LOGINตอนที่ 51 การเสียสละของอาเสือ
แรงสั่นสะเทือนจากแกนกลางยังคงแผ่ไปทั่วสถานีใต้ดิน เสาโลหะหลายต้นแตกร้าว แสงสีฟ้าที่เคยสว่างมั่นคงเริ่มกะพริบถี่ราวกับระบบกำลังจะดับลงทุกขณะ กลิ่นไหม้ของสายไฟผสมกับกลิ่นเลือดและควันปืนจนหายใจแทบไม่ออก กฤตภาสประคองธันวาซึ่งยังแทบยืนไม่ไหว พิมพ์ชนกช่วยมาลีถอดสายเชื่อมต่อออกจากศีรษะอย่างระมัดระวัง ส่วนอาคมก้มดูแผนผังทางหนีบนหน้าจอที่แตกร้าว ทุกคนรู้ดีว่าคลื่นพลังที่ธันวาปล่อยออกไปช่วยหยุดศัตรูได้เพียงชั่วคราว อาวุธของรัฐบาลอาจดับลง แต่ระบบสำรองกำลังจะกลับมาทำงาน นักล่าค่าหัวจำนวนมากยังมีอาวุธธรรมดา และคนขององค์กรลับก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องมือพลังงานในการสังหารใคร เสียงฝีเท้าจำนวนมากดังเข้ามาจากทางเดินด้านหน้า แทรกด้วยเสียงตะโกนสั่งการและเสียงปืนที่เริ่มกลับมาทีละนัด สถานีแห่งนี้ไม่สามารถป้องกันต่อไปได้อีกแล้ว
อาคมลากนิ้วไปตามแผนผัง ก่อนชี้ไปยังเส้นทางหนึ่งซึ่งทอดออกจากห้องแกนกลางไปทางใต้
"มีอุโมงค์ระบายน้ำเก่า เชื่อมออกไปยังหุบเขาหลังภูเขา"
กฤตภาสมองเส้นทางนั้น
"ไกลแค่ไหน"
"ประมาณสามกิโลเมตร แต่ทางแคบและพังไปหลายจุด"
พิมพ์ชนกถามทันที
"คนในเมืองใช้ทางนี้หนีได้หรือไม่"
อาคมส่ายหน้า สีหน้าของชายชราหนักอึ้ง
"รองรับได้ครั้งละไม่มาก ต้องพาคนลงมาเป็นกลุ่ม หากทุกคนแย่งกันเข้า อุโมงค์จะถล่ม"
เสียงระเบิดดังขึ้นเหนือศีรษะอีกครั้ง เศษหินตกลงมากระแทกพื้น หลายคนเงยหน้ามองเพดานซึ่งมีรอยร้าวยาวลามผ่านกลางห้อง เมืองไร้ธงกำลังพังลงทีละส่วน การโจมตีของรัฐบาลกลับมาแล้ว และครั้งนี้รุนแรงกว่าก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน พวกมันอาจรู้แล้วว่าศูนย์กระจายสัญญาณอยู่ใต้เมือง จึงไม่ต้องการเก็บสิ่งใดไว้อีกต่อไป นอกจากกำจัดพยานและทำลายหลักฐานทั้งหมด
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางเข้าห้อง
"มัวยืนคุยกันอยู่ทำไม ถ้าอยากตายก็เลือกที่ให้มันดีกว่านี้หน่อย"
ทุกคนหันกลับไป อาเสือเดินฝ่าควันเข้ามา เสื้อหนังสีน้ำตาลของเขาขาดหลายแห่ง เลือดไหลจากหน้าผากลงมาถึงแก้ม แขนซ้ายถูกพันด้วยผ้าหยาบและแทบขยับไม่ได้ แต่ในมือขวายังถือปืนกลหนักซึ่งมีรอยไหม้ทั่วลำกล้อง ชายวัยกลางคนผู้นี้เป็นหนึ่งในผู้คุมประตูเก่าแก่ที่สุดของเมืองไร้ธง ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของเขา ทุกคนเรียกอาเสือเพราะรอยสักรูปเสือที่พาดจากคอไปถึงแผ่นหลัง เขาเคยเป็นทหารรับจ้าง เคยต่อสู้ในสงครามหลายประเทศ และเคยถูกหักหลังจนสูญเสียครอบครัว ก่อนจะเดินทางมาถึงเมืองไร้ธงเมื่อยี่สิบปีก่อน จากคนที่ไม่เชื่อใจใคร เขากลายเป็นผู้ปกป้องเมืองที่เด็กทุกคนรู้จัก เพราะมักแบ่งอาหารและเล่านิทานให้ฟังในคืนที่อากาศหนาว
พงศกรกับผู้พิทักษ์อีกเจ็ดคนตามอาเสือเข้ามา ทุกคนเต็มไปด้วยบาดแผล บางคนเสียแขน บางคนเดินกะเผลก และบางคนต้องใช้กำแพงพยุงตัว แววตาของพวกเขาบอกชัดว่าแนวป้องกันด้านบนไม่เหลือแล้ว
"สถานการณ์ข้างบนเป็นอย่างไร"
กฤตภาสถาม
พงศกรเช็ดเลือดจากริมฝีปาก
"กำแพงด้านเหนือพังหมดแล้ว ตลาดถูกยึด ศาลากลางไฟไหม้ ทหารรัฐบาลเข้ามาจากสองด้าน ส่วนนักล่าค่าหัวกำลังปล้นบ้านทุกหลังที่ผ่าน"
อาเสือวางปืนลงชั่วครู่ ก่อนหันไปมองมาลี
"ระบบนี่ช่วยอะไรได้อีกหรือไม่"
มาลีฝืนยืนตรง แม้ใบหน้าซีดและมือสั่น
"แกนกลางเสียหายเกินครึ่ง ข้าสามารถเปิดประตูอุโมงค์หนีและส่งสัญญาณนำทางให้คนในเมือง แต่ต้องใช้เวลาประมาณสิบห้านาที"
พงศกรมองทางเดินที่ศัตรูกำลังใกล้เข้ามา
"เราไม่มีสิบห้านาที"
อาเสือยิ้มมุมปาก เขาก้มเก็บปืนกลขึ้นมาพาดบ่า
"ถ้าอย่างนั้นก็สร้างมันขึ้นมา"
กฤตภาสมองเขาทันที
"หมายความว่าอย่างไร"
"ข้าจะพาคนไปปิดทางเดินหลัก ศัตรูต้องผ่านจุดนั้นก่อนถึงห้องนี้ ถ้าระเบิดเสาค้ำทางฝั่งตะวันตก เราจะบังคับให้พวกมันเข้าได้เพียงช่องเดียว"
พิมพ์ชนกขมวดคิ้ว
"แล้วคนที่อยู่ตรงนั้นจะออกมาอย่างไร"
อาเสือไม่ตอบในทันที เขามองหน้าทุกคนทีละคน ก่อนสายตาจะหยุดที่พงศกร
"พาคนของเจ้าไปช่วยอพยพชาวเมือง"
พงศกรส่ายหน้า
"ข้าจะอยู่กับอา"
"ไม่"
"อาเสือ ข้าสู้ข้างอามาหลายปี จะให้ข้าหนีไปตอนนี้หรือ"
อาเสือเดินเข้าไปใกล้แล้วตบไหล่พงศกรด้วยมือข้างที่ยังใช้งานได้
"ผู้บัญชาการไม่ได้มีหน้าที่ตายสวยงาม ผู้บัญชาการมีหน้าที่พาคนกลับบ้าน"
พงศกรกัดฟันแน่น
"ที่นี่คือบ้านของเรา"
"เพราะอย่างนั้นเจ้าจึงต้องพาคนของบ้านนี้ออกไปให้ได้"
ความเงียบหนักอึ้งปกคลุมห้อง ไม่มีใครกล้าพูดคำที่ทุกคนเข้าใจ อาเสือไม่ได้กำลังเสนอแผนถ่วงเวลา เขากำลังบอกว่าจะอยู่ต้านศัตรูจนถึงวินาทีสุดท้าย ทางเดินหลักมีเสาค้ำเก่าและคลังเชื้อเพลิงสำรอง หากจุดชนวนทั้งหมดพร้อมกัน สถานีครึ่งหนึ่งจะถล่มลงมา ผู้ที่อยู่ด้านในไม่มีทางรอด
กฤตภาสก้าวไปหาเขา
"ข้าจะอยู่ช่วย"
อาเสือมองกฤตภาสตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนหัวเราะเบา ๆ
"เจ้าดูสภาพตัวเองเสียก่อน"
"ข้ายังสู้ได้"
"ข้าไม่ได้สงสัยเรื่องนั้น"
อาเสือตอบ
"แต่คนข้างบนตามล่าเจ้า ข้อมูลอยู่กับพวกเจ้า และความจริงของเมืองนี้ต้องมีคนเอาออกไป หากเจ้าอยู่ตายกับข้า สิ่งที่เราสู้มาทั้งหมดจะไม่มีความหมาย"
กฤตภาสกำหมัดแน่น เขาอยากโต้เถียง แต่เสียงระเบิดอีกลูกทำให้พื้นสั่นและแสงในห้องดับวูบไปชั่วครู่ เสียงปืนจากทางเดินใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ผู้พิทักษ์ที่เฝ้าด้านนอกเริ่มยิงตอบโต้แล้ว เสียงร้องของคนหนึ่งดังขึ้นก่อนเงียบหายไป
ธันวาพยายามขยับออกจากการประคองของกฤตภาส
"ข้าจะอยู่เอง พลังของข้ายังใช้ได้"
มาลีหันมามองเขาทันที
"ไม่ได้ แก่นอนันต์ของเจ้ากำลังไม่เสถียร หากใช้ขั้นดูดกลืนอีกครั้ง เจ้าจะสูญเสียสติ"
ธันวากัดฟัน
"แล้วจะให้คนอื่นตายแทนข้าหรือ"
อาเสือเดินเข้าไปหาธันวา เขายกมือแตะหน้าอกชายหนุ่มตรงรอยดำของแก่นอนันต์
"พลังไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนมีค่ามากกว่าคนอื่น"
ธันวาจ้องเขา
"แต่พลังช่วยให้เรารอด"
"บางครั้งก็ใช่"
อาเสือตอบ
"แต่บางครั้งสิ่งที่ช่วยให้คนอื่นรอด คือการรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดใช้มัน"
ธันวานิ่งไป เสียงกระซิบจากแก่นอนันต์ยังดังอยู่ลึกในหัว มันเรียกร้องให้เขาดูดพลังของทุกคนและฆ่าศัตรูให้หมด แต่คำพูดของอาเสือทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาที่ตนเกือบทำร้ายพวกพ้อง หากฝืนใช้พลังอีกครั้ง เขาอาจไม่เหลือสติพอแยกมิตรกับศัตรู และอาจกลายเป็นภัยยิ่งกว่ากองทัพที่กำลังบุกเข้ามา
อาคมรีบเปิดระบบอุโมงค์ ประตูเหล็กด้านหลังห้องเริ่มเคลื่อนตัวช้า ๆ ฝุ่นจำนวนมากร่วงลงจากขอบ เมื่อช่องเปิดกว้างพอ ลมเย็นชื้นก็พัดเข้ามา กลิ่นน้ำใต้ดินและดินเก่าบอกว่าเส้นทางนี้ยังเชื่อมกับภายนอก พงศกรส่งคนสองคนเข้าไปตรวจ ก่อนเสียงตอบกลับมายืนยันว่าทางส่วนแรกยังใช้ได้
"ข้าจะไปพาคนในเมืองลงมา"
พงศกรพูด
อาเสือพยักหน้า
"เอาเด็ก คนแก่ และผู้บาดเจ็บมาก่อน อย่าให้ใครเอาของติดตัวมากเกินไป"
พงศกรยังไม่ขยับ เขามองอาเสือด้วยดวงตาแดงก่ำ
"ท่านเคยบอกว่าจะสอนข้าดื่มเหล้าหมักถังใหม่ตอนฤดูหนาว"
อาเสือยิ้ม
"เหล้าถังนั้นรสชาติแย่มาก เจ้าไม่พลาดอะไรหรอก"
"ท่านโกหกไม่เก่ง"
"ข้ารู้"
พงศกรยกมือขึ้นทำความเคารพแบบทหาร เม้มริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้เสียงสั่น
"ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง"
อาเสือยกมือแตะหน้าผากตอบ
"พาคนของเราออกไป"
พงศกรหันหลังวิ่งออกจากห้องพร้อมผู้พิทักษ์ที่เหลือ เสียงฝีเท้าของพวกเขาหายไปในความมืด อาเสือมองตามจนลับตา ก่อนหยิบกล่องระเบิดขนาดเล็กออกจากเสื้อ กฤตภาสสังเกตเห็นสายเชื่อมหลายเส้นและตัวจุดชนวนที่มีเพียงปุ่มเดียว
"เจ้าติดตั้งระเบิดไว้แล้วหรือ"
"ตั้งแต่รู้ว่ารัฐบาลล้อมเมือง"
อาเสือตอบ
"เมืองไร้ธงสร้างขึ้นบนอุโมงค์เหมืองเก่า มีจุดรับน้ำหนักเจ็ดแห่ง หากทำลายพร้อมกัน ภูเขาครึ่งลูกจะถล่มปิดสถานี"
มาลีมองแผนผังด้วยความตกใจ
"การถล่มจะทำลายเมืองด้านบนทั้งหมด"
อาเสือเงียบไปชั่วครู่
"เมืองด้านบนไม่เหลือให้รักษาแล้ว"
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเจ็บปวด เมืองไร้ธงอาจยังมีบ้าน ถนน และกำแพงบางส่วน แต่รัฐบาลจะไม่มีวันปล่อยสถานที่ซึ่งเก็บความลับของโครงการปฐมกาลเอาไว้ หากพวกเขาถอยหนีโดยไม่ทำลายสถานี ศัตรูจะยึดแกนกลางและตามล่าผู้รอดชีวิตต่อ แต่หากระเบิดภูเขา เมืองที่ผู้คนสร้างมาหลายสิบปีจะหายไปตลอดกาล ไม่มีใครได้กลับมา ไม่มีบ้านหลังใดเหลือให้ระลึกถึง และชื่อเมืองไร้ธงอาจกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าของผู้รอดชีวิต
พิมพ์ชนกเดินเข้าไปหาอาเสือ
"ท่านไม่จำเป็นต้องอยู่กดระเบิดด้วยตัวเอง เราตั้งเวลาได้"
อาเสือส่ายหน้า
"ระบบจุดชนวนเสียหายจากคลื่นพลัง ต้องกดจากแผงควบคุมในห้องป้องกัน และต้องรอจนทุกคนเข้าอุโมงค์แล้ว หากกดเร็วไป คนของเราจะถูกฝังอยู่ข้างใน หากกดช้าไป ศัตรูจะตัดสาย"
มาลีหลับตาลง เธอรู้ว่าอาเสือพูดความจริง ไม่มีวิธีแก้ไขในเวลาที่เหลือ
เสียงตะโกนดังขึ้นจากทางเดินด้านหน้า
"พบห้องแกนกลางแล้ว เคลื่อนกำลังเข้าไป"
อาเสือหันกลับทันที เขายกปืนกลขึ้นแล้วเดินไปยังประตู
"ได้เวลาแล้ว"
กฤตภาสคว้าแขนเขาไว้
"ข้ายังไม่ได้ตอบตกลง"
อาเสือหันกลับมอง มือของกฤตภาสกำแน่นจนสั่น
"ข้าสูญเสียคนมามากพอแล้ว"
"เจ้าคิดว่าข้าไม่เคยสูญเสียหรือ"
อาเสือถามกลับ น้ำเสียงไม่ได้โกรธ แต่หนักแน่น
"ข้าเคยเห็นเมืองสามเมืองถูกเผา เคยเห็นเพื่อนถูกแขวนกลางถนน เคยฝังเมียกับลูกด้วยมือตัวเอง แล้วข้าก็ใช้เวลาหลายปีถามว่าทำไมข้าถึงรอด สุดท้ายข้าพบคำตอบที่นี่"
เขาหันมองเสาโลหะและผนังหินรอบตัว ราวกับมองทะลุขึ้นไปเห็นถนน บ้านเรือน และผู้คนบนเมืองไร้ธง
"ข้ารอดมาเพื่อปกป้องบ้านหลังสุดท้ายของคนที่ไม่มีบ้าน"
กฤตภาสนิ่งงัน
อาเสือดึงแขนออกอย่างนุ่มนวล
"อย่าทำหน้าราวกับข้ากำลังถูกบังคับ นี่เป็นการเลือกของข้า"
เขาหยิบเหรียญโลหะเก่าจากคอส่งให้กฤตภาส ด้านหนึ่งสลักรูปเสือ อีกด้านเป็นชื่อผู้หญิงกับเด็กคนหนึ่งซึ่งตัวอักษรเลือนจนแทบอ่านไม่ออก
"เก็บไว้ หากวันหนึ่งมีที่ปลอดภัยจริง จงฝังมันใต้ต้นไม้ใหญ่"
กฤตภาสรับเหรียญมา มือหนักราวกับกำหินทั้งภูเขา
"ข้าสัญญา"
อาเสือพยักหน้า ก่อนหันไปมองพิมพ์ชนก
"เจ้าใจแข็งกว่าที่คิด อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้สงสัยตัวเอง"
จากนั้นเขามองมาลี
"สิ่งที่เจ้าสร้างอาจเคยทำร้ายผู้คน แต่วันนี้มันช่วยเมืองนี้ไว้ จงจำสิ่งนั้นด้วย"
มาลีน้ำตาคลอ
"ข้าจะจำ"
สุดท้ายอาเสือมองธันวา
"ส่วนเจ้า อย่าปล่อยให้พลังตัดสินว่าเจ้าเป็นใคร"
ธันวาพยายามยืนตรง ก่อนยกมือทำความเคารพ แม้แขนจะสั่นอย่างหนัก
"ข้าจะไม่ลืม"
เสียงปืนดังขึ้นใกล้ประตู กระสุนหลายสิบนัดพุ่งกระแทกผนัง อาเสือผลักทุกคนไปทางอุโมงค์หนี แล้วกดแผงควบคุม ประตูเหล็กหนาเลื่อนลงมากั้นกลางห้อง เหลือช่องว่างเพียงเล็กน้อยให้มองเห็นใบหน้าของเขา
"ไปเสีย"
พิมพ์ชนกตะโกนผ่านช่องประตู
"อาเสือ"
ชายวัยกลางคนยิ้ม รอยเลือดบนใบหน้าทำให้รอยยิ้มนั้นดูทั้งอ่อนโยนและเศร้า
"เมืองไร้ธงไม่เคยมีธง เพราะเราไม่ยอมเป็นของใคร"
ประตูปิดสนิท เสียงกลอนเหล็กล็อกดังขึ้น กฤตภาสยืนจ้องประตูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกัดฟันหันหลัง เขาช่วยพยุงธันวา พิมพ์ชนกประคองมาลี และอาคมนำทางเข้าอุโมงค์ ทุกก้าวที่เดินห่างออกไป เสียงปืนด้านหลังก็ยิ่งดังขึ้น อาเสือเริ่มยิงแล้ว ปืนกลหนักคำรามต่อเนื่อง กระสุนกวาดศัตรูที่บุกผ่านทางเดินแคบ ทหารรัฐบาลกลุ่มแรกถูกยิงล้มลงทับกัน นักล่าค่าหัวสองคนพยายามปีนตามผนัง แต่อาเสือยิงใส่เสาเหนือศีรษะจนเศษหินถล่มทับ คนขององค์กรลับใช้ระเบิดควันและกระจายตัวเข้าหลายมุม แต่อาเสือรู้จักสถานีดีกว่าพวกมัน เขายิงท่อแรงดันให้ไอน้ำร้อนพุ่งออกมาปิดทาง ก่อนเปลี่ยนตำแหน่งไปยังแนวกำบังชั้นที่สอง
ผู้คนจากเมืองเริ่มหลั่งไหลลงสู่อุโมงค์ พงศกรพาเด็กและผู้บาดเจ็บมาก่อนตามคำสั่ง เสียงร้องไห้ดังปะปนกับเสียงหอบ ไม่มีใครถือข้าวของนอกจากน้ำกับยา หลายคนหันกลับมองด้านหลัง แต่ผู้พิทักษ์เร่งให้เดินต่อ เพราะอุโมงค์แคบและเพดานกำลังสั่น ผู้หญิงคนหนึ่งถามถึงสามี ชายชราคนหนึ่งเรียกชื่อลูก และเด็กหลายคนร้องหาอาเสือโดยไม่เข้าใจว่าทำไมชายที่เคยอุ้มพวกเขาขึ้นดูท้องฟ้าจึงไม่เดินตามมา
ในห้องป้องกัน อาเสือถอยถึงแนวสุดท้าย กระสุนเหลือเพียงสายเดียว เลือดจากบาดแผลที่สีข้างไหลลงเต็มขา เขาใช้กำแพงพยุงตัวและยิงทุกนัดอย่างแม่นยำ ศัตรูพยายามเจรจา บอกว่าจะไว้ชีวิตหากเขายอมเปิดทาง แต่อาเสือหัวเราะแล้วโยนระเบิดเข้าไปแทน เสียงระเบิดทำให้ทางเดินสั่น ร่างศัตรูหลายคนกระเด็นชนผนัง ทว่าจำนวนของพวกมันมากเกินไป คนที่ล้มถูกแทนด้วยคนใหม่ทันที
ชายสวมหน้ากากขาวคนหนึ่งฝ่ากระสุนเข้ามาถึงแนวกั้น เขาแทงดาบสั้นเข้าที่ท้องอาเสือ อาเสือคำราม ใช้มือเปล่าจับข้อมืออีกฝ่ายแล้วดึงเข้ามา ก่อนกระแทกศีรษะซ้ำจนหน้ากากแตก จากนั้นจึงใช้ปืนยิงระยะประชิดจนร่างนั้นล้มลง เขาดึงดาบออกจากท้อง เลือดทะลักออกมา แต่ยังฝืนเดินไปที่แผงจุดชนวน
สัญญาณบนแผงแสดงจำนวนคนในอุโมงค์ อาเสือมองตัวเลขเคลื่อนขึ้นทีละน้อย ผู้รอดชีวิตยังเข้าไม่ครบ เขาจึงต้องรอต่อ แม้เสียงศัตรูจะดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง เขาหยิบปืนสั้นกระบอกสุดท้ายออกจากเอว กระสุนเหลือหกนัด เขายิงหกครั้ง ศัตรูล้มลงหกคน จากนั้นจึงหยิบมีดขึ้นยืนรอ
ขณะเดียวกัน กฤตภาสกับพวกเดินถึงจุดแยกในอุโมงค์ มาลีใช้เครื่องสื่อสารพกพาตรวจสัญญาณจากห้องป้องกัน ตัวเลขผู้รอดชีวิตใกล้ครบ แต่ยังมีคนกลุ่มสุดท้ายไม่เข้ามา พงศกรย้อนกลับไปช่วยผู้พิทักษ์ที่ติดอยู่ตรงบันได ทุกคนจึงต้องรอทั้งที่เพดานเริ่มร้าว ธันวานั่งพิงผนัง หายใจแรงและพยายามไม่หลับ พิมพ์ชนกจับมือเด็กคนหนึ่งซึ่งร้องไห้ไม่หยุด ส่วนกฤตภาสกำเหรียญรูปเสือในฝ่ามือจนขอบโลหะบาดผิว
ในที่สุดพงศกรก็ปรากฏตัว เขาแบกผู้บาดเจ็บคนหนึ่งมาบนหลัง และมีชาวเมืองกลุ่มสุดท้ายตามมา เมื่อทุกคนผ่านจุดตรวจ จำนวนบนเครื่องของมาลีเปลี่ยนเป็นสีเขียว
"ครบแล้ว"
มาลีพูด แต่เสียงสั่น
กฤตภาสหยิบเครื่องสื่อสารขึ้นมา
"อาเสือ ทุกคนเข้าอุโมงค์แล้ว"
มีเพียงเสียงปืนและเสียงหอบตอบกลับมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงของอาเสือจะดังขึ้น
"ดี"
กฤตภาสหลับตา
"ท่านยังหนีมาได้หรือไม่"
เสียงหัวเราะเบาดังผ่านเครื่องสื่อสาร
"ข้าบอกแล้วว่าอย่าบังคับให้คนแก่ต้องวิ่ง"
เสียงกระแทกดังขึ้นเหมือนมีใครพังประตูห้องป้องกัน ศัตรูบุกเข้าไปถึงด้านในแล้ว
อาเสือพูดเป็นครั้งสุดท้าย
"ดูแลเมืองของเรา แม้เมืองนั้นจะไม่เหลือกำแพงก็ตาม"
สัญญาณเงียบลง
บนแผงควบคุม อาเสือมองศัตรูที่หลั่งไหลเข้ามา ทหารรัฐบาลยกปืนขึ้น นักล่าค่าหัวกระจายตัวล้อม และคนขององค์กรลับเดินผ่านร่างผู้ตายด้วยดวงตาไร้อารมณ์ เขาทรุดลงข้างแผงจุดชนวน เลือดไหลเต็มพื้น แต่ยังยิ้มได้
ผู้บัญชาการทหารก้าวออกมา
"วางมือจากปุ่ม แล้วเจ้าจะรอด"
อาเสือมองเขา
"พวกเจ้าพูดคำนี้บ่อยเสียจริง"
"เมืองของเจ้าจบแล้ว"
"เมืองไม่ใช่ก้อนหิน"
อาเสือตอบ
"เมืองคือคน และพวกเขาหนีไปแล้ว"
สีหน้าของผู้บัญชาการเปลี่ยนไป เขายกปืนขึ้นทันที
"หยุดเขา"
อาเสือกดปุ่ม
แสงสีแดงบนแผงสว่างขึ้นพร้อมกันทั้งเจ็ดจุด ระเบิดใต้ฐานเมืองทำงานในเวลาเดียว เสียงกัมปนาทดังลึกจากใต้พื้น ก่อนเสาค้ำหลักจะหักลงทีละต้น ทางเดินถล่มปิดทาง ศัตรูหลายร้อยคนถูกแรงระเบิดกลืนหาย ห้องแกนกลางแตกออก เปลวไฟพุ่งผ่านปล่องอากาศขึ้นสู่เมืองด้านบน กำแพงที่เหลือพังทลาย บ้านเรือนยุบลงตามพื้นดิน ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือนราวกับกำลังตื่นจากการหลับใหลมานาน
ผู้รอดชีวิตในอุโมงค์ถูกแรงกระแทกผลักล้ม เสียงเด็กร้องดังขึ้น มาลีกับพิมพ์ชนกช่วยกันประคองคนแก่ กฤตภาสกอดธันวาไว้ไม่ให้ศีรษะกระแทกผนัง อาคมตะโกนให้ทุกคนวิ่งต่อ เพราะคลื่นการถล่มกำลังไล่ตามมา ฝุ่นหนาทึบพุ่งผ่านอุโมงค์ เสียงหินแตกดังจากด้านหลัง พวกเขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่งเห็นแสงจางที่ปลายทาง
เมื่อคนกลุ่มแรกออกจากปากอุโมงค์ แรงระเบิดครั้งสุดท้ายก็ดังขึ้น ภูเขาด้านหลังยุบตัวลง เมืองไร้ธงทั้งเมืองถูกกลืนด้วยฝุ่น ควัน และก้อนหินมหาศาล แสงไฟที่เคยส่องตามถนนดับลงตลอดกาล ศาลากลาง ตลาด บ้านพัก และกำแพงซึ่งผู้คนสร้างขึ้นด้วยมือหายไปในเวลาไม่กี่วินาที เหลือเพียงแอ่งขนาดใหญ่ใต้กลุ่มควันดำ
กฤตภาสยืนมองภาพนั้นโดยไม่พูดอะไร เหรียญรูปเสือยังอยู่ในมือ เลือดจากฝ่ามือไหลตามร่องนิ้ว พิมพ์ชนกยืนข้างเขา น้ำตาไหลเงียบ มาลีก้มหน้า ส่วนธันวาพยายามลุกขึ้นทำความเคารพไปทางเมืองที่หายไป พงศกรคุกเข่าลงกับพื้น เขากำดินแน่นและร้องไห้โดยไม่ส่งเสียง ชาวเมืองหลายร้อยคนหยุดยืนตามกัน ไม่มีใครพูดคำลา เพราะไม่มีถ้อยคำใดเพียงพอสำหรับชายคนหนึ่งที่ยอมอยู่ด้านหลังเพื่อให้ทุกคนมีอนาคต
หลังกลุ่มควัน เสียงการถล่มยังดังต่อเนื่อง เมืองไร้ธงถูกทำลายแล้ว แต่ผู้คนของมันยังมีชีวิต พวกเขาไม่มีบ้าน ไม่มีเสบียงมากพอ และไม่รู้ว่ารัฐบาลจะส่งกำลังตามมาเมื่อใด ทว่าการเสียสละของอาเสือได้มอบสิ่งสำคัญที่สุดให้พวกเขา นั่นคือเวลาและโอกาสที่จะเดินต่อ
กฤตภาสเก็บเหรียญไว้ใกล้หัวใจ ก่อนหันหลังให้ซากเมือง
"ไปกันเถอะ"
พงศกรเงยหน้าขึ้น
"เราจะไปที่ใด"
กฤตภาสมองผู้รอดชีวิต เด็ก คนชรา ผู้บาดเจ็บ และนักสู้ที่สูญเสียทุกอย่างในคืนเดียว
"ไปหาที่ซึ่งเราจะสร้างเมืองขึ้นใหม่"
พงศกรลุกขึ้นช้า ๆ เขาหันกลับมองกลุ่มควันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนออกคำสั่งให้ทุกคนเคลื่อนขบวนเข้าสู่หุบเขา ไม่มีธงนำหน้า ไม่มีเสียงดนตรี และไม่มีคำประกาศชัยชนะ มีเพียงฝีเท้าของผู้รอดชีวิตซึ่งเดินต่อไปภายใต้ท้องฟ้าที่เริ่มสว่าง ขณะที่แสงแรกของเช้าวันใหม่ส่องผ่านควันเหนือซากเมือง ราวกับบอกว่าการเสียสละของอาเสือไม่ได้จบลงพร้อมชีวิตของเขา แต่มันจะมีชีวิตอยู่ในทุกก้าวของผู้คนที่เขาช่วยเอาไว้ และตราบใดที่พวกเขายังไม่ยอมก้มหัวให้ความหวาดกลัว เมืองไร้ธงก็จะยังไม่ตาย.
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







