Masukตอนที่ 50 พลังขั้นที่สอง
เสียงปืนดังสะท้อนก้องไปทั่วสถานีใต้ดิน แสงจากปากกระบอกปืนวาบขึ้นเป็นระยะท่ามกลางความมืด กฤตภาสยืนอยู่ด้านหน้าสุด เขายิงกระสุนทุกนัดอย่างระมัดระวัง เพราะจำนวนกระสุนที่เหลืออยู่มีไม่มาก พิมพ์ชนกใช้ดาบที่เก็บได้จากมือสังหารขององค์กรลับคอยป้องกันมาลีซึ่งยังนั่งเชื่อมต่อกับแกนกลางปฐมกาล ขณะที่อาคมพยายามเปิดเส้นทางอพยพจากแผนผังเก่า ธันวายืนอยู่ข้างกฤตภาส แม้บาดแผลบนไหล่จะฉีกกว้างและมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด แต่เขายังคงยกปืนขึ้นยิงตอบโต้ศัตรูทุกคนที่พยายามฝ่าเข้ามา เส้นทางหน้าแท่นควบคุมเต็มไปด้วยร่างของทหาร นักล่าค่าหัว และคนจากองค์กรลับที่ล้มลงทับกัน ทั้งสามฝ่ายไม่ได้ร่วมมือกันอย่างแท้จริง แต่ไม่มีฝ่ายใดยอมถอย เพราะทุกคนรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในห้องนี้มีค่ามากกว่าเมืองทั้งเมือง รัฐบาลต้องการแกนกลางเพื่อควบคุมเครือข่าย องค์กรลับต้องการมาลีเพื่อเปิดระบบทั้งหมด ส่วนนักล่าค่าหัวต้องการเพียงเงินรางวัลและชื่อเสียง แต่เมื่อความโลภของทุกฝ่ายมารวมกัน สถานีใต้ดินจึงกลายเป็นสนามรบที่ไม่มีคำว่าพันธมิตรและไม่มีใครสนใจชีวิตของผู้บริสุทธิ์ กฤตภาสยิงทหารรัฐบาลคนหนึ่งล้มลง ก่อนจะหันไปเห็นนักล่าค่าหัวร่างสูงกำลังปีนขึ้นมาตามเสาโลหะด้านข้าง ชายคนนั้นมีผิวหนังเป็นเกล็ดสีดำ ดวงตาแดงก่ำ และแขนทั้งสองข้างยืดยาวผิดธรรมชาติ เขากระโจนจากเสาลงมาทางมาลีด้วยความเร็วสูง พิมพ์ชนกยกดาบขึ้นรับ แต่แรงปะทะทำให้เธอกระเด็นล้ม ศัตรูยกกรงเล็บขึ้นเตรียมแทงใส่ศีรษะมาลี ธันวาเห็นจึงพุ่งเข้าขวาง เขายกแขนขึ้นรับกรงเล็บโดยไม่คิดถึงบาดแผล เสียงเนื้อฉีกดังชัด เลือดไหลออกจากท่อนแขนของเขาทันที แต่ธันวากลับใช้มืออีกข้างจับคอศัตรูแล้วเหวี่ยงกระแทกเสาเต็มแรง ชายผิวเกล็ดคำรามและเตะธันวาจนกระเด็น ร่างของธันวากลิ้งไปหลายเมตรก่อนหยุดอยู่ข้างซากเครื่องจักร เขาพยายามลุกขึ้น แต่หัวเข่ากลับทรุดลงกับพื้น เลือดไหลจากมุมปากและการมองเห็นเริ่มพร่าเลือน
"ธันวา"
พิมพ์ชนกตะโกนเรียก
ธันวาเงยหน้าขึ้น เห็นศัตรูผิวเกล็ดกำลังพุ่งกลับเข้าหามาลีอีกครั้ง เขาพยายามยกปืน แต่แขนข้างที่บาดเจ็บไม่สามารถขยับได้ตามต้องการ กระสุนในรังเพลิงเหลือเพียงนัดเดียว เขาเหนี่ยวไก กระสุนพุ่งไปโดนหัวไหล่ของศัตรูแต่ไม่สามารถทะลุเกล็ดหนาได้ ชายคนนั้นหันมามองธันวาแล้วแสยะยิ้ม
"มนุษย์ธรรมดาอย่าฝืนตัวเองเลย"
ธันวากัดฟัน เขาไม่รู้ว่าคำว่ามนุษย์ธรรมดาทำให้ตนเองโกรธหรือเพราะความรู้สึกไร้พลังที่กดทับอยู่ภายในมานาน ตั้งแต่วันที่เขาเข้าร่วมหน่วยข่าวกรอง เขามักเป็นคนที่ต้องอาศัยอาวุธ แผนการ และคำสั่งเพื่อเอาชนะผู้มีพลัง เขาเคยภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง แต่หลังจากเห็นศัตรูที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ความจริงก็ชัดเจนว่าเขากำลังกลายเป็นภาระ ทุกครั้งที่กฤตภาสต้องย้อนกลับมาช่วย ทุกครั้งที่พิมพ์ชนกต้องประคองเขา ทุกครั้งที่มาลีตกอยู่ในอันตรายเพราะเขาช้าเกินไป ความรู้สึกนั้นสะสมอยู่ในอกจนเหมือนก้อนเหล็กร้อน ธันวาพยายามยืนอีกครั้ง แต่ร่างกายไม่ตอบสนอง ทันใดนั้นเสียงกระซิบประหลาดก็ดังขึ้นในหัว เป็นเสียงที่เขาเคยได้ยินหลายครั้งหลังเหตุการณ์เขตกักกัน เสียงนั้นมักปรากฏในยามที่เขาใกล้ตาย แล้วหายไปทันทีเมื่อสติกลับคืน แต่ครั้งนี้เสียงนั้นชัดเจนกว่าทุกครั้ง
"เจ้าต้องการพลังหรือไม่"
ธันวากวาดตามองรอบตัว แต่ไม่มีใครพูดกับเขา เสียงนั้นไม่ได้ดังจากภายนอก มันเกิดขึ้นจากส่วนลึกภายในร่างกายของตนเอง
"จงเปิดประตู"
เสียงนั้นกระซิบอีกครั้ง
"จงยอมรับแก่นของเจ้า"
ธันวารู้สึกเหมือนมีบางอย่างเต้นอยู่กลางหน้าอก ไม่ใช่หัวใจ แต่เป็นจังหวะอีกชุดหนึ่งที่ซ้อนทับอยู่ด้านใน ทุกครั้งที่มันเต้น ความร้อนจะไหลผ่านเส้นเลือดไปทั่วร่าง ความทรงจำเก่าแก่แล่นกลับเข้ามา เขาเห็นภาพตอนที่ตัวเองเข้าไปในเขตกักกันเมื่อหลายปีก่อน เห็นแสงสีดำพุ่งออกมาจากห้องทดลองและทะลุเข้าสู่หน้าอกของเขา ตอนนั้นทุกคนคิดว่าเป็นเพียงคลื่นพลังงานตกค้าง แต่ความจริงบางอย่างอาจฝังอยู่ในตัวเขาตั้งแต่วันนั้น ธันวายกมือแตะหน้าอก ลมหายใจถี่ขึ้น เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังราวกับกลองสงคราม จากนั้นตัวอักษรสีดำก็ปรากฏขึ้นในสายตาโดยไม่มีหน้าจอหรือเครื่องมือใด
แก่นอนันต์
ขั้นแรกตื่นรู้สำเร็จ
เงื่อนไขขั้นที่สองพร้อมใช้งาน
ขั้นดูดกลืน
ธันวาจ้องคำเหล่านั้นด้วยความตกตะลึง เขาไม่รู้ว่าเป็นภาพหลอนหรือความจริง แต่ร่างกายกำลังตอบสนองอย่างชัดเจน เส้นสีดำบาง ๆ ปรากฏใต้ผิวหนัง ลามจากกลางอกไปตามแขนและลำคอ อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวราวกับถูกดูดเข้าไปในหลุมที่มองไม่เห็น ชายผิวเกล็ดหยุดชะงัก เขาหันมามองธันวาด้วยสีหน้าระแวง
"เจ้าเป็นตัวอะไร"
ธันวาไม่ตอบ เขายกมือขึ้นอย่างช้า ๆ พลังสีดำรวมตัวอยู่กลางฝ่ามือ เกิดเป็นวงแสงคล้ายวังวน ชายผิวเกล็ดตัดสินใจพุ่งเข้าโจมตี เขาใช้กรงเล็บแทงตรงหัวใจของธันวา แต่ก่อนจะถึงตัว วังวนสีดำก็ขยายออกและกลืนแขนของเขาเข้าไป เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันที เกล็ดสีดำบนแขนเริ่มหลุดสลายกลายเป็นละอองแสง ไหลเข้าสู่ร่างของธันวาผ่านฝ่ามือ ชายคนนั้นพยายามดึงแขนกลับ แต่ไม่สามารถต้านแรงดูดได้ ร่างกายของเขาอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่บาดแผลของธันวาค่อย ๆ สมานตัว เกล็ดสีดำเริ่มปรากฏขึ้นบนแขนของธันวาแทน และกล้ามเนื้อทั่วร่างก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"หยุดนะ"
ชายผิวเกล็ดร้อง
"คืนพลังของข้ามา"
ธันวากำมือแน่น วังวนสีดำดูดพลังส่วนสุดท้ายออกจากศัตรู ก่อนจะปล่อยร่างนั้นกระเด็นไปกระแทกพื้น ชายผิวเกล็ดล้มลงในสภาพเหมือนคนธรรมดา เกล็ดทั้งหมดหายไป แขนที่เคยแข็งแรงกลับผอมแห้ง เขาพยายามลุกแต่ไม่มีแรงแม้แต่จะยกศีรษะ ธันวายืนขึ้นช้า ๆ เขามองแขนตัวเองด้วยความไม่อยากเชื่อ เกล็ดสีดำเคลือบผิวหนังจนเหมือนเกราะ และประสาทสัมผัสของเขาคมชัดขึ้นหลายเท่า เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของศัตรูจากอีกฟากหนึ่งของห้อง ได้กลิ่นเลือดของแต่ละคน และเห็นการเคลื่อนไหวช้าลงราวกับเวลาเปลี่ยนไป
กฤตภาสหันมาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นพอดี
"ธันวา นั่นคืออะไร"
ธันวาเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขามีวงแสงสีดำหมุนอยู่ภายใน
"ข้าไม่รู้"
ทันใดนั้นทหารรัฐบาลสามคนยิงเข้ามาพร้อมกัน ธันวายกแขนเกล็ดขึ้นป้องกัน กระสุนกระแทกผิวหนังแล้วตกลงกับพื้นโดยไม่สามารถเจาะผ่าน เขาพุ่งออกไปด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน หมัดแรกกระแทกโล่พลังงานจนแตก หมัดที่สองต่อยทหารคนหนึ่งลอยขึ้นจากพื้น ก่อนใช้กรงเล็บที่งอกออกจากปลายนิ้วฟันปืนของอีกคนขาดครึ่ง การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วและรุนแรงจนทุกคนหยุดมอง กฤตภาสไม่เคยเห็นธันวาแข็งแกร่งเช่นนี้มาก่อน แต่แทนที่จะรู้สึกโล่งใจ เขากลับสัมผัสได้ถึงอันตรายบางอย่าง เพราะทุกครั้งที่ธันวาโจมตี สีดำในดวงตาของเขาจะเข้มขึ้น และใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเจ็บปวดกลับปรากฏรอยยิ้มแปลกประหลาด
นักล่าค่าหัวหญิงคนหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง เธอสามารถควบคุมเปลวไฟสีเขียวได้ เปลวเพลิงพุ่งออกจากฝ่ามือเป็นรูปงูขนาดใหญ่ ธันวายกมือขึ้นรับโดยตรง วังวนสีดำปรากฏอีกครั้ง เปลวไฟทั้งหมดถูกดูดเข้าไปในฝ่ามือของเขา นักล่าหญิงเบิกตากว้างเมื่อรู้สึกว่าพลังในร่างกำลังถูกดึงออกไป เธอพยายามหยุดการโจมตี แต่สายเกินไปแล้ว พลังสีเขียวไหลผ่านอากาศเข้าสู่ร่างธันวา เส้นสีดำใต้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวชั่วขณะ เขาเหยียดมือออก เปลวไฟแบบเดียวกันพุ่งกลับไปหาผู้เป็นเจ้าของ นักล่าหญิงถูกเผาจนล้มลงกรีดร้อง
พิมพ์ชนกมองเหตุการณ์ด้วยความตกใจ
"เขาดูดพลังของคนอื่นได้"
มาลียังคงเชื่อมต่อกับระบบ แต่เธอสามารถมองเห็นค่าพลังงานของธันวาผ่านแกนกลาง ตัวเลขบนหน้าจอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินขีดจำกัดของมนุษย์ พร้อมกับสัญญาณเตือนสีแดงหลายรายการ
"ไม่ใช่แค่ดูดพลัง"
มาลีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
"เขากำลังดึงรูปแบบการทำงานของพลังมาใช้ชั่วคราว แต่แก่นของเขาไม่เสถียร"
กฤตภาสยิงสกัดศัตรูแล้วตะโกนถาม
"จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาฝืนใช้ต่อ"
"ร่างกายจะไม่ใช่สิ่งแรกที่พัง"
มาลีตอบ
"สติของเขาจะถูกพลังที่ดูดเข้ามากลืนกิน"
ธันวาไม่ได้ยินคำเตือน หรือบางทีเขาอาจได้ยินแต่ไม่สนใจ เขาพุ่งเข้าใส่ศัตรูทุกคนที่อยู่ตรงหน้า นักล่าค่าหัวชายผู้ควบคุมโลหะยกเศษเหล็กนับร้อยพุ่งใส่ ธันวาใช้เกล็ดดำรับการโจมตี ก่อนยื่นมือดูดพลังควบคุมโลหะมาจากอีกฝ่าย ทันใดนั้นเศษเหล็กทั้งหมดก็หยุดกลางอากาศแล้วหมุนกลับไปหาเจ้าของ ร่างของนักล่าคนนั้นถูกเหล็กหลายชิ้นตรึงกับผนัง ทหารรัฐบาลที่อยู่ใกล้กันพยายามยิง แต่ธันวาควบคุมปืนในมือพวกเขาให้หันเข้าหากัน เสียงปืนดังเป็นชุด ทหารล้มลงแทบพร้อมกัน
ทุกครั้งที่ธันวาดูดพลัง เขายิ่งแข็งแกร่งขึ้น แต่ท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ลมหายใจหนักขึ้น เสียงหัวเราะดังออกมาจากลำคอเป็นระยะ เขาไม่ได้มองศัตรูด้วยความระมัดระวังอีกต่อไป แต่เหมือนนักล่าที่กำลังเลือกเหยื่อรายต่อไป พลังหลายชนิดปะทะกันอยู่ในร่างเดียว เกล็ดสีดำปกคลุมครึ่งตัว เปลวไฟสีเขียวลุกอยู่รอบไหล่ เส้นโลหะเคลื่อนไหวตามพื้น และวังวนสีดำหมุนอยู่กลางหน้าอก พลังเหล่านี้ไม่เข้ากัน แต่ถูกแก่นอนันต์บังคับให้รวมอยู่ด้วยกันชั่วคราว ความเจ็บปวดมหาศาลแล่นผ่านสมองของธันวา ทว่าแทนที่จะหยุด เขากลับรู้สึกหลงใหลในความแข็งแกร่งที่ได้รับ
"มากกว่านี้"
เสียงในหัวกระซิบ
"เจ้าต้องการมากกว่านี้"
ธันวาหันไปเห็นคนขององค์กรลับคนหนึ่งกำลังถอยหนี ชายคนนั้นมีพลังสร้างภาพลวงตา เขาปล่อยเงาร่างนับสิบออกมาปกคลุมทางเดิน ธันวาหัวเราะ เขายกมือขึ้น วังวนสีดำขยายกว้างกว่าเดิม ดูดทุกภาพลวงตาเข้ามาพร้อมกับพลังของผู้ใช้ ร่างจริงถูกกระชากออกจากเงามืดและลอยเข้าหาฝ่ามือ ธันวาจับศีรษะชายคนนั้นไว้แล้วดูดพลังต่อโดยไม่หยุด แม้อีกฝ่ายจะร้องขอชีวิต พลังภาพลวงตาไหลเข้าสู่สมองของเขา พร้อมกับเศษความทรงจำ ความกลัว และเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ชายคนนั้นเคยสังหาร ข้อมูลจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาจนธันวาต้องหลับตา แต่แทนที่จะปล่อยมือ เขากลับกำแน่นกว่าเดิม
"ธันวา พอแล้ว"
กฤตภาสตะโกน
ธันวาไม่ตอบ ร่างของคนจากองค์กรลับเริ่มแห้งเหี่ยว มาลีมองค่าชีวิตบนหน้าจอลดลงอย่างรวดเร็ว หากปล่อยต่ออีกไม่กี่วินาที ชายคนนั้นจะตายจากการถูกดูดจนหมดสิ้น
"เขาไม่ได้ดูดเฉพาะพลังแล้ว"
มาลีพูด
"เขากำลังดูดพลังชีวิต"
พิมพ์ชนกรีบวิ่งเข้าไป แต่คลื่นพลังจากตัวธันวากระแทกเธอกระเด็น กฤตภาสพุ่งตามเข้าไป เขาจับแขนธันวาแล้วพยายามดึงออกจากศัตรู
"ปล่อยเขา"
ธันวาหันมามองกฤตภาส ดวงตาดำสนิทจนมองไม่เห็นตาขาว
"ทำไม"
น้ำเสียงของเขาเย็นชาและไม่เหมือนเดิม
"มันเป็นศัตรู"
"เราต้องหยุดศัตรู ไม่ใช่กลายเป็นสัตว์ประหลาด"
คำว่าสัตว์ประหลาดทำให้ธันวาชะงักไปเพียงเล็กน้อย แต่เสียงในหัวกลับดังขึ้นกว่าเดิม มันหัวเราะและกระซิบว่ากฤตภาสกำลังกลัวเขา กำลังอิจฉาพลังของเขา และอาจพยายามกำจัดเขาเหมือนที่รัฐบาลกำจัดผู้มีพลังทุกคน เศษความทรงจำของศัตรูที่ถูกดูดเข้ามาปะปนกับความคิดของธันวา จนเขาไม่สามารถแยกได้ว่าเสียงใดเป็นของตัวเอง
"เจ้ากลัวข้าหรือ"
ธันวาถาม
กฤตภาสสบตาเขาโดยไม่ถอย
"ข้ากลัวว่าเจ้าจะไม่เหลือความเป็นตัวเอง"
ธันวายิ้มบาง
"ความเป็นตัวเองช่วยอะไรได้ ข้าเคยอ่อนแอ เคยถูกหลอกใช้ เคยปล่อยให้คนตายเพราะข้าไม่มีพลัง ตอนนี้ข้าสามารถฆ่าพวกมันได้ทั้งหมด"
"นั่นไม่ใช่เหตุผลให้เจ้าฆ่าทุกคน"
"พวกมันมาฆ่าเรา"
"แต่คนที่อยู่ในมือเจ้าไม่มีแรงสู้แล้ว"
ธันวาก้มมองชายจากองค์กรลับที่กำลังหมดสติ คำพูดของกฤตภาสทะลุผ่านเสียงกระซิบในหัวได้ชั่วขณะ เขาเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายและนึกถึงตัวเองในวันที่เคยถูกจับกดไว้กับพื้น ความทรงจำจริงปะทะกับความกระหายจากแก่นอนันต์ มือของเขาสั่นอย่างรุนแรง ก่อนจะยอมปล่อยร่างนั้นลง ชายจากองค์กรลับล้มกระแทกพื้นและหอบหายใจอย่างอ่อนแรง
แต่ทันทีที่ธันวาปล่อยมือ พลังที่ดูดเข้ามาหลายชนิดก็เกิดความไม่สมดุล เปลวไฟสีเขียวปะทุขึ้นรอบตัว เกล็ดสีดำแตกกระจาย เส้นโลหะพุ่งออกจากพื้นอย่างไร้ทิศทาง กฤตภาสถูกแรงระเบิดผลักกระเด็นไปชนเสา ธันวากุมศีรษะและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เสียงของคนหลายสิบคนดังพร้อมกันในสมอง ทั้งเสียงของนักล่า เสียงของทหาร และเสียงของผู้ถูกทดลอง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขาไหลเข้ามาไม่หยุด บางภาพเป็นวัยเด็กของศัตรู บางภาพเป็นการฆาตกรรม บางภาพเป็นห้องทดลอง และบางภาพเป็นความหวาดกลัวก่อนตาย ตัวตนของธันวาเริ่มถูกฉีกออกเป็นส่วนเล็ก ๆ
"ออกไปจากหัวข้า"
เขาตะโกน
วังวนสีดำกลางหน้าอกขยายใหญ่ขึ้น มันเริ่มดูดพลังจากทุกคนรอบตัวโดยไม่เลือกฝ่าย กฤตภาสรู้สึกแรงในร่างหายไป พิมพ์ชนกทรุดลงกับพื้น มาลีร้องออกมาเมื่อพลังจากแกนกลางถูกดึงผ่านสายเชื่อมต่อ อาคมจับขอบแท่นไว้แน่นเพื่อไม่ให้ล้ม แม้แต่ศัตรูที่อยู่ไกลออกไปก็เริ่มถูกดูดเข้าหาธันวา อาวุธ เศษเหล็ก เลือด และพลังงานทุกชนิดลอยขึ้นจากพื้น
"ธันวา หยุดเดี๋ยวนี้"
พิมพ์ชนกตะโกน
"ข้าหยุดไม่ได้"
ธันวาตอบด้วยเสียงที่ซ้อนทับหลายชั้น
"มันหิว"
มาลีพยายามควบคุมแกนกลาง เธอค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแก่นอนันต์ในฐานข้อมูลเก่า จนพบแฟ้มที่ถูกปิดผนึกอยู่ลึกที่สุด ชื่อของแฟ้มทำให้เธอชะงัก ผู้ครอบครองแก่นอนันต์รุ่นทดลอง หมายเลขศูนย์เจ็ด ธันวา คำว่าแก่นอนันต์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่มันเป็นผลจากการทดลองของโครงการปฐมกาลเมื่อหลายปีก่อน ธันวาเคยได้รับพลังต้นแบบเข้าสู่ร่างในเขตกักกัน โดยตัวเขาไม่รู้เรื่อง เพราะความทรงจำบางส่วนถูกลบออกหลังภารกิจ แก่นอนันต์ถูกออกแบบให้เลียนแบบและดูดซับพลังของผู้มีความสามารถ แต่โครงการถูกยกเลิกเมื่อผู้ทดลองทุกคนสูญเสียสติและกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไล่กลืนพลังรอบตัวไม่หยุด
มาลีรีบตะโกนบอกกฤตภาส
"แก่นของเขาตอบสนองต่อความทรงจำหลัก ต้องเตือนให้เขาจำว่าตัวเองเป็นใคร"
กฤตภาสพยายามลุกขึ้นท่ามกลางแรงดูด เขาเดินเข้าไปหาธันวาทีละก้าว เสื้อผ้าถูกฉีกจากกระแสพลัง เศษเหล็กหลายชิ้นพุ่งเฉียดใบหน้า แต่เขาไม่หยุด
"ธันวา มองข้า"
ธันวาเงยหน้าขึ้น ดวงตายังคงดำสนิท
"ข้าไม่รู้ว่าใครเป็นใครแล้ว"
"เจ้าคือธันวา เจ้าคือคนที่ย้อนกลับไปช่วยเด็กในเขตกักกันทั้งที่ได้รับคำสั่งให้ถอย เจ้าคือคนที่ยอมถูกยิงแทนพิมพ์ชนก เจ้าคือคนที่รู้ว่าตัวเองเคยทำผิด แต่ยังพยายามแก้ไขทุกวัน"
ธันวาส่ายหน้า เสียงหลายเสียงในหัวหัวเราะเยาะถ้อยคำเหล่านั้น
"ข้าเป็นเพียงอาวุธ"
"ไม่ใช่"
กฤตภาสตะโกน
"อาวุธไม่มีสิทธิ์เลือก แต่เจ้ามี เจ้าปล่อยชายคนนั้นเมื่อครู่ เพราะเจ้ารู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด นั่นคือการเลือกของเจ้า ไม่ใช่ของแก่นอนันต์"
ธันวาหายใจแรง ภาพความทรงจำของตัวเองเริ่มปรากฏท่ามกลางความมืด เขาเห็นพิมพ์ชนกช่วยพันแผลให้ เห็นกฤตภาสยื่นมือดึงเขาขึ้นจากพื้น เห็นมาลีมองเขาด้วยความเชื่อใจ และเห็นผู้คนในเมืองไร้ธงยืนต่อสู้เพื่อกันศัตรูออกจากสถานี ภาพเหล่านั้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเสียงจากพลังที่ดูดเข้ามา แต่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้ว่าตัวเองยังมีตัวตนอยู่
"ข้าต้องทำอย่างไร"
ธันวาถามเสียงสั่น
มาลีตอบทันที
"ผลักพลังที่ดูดมาออกจากแก่น อย่าเก็บไว้ทั้งหมด"
"ถ้าปล่อยออก พลังจะระเบิด"
"ส่งมันเข้าแกนกลาง ข้าจะกระจายออกไปนอกเมือง"
ธันวาหันไปมองมาลี เขาเห็นสายเชื่อมต่อและเลือดที่ไหลจากใบหน้าของเธอ
"เจ้าจะรับไม่ไหว"
"ข้าจะรับไหว"
"เจ้าโกหก"
มาลียิ้มบาง
"ครั้งนี้ข้าเลือกเอง"
ธันวาหลับตา เขาพยายามรวมพลังทั้งหมดไว้ที่กลางอก เปลวไฟ โลหะ เกล็ด ภาพลวงตา และพลังชีวิตหมุนวนเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง ความเจ็บปวดแทบฉีกสมองออกเป็นชิ้น เขาคำรามแล้วใช้มือทั้งสองข้างกดลงบนแท่นควบคุม พลังสีดำพุ่งออกจากร่างเข้าสู่ระบบ แกนกลางสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงบนเสาโลหะเปลี่ยนเป็นสีดำก่อนกระจายไปทั่วสถานี จากนั้นคลื่นพลังมหาศาลก็ถูกส่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือเมืองไร้ธง กลายเป็นเสาแสงที่มองเห็นได้จากระยะไกล อาวุธและพลังของศัตรูรอบเมืองดับลงชั่วขณะ ผู้มีพลังหลายคนทรุดเพราะถูกดึงพลังส่วนหนึ่งออกไป แต่ไม่มีใครเสียชีวิต
ในสถานีใต้ดิน ธันวาล้มลงกับพื้นทันที เกล็ดดำหายไป เปลวไฟดับลง และเส้นสีดำใต้ผิวหนังจางลงเหลือเพียงรอยคล้ายรอยแตกตรงหน้าอก กฤตภาสรีบเข้าไปประคอง พิมพ์ชนกตรวจชีพจรแล้วถอนหายใจเมื่อพบว่ายังเต้นอยู่ แม้จะเบามาก
ธันวาลืมตาขึ้นช้า ๆ
"ข้ายังเป็นข้าอยู่หรือไม่"
กฤตภาสมองเขา ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ตราบใดที่เจ้ายังถามคำถามนี้ได้ เจ้าก็ยังเป็นตัวเอง"
ธันวาหัวเราะเบา ๆ แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เพราะในส่วนลึกของจิตใจ เสียงนั้นยังไม่หายไป มันเพียงเงียบลงและรอคอยอย่างอดทน รอวันที่เขาจะใช้ขั้นดูดกลืนอีกครั้ง รอวันที่ความแข็งแกร่งจำเป็นมากกว่าสติ และรอวันที่ธันวาอาจไม่สามารถหยุดตัวเองได้เหมือนครั้งนี้ ขณะเดียวกันบนหน้าจอของมาลีมีข้อความใหม่ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน แก่นอนันต์ ขั้นดูดกลืน ปลดล็อกสมบูรณ์ ความเสถียรทางจิตต่ำกว่าสิบสองเปอร์เซ็นต์ คำเตือน ผู้ใช้อาจสูญเสียตัวตนภายในสามครั้งของการใช้งานเต็มกำลัง มาลีมองข้อความนั้นด้วยสีหน้าซีดเผือด แต่ยังไม่พูดให้ใครฟัง เพราะเสียงฝีเท้าของศัตรูระลอกใหม่กำลังดังเข้ามาจากทางเดิน และศึกเมืองไร้ธงยังไม่จบลงง่าย ๆ แม้ธันวาจะปลดล็อกพลังขั้นที่สองได้สำเร็จ แต่พลังที่ช่วยทุกคนในครั้งนี้อาจกลายเป็นสิ่งที่พรากเขาไปจากพวกพ้องในอนาคต.
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







