Home / แฟนตาซี / คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม / ตอนที่ 52 ผู้ลี้ภัยอีกครั้ง

Share

ตอนที่ 52 ผู้ลี้ภัยอีกครั้ง

last update publish date: 2026-08-03 06:13:16

ตอนที่ 52 ผู้ลี้ภัยอีกครั้ง

แสงเช้าส่องผ่านม่านหมอกเหนือหุบเขาอย่างอ่อนแรง กลุ่มผู้รอดชีวิตจากเมืองไร้ธงเดินทอดยาวไปตามเส้นทางหินแคบที่คดเคี้ยวระหว่างภูเขา ไม่มีใครพูดคุยกันมากนัก เพราะทุกคนยังหันกลับไปมองกลุ่มควันดำซึ่งลอยอยู่เหนือซากเมืองเป็นระยะ ที่แห่งนั้นเคยเป็นบ้าน เป็นที่พักพิง และเป็นสถานที่สุดท้ายที่พวกเขาเชื่อว่าจะปลอดภัยจากรัฐบาล แต่มันกลับถูกทำลายลงภายในคืนเดียว เหลือเพียงก้อนหินถล่ม เปลวไฟ และชื่อของผู้ที่ไม่ได้เดินออกมาพร้อมกัน กฤตภาสอยู่ด้านหน้าของขบวน เขาสวมเสื้อคลุมเก่าที่พงศกรมอบให้เพื่อปิดบาดแผลและซ่อนอาวุธ มือข้างหนึ่งกำแผนที่ซึ่งวาดจากความทรงจำของอาคม ส่วนอีกข้างยังสัมผัสเหรียญรูปเสือที่เก็บไว้ใกล้หัวใจเป็นระยะ ธันวาเดินอยู่ข้างเขา แม้ใบหน้าจะซีดและทุกก้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด มาลีกับพิมพ์ชนกคอยดูอาการจากด้านหลัง ส่วนพงศกรทำหน้าที่จัดระเบียบผู้รอดชีวิตซึ่งมีอยู่หลายสิบคน เด็กสิบสองคน ผู้สูงอายุเก้าคน ผู้บาดเจ็บที่ยังเดินเองไม่ได้หกคน และผู้ที่ยังต่อสู้ได้อีกประมาณสามสิบคน จากทีมเล็กที่เคยหลบหนีเพียงไม่กี่คน พวกเขากลายเป็นขบวนผู้ลี้ภัยที่มองเห็นได้จากไกลหลายกิโลเมตร

การเดินทางครั้งนี้จึงแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา พวกเขาไม่สามารถซ่อนรอยเท้าได้ทั้งหมด ไม่สามารถเคลื่อนที่ในเวลากลางคืนเพียงอย่างเดียว และไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางอย่างรวดเร็วเมื่อพบศัตรู ทุกคนต้องหยุดพักเป็นระยะเพราะเด็กเหนื่อย ผู้บาดเจ็บเสียเลือด และคนชราหายใจไม่ทัน เสบียงที่นำออกมาจากเมืองมีเพียงอาหารแห้งไม่กี่ถุง น้ำสะอาดสิบกว่าขวด และยารักษาแผลจำนวนจำกัด พิมพ์ชนกตรวจของทั้งหมดแล้วคำนวณว่า หากแบ่งอย่างเข้มงวด อาหารจะพอไม่ถึงสามวัน ส่วนน้ำอาจหมดเร็วกว่านั้นหากพวกเขาไม่พบแหล่งน้ำระหว่างทาง

"เราต้องหาที่พักก่อนเที่ยง"

พิมพ์ชนกกล่าว ขณะเดินขึ้นมาหากฤตภาส

"คนเจ็บสองคนเริ่มมีไข้ เด็กอีกสามคนมีอาการขาดน้ำ"

กฤตภาสมองเส้นทางข้างหน้า ทิวเขาซ้อนกันหลายชั้นจนไม่เห็นพื้นราบ แผนที่ของอาคมระบุว่ามีสถานีเก็บน้ำร้างอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ แต่ต้องอ้อมลงหุบลึกและเสียเวลาเกือบครึ่งวัน หากเลือกเส้นทางตรง พวกเขาอาจไปถึงป่าทึบก่อนค่ำ แต่ไม่มีใครยืนยันว่าระหว่างทางมีน้ำ

"สถานีเก็บน้ำอยู่ไกลแค่ไหน"

เขาถาม

อาคมซึ่งเดินตามมาช้า ๆ ใช้ไม้เท้าชี้ลงไปทางหุบเขา

"ถ้าคนแข็งแรงเดิน อาจใช้เวลาสามชั่วโมง แต่ด้วยขบวนนี้คงนานกว่านั้น"

ธันวาเงยหน้ามองแนวฟ้า

"การลงไปในหุบทำให้เราเสียเปรียบ หากมีโดรนค้นหา พวกมันจะมองเห็นเราเหมือนฝูงสัตว์ในกรง"

พิมพ์ชนกหันไปมองเขา

"แต่หากไม่มีน้ำ คนในขบวนจะล้มก่อนศัตรูมาถึง"

ธันวานิ่งไป เขารู้ว่าพิมพ์ชนกพูดถูก แต่สัญชาตญาณทหารเตือนเขาว่าพื้นที่ต่ำเป็นกับดัก กองทัพรัฐบาลอาจยังไม่รู้ว่ามีผู้รอดชีวิตจำนวนมากหลุดออกมาจากเมืองไร้ธง ทว่าเมื่อพวกมันตรวจสอบซากเมืองและพบอุโมงค์ที่ถูกใช้เป็นทางหนี การไล่ล่าจะเริ่มขึ้นอย่างแน่นอน

"แบ่งคนลาดตระเวนออกเป็นสามกลุ่ม"

กฤตภาสตัดสินใจ

"กลุ่มแรกลงไปตรวจสถานีเก็บน้ำ กลุ่มที่สองเฝ้าสันเขา กลุ่มที่สามเดินนำขบวน พงศกร นายจัดคนได้หรือไม่"

พงศกรพยักหน้า

"ได้ แต่คนที่ยังถืออาวุธไหวมีไม่มาก"

"อย่าส่งใครไปคนเดียว"

กฤตภาสตอบ

"ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่มีใครหายไปอีก"

คำพูดนั้นทำให้คนรอบตัวเงียบลง ทุกคนยังจำอาเสือและผู้ที่อยู่ต้านหลังจนเมืองถูกฝังได้ดี พงศกรก้มหน้ารับคำ ก่อนเรียกผู้พิทักษ์ที่เหลือมาแบ่งหน้าที่ ขบวนเริ่มเคลื่อนตัวลงจากสันเขาอย่างช้า ๆ เด็กบางคนถูกอุ้ม ผู้บาดเจ็บหนักถูกวางบนเปลที่ทำจากกิ่งไม้กับผ้าคลุม ส่วนคนชราต้องใช้เชือกผูกเอวเข้าด้วยกันเพื่อป้องกันการพลัดตกจากทางลาด มาลีเดินอยู่กลางขบวน เธอยังมีอาการปวดศีรษะจากการเชื่อมต่อกับแกนกลาง แต่ไม่ยอมพัก เพราะเธอรู้ว่าหลายคนมองเธอด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน บางคนเชื่อว่าเธอช่วยเมืองไว้ บางคนโทษว่าเธอเป็นเหตุให้รัฐบาลบุก และบางคนยังไม่รู้เลยว่าหญิงผอมซีดคนนี้คือหนึ่งในผู้สร้างโครงการปฐมกาล

ระหว่างที่ทุกคนกำลังเดิน เด็กชายคนหนึ่งชื่อกล้าเดินเข้ามาใกล้มาลี เขาอายุเพียงแปดปี ใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่น และกอดกล่องไม้ใบเล็กไว้แน่น กล่องนั้นเป็นสิ่งเดียวที่เขานำออกมาจากเมือง

"คุณป้าครับ"

มาลีก้มมอง

"ว่าอย่างไร"

"อาเสือจะตามมาทีหลังหรือเปล่า"

คำถามนั้นทำให้ฝีเท้าของคนใกล้เคียงชะงัก มาลีไม่รู้จะตอบอย่างไร เธอมองกล่องไม้ในมือเด็ก ก่อนสังเกตเห็นตรารูปเสือแกะไว้บนฝา

"อาเสือบอกผมให้เก็บเมล็ดพวกนี้ไว้"

เด็กชายเปิดกล่องให้ดู ด้านในมีเมล็ดพืชหลายสิบเมล็ดห่อด้วยผ้าเก่า

"เขาบอกว่าเอาไว้ปลูกตอนเรามีบ้านใหม่"

มาลีคุกเข่าลง แม้เข่าจะเจ็บจากการเดิน

"ถ้าอย่างนั้นเราต้องเก็บมันให้ดี"

"แล้วอาเสือจะได้เห็นไหมครับ"

มาลีเม้มริมฝีปาก ก่อนวางมือบนศีรษะเด็ก

"เขาจะเห็นผ่านต้นไม้ทุกต้นที่เราปลูก"

เด็กชายไม่ตอบ เขาปิดกล่องแล้วกอดไว้แน่นกว่าเดิม จากนั้นจึงเดินกลับไปหากลุ่มเด็ก มาลีมองตามด้วยดวงตาแดงก่ำ พิมพ์ชนกเดินเข้ามาข้างเธอโดยไม่พูดอะไร เพียงแตะไหล่เบา ๆ แล้วช่วยพยุงให้ลุกขึ้น

ขบวนใช้เวลานานกว่าสี่ชั่วโมงกว่าจะลงมาถึงสถานีเก็บน้ำ พื้นที่นั้นเป็นอาคารคอนกรีตเก่าซึ่งถูกปกคลุมด้วยมอสและเถาวัลย์ ถังเก็บน้ำขนาดใหญ่สองถังตั้งอยู่หลังอาคาร หนึ่งในนั้นแตกร้าวและแห้งสนิท แต่อีกถังยังมีน้ำสะสมจากฝน แม้น้ำจะขุ่นและมีกลิ่นดิน มาลีกับพิมพ์ชนกจึงใช้ผ้ากรองหลายชั้นก่อนต้มด้วยเตาเล็ก ทุกคนได้รับน้ำเพียงคนละหนึ่งถ้วย แต่แค่นั้นก็เพียงพอให้เด็กหยุดร้องและผู้สูงอายุหายใจคล่องขึ้น

ผู้รอดชีวิตกระจายตัวพักใต้ร่มไม้ พงศกรตั้งเวรเฝ้ารอบพื้นที่ ส่วนกฤตภาสกับธันวาปีนขึ้นไปบนหลังคาอาคารเพื่อตรวจเส้นทาง ในระยะไกล พวกเขายังเห็นควันจากเมืองไร้ธง แต่มีสิ่งใหม่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า จุดสีดำเล็กหลายจุดกำลังบินเป็นวงกว้างเหนือภูเขา

"โดรนค้นหา"

ธันวาพูด

กฤตภาสหรี่ตา

"พวกมันยังไม่มาทางนี้"

"เพราะยังไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงไหน"

ธันวาหันมองรอยเท้าจำนวนมากบนทางลาด

"แต่คงใช้เวลาไม่นาน"

กฤตภาสก้มมองผู้คนด้านล่าง เด็กบางคนหลับอยู่บนตักของแม่ ผู้บาดเจ็บนอนเรียงกันข้างกำแพง ผู้พิทักษ์หลายคนหลับทั้งที่ยังกอดปืน เขารู้ว่าควรให้ทุกคนพักนานกว่านี้ แต่เวลาคือสิ่งที่พวกเขาไม่มี

"อีกครึ่งชั่วโมงเราออกเดินทาง"

ธันวาไม่ตอบ เขายกมือแตะหน้าอกตรงรอยดำของแก่นอนันต์ ความเจ็บปวดลดลงแล้ว แต่เสียงกระซิบยังคงซ่อนอยู่ลึกในหัว บางครั้งเขารู้สึกถึงพลังของผู้ที่เคยถูกดูดกลืนหลงเหลืออยู่เป็นเศษเสี้ยว ราวกับมีคนแปลกหน้าหลายคนหายใจอยู่ภายในร่างเดียวกัน เขาไม่บอกใครเรื่องนี้ เพราะกลัวว่ากฤตภาสจะสั่งไม่ให้เขาต่อสู้ และยิ่งกลัวกว่านั้นว่ามาลีอาจยืนยันว่าตนกำลังสูญเสียสติจริง

"เจ้ามองอะไร"

กฤตภาสถาม

ธันวาปล่อยมือจากหน้าอก

"ไม่มีอะไร"

"เจ้าพูดเหมือนคนที่มีอะไรปิดบัง"

"ข้าแค่คิดว่าเราจะพาคนทั้งหมดนี้ไปได้ไกลแค่ไหน"

กฤตภาสมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง

"ไม่รู้"

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้ธันวาแปลกใจ

"ข้านึกว่าเจ้าจะบอกว่าพาทุกคนรอดได้"

"ข้าจะพยายาม"

กฤตภาสตอบ

"แต่ข้าไม่อยากโกหกพวกเขาเหมือนรัฐบาล เราอาจเสียคนระหว่างทาง และอาจไม่มีที่ใดรับพวกเราทั้งหมด"

ธันวาหัวเราะเบา ๆ อย่างเหนื่อยล้า

"เจ้ากำลังกลายเป็นผู้นำแล้ว"

"ข้าไม่ต้องการเป็น"

"คนที่ต้องการมักไม่เหมาะ ส่วนคนที่ไม่ต้องการกลับถูกผลักขึ้นมา"

กฤตภาสมองขบวนด้านล่าง

"เมื่อก่อนเรามีแค่ไม่กี่คน ถ้าข้าตัดสินใจผิด คนที่ตายก็มีเพียงพวกเรา ตอนนี้ทุกเส้นทางที่เลือกมีชีวิตหลายสิบคนตามมา"

ธันวาเอื้อมมือแตะไหล่เขา

"เจ้าไม่จำเป็นต้องตัดสินใจคนเดียว"

ก่อนกฤตภาสจะตอบ เสียงนกหลายตัวบินแตกจากป่าด้านเหนือ ผู้เฝ้ายามบนต้นไม้ส่งสัญญาณเตือนทันที พงศกรตะโกนให้ทุกคนหมอบลง กฤตภาสกับธันวารีบลงจากหลังคา ไม่กี่วินาทีต่อมา ชายหนุ่มจากหน่วยลาดตระเวนก็วิ่งออกมาจากป่า ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อและหายใจแทบไม่ทัน

"มีคนตามมา"

พงศกรถาม

"ทหารหรือ"

ชายหนุ่มส่ายหน้า

"ไม่ใช่ทหาร พวกเขาไม่มีเครื่องแบบ"

กฤตภาสชักปืน

"มีกี่คน"

"ประมาณยี่สิบ อาจมากกว่านั้น มีทั้งผู้หญิง เด็ก และคนเจ็บ"

คำตอบทำให้ทุกคนชะงัก พงศกรหันมองกฤตภาสทันที อาคมเดินเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"อาจเป็นชาวเมืองที่ออกจากอุโมงค์อีกทาง"

พิมพ์ชนกส่ายหน้า

"เราไม่รู้ว่ามีอุโมงค์อื่นใช้งานได้"

ธันวายกปืนขึ้น

"หรืออาจเป็นกับดัก นักล่าค่าหัวชอบใช้คนอ่อนแอเป็นเหยื่อล่อ"

กฤตภาสสั่งให้ผู้พิทักษ์กระจายตัวเข้าประจำตำแหน่ง ทุกคนที่ยังเดินไหวรีบหลบหลังถังน้ำและกำแพงคอนกรีต เด็กถูกพาเข้าไปในอาคาร พิมพ์ชนกอยู่กับกลุ่มผู้บาดเจ็บ ส่วนมาลีถืออุปกรณ์สีดำที่กู้มาจากเมือง แม้ระบบส่วนใหญ่เสียหาย แต่มันยังตรวจจับคลื่นพลังบางชนิดได้

เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาช้า ๆ จากแนวป่า ไม่นานร่างคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้น คนด้านหน้าเป็นหญิงวัยกลางคนซึ่งใช้ไม้เป็นค้ำเดิน เสื้อผ้าขาดและมีแผลไหม้ตามแขน ด้านหลังมีเด็กหลายคน ผู้ชายสองคนหามเปล และผู้สูงอายุเดินเกาะกันเป็นแถว พวกเขาไม่มีอาวุธนอกจากมีดสั้นกับเครื่องมือเก่า เมื่อเห็นปืนหลายกระบอกเล็งมาจากสถานี ทุกคนก็หยุดทันที

หญิงคนนั้นยกมือขึ้น

"พวกเราไม่ใช่ศัตรู"

พงศกรเดินออกไปด้านหน้า แต่ยังไม่ลดปืน

"พวกเจ้าเป็นใคร"

"เรามาจากชุมชนหินแดง"

ชื่อดังกล่าวทำให้อาคมขมวดคิ้ว ชุมชนหินแดงอยู่ห่างจากเมืองไร้ธงเกือบสองวันเดินทาง เป็นหมู่บ้านเล็กของผู้ที่หลบหนีการขึ้นทะเบียนพลัง รัฐบาลเคยประกาศว่าพื้นที่นั้นถูกอพยพไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน

"ชุมชนของพวกเจ้าถูกทำลายแล้วหรือ"

อาคมถาม

หญิงคนนั้นพยักหน้า น้ำตาคลอ

"เมื่อคืนทหารเข้ามา พวกเขาบอกว่ากำลังค้นหาคนจากเมืองไร้ธง ใครไม่ยอมตอบถูกจับ เราหนีออกมาทางป่า เห็นควันจากภูเขาและคิดว่าอาจมีคนรอด"

ธันวายังไม่ลดปืน

"พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ที่นี่"

หญิงคนนั้นชี้ไปยังรอยเท้าบนทางลาด

"มีคนหลายสิบคนเดินผ่านป่า ต่อให้ไม่ใช่นักล่า ก็เห็นได้"

คำตอบนั้นตรงเกินกว่าจะโต้แย้ง แต่กฤตภาสยังไม่วางใจ เขามองกลุ่มผู้มาใหม่ทีละคน บางคนมีแผลสด บางคนอุ้มทารก และบางคนมองอาหารในมือผู้รอดชีวิตด้วยสายตาหิวโหย หากรับคนเหล่านี้เข้ามา เสบียงจะหมดเร็วขึ้น การเดินทางจะช้าลง และความเสี่ยงถูกพบจะมากกว่าเดิม แต่หากปฏิเสธ คนเหล่านี้อาจตายภายในวันเดียว

"เรามีน้ำกับอาหารจำกัด"

กฤตภาสพูด

หญิงวัยกลางคนก้มหน้า

"เราไม่ได้ขอให้เลี้ยงดู ขอเพียงเดินทางไปด้วยกัน พวกเรามีคนรู้จักเส้นทางลงใต้"

พิมพ์ชนกเดินออกมาจากอาคาร

"มีคนเจ็บหนักกี่คน"

"สี่คน"

"พาเข้ามา"

ธันวาหันมองเธอ

"พิมพ์ชนก"

"เราจะปล่อยให้เขาตายต่อหน้าหรือ"

เธอถามกลับ

ธันวานิ่งไป พิมพ์ชนกจึงเรียกคนช่วยยกเปลเข้ามา ผู้รอดชีวิตจากเมืองไร้ธงบางส่วนเริ่มแบ่งน้ำของตนเองให้เด็กจากชุมชนหินแดง แม้จะมีไม่มาก ความหวาดระแวงยังไม่หายไป แต่ภาพคนที่สูญเสียบ้านเหมือนกันทำให้ไม่มีใครสามารถปิดประตูใส่ได้

หลังตรวจอาการ มาลีพบว่าหนึ่งในผู้บาดเจ็บมีเศษโลหะฝังใกล้ปอด จำเป็นต้องผ่าตัดออกภายในไม่กี่ชั่วโมง มิฉะนั้นเขาจะไม่รอด แต่พวกเขาไม่มีเครื่องมือ ไม่มีเลือดสำรอง และไม่สามารถหยุดอยู่ที่สถานีได้นาน

"มีคลินิกร้างอยู่ทางใต้"

หญิงจากชุมชนหินแดงกล่าว

"เคยเป็นหน่วยแพทย์ของเหมือง อยู่ห่างจากที่นี่ประมาณครึ่งวัน"

อาคมมองแผนที่

"เส้นทางนั้นผ่านช่องเขากระจก"

พงศกรสีหน้าเปลี่ยนทันที

"ช่องเขานั้นเป็นทางตัน หากถูกโจมตีจากด้านบน เราไม่มีที่หลบ"

หญิงคนนั้นตอบ

"อีกเส้นทางต้องใช้เวลาสองวัน คนเจ็บของเรารอไม่ไหว"

ทุกสายตาหันมาหากฤตภาส เขารู้สึกถึงน้ำหนักของการตัดสินใจอีกครั้ง หากเลือกทางปลอดภัยกว่า ผู้บาดเจ็บอาจตาย หากเลือกทางลัด ทุกคนอาจถูกล้อม แต่ไม่มีเวลาให้คิดนาน จุดสีดำของโดรนบนฟ้าเริ่มขยับใกล้ภูเขาลูกนี้ขึ้นเรื่อย ๆ

"ไปช่องเขากระจก"

กฤตภาสตัดสินใจ

ธันวาขมวดคิ้ว

"เสี่ยงเกินไป"

"ทุกทางเสี่ยง"

กฤตภาสตอบ

"แต่เส้นทางนี้ทำให้คนเจ็บมีโอกาส"

พงศกรถอนหายใจ ก่อนพยักหน้า

"ข้าจะจัดขบวนใหม่ คนแข็งแรงอยู่หัวกับท้าย เด็กและคนเจ็บอยู่ตรงกลาง"

ขณะที่ทุกคนเตรียมออกเดินทาง มาลีเดินเข้ามาหากฤตภาสพร้อมอุปกรณ์สีดำ สีหน้าของเธอไม่ดีนัก

"มีสัญญาณบางอย่างติดตามเรา"

กฤตภาสมองหน้าจอ เส้นพลังงานสีแดงกะพริบเป็นจังหวะ

"จากที่ไหน"

"ไม่แน่ใจ อาจมาจากอุปกรณ์ หรือจากตัวข้า"

"ปิดมันได้หรือไม่"

มาลีส่ายหน้า

"ข้าพยายามแล้ว แต่หลังเชื่อมต่อกับแกนกลาง ร่างกายของข้าอาจส่งคลื่นบางอย่างออกไปตลอดเวลา"

ธันวาได้ยินจึงเดินเข้ามา

"แปลว่าไม่ว่าเราไปที่ไหน พวกมันก็ตามได้"

"ไม่ทันที"

มาลีตอบ

"สัญญาณอ่อนมาก ต้องอยู่ในระยะหนึ่งจึงตรวจพบ"

กฤตภาสมองผู้คนรอบตัว ตอนนี้ขบวนมีจำนวนเกือบร้อยแล้ว หากรัฐบาลตามมา พวกเขาไม่สามารถสู้และพาทุกคนหนีไปพร้อมกันได้

"อย่าบอกคนอื่นตอนนี้"

เขากล่าว

พิมพ์ชนกซึ่งยืนอยู่ใกล้ถามทันที

"ทำไม"

"เพราะพวกเขาเพิ่งเสียบ้าน หากรู้ว่ามาลีอาจเป็นสัญญาณนำทาง ความกลัวจะทำให้ทุกคนแตกกัน"

มาลีก้มหน้า

"บางทีข้าควรแยกไป"

กฤตภาสตอบทันที

"ไม่"

"ถ้าข้าอยู่ พวกเขาจะตามมาถึงคนทั้งหมด"

"ถ้าเจ้าแยกไป พวกมันจะจับเจ้าและเปิดระบบปฐมกาลอีกครั้ง"

มาลีเงยหน้ามองเขา

"แล้วเจ้าจะให้คนเกือบร้อยคนเสี่ยงเพราะข้าหรือ"

กฤตภาสเงียบไปชั่วขณะ ก่อนมองขบวนที่กำลังเตรียมตัว เด็กจากเมืองไร้ธงนั่งรวมกับเด็กจากชุมชนหินแดง ผู้ใหญ่แบ่งอาหารชิ้นสุดท้ายโดยไม่ถามว่ามาจากที่ใด ทุกคนสูญเสียบ้านเพราะรัฐบาลและองค์กรเดียวกัน

"พวกเขาไม่ได้เสี่ยงเพราะเจ้าเพียงคนเดียว"

กฤตภาสพูด

"พวกเขาถูกตามล่าอยู่แล้ว เพราะไม่ยอมอยู่ใต้คำสั่งของคนเหล่านั้น เราจะหาวิธีตัดสัญญาณระหว่างทาง"

ธันวาพยักหน้า

"แต่เราต้องตั้งกลุ่มคอยตรวจการไล่ล่า หากเห็นสัญญาณศัตรู เราต้องรู้ก่อนอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง"

พิมพ์ชนกมองมาลี

"เจ้าอย่าแยกไปไหนคนเดียว"

มาลีไม่ตอบ แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและความรู้สึกผิด

เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อย ขบวนผู้ลี้ภัยก็ออกเดินทางอีกครั้ง จำนวนคนมากขึ้นทำให้เสียงฝีเท้าดังกว่าเดิม ทางเดินแคบเต็มไปด้วยคนและเปลผู้บาดเจ็บ ผู้พิทักษ์ต้องผลัดกันเดินนำและลบรอยเท้าเท่าที่ทำได้ เด็กหลายคนจับมือกันเพื่อไม่ให้หลง ส่วนคนชราถูกจัดให้อยู่ใกล้ผู้แข็งแรง ทุกครั้งที่ขบวนหยุดพัก กฤตภาสต้องนับจำนวนคนใหม่ เพราะไม่มีใครรู้จักทุกคนและอาจมีคนหายไปโดยไม่มีใครสังเกต

ก่อนพระอาทิตย์ตก พวกเขามาถึงสันเขาซึ่งมองเห็นช่องเขากระจกอยู่ไกล ๆ ผาหินสองด้านสูงชันและมีผิวสีขาวสะท้อนแสงจนดูเหมือนกระจกแตก เส้นทางตรงกลางแคบและทอดยาวหลายกิโลเมตร ไม่มีต้นไม้ ไม่มีถ้ำ และแทบไม่มีที่กำบัง หากเข้าไปแล้ว ทุกคนต้องเดินต่อจนพ้นอีกด้าน

กฤตภาสยืนมองเส้นทางด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"คืนนี้เราจะพักก่อนทางเข้า"

พงศกรพยักหน้า

"ข้าจะวางเวรสองชั้น"

ธันวากวาดตามองยอดผา

"ส่งคนขึ้นไปตรวจด้านบนด้วย"

ผู้คนเริ่มจัดที่พักอย่างเงียบ ๆ ไม่มีใครจุดไฟเพราะกลัวควันจะเปิดเผยตำแหน่ง อาหารเย็นมีเพียงน้ำครึ่งถ้วยกับแผ่นแป้งแข็งคนละชิ้น เด็กบางคนยังร้องหิว แต่ไม่มีผู้ใหญ่คนใดยอมกินส่วนของตนจนหมด พวกเขาแบ่งชิ้นเล็กให้เด็กก่อนแล้วค่อยเคี้ยวส่วนที่เหลืออย่างช้า ๆ

กฤตภาสเดินตรวจรอบค่าย ก่อนหยุดตรงก้อนหินสูงซึ่งมองเห็นคนทั้งหมด จากคนไม่กี่คนที่เคยหลบหนีจากฐานใต้ดิน ตอนนี้พวกเขามีผู้ติดตามเกือบร้อยชีวิต ทุกคนฝากความหวังไว้กับเส้นทางที่เขาเลือก ทั้งที่เขาเองยังไม่รู้ว่าปลายทางมีอะไร

พิมพ์ชนกเดินมายืนข้างเขา

"กำลังคิดหนีคนเดียวหรือ"

กฤตภาสหันมอง

"ทำไมคิดอย่างนั้น"

"เพราะเจ้าทำหน้าเหมือนคนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของทุกอย่าง"

กฤตภาสมองกลุ่มผู้ลี้ภัย

"ถ้าข้าไม่เข้ามาในเมือง พวกเขาอาจยังมีบ้าน"

"รัฐบาลเตรียมข้อมูลของเมืองไว้ก่อนเราไปถึง"

พิมพ์ชนกตอบ

"คนทรยศส่งรายชื่อไว้ก่อนหน้านั้น เมืองไร้ธงถูกหมายหัวอยู่แล้ว"

"แต่การมาของเราเร่งให้มันเกิดขึ้น"

"อาจใช่"

เธอพูดอย่างตรงไปตรงมา

"แต่เราก็พาคนเหล่านี้ออกมาได้ หากไม่มีมาลี ไม่มีข้อมูล ไม่มีพวกเรา ประตูใต้เมืองอาจไม่เปิด และทุกคนอาจถูกฝังอยู่ที่นั่น"

กฤตภาสถอนหายใจ

"ข้าไม่รู้ว่าจะพาพวกเขาไปไหน"

"ตอนนี้พาให้รอดถึงพรุ่งนี้ก่อน"

พิมพ์ชนกตอบ

"บางครั้งอนาคตไม่จำเป็นต้องแก้ทั้งหมดในคืนเดียว"

ในขณะนั้นเอง เสียงหวีดเบา ๆ ดังขึ้นจากฟ้า ทั้งสองเงยหน้าพร้อมกัน จุดแสงสีแดงเคลื่อนผ่านเมฆด้านเหนือแล้วหายไปหลังยอดเขา ธันวารีบวิ่งเข้ามาพร้อมปืนในมือ

"โดรนลาดตระเวน"

เขาพูด

พงศกรสั่งให้ทุกคนหมอบลงทันที เด็กถูกปิดปากเพื่อไม่ให้ส่งเสียง ผู้พิทักษ์ยกปืนเล็งท้องฟ้า แต่ไม่มีใครยิง เพราะกระสุนเพียงนัดเดียวอาจเปิดเผยตำแหน่ง จุดแสงสีแดงปรากฏอีกครั้ง คราวนี้มันบินต่ำกว่าเดิมและวนกลับมาทางค่าย

มาลีหยิบอุปกรณ์ขึ้นตรวจ สีหน้าของเธอซีดลง

"มันจับสัญญาณได้แล้ว"

กฤตภาสมองขบวนเกือบร้อยชีวิต ทุกคนยังเหนื่อยเกินกว่าจะวิ่ง แต่ไม่มีเวลาให้พักอีก

"ปลุกทุกคน"

เขาสั่ง

พงศกรเบิกตากว้าง

"จะเข้าไปในช่องเขาตอนกลางคืนหรือ"

"ถ้าอยู่ที่นี่ พวกมันจะยิงจากอากาศ"

ธันวาจ้องแนวผามืดเบื้องหน้า

"ในช่องเขาโดรนบินต่ำไม่ได้ แต่ถ้ามีกำลังภาคพื้นดินรออีกด้าน เราจะติดอยู่ตรงกลาง"

กฤตภาสยกปืนขึ้นและหันไปมองทุกคนที่กำลังลุกจากพื้น

"ถ้าอย่างนั้นเราต้องไปถึงก่อนพวกมัน"

คำสั่งถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว ผู้ลี้ภัยเก็บของเพียงไม่กี่ชิ้น เปลคนเจ็บถูกยกขึ้น เด็กถูกอุ้ม และขบวนทั้งหมดเริ่มเคลื่อนเข้าสู่ช่องเขากระจกภายใต้ความมืด เสียงฝีเท้าหลายสิบคู่สะท้อนระหว่างหน้าผาสูง ราวกับมีผู้คนอีกหลายร้อยคนกำลังเดินตามอยู่ในเงา

เหนือยอดเขา โดรนลาดตระเวนส่งสัญญาณกลับไปยังศูนย์บัญชาการ แสงสีแดงกะพริบสามครั้ง ก่อนหายลับไปในเมฆ ข้อมูลตำแหน่งของผู้ลี้ภัยถูกส่งออกไปแล้ว และห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร ขบวนรถของรัฐบาลกำลังเปลี่ยนทิศทาง นักล่าค่าหัวที่รอดจากเมืองไร้ธงกำลังรวมตัวใหม่ ส่วนองค์กรลับเปิดใช้เครื่องตรวจจับคลื่นของมาลีอีกครั้ง

กฤตภาสเดินนำเข้าไปในความมืด เขารู้ว่าครั้งนี้การหลบหนีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาไม่สามารถวิ่งเร็วที่สุด ไม่สามารถซ่อนตัวตามลำพัง และไม่สามารถยอมแลกชีวิตของคนด้านหลังเพื่อความปลอดภัยของตนเอง ทุกก้าวของเขามีผู้คนหลายสิบคนเดินตาม ทุกการตัดสินใจมีเด็ก คนชรา และผู้บาดเจ็บเป็นเดิมพัน

พวกเขากลับมาเป็นผู้ลี้ภัยอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้หนีเพียงเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง พวกเขากำลังแบกเศษซากของเมืองไร้ธง ความหวังของผู้รอดชีวิต และคำสัญญาของคนที่เสียสละไว้บนบ่า ต่อให้ปลายทางยังมืดมิดและศัตรูกำลังตามมาใกล้ขึ้นทุกขณะ ขบวนก็ยังคงเดินต่อไป เพราะตราบใดที่คนเหล่านี้ยังตามกันอยู่ ไม่มีใครในหมู่พวกเขาจะต้องหลบหนีเพียงลำพังอีกต่อไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผัง

    ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตู

    ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิป

    ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 119 ประตูภาชนะ

    ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 118 เกาะอรุณ

    ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคต

    ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status