายแบบนั้นสำหรับเด็กหญิง เขาคุกเข่าลงและแกะปมอย่างช้า ๆ
"พี่ไม่ได้สัญญา"
ข้าวฟ่างกำเชือกแน่น
"งั้นสัญญาตอนนี้"
ธันวาหลบสายตา
"ไม่ได้"
เด็กหญิงเริ่มร้องไห้
"ทำไม"
"เพราะพี่ไม่รู้ว่าจะกลับมาได้ไหม"
เสียงสะอื้นของเธอทำให้คนรอบข้างเงียบ ธันวารู้สึกเหมือนกำลังตัดส่วนหนึ่งของตัวเองออก แต่ยังคิดว่านี่คือสิ่งจำเป็น ก่อนเขาจะลุก ชาญจับไหล่ไว้
"อย่างน้อยรอให้มืด"
ธันวากำลังจะปฏิเสธ แต่เสียงวิทยุกลับดังขึ้นเอง เมธาหันไปมองด้วยความตกใจ หน้าจอแสดงคลื่นฉุกเฉินซึ่งถูกส่งเข้ามาโดยตรง เสียงชายคนหนึ่งดังผ่านสัญญาณรบกวน
"ธันวา ถ้าได้ยิน อย่าออกจากอุโมงค์"
ทุกคนหันมองวิทยุ ธันวาจำเสียงนั้นได้ทันที
"กฤตภาส"
เสียงจากปลายทางดังต่อ
"หน่วยค้นหาสามชุดกำลังปิดทางออกเหนือกับตะวันตก อีกชุดกำลังอ้อมไปแม่น้ำ พวกเขารู้ตำแหน่งคร่าว ๆ แล้ว"
ชาญถาม
"เขาหาเราเจอได้อย่างไร"
เมธาตรวจเครื่อง
"สัญญาณเข้ารหัสระดับราชการ"
ธันวาเดินเข้าไปใกล้
"คุณอยู่ไหน"
กฤตภาสเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
"ใกล้กว่าที่ควร"
ธันวาขมวดคิ้ว
"คุณยังถูกขังอยู่ไม่ใช่หรือ"
"เคยอยู่"
"หมายความว่าอะไร"
เสียงระเบิดเบาดังจากปลายสาย ตามด้วยเสียงเครื่องยนต์
"ไว้เจอกันแล้วจะอธิบาย ตอนนี้ฟังให้ดี ทางออกตะวันออกมีช่องบำรุงรักษาเก่า เดินไปประมาณหนึ่งกิโลจะเจอประตูเหล็ก ผมจะเปิดจากด้านนอก"
เมธาพูด
"เราเชื่อได้อย่างไรว่าไม่ใช่กับดัก"
กฤตภาสตอบ
"ไม่ต้องเชื่อผมทั้งหมด แต่ถ้ายังอยู่ที่เดิม อีกสิบห้านาทีโดรนจะเห็นความร้อนของพวกคุณ"
ธันวาถาม
"ทำไมช่วยผม"
กฤตภาสหัวเราะเบาอย่างเหนื่อยล้า
"เพราะผมหมดเหตุผลจะช่วยคนที่สั่งฆ่าพวกคุณแล้ว"
สัญญาณตัดไป เมธารีบเปิดแผนผังเก่าและพบช่องบำรุงรักษาตามที่พูด ชาญสั่งทุกคนเก็บของ ผู้ลี้ภัยเคลื่อนตัวทันที ธันวายังไม่มั่นใจว่ากฤตภาสหลบออกมาได้อย่างไร แต่ไม่มีเวลาให้สงสัย ขบวนเดินผ่านอุโมงค์แคบ เสียงโดรนเริ่มดังจากด้านบนหลังไม่ถึงสิบนาที พื้นบางช่วงสั่นจากรถหุ้มเกราะซึ่งเคลื่อนอยู่เหนือดิน ชาญนำคนเจ็บ เมธาคอยตรวจทาง ส่วนธันวาอยู่ท้ายขบวนตามเดิม เมื่อถึงประตูเหล็ก ทุกคนพบว่ามันถูกปิดด้วยกลอนเก่าและสนิมหนา เสียงจากอีกฝั่งดังขึ้น
"ถอยออกจากประตู"
ธันวาจำเสียงได้ เขาพาทุกคนถอย ก่อนแรงระเบิดจะกระแทกบานเหล็กเปิดออก ควันสีเทาลอยเข้ามา ชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางฝุ่น เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้ม ไม่มีเครื่องแบบราชการ หนวดเคราขึ้นรก ใบหน้ามีรอยช้ำและแผลที่มุมปาก แต่ดวงตายังคงมั่นคงเหมือนเดิม กฤตภาสถือปืนในมือและมีรถบรรทุกขนาดเล็กจอดอยู่ด้านหลัง
"ขึ้นรถ"
ธันวาจ้องเขา
"คุณออกมาได้อย่างไร"
"ขโมยกุญแจและต่อยคนเฝ้าประตู"
"คุณเป็นตำรวจ"
กฤตภาสมองเสื้อของตัวเอง
"ไม่แล้ว"
ผู้ลี้ภัยทยอยขึ้นรถ ชาญกับเมธาช่วยพาคนเจ็บไปด้านหลัง ธันวายังยืนอยู่ที่เดิม
"หมายความว่าอะไร"
กฤตภาสหยิบกระดาษพับจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ มันเป็นเอกสารลาออก มีตรารับและลายเซ็นของเขา วันที่บนเอกสารคือเมื่อเช้านี้
"ผมยื่นลาออกจากราชการ"
ธันวาอ่านซ้ำ
"คุณทำแบบนี้ทำไม"
"เพราะองค์กรที่ผมรับใช้กำลังฆ่าพยาน บิดเบือนหลักฐาน และใช้ความกลัวเป็นอาวุธ"
"คุณรู้ว่าถ้าช่วยผม คุณจะถูกประกาศเป็นคนทรยศ"
"พวกเขาประกาศไปแล้ว"
กฤตภาสหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หน้าจอแสดงข่าวด่วน ใบหน้าของเขาอยู่ข้างธันวา พร้อมข้อความว่ากฤตภาสเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ซึ่งถูกชักจูงโดยพลังของศัตรูมนุษยชาติ ข่าวอ้างว่าเขาหลบหนีจากการควบคุมตัวหลังสังหารเจ้าหน้าที่สองคน ทั้งที่ความจริงคนเฝ้าถูกทำให้สลบเท่านั้น
ธันวาพูด
"พวกมันทำกับคุณเหมือนที่ทำกับผม"
กฤตภาสเก็บโทรศัพท์
"ตอนนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่าโลกตัดสินคนได้เร็วแค่ไหน"
เสียงโดรนดังใกล้เข้ามา กฤตภาสผลักธันวาขึ้นรถแล้วนั่งหลังพวงมาลัย รถบรรทุกพุ่งออกจากช่องหินเข้าสู่ถนนแคบกลางหุบเขา โดรนสองลำโผล่เหนือยอดไม้และเริ่มยิง กฤตภาสหักหลบ กระสุนพลังงานกระแทกพื้นข้างรถจนดินระเบิด ธันวาเกาะขอบประตูและปล่อยเงาพุ่งขึ้นรัดใบพัดโดรนลำแรก มันเสียหลักชนหน้าผา อีกลำยิงตรงมายังห้องโดยสาร กฤตภาสตะโกน
"ด้านขวา"
ธันวาสร้างกำแพงรับ กระสุนเจาะผ่านครึ่งหนึ่งและระเบิดใกล้แขน เศษโลหะบาดหน้า แต่เขายังฝืนดันพลังต่อ ก่อนใช้เงากระชากโดรนลงกระแทกถนน รถแล่นผ่านซากไปอย่างหวุดหวิด ผู้ลี้ภัยด้านหลังร้องด้วยความตกใจ แต่ไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรง กฤตภาสเร่งเครื่องขึ้นทางชัน
"พวกมันจะส่งรถตามมา"
ธันวาถาม
"คุณมีแผนหรือ"
"มีที่ซ่อนชั่วคราว"
"ที่ไหน"
"สถานีตำรวจเก่า"
ธันวาหันมองเขา
"คุณเพิ่งลาออก แล้วจะพาเราไปสถานีตำรวจ"
"ไม่มีใครใช้แล้ว มันถูกทิ้งหลังน้ำท่วม มีห้องเก็บหลักฐานใต้ดินและเส้นทางออกสองทาง"
ธันวาถามต่อ
"แม่กับพิมพ์ชนกอยู่ไหน"
กฤตภาสนิ่งไปเล็กน้อย
"ปลอดภัยตอนผมได้รับข้อมูลล่าสุด"
"คุณติดต่อพวกเธอได้หรือ"
"ยังไม่ได้โดยตรง"
"งั้นคุณรู้ได้อย่างไร"
"มีคนจากสถาบันส่งข้อมูลผ่านช่องลับ"
ธันวาคิดถึงดร.ภาคิน
"ใครส่ง"
"ไม่ลงชื่อ"
เสียงในหัวกระซิบ
"กับดัก"
ธันวากำมือ กฤตภาสสังเกตเห็น
"เสียงกลับมาอีกหรือ"
ธันวาหันมอง
"คุณรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร"
"ผมอ่านรายงานการทดลองก่อนหลบออกมา"
"รายงานว่าอะไร"
กฤตภาสมองถนน
"พลังของนายไม่ได้ตอบสนองต่อความกลัวจากภายนอกอย่างเดียว มันขยายความรู้สึกผิด ความโกรธ และความโดดเดี่ยวจากภายในด้วย ยิ่งนายเชื่อว่าไม่มีใครอยู่ข้างนาย เสียงนั้นยิ่งมีอำนาจ"
ธันวาหัวเราะขม
"งั้นการที่คุณมาช่วยผมก็เป็นการรักษาหรือ"
"ไม่"
กฤตภาสตอบทันที
"ผมมาช่วยเพราะมันคือสิ่งที่ถูก"
ธันวาเงียบ
กฤตภาสกล่าวต่อ
"ตอนยังเป็นตำรวจ ผมเชื่อว่าหน้าที่คือทำตามกฎหมาย ต่อมาผมเริ่มเห็นว่ากฎหมายถูกเขียนใหม่เพื่อรับใช้ความกลัว คำสั่งถูกใช้ปิดปากคน และเครื่องแบบกลายเป็นข้ออ้างให้คนไม่ต้องรับผิดชอบ"
"คุณเสียทุกอย่างเพราะผม"
"ไม่ ผมเสียมันเพราะตัดสินใจไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งผิด"
"ผลลัพธ์เหมือนกัน"
"ไม่เหมือน"
กฤตภาสหันมองเขาเพียงชั่วขณะ
"ถ้านายรับความผิดของทุกคนมาไว้กับตัว นายจะกลายเป็นสิ่งที่พวกมันสร้างง่ายกว่าที่คิด"
คำพูดนั้นทำให้ธันวานึกถึงเอกภพ ภราดร และทุกคนที่เลือกช่วย เขาเคยทำให้การตัดสินใจของคนเหล่านั้นเหลือเพียงผลจากการมีอยู่ของตนเอง ราวกับพวกเขาไม่มีความคิด ไม่มีความเชื่อ และไม่มีสิทธิ์กำหนดชีวิต กฤตภาสกำลังบอกสิ่งเดียวกัน เขาไม่ได้ลาออกเพราะธันวาบังคับ แต่เพราะไม่ยอมรับคำสั่งที่ผิด
รถแล่นถึงสถานีตำรวจร้างช่วงบ่าย อาคารสองชั้นจมโคลนครึ่งหนึ่ง ป้ายชื่อหลุดเหลือเพียงตัวอักษรบางส่วน กฤตภาสขับรถเข้าไปหลังอาคารและเปิดประตูเหล็กลงสู่ชั้นใต้ดิน ทุกคนช่วยกันย้ายเสบียง คนเจ็บ และเด็กเข้าไป ห้องเก็บหลักฐานเต็มไปด้วยชั้นวางเก่าแต่ยังแห้ง เมธาตรวจทางออกฉุกเฉิน ชาญจัดเวรเฝ้า ส่วนกฤตภาสเปิดเครื่องส่งสัญญาณที่ซ่อนอยู่ในผนัง
"ที่นี่เคยเป็นจุดสื่อสารสำรองของตำรวจชายแดน รัฐบาลคิดว่าระบบเสียแล้ว แต่บางส่วนยังใช้ได้"
ธันวายืนมองจอหลายเครื่อง กฤตภาสต่อสายเข้ากับเครือข่ายข่าว ภาพจากทั่วโลกปรากฏพร้อมกัน ทุกช่องกำลังพูดถึงเขา ช่องหนึ่งกล่าวว่าเขาสังหารผู้ลี้ภัยหลายร้อยคน อีกช่องบอกว่าเขาปล่อยพลังทำลายสถาบันอรุณ บางช่องเผยแพร่รายชื่อคนที่เคยช่วยเขาและเรียกร้องให้ประชาชนแจ้งเบาะแส ภาพหมอศิริพร กฤตภาส มาลินี พิมพ์ชนก ชาญ และแม้แต่ข้าวฟ่างถูกจัดวางใต้ข้อความว่าผู้สมรู้ร่วมคิดกับภัยพิบัติ ผู้ลี้ภัยในห้องเห็นชื่อกับใบหน้าตัวเองแล้วเริ่มหวาดกลัว
หญิงคนหนึ่งถาม
"พวกมันมีภาพลูกฉันได้อย่างไร"
กฤตภาสตอบ
"กล้องในค่ายส่งข้อมูลขึ้นเครือข่ายทั้งหมด"
ชายร่างใหญ่สบถ
"ตอนนี้ไม่มีที่ไหนรับเราแล้ว"
ผู้ลี้ภัยบางคนเริ่มโต้เถียงว่าควรแยกจากธันวาทันที บางคนเสนอให้ส่งข้อมูลยืนยันว่าพวกเขาถูกบังคับเพื่อแลกกับการยกเว้นโทษ ชาญพยายามห้าม แต่ความกลัวในห้องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ธันวารู้สึกพลังใต้ผิวขยับ เสียงในหัวหัวเราะ
"เห็นหรือยัง พวกมันกลับมาเกลียดเจ้าแล้ว"
เขาหลับตา
"พวกเขากลัว"
"ความกลัวจะกลายเป็นการทรยศ"
"อาจเป็น"
"ฆ่าพวกมันก่อน"
ธันวาลืมตาและเดินไปยืนกลางห้อง ทุกคนเงียบลงทันทีเมื่อเห็นเงาดำใต้เท้า เขายกมือขึ้นช้า ๆ เพื่อแสดงว่าไม่ได้จะโจมตี
"ใครต้องการแยกไป ผมไม่ห้าม"
ชาญขมวดคิ้ว
"ธันวา"
"พวกเขามีสิทธิ์เลือก"
ชายคนหนึ่งถาม
"แล้วถ้าเราออกไป คุณจะตามไหม"
"ไม่"
หญิงอีกคนถาม
"ถ้าเราบอกว่าไม่เกี่ยวกับคุณ"
"พูดได้"
ข้าวฟ่างมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
"พี่จะให้พวกเขาไปหรือ"
ธันวาคุกเข่าลง
"พี่บังคับใครให้อยู่ไม่ได้"
กฤตภาสยืนพิงโต๊ะและมองเงียบ ๆ ผู้ลี้ภัยเริ่มปรึกษากัน บางคนรวบรวมของจริง ชายร่างใหญ่ช่วยภรรยาพยุงลูก แต่ก่อนเดินออก เขาหยุดตรงหน้าธันวา
"ผมยังไม่เชื่อว่านายจะไม่กลายเป็นคนในนิมิต"
ธันวาพยักหน้า
"ผมเองก็ไม่แน่ใจ"
"แต่ผมรู้ว่าวันนั้นนายช่วยลูกผม"
ชายคนนั้นยื่นมือมา ธันวามองอยู่นานก่อนจับ
"ขอบคุณ"
จากนั้นชายพาครอบครัวออกทางอุโมงค์ฉุกเฉิน คนอีกหลายคนตามไป ไม่มีใครด่าว่า ไม่มีใครชี้อาวุธ และไม่มีใครถูกบังคับให้อยู่ ชาญมองคนที่จากไปด้วยสีหน้าเศร้าแต่ไม่ห้าม เมื่อประตูปิด เหลือผู้ลี้ภัยประมาณครึ่งหนึ่ง ข้าวฟ่างกับแม่ยังอยู่ หญิงชรา เมธา และชาญก็ยังอยู่เช่นกัน
ธันวาถาม
"ทำไมไม่ไป"
หญิงชราตอบ
"แก่แล้ว เดินไกลไม่ไหว"
เมธาหัวเราะ
"โกหก"
หญิงชราใช้ไม้เท้าเคาะขาเขา
"อย่ายุ่ง"
ชาญมองธันวา
"บางคนไปเพราะต้องรักษาครอบครัว บางคนอยู่เพราะเชื่อว่าความจริงต้องมีคนพาไปถึงโลก ไม่มีใครเลือกเหมือนกันทั้งหมด"
กฤตภาสเดินเข้ามาและวางแฟ้มข้อมูลบนโต๊ะ
"งั้นเราต้องทำให้โลกเห็นความจริง"
ธันวามองเขา
"สื่อทุกช่องถูกควบคุม"
"ไม่ทั้งหมด"
กฤตภาสเปิดจอแสดงเครือข่ายข่าวอิสระ กลุ่มนักข่าวใต้ดิน และช่องสื่อสารของผู้ประท้วงในหลายประเทศ
"มีคนเริ่มสงสัยว่าภาพถูกตัดต่อ มีครอบครัวเจ้าหน้าที่ที่ตายในสถาบันต้องการคำตอบ มีนักวิจัยบางคนพบว่าลำดับเวลาในคลิปไม่ตรงกัน และมีคนจากค่ายผู้ลี้ภัยอัปโหลดภาพนายช่วยเด็กก่อนสัญญาณถูกลบ"
ธันวาถาม
"แล้วทำไมยังไม่มีใครเชื่อ"
"เพราะความจริงช้ากว่าความกลัว"
กฤตภาสเลื่อนแฟ้มมาให้
"แต่ถ้าเรามีหลักฐานต้นฉบับจากสถาบันอรุณ มีบันทึกการทดลอง และมีคำให้การจากผู้รอดชีวิต เราอาจเจาะกำแพงข่าวได้"
ธันวานึกถึงข้อมูลที่ซ่อนอยู่ในเสื้อ เขาหยิบอุปกรณ์ออกมาวางบนโต๊ะ
"ผมมีบางส่วน"
กฤตภาสมองอุปกรณ์
"นี่อาจพอเริ่มต้น"
เสียงในหัวกระซิบ
"พวกมันจะไม่ฟัง"
ธันวาตอบในใจ
"แต่เรายังต้องพูด"
กฤตภาสเชื่อมข้อมูลเข้ากับระบบ ภาพเอกสารจำนวนมากปรากฏบนจอ รายชื่อเด็กทดลอง คำสั่งลบความทรงจำ บันทึกของศาสตราจารย์อคิน และโครงการขยายความกลัวระดับโลก ทุกคนในห้องนิ่งเมื่อเห็นหลักฐานว่าการนิมิตอาจถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจ ยังไม่มีเอกสารใดยืนยันทั้งหมด แต่เพียงพอแสดงว่ารัฐบาลรู้เรื่องสถาบันมากกว่าที่ประกาศ
กฤตภาสกล่าว
"เราต้องส่งสำเนาออกหลายทาง ถ้าส่งจากจุดเดียว พวกมันจะปิดได้"
เมธาถาม
"แล้วใครจะรับ"
"นักข่าวอิสระสามกลุ่ม นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และอดีตเจ้าหน้าที่บางคนที่ยังไว้ใจได้"
ธันวามองเขา
"คุณกำลังจะทำสงครามกับองค์กรเดิม"
กฤตภาสส่ายหน้า
"ไม่ ผมกำลังเลือกข้าง"
"ข้างผมหรือ"
"ข้างความจริง"
คำตอบนั้นหนักแน่นกว่าคำสัญญาใด ธันวาไม่รู้ว่ากฤตภาสจะรอดนานแค่ไหน ไม่รู้ว่าหลักฐานจะเปลี่ยนความเชื่อของโลกได้หรือไม่ และไม่รู้ว่าพรุ่งนี้คนที่ยังอยู่จะเปลี่ยนใจหรือเปล่า แต่ในวันที่สื่อทุกช่องประกาศว่าเขาเป็นปีศาจ ยังมีคนหนึ่งถอดเครื่องแบบ วางตำแหน่ง และยอมกลายเป็นผู้หลบหนีเพื่อยืนข้างความจริง
ช่วงค่ำ ข่าวด่วนฉายภาพกฤตภาสอีกครั้ง ผู้ประกาศระบุว่าอดีตเจ้าหน้าที่ผู้นี้ถูกธันวาควบคุมจิตใจและช่วยเหลือศัตรูมนุษยชาติหลบหนี รัฐบาลประกาศหมายจับเขาอย่างเป็นทางการ พร้อมเตือนว่าบุคคลดังกล่าวอันตรายและอาจใช้ข้อมูลปลอมสร้างความแตกแยก กฤตภาสมองจอโดยไม่มีสีหน้า ก่อนถอดตราตำรวจชิ้นสุดท้ายที่เก็บไว้ในกระเป๋าออกมาวางบนโต๊ะ
ธันวาถาม
"เสียดายไหม"
กฤตภาสมองตรานั้น
"เสียดายสิ ผมใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งเพื่อมัน"
"แล้วทำไมทิ้ง"
"เพราะตรานี้ควรหมายถึงการปกป้องประชาชน ไม่ใช่ปกป้องคำโกหก"
เขาดันตราไปด้านข้าง
"ถ้าวันหนึ่งระบบกลับมายืนข้างคน ผมอาจเคารพมันอีกครั้ง แต่วันนี้ผมต้องยืนโดยไม่มีมัน"
ธันวานั่งลงตรงข้าม
"คุณอาจตาย"
"นายก็เหมือนกัน"
"คนที่ช่วยผมมักตาย"
กฤตภาสมองเขาตรง ๆ
"งั้นช่วยให้ผมมีชีวิตด้วย อย่าผลักผมออก"
ธันวาชะงัก
"ผมไม่รับประกัน"
"ไม่ต้องรับประกัน แค่หยุดตัดสินใจแทน"
ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่ เสียงด้านมืดกระซิบให้ธันวาปฏิเสธ บอกว่ากฤตภาสจะกลายเป็นศพเหมือนภราดรและเอกภพ แต่ธันวานึกถึงคำพูดของชาญ คนที่ช่วยไม่ได้อ่อนแอ พวกเขารู้ว่ากำลังเลือกอะไร เขาจึงพยักหน้าช้า ๆ
"ตกลง"
กฤตภาสยื่นมือมา ธันวาจับไว้
นอกสถานีตำรวจร้าง รถค้นหาหลายขบวนกำลังกระจายทั่วภูมิภาค ใบหน้าของธันวาปรากฏบนจอทุกเมือง พร้อมคำว่าศัตรูของมนุษยชาติ เด็กถูกสอนให้หลบเมื่อเห็นเงาสีดำ ผู้ใหญ่ถูกขอให้แจ้งเบาะแส เพื่อนบ้านเริ่มระแวงกัน และผู้มีพลังจำนวนมากถูกจับเพียงเพราะอาจเกี่ยวข้องกับเขา โลกกำลังสร้างปีศาจขึ้นจากข่าว ภาพตัดต่อ และความกลัวที่ถูกส่งซ้ำทุกชั่วโมง
แต่ใต้ดินของอาคารซึ่งถูกลืม ธันวาไม่ได้กำลังสร้างกองทัพ เขากำลังช่วยกฤตภาสคัดลอกหลักฐาน ชาญกำลังแบ่งอาหารให้ผู้ลี้ภัย เมธากำลังซ่อมเครื่องส่งสัญญาณ ข้าวฟ่างกำลังนั่งวาดภาพเด็กหนุ่มยืนกางแขนปกป้องคนจากกระสุน และคนกลุ่มเล็กกำลังเตรียมบอกโลกว่าเรื่องราวซึ่งทุกคนเห็นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
สื่อเรียกเขาว่าปีศาจ
รัฐบาลเรียกเขาว่าศัตรู
คนทั้งโลกกำลังเรียนรู้ที่จะเกลียดเขา
แต่กฤตภาสได้ถอดเครื่องแบบ วางชีวิตเดิม และเลือกยืนอยู่ข้างเขาโดยไม่ถูกบังคับ
เพราะบางครั้ง ศัตรูของมนุษยชาติอาจไม่ใช่คนที่โลกกำลังตามล่า
แต่อาจเป็นความกลัวซึ่งทำให้มนุษย์ยอมเชื่อคำโกหกง่ายกว่าความจริง
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







