Share

ตอนที่ 55 เกาะอรุณ

last update publish date: 2026-08-04 05:40:34

ตอนที่ 55 เกาะอรุณ

รุ่งเช้าหลังออกจากช่องเขากระจก ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆหนาสีเทา ขบวนผู้ลี้ภัยเคลื่อนผ่านป่าชื้นทางตะวันออกอย่างเชื่องช้า ทุกคนเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีแรงพูดคุย เสียงที่ได้ยินมีเพียงฝีเท้าเหยียบใบไม้เปียก เสียงหอบหายใจ และเสียงไม้ของเปลผู้บาดเจ็บเสียดสีกันเป็นจังหวะ กฤตภาสเดินอยู่ด้านหน้าโดยมีธันวากับพงศกรช่วยตรวจเส้นทาง มาลีถือแผนที่ซึ่งคัดลอกจากข้อมูลก่อนอุปกรณ์สีดำถูกทำลาย ส่วนพิมพ์ชนกเดินอยู่กลางขบวน คอยดูแลเด็กและคนชราพร้อมกับพยายามไม่มองท้องฟ้านานเกินไป นับตั้งแต่เห็นผู้เฝ้ามอง เธอรู้สึกเหมือนทุกก้อนเมฆอาจกลายเป็นดวงตา และทุกเงาระหว่างต้นไม้กำลังรอเปิดเผยสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรมองเห็น ไม่มีใครเอ่ยถึงนิมิตใหม่ต่อหน้าผู้ลี้ภัยมากนัก เพราะเพียงเรื่องรัฐบาล องค์กรลับ และเกาะอรุณก็หนักเกินพอแล้ว หากทุกคนรู้ว่ามีบางสิ่งเฝ้ามองโลกจากนอกกาลเวลา ความหวาดกลัวอาจทำลายขบวนก่อนศัตรูตามมาถึง

พวกเขาใช้เวลาอีกสามวันเต็มกว่าจะข้ามแนวป่าและภูเขาเตี้ยไปถึงเขตชานเมืองหาดเงา ระหว่างทางต้องหลบหน่วยลาดตระเวนของรัฐบาลสองครั้ง เผชิญกลุ่มโจรที่พยายามชิงอาหารหนึ่งครั้ง และเกือบถูกโดรนตรวจพบตอนพักในโรงนาเก่า เสบียงเหลือน้อยลงทุกวัน ผู้ใหญ่หลายคนยอมอดเพื่อแบ่งให้เด็ก คนเจ็บสองคนเสียชีวิตเพราะบาดแผลติดเชื้อและไม่มีเครื่องมือรักษาเพียงพอ พวกเขาถูกฝังไว้ใต้ต้นไม้โดยไม่มีป้ายชื่อ มีเพียงก้อนหินกองเล็กกับเศษผ้าจากเมืองไร้ธงผูกไว้บนกิ่ง มาลีมองหลุมศพเหล่านั้นอยู่นานทุกครั้ง ราวกับกำลังนับหนี้ที่ตนไม่อาจชดใช้ได้หมด

เมื่อมองเห็นแนวปล่องควันของเมืองหาดเงาอยู่ไกล ๆ พงศกรสั่งให้ขบวนหยุดในหุบตื้นเพื่อประเมินสถานการณ์ เมืองท่าเบื้องหน้ามีกำแพงเหล็กและจุดตรวจของรัฐบาลตั้งอยู่ทุกทางเข้า ธงสัญลักษณ์หน่วยรักษาความมั่นคงโบกอยู่เหนือหอคอย หลายถนนถูกปิด รถหุ้มเกราะจอดเรียงอยู่ข้างคลังสินค้า และทหารเดินตรวจคนเข้าออกอย่างเข้มงวด ป้ายประกาศตามกำแพงมีภาพใบหน้าของกฤตภาส ธันวา มาลี และพิมพ์ชนกติดอยู่ชัดเจน รางวัลนำจับถูกเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ข้างภาพมีข้อความกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้ายซึ่งทำลายเมืองไร้ธงและสังหารประชาชนจำนวนมาก ความจริงถูกบิดจนไม่มีสิ่งใดเหลือใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

ธันวาใช้กล้องส่องทางไกลสำรวจแนวกำแพง ก่อนส่งให้กฤตภาส

"เข้าเมืองตรง ๆ ไม่ได้"

กฤตภาสมองจุดตรวจซึ่งมีเครื่องสแกนใบหน้า

"ทางอ้อมล่ะ"

มาลีคลี่แผนที่บนพื้นดิน ใช้ก้อนหินกดมุมทั้งสี่ไว้

"มีท่อระบายน้ำเก่าเชื่อมจากโรงงานเกลือร้างไปถึงเขตท่าเรือ แต่ข้อมูลนี้เก่ากว่าสิบปี"

พงศกรถาม

"แล้วทางไปอุโมงค์ใต้ทะเลอยู่ตรงไหน"

มาลีชี้ไปยังพื้นที่ด้านใต้ของเมือง

"ใต้โรงไฟฟ้าร้างริมผา ทว่าเรายังไม่ควรใช้อุโมงค์นั้นจนกว่าจะรู้ว่ายังเปิดอยู่หรือไม่ และเราไม่สามารถพาคนทั้งหมดไปเสี่ยงพร้อมกัน"

หญิงจากชุมชนหินแดงซึ่งกลายเป็นผู้ช่วยจัดระเบียบขบวนถามขึ้น

"ถ้าไม่เข้าเมือง เราจะหาอาหารกับยาได้อย่างไร"

พิมพ์ชนกมองกลุ่มเด็กที่นั่งพักใต้ต้นไม้ หลายคนผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

"ต้องส่งกลุ่มเล็กเข้าไป"

ธันวาส่ายหน้า

"ใบหน้าพวกเราทุกคนถูกประกาศตามล่า"

"ไม่ใช่ทุกคน"

พงศกรมองผู้รอดชีวิตจากหินแดง

"คนของพวกเจ้ายังไม่อยู่ในรายชื่อ"

หญิงวัยกลางคนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

"ข้าจะเข้าไป"

กฤตภาสถาม

"เจ้าชื่ออะไร"

"รจนา"

"ข้างในอันตราย หากถูกจับ พวกมันอาจสอบถามถึงเรา"

รจนามองเด็กที่กอดกล่องเมล็ดพันธุ์ของอาเสืออยู่ไม่ไกล

"ถ้าไม่เข้าไป เด็กพวกนี้จะอดตาย ข้าเคยขายปลาที่เมืองหาดเงา รู้จักตลาดกับตรอกหลังท่าเรือ ข้าพาคนเข้าได้อีกสองคน"

พงศกรเลือกผู้รอดชีวิตซึ่งไม่มีรูปในประกาศอีกสองคนให้ไปกับรจนา ก่อนมอบเหรียญเงินที่เหลือทั้งหมดและรายการยาให้ พวกเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดชาวบ้าน นำตะกร้าสานขึ้นสะพาย แล้วออกเดินผ่านเส้นทางไร่นาไปยังประตูเมือง ส่วนคนที่เหลือต้องซ่อนตัวรอในป่า ไม่มีใครรู้ว่ารจนาจะกลับมาหรือไม่ และไม่มีใครสามารถตามไปช่วยหากเกิดเหตุ

ช่วงเวลารอคอยยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น พิมพ์ชนกช่วยทำแผลผู้บาดเจ็บด้วยสมุนไพรที่หาได้ มาลีนั่งวาดแผนผังอุโมงค์ใต้ทะเลจากความทรงจำ ธันวาแยกตัวไปนั่งใต้ต้นไม้ กุมหน้าอกทุกครั้งที่แก่นอนันต์สั่นตอบสนองจากทิศทะเล เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งอยู่ไกลออกไป สิ่งนั้นไม่เหมือนผู้เฝ้ามอง แต่คล้ายเสียงเรียกของพลังชนิดเดียวกัน ราวกับมีหัวใจอีกดวงเต้นอยู่บนเกาะและจังหวะของมันกำลังประสานกับแก่นในร่างเขา

กฤตภาสเดินเข้ามาหยุดข้างธันวา

"เป็นอีกแล้วหรือ"

ธันวาปล่อยมือจากหน้าอก

"มันรู้ว่าเราใกล้ถึง"

"ใคร"

"คนบนเกาะ ผู้ทดลองขั้นสมบูรณ์"

กฤตภาสนั่งลงข้างเขา

"เจ้ารู้ได้อย่างไร"

"ข้าไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เป็นของข้าหรือของแก่นอนันต์"

ธันวาเงยหน้ามองแนวเมฆทางตะวันออก

"แต่มันกำลังเรียกข้า บางครั้งเหมือนท้าทาย บางครั้งเหมือนยินดีที่ข้ากำลังกลับไป"

"เจ้ากลัวหรือ"

ธันวาหัวเราะเบา ๆ

"กลัวสิ ข้าเคยคิดว่าข้ากลัวจะไม่มีพลัง ตอนนี้ข้ากลัวว่าตัวเองจะมีมากเกินไป"

กฤตภาสเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูด

"อย่าเผชิญหน้ากับมันคนเดียว"

"หากมันดูดพลังของคนอื่นได้เหมือนข้า คนที่อยู่ใกล้อาจกลายเป็นอาหาร"

"ข้าก็ยังจะอยู่"

ธันวาหันมองเขา

"เจ้าพูดง่าย เพราะยังไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้"

กฤตภาสกำเหรียญรูปเสือในเสื้อ

"อาเสืออยู่ด้านหลังเพื่อให้เราเดินต่อ ข้าจะไม่ใช้ชีวิตที่เขาช่วยไว้ด้วยการปล่อยเพื่อนไปตายคนเดียว"

ธันวาไม่ได้ตอบ แต่แววตาที่แข็งกระด้างอ่อนลงเล็กน้อย

ก่อนค่ำไม่นาน รจนากับอีกสองคนกลับมา พวกเขาแบกกระสอบอาหาร ยา และเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง แต่ข่าวที่นำมาด้วยไม่ดีนัก รัฐบาลประกาศปิดท่าเรือทั้งหมด เรือทุกลำต้องได้รับอนุญาตพิเศษ และมีเจ้าหน้าที่องค์กรลับปะปนอยู่ในเมือง พวกนั้นกำลังตามหาผู้หญิงชื่อมาลีโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้ตรวจโรงไฟฟ้าร้างริมผาอย่างละเอียดในคืนถัดไป

"พวกมันรู้เรื่องทางเข้าอุโมงค์"

มาลีพูด

รจนาพยักหน้า

"ข้าได้ยินทหารคุยกัน พรุ่งนี้จะมีคณะจากสถาบันอรุณมาตรวจด้วยตนเอง"

กฤตภาสมองแผนที่

"เราต้องเข้าไปคืนนี้"

พงศกรถาม

"แล้วผู้ลี้ภัยทั้งหมดล่ะ"

"พาเข้าท่อระบายน้ำเป็นกลุ่ม"

ธันวาแย้งทันที

"ท่อเก่าอาจพัง คนเกือบร้อยผ่านไม่ทันก่อนรุ่งเช้า"

อาคมซึ่งนั่งเงียบมานานใช้ไม้เท้าชี้ไปยังเส้นทางด้านเหนือ

"มีหมู่บ้านประมงร้างอยู่หลังหน้าผา ข้าเคยผ่านเมื่อนานมาแล้ว หากยังไม่ถูกยึด คนส่วนใหญ่ซ่อนตัวที่นั่นได้ก่อน"

พิมพ์ชนกถาม

"ห่างจากโรงไฟฟ้าเท่าไร"

"เดินประมาณสองชั่วโมง"

กฤตภาสพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจแบ่งขบวน คนเจ็บ เด็ก และผู้สูงอายุจะไปซ่อนที่หมู่บ้านประมงภายใต้การดูแลของพงศกรกับรจนา ส่วนกฤตภาส ธันวา พิมพ์ชนก มาลี อาคม และผู้พิทักษ์อีกหกคนจะลอบเข้าโรงไฟฟ้าเพื่อตรวจอุโมงค์ หากยังใช้งานได้ พวกเขาจะกลับมารับคนทั้งหมด หากถูกปิด ก็ต้องหาเรือหรือเส้นทางอื่น

พงศกรไม่พอใจที่ต้องแยกจากทีม

"ข้าควรไปกับพวกเจ้า"

กฤตภาสส่ายหน้า

"คนเหล่านี้เชื่อฟังนายมากที่สุด หากเกิดอะไรขึ้น พาพวกเขาหนีต่อโดยไม่ต้องรอเรา"

"จะให้ข้าทิ้งพวกเจ้าอีกครั้งหรือ"

"ไม่ใช่การทิ้ง"

กฤตภาสตอบ

"เป็นการรักษาสิ่งที่อาเสือฝากไว้"

ชื่อของอาเสือทำให้พงศกรเงียบลง เขามองเด็กชายกล้าซึ่งยังถือกล่องเมล็ดพันธุ์อยู่ทุกวัน ก่อนรับคำอย่างไม่เต็มใจ

หลังฟ้ามืด ขบวนแยกออกเป็นสองสายโดยไม่มีพิธีลา ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่เดินเลาะป่าไปทางหมู่บ้านประมง ส่วนทีมของกฤตภาสมุ่งหน้าสู่โรงงานเกลือร้าง พวกเขาคลานผ่านท่อระบายน้ำแคบซึ่งเต็มไปด้วยโคลน กลิ่นเน่า และหนูจำนวนมาก บางช่วงเพดานต่ำจนต้องคืบคลาน บางช่วงน้ำขึ้นถึงอก อาคมเกือบหมดแรงอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มีใครยอมทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง หลังใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง ทุกคนจึงโผล่ออกมาในอาคารเก็บของริมเมืองหาดเงา

แสงไฟจากท่าเรือส่องเข้ามาตามช่องไม้แตก เสียงเครื่องยนต์เรือกับเสียงทหารตะโกนสั่งการดังอยู่ไม่ไกล กฤตภาสส่งผู้พิทักษ์สองคนออกสำรวจ ก่อนนำทุกคนลัดเลาะไปตามตรอกมืด เมืองทั้งเมืองอยู่ภายใต้การควบคุม ร้านค้าปิดก่อนเวลา หน้าต่างทุกบานปิดสนิท และผู้คนหลีกเลี่ยงการสบตากัน รถบรรทุกสีดำหลายคันแล่นผ่านถนน มุ่งไปทางโรงไฟฟ้าร้าง บนรถมีสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ครึ่งดวง ซึ่งมาลีจำได้ทันทีว่าเป็นตราของสถาบันอรุณ

"พวกมันมาถึงก่อนกำหนด"

เธอกระซิบ

ธันวาจับแขนเธอให้หลบหลังผนัง ขณะรถคันสุดท้ายแล่นผ่าน

"มีคนอยู่ในรถ"

"ทหารหรือ"

"ไม่ใช่"

ธันวากุมหน้าอก สีหน้าบิดเบี้ยว

"พลังของพวกมันไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป"

กฤตภาสมองตามรถ

"ตัวทดลอง"

มาลีพยักหน้าช้า ๆ

"สถาบันอรุณอาจส่งหน่วยรับตัวเรา"

พวกเขาต้องเปลี่ยนเส้นทางหลายครั้งเพื่อหลบจุดตรวจ จนในที่สุดก็มาถึงแนวหน้าผาด้านใต้ โรงไฟฟ้าร้างตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเล อาคารคอนกรีตขนาดใหญ่เต็มไปด้วยคราบสนิมและเถาวัลย์ ทว่าความร้างภายนอกเป็นเพียงฉากบังตา เพราะมีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเฝ้าทางเข้าทุกด้าน ไฟส่องตรวจหมุนผ่านลานเป็นจังหวะ และเสาอากาศใหม่ถูกติดตั้งบนหลังคา มาลีพาทีมอ้อมไปตามแนวผาจนถึงช่องระบายน้ำลับซึ่งถูกปิดด้วยแผ่นเหล็กเก่า อาคมกับผู้พิทักษ์ช่วยกันงัดจนเปิดออกได้ ทุกคนคลานเข้าไปในอุโมงค์แคบ ก่อนลงบันไดเหล็กที่ทอดลึกใต้โรงไฟฟ้า

ด้านล่างไม่เหมือนสิ่งก่อสร้างร้างแม้แต่น้อย ทางเดินสะอาด มีไฟสีขาวส่องตลอดแนว และระบบรักษาความปลอดภัยยังทำงาน มาลีใช้รหัสเก่าปลดประตูชั้นแรกได้ แต่ชั้นที่สองต้องใช้ม่านตา เธอจึงยืนให้เครื่องสแกน ดวงไฟเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวทันที

"ข้อมูลชีวภาพของข้ายังอยู่"

เธอพูด

พิมพ์ชนกมองประตูที่เปิดออก

"เพราะพวกมันรอให้เจ้ากลับมา"

หลังประตูเป็นห้องควบคุมขนาดเล็ก หน้าจอส่วนใหญ่ดับ แต่แผงหนึ่งแสดงสถานะอุโมงค์ใต้ทะเล เส้นทางทอดยาวจากโรงไฟฟ้าไปยังเกาะอรุณ ระยะทางมากกว่าสี่สิบกิโลเมตร ระบบขนส่งแม่เหล็กยังใช้ได้ แต่ต้องมีรหัสเปิดจากฝั่งเกาะ

มาลีแตะคำสั่งหลายชุด

"ข้าสามารถส่งคำร้องขอเปิดทางโดยใช้สิทธิ์ผู้ก่อตั้ง"

ธันวาถาม

"แล้วพวกมันจะรู้ทันทีว่าเราอยู่ที่นี่"

"พวกมันรู้อยู่แล้วว่าเรามาถึงเมือง"

กฤตภาสตอบ

"เปิดเถอะ"

มาลีกดฝ่ามือลงบนแผง เสียงระบบดังขึ้น ห้องทั้งห้องสว่างด้วยแสงสีฟ้า แผนที่อุโมงค์เปลี่ยนเป็นสีเขียวทีละส่วน ก่อนข้อความตอบกลับจะปรากฏขึ้น

ยินดีต้อนรับกลับ ผู้สร้างมาลี

เส้นทางสู่เกาะอรุณได้รับอนุญาต

ธันวาหรี่ตา

"ง่ายเกินไป"

พิมพ์ชนกมองข้อความนั้นด้วยความระแวง

"พวกมันกำลังเปิดประตูเชิญเราเข้าไป"

ทันใดนั้นเสียงเตือนดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจพบการบุกรุก กฤตภาสสั่งให้ทุกคนถอยไปยังชานชาลาขนส่ง มาลีเปิดประตูฉุกเฉิน เผยให้เห็นห้องยาวซึ่งมีพาหนะทรงกระบอกสีเงินจอดอยู่บนรางแม่เหล็ก มันใหญ่พอรับคนประมาณสามสิบคน ไม่เพียงพอสำหรับผู้ลี้ภัยทั้งหมด

"ต้องเปิดขบวนเพิ่ม"

อาคมกล่าว

มาลีตรวจระบบ

"มีพาหนะเก็บอยู่อีกสี่ลำในคลัง แต่ต้องใช้เวลานำออก"

เสียงปืนดังขึ้นจากทางเดิน ผู้พิทักษ์สองคนยิงตอบโต้ ทหารของสถาบันอรุณกำลังบุกลงมา ธันวาก้าวไปข้างหน้า เส้นสีดำเริ่มปรากฏใต้ผิวหนัง แต่กฤตภาสคว้าบ่าไว้

"อย่าใช้ขั้นดูดกลืนจนกว่าจะจำเป็น"

"ถ้าไม่ใช้ พวกมันจะเข้าถึงเรา"

"ถ้าใช้เต็มกำลัง เจ้าต่างหากที่จะเข้าถึงพวกเรา"

ธันวากัดฟัน ก่อนเปลี่ยนไปใช้ปืนแทน เขากับกฤตภาสช่วยผู้พิทักษ์ยิงสกัด ขณะที่มาลีสั่งระบบนำพาหนะจากคลังออกมา เสียงเครื่องจักรครางดังใต้พื้น พาหนะอีกลำค่อย ๆ เลื่อนเข้าชานชาลา แต่ช้าเกินไป ศัตรูจำนวนมากกำลังลงมาจากบันได และระบบเริ่มปิดประตูทีละชั้น

มาลีมองหน้าจอแล้วตัดสินใจ

"เราต้องออกไปก่อน"

พิมพ์ชนกถาม

"แล้วคนอื่นจะตามมาอย่างไร"

"ข้าจะทิ้งรหัสเปิดไว้ให้พงศกร พวกเขาใช้พาหนะลำต่อไปได้เมื่อมาถึง"

กฤตภาสสั่งผู้พิทักษ์สองคนให้ย้อนกลับไปนำทางขบวน ส่วนที่เหลือขึ้นพาหนะไปกับทีมหลัก การตัดสินใจแยกกันอีกครั้งเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่พวกเขาไม่มีทางเลือก เมื่อศัตรูฝ่าแนวประตูสุดท้ายเข้ามา ธันวายิงแผงควบคุมทำให้ประตูเหล็กปิดกระแทกลงกั้นกลางห้อง มาลีเปิดระบบขนส่ง พาหนะทรงกระบอกสั่นอย่างรุนแรง ก่อนพุ่งเข้าสู่อุโมงค์ใต้ทะเลด้วยความเร็วสูง

แรงเร่งกดทุกคนติดเบาะ แสงจากผนังอุโมงค์พุ่งผ่านเป็นเส้นยาว เสียงโลหะสั่นดังต่อเนื่อง ไม่มีใครพูดในช่วงแรก เพราะทั้งเหนื่อยและไม่แน่ใจว่าปลายทางจะมีอะไรต้อนรับ พิมพ์ชนกมองผ่านหน้าต่างเล็กซึ่งเห็นเพียงความมืดของอุโมงค์ แต่บางจังหวะผนังโปร่งใสเผยให้เห็นน้ำทะเลมหาศาลอยู่ภายนอก ฝูงปลาว่ายผ่านแสงสีฟ้า และลึกกว่านั้นมีเงาดำขนาดใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ก้นสมุทร เธอไม่รู้ว่าเป็นสัตว์หรือสิ่งอื่น แต่ความรู้สึกจากผู้เฝ้ามองกลับมาอีกครั้งเบา ๆ ราวกับทะเลเองกำลังจำความลับบางอย่าง

หลังเดินทางนานเกือบหนึ่งชั่วโมง ความเร็วของพาหนะเริ่มลดลง แสงปลายอุโมงค์ปรากฏขึ้น มาลีรีบปิดระบบเชื่อมต่ออัตโนมัติก่อนถึงสถานีปลายทาง เพื่อไม่ให้พวกเขาถูกส่งตรงเข้าเขตกักกัน พาหนะหยุดในช่องซ่อมบำรุงใต้หน้าผา ประตูเปิดออกพร้อมลมเค็มเย็นจัด ทุกคนออกจากพาหนะอย่างระมัดระวัง ทางเดินเบื้องหน้าเป็นอุโมงค์หินธรรมชาติซึ่งมุ่งขึ้นสู่ผิวดิน มาลีจำได้ว่ามีช่องสังเกตการณ์เก่าอยู่เหนือขึ้นไป หากระบบยังไม่ถูกปิด พวกเขาจะมองเห็นเกาะจากด้านนอกก่อนเข้าสู่ฐานหลัก

ทีมปีนบันไดวนหลายร้อยขั้นจนถึงประตูเหล็กบานเล็ก กฤตภาสผลักมันออก ลมทะเลรุนแรงพัดเข้ามาทันที กลิ่นเกลือและฝนกระแทกใบหน้า พวกเขาก้าวออกไปยืนบนชะง่อนผาแคบซึ่งถูกซ่อนด้วยโขดหิน

เบื้องหน้าคือทะเลสีดำกว้างสุดสายตา คลื่นสูงกระแทกหน้าผาจนเกิดฟองขาว และไกลออกไปใต้ม่านฝน มีเกาะขนาดมหึมาตั้งอยู่กลางมหาสมุทร หน้าผาสีดำล้อมรอบทุกด้าน ยอดเขาถูกปกคลุมด้วยเมฆหมุนวน แสงสีขาวจากหอคอยหลายแห่งกวาดผ่านทะเลอย่างช้า ๆ บางครั้งเห็นเงาอาคารขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ตามแนวเขา บางครั้งเห็นแสงจากยานบินพุ่งขึ้นและหายเข้าเมฆ เกาะนั้นดูเหมือนสิ่งมีชีวิตซึ่งกำลังหลับมากกว่าสถานที่ของมนุษย์

มาลียืนตัวแข็งเมื่อเห็นมัน

"เกาะอรุณ"

กฤตภาสมองระยะทางซึ่งยังไกลเกินกว่าจะว่ายหรือใช้เรือเล็กทั่วไป

"เรายังไม่ได้อยู่บนเกาะหรือ"

"อุโมงค์นี้สิ้นสุดที่เกาะบริวาร"

มาลีตอบ

"ฐานหลักอยู่บนเกาะใหญ่ตรงนั้น ต้องใช้สะพานขนส่งใต้ทะเลอีกช่วง หรือผ่านท่าเรือลับ"

ธันวากุมหน้าอก แก่นอนันต์เต้นรุนแรงจนเขาต้องคุกเข่า

"มันอยู่ที่นั่น"

พิมพ์ชนกรีบเข้าไปหา

"ผู้ทดลองอีกคนหรือ"

ธันวาเงยหน้ามองเกาะ ดวงตาเริ่มมีเงาดำหมุนอยู่ด้านใน

"ไม่ใช่เพียงคนเดียว"

เขาหอบหายใจ

"มีหลายร้อย"

มาลีหน้าซีด เธอไม่เคยรู้ว่าการทดลองบนเกาะดำเนินไปไกลถึงขั้นนั้น ภาพจากความทรงจำที่เคยเห็นมีผู้ทดลองจำนวนมากก็จริง แต่ส่วนใหญ่ถูกบันทึกว่าเสียชีวิตหรือไม่สมบูรณ์ หากธันวาสัมผัสได้ถึงหลายร้อยชีวิต แปลว่าสถาบันอรุณไม่เพียงรักษาพวกเขาไว้ แต่ยังอาจสร้างรุ่นใหม่ต่อเนื่องตลอดหลายปี

กฤตภาสมองเกาะปริศนาอยู่ไกลลิบ ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับในอก ที่นั่นอาจมีคำตอบเกี่ยวกับผู้เฝ้ามอง นิมิต ราชันอสูร และอนาคตของโลก แต่ก็เป็นสถานที่ซึ่งศัตรูเตรียมทุกอย่างไว้รอต้อนรับพวกเขา ไม่มีใครรู้ว่าพงศกรกับผู้ลี้ภัยจะผ่านอุโมงค์ตามมาได้หรือไม่ ไม่มีใครรู้ว่าสถาบันอรุณกำลังวางกับดักแบบใด และไม่มีใครรู้ว่าหลังข้ามทะเลไปแล้ว พวกเขาจะยังมีทางกลับหรือไม่

พิมพ์ชนกยืนข้างกฤตภาส สายตาจับอยู่ที่ยอดเขาซึ่งฟ้าแลบส่องให้เห็นหอคอยดำชั่วขณะ

"ข้าเคยเห็นสถานที่นี้ในนิมิต"

กฤตภาสหันมอง

"เมื่อใด"

"ตอนผู้เฝ้ามองพยายามลบความทรงจำ ข้าเห็นประตูขนาดใหญ่เปิดอยู่ใต้เกาะ และมีแสงดำไหลออกมา"

มาลีได้ยินจึงถาม

"ประตูอยู่ตรงไหน"

พิมพ์ชนกชี้ไปยังศูนย์กลางเกาะ

"ใต้ภูเขาลูกนั้น"

มาลีมองตาม สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว

"ห้องสังเกตการณ์ศูนย์อยู่ตรงนั้น"

ขณะเดียวกัน ลึกลงไปใต้ภูเขากลางเกาะอรุณ ฐานใต้ดินของสถาบันสว่างด้วยแสงสีขาวเย็น ทางเดินหลายสิบชั้นเชื่อมต่อกันเหมือนเส้นเลือดของสัตว์ขนาดยักษ์ เจ้าหน้าที่ในชุดคลุมสีเทาเดินอย่างเร่งรีบ หน้าจอทุกบานแสดงเส้นทางของพาหนะซึ่งเพิ่งเข้าสู่เกาะบริวาร ประตูนิรภัยถูกปิด ระบบอาวุธเริ่มทำงาน และหน่วยรักษาการณ์ถูกส่งไปตามจุดสำคัญ

ภายในห้องควบคุมระดับลึก ชายชราผมสีเงินนั่งอยู่บนเก้าอี้ซึ่งเชื่อมสายสัญญาณเข้ากับพื้นผิวหลายสิบเส้น ใบหน้าของเขาผอมตอบ แต่ดวงตาคมกริบราวกับไม่เคยพักผ่อน เสื้อคลุมสีขาวมีตราดวงอาทิตย์ครึ่งดวงปักอยู่บนอก เขาคือศาสตราจารย์อธิป ผู้อำนวยการสูงสุดของสถาบันอรุณ และหนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการปฐมกาลที่ยังมีชีวิต

เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วคุกเข่า

"ยืนยันแล้วค่ะ ผู้สร้างมาลีใช้รหัสเข้าสู่ระบบขนส่ง ผู้ติดตามของนางมีเป้าหมายหมายเลขศูนย์เจ็ดอยู่ด้วย"

ศาสตราจารย์อธิปวางถ้วยชาลงช้า ๆ

"ธันวา"

"ค่ะ เขากำลังมุ่งหน้ามา"

"ค่าความเสถียรของแก่นเป็นอย่างไร"

เจ้าหน้าที่เปิดข้อมูลบนจอ

"ต่ำมาก แต่เขาปลดล็อกขั้นดูดกลืนแล้ว มีหลักฐานว่าเคยดูดพลังหลายรูปแบบพร้อมกันและยังคงรักษาตัวตนไว้ได้"

อธิปยิ้มบาง รอยยิ้มไม่ได้แสดงความยินดีแบบมนุษย์ทั่วไป แต่เป็นความพึงพอใจของนักวิจัยที่เห็นผลทดลองซึ่งรอคอยมานาน

"ดีกว่าที่คาด"

เจ้าหน้าที่ถาม

"ให้หน่วยรับตัวออกไปหรือไม่"

"ไม่จำเป็น"

"แต่หากพวกเขาหลบเข้าสู่ระบบเก่า เราอาจเสียตำแหน่งอีกครั้ง"

อธิปมองภาพเกาะบริวารบนหน้าจอ

"เขาไม่ได้มาหลบ เขามาหาคำตอบ และคนที่อยากได้คำตอบจะเดินเข้าห้องทดลองด้วยขาของตนเอง"

เจ้าหน้าที่ลังเล

"แล้วผู้สร้างมาลี"

"นางมีประโยชน์ แต่ไม่สำคัญเท่าหมายเลขศูนย์เจ็ด"

อธิปยกมือแตะภาพธันวาบนหน้าจอ

"หลายปีที่เราปล่อยให้แก่นเติบโตในโลกภายนอก เขาดูดซับความกลัว ความสูญเสีย และความผูกพันจนโครงสร้างจิตสมบูรณ์กว่าตัวทดลองในห้องกักกัน เขาคือภาชนะที่สามารถเปิดประตูขั้นสุดท้าย"

เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้น

"หมายถึงห้องสังเกตการณ์ศูนย์หรือคะ"

อธิปไม่ตอบในทันที เขาหันไปมองกำแพงกระจกด้านหลัง ภายในห้องมืดมีเงาร่างมนุษย์เรียงรายอยู่หลายชั้น แต่ละร่างถูกแช่อยู่ในหลอดทดลองขนาดใหญ่ ของเหลวสีฟ้าไหลเวียนผ่านท่อจำนวนมาก บางคนมีเกล็ด บางคนมีแขนหลายข้าง บางคนมีผิวหนังโปร่งใสจนเห็นเส้นพลังเคลื่อนไหวภายใน และบางคนดูเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่กำลังหลับ

"ธันวาไม่ควรมาถึงบ้านโดยไม่มีผู้ต้อนรับ"

อธิปกล่าว

เจ้าหน้าที่นิ่งรอคำสั่ง

ศาสตราจารย์อธิปยิ้ม ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ

"เตรียมปลุกตัวทดลองทั้งหมด"

เจ้าหน้าที่หญิงชะงัก สีหน้าซีดลง

"ทั้งหมดหรือคะ"

"ทั้งหมด"

"แต่หลายหน่วยยังไม่ผ่านการควบคุมจิต หากปลุกพร้อมกัน ฐานอาจเสียหาย"

อธิปหันมามองเธอ

"สถาบันนี้สร้างขึ้นเพื่อวันนี้ ความเสียหายไม่สำคัญ ตราบใดที่เราได้เห็นว่าแก่นอนันต์หมายเลขศูนย์เจ็ดสามารถกลืนได้มากเพียงใด"

เขาวางฝ่ามือลงบนแผงควบคุม รหัสสูงสุดถูกยืนยัน ประตูนิรภัยหลายร้อยบานปลดล็อกพร้อมกัน ระบบหล่อเลี้ยงเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีแดง และสัญญาณปลุกไหลผ่านท่อใต้พื้นไปยังห้องทดลองทั่วทั้งเกาะ

ภายในห้องกักกันชั้นแรก ของเหลวในหลอดทดลองเริ่มลดระดับ ร่างหญิงสาวซึ่งมีเส้นแสงเคลื่อนไหวใต้ผิวหนังลืมตาขึ้น ภายในชั้นที่สอง ชายร่างใหญ่ซึ่งมีกระดูกสีดำงอกออกจากแผ่นหลังเริ่มขยับนิ้ว ภายในชั้นที่สาม เด็กชายซึ่งถูกปิดตาด้วยแผ่นโลหะยิ้มทั้งที่ยังไม่ตื่นเต็มที่ ส่วนลึกกว่านั้น ร่างทดลองซึ่งถูกระบุว่าอันตรายเกินควบคุมก็เริ่มกระตุกพร้อมกัน

เสียงกลอนปลดล็อกดังต่อเนื่องเหมือนฟ้าร้องใต้ดิน หลอดทดลองนับร้อยใบเปิดออกพร้อมกัน ของเหลวสีฟ้าทะลักลงพื้น หมอกเย็นแผ่ปกคลุมทางเดิน มือหลายร้อยคู่ยื่นออกมาจับขอบกระจก ร่างที่ถูกขังมานานก้าวออกจากหลอดด้วยท่าทางโซเซ ก่อนดวงตาหลากสีจะเปิดขึ้นทีละคู่

ในวินาทีเดียวกัน เสียงไซเรนดังสะท้อนไปทั่วทั้งเกาะอรุณ จากห้องทดลองชั้นลึกที่สุดจนถึงหอคอยบนยอดเขา จากท่าเรือใต้หน้าผาจนถึงฐานปืนกลางเมฆ แสงเตือนสีแดงหมุนวนเหนือทุกประตู คลื่นทะเลกระแทกเกาะรุนแรงขึ้นราวกับตอบรับการตื่นของสิ่งที่ไม่ควรลืมตา

บนเกาะบริวาร ธันวาเงยหน้าขึ้นทันที เลือดไหลออกจากจมูก เส้นสีดำใต้ผิวหนังลามไปถึงดวงตา เขาได้ยินเสียงหัวใจนับร้อยดวงเต้นพร้อมกันจากอีกฟากของทะเล และทุกจังหวะกำลังเรียกชื่อเขา

เกาะอรุณตื่นขึ้นแล้ว.

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผัง

    ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตู

    ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิป

    ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 119 ประตูภาชนะ

    ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 118 เกาะอรุณ

    ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด

  • คนทั้งโลกเห็นอนาคตของผม   ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคต

    ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status