LOGINตอนที่ 54 ผู้เฝ้ามอง
เสียงฝีเท้าของผู้ลี้ภัยยังคงดังสะท้อนอยู่ภายในช่องเขากระจกตลอดทั้งคืน แสงจากโดรนของรัฐบาลกวาดผ่านยอดผาเป็นระยะ ขณะที่ขบวนคนเกือบร้อยชีวิตเร่งเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโดยไม่มีใครกล้าหยุดพัก ผู้บาดเจ็บถูกหามสลับกัน เด็กเล็กถูกอุ้มจนแขนของผู้ใหญ่สั่น คนชราหลายคนต้องกัดฟันเดินต่อทั้งที่เท้ามีเลือดไหล พงศกรกับผู้พิทักษ์ที่เหลือกระจายตัวอยู่ด้านหลัง คอยยิงสกัดเครื่องติดตามทุกลำที่ลดระดับลงมาใกล้เกินไป แต่พวกเขาไม่กล้าใช้กระสุนมาก เพราะจำนวนที่เหลืออยู่เพียงพอสำหรับการปะทะอีกไม่กี่ครั้ง กฤตภาสเดินนำขบวนด้วยแผนที่ของมาลีในมือ เส้นทางเบื้องหน้าคดเคี้ยวผ่านผาหินสูงซึ่งสะท้อนภาพคนเดินซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนบางครั้งไม่มีใครแน่ใจว่าเงาที่เห็นเป็นพวกเดียวกันหรือศัตรูซึ่งกำลังซ่อนตัวอยู่ตามซอกหิน ธันวาเดินอยู่ข้างกฤตภาส สีหน้าของเขาซีดลงทุกขณะ แม้จะพยายามปิดบังอาการ แต่ทุกครั้งที่เสียงโดรนดังใกล้เข้ามา เส้นสีดำใต้ผิวหนังตรงลำคอจะปรากฏขึ้นราวกับแก่นอนันต์กำลังตอบสนองต่อภัยคุกคาม เสียงกระซิบในหัวของเขาเรียกร้องให้เปิดขั้นดูดกลืนอีกครั้ง ทว่าธันวากัดลิ้นตัวเองจนเลือดออกเพื่อรักษาสติ เขายังจำคำเตือนของอาเสือได้ชัดเจน พลังไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินว่าเขาเป็นใคร และหากเขายอมให้มันเลือกแทนเพียงครั้งเดียว เขาอาจไม่มีโอกาสกลับมาเป็นตัวเองอีก พิมพ์ชนกเดินอยู่กลางขบวน คอยช่วยมาลีและดูแลเด็กที่หมดแรง เธอแทบไม่ได้พูดตั้งแต่อุปกรณ์ของมาลีเปิดเผยตำแหน่งเกาะอรุณ ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวฐานใหญ่ที่สุดขององค์กร แต่เพราะตั้งแต่นั้นมา เธอเริ่มรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังมองมาจากที่ไกลเกินกว่าจะเรียกว่าระยะทาง ความรู้สึกนั้นไม่เหมือนสายตาของโดรน ไม่เหมือนการติดตามของรัฐบาล และไม่เหมือนคลื่นจากอุปกรณ์ปฐมกาล มันเป็นความเย็นเยียบซึ่งแทรกเข้ามาในความคิดทุกครั้งที่เธอหลับตา ราวกับด้านหลังเปลือกตามีดวงตาอีกคู่กำลังรอให้เธอมองกลับไป พิมพ์ชนกพยายามไม่สนใจ แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไปในช่องเขา ความรู้สึกนั้นยิ่งชัดเจน จนกระทั่งเสียงทั้งหมดรอบตัวค่อย ๆ ห่างออกไป ทั้งเสียงฝีเท้า เสียงหายใจ และเสียงลมพัดผ่านหินเหมือนถูกดึงออกจากโลก เธอหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว ร่างกายแข็งค้างอยู่กลางเส้นทาง ดวงตายังคงลืม แต่ภาพเบื้องหน้ากลับเปลี่ยนไป ผาหินสีขาวละลายเป็นเงาดำ ผู้คนรอบตัวหายไป ท้องฟ้าเหนือศีรษะแตกออกเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ และอีกฟากหนึ่งของรอยแยกนั้นไม่มีดาว ไม่มีดวงจันทร์ และไม่มีความมืดแบบที่มนุษย์คุ้นเคย มีเพียงทะเลว่างเปล่าซึ่งไร้จุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุด พิมพ์ชนกมองเห็นโลกอยู่ห่างออกไป โลกทั้งใบเล็กเท่าผลไม้ลอยอยู่กลางความว่างเปล่า เมฆเคลื่อนไหว มหาสมุทรหมุนวน และแสงจากเมืองนับล้านส่องเป็นเส้นบาง ทว่าเหนือโลกนั้นมีเงาดำมหึมายืนอยู่ เงานั้นใหญ่กว่าดวงดาว รูปร่างไม่แน่นอน บางขณะคล้ายมนุษย์ที่มีแขนยาวนับร้อย บางขณะคล้ายสิ่งมีชีวิตซึ่งประกอบขึ้นจากดวงตา และบางขณะกลายเป็นเพียงความมืดที่กลืนทุกสิ่งรอบตัว มันไม่ได้อยู่ในท้องฟ้า ไม่ได้อยู่ในจักรวาล และไม่ได้ยืนอยู่เหนือโลกตามความหมายทั่วไป พิมพ์ชนกรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่ามันกำลังมองโลกจากสถานที่ซึ่งอยู่นอกเวลา มันเห็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตพร้อมกัน เห็นการเกิดของมนุษย์ทุกคน เห็นสงครามทุกครั้ง และเห็นเส้นเวลานับไม่ถ้วนแตกแขนงออกไปเหมือนรากไม้ สิ่งนั้นไม่ได้ขยับ แต่ทุกครั้งที่มันจ้อง เส้นเวลาบางเส้นจะสั่นและดับหายไป โลกหลายใบซึ่งมีความเป็นไปได้ต่างกันถูกบีบให้เหลือเพียงทางเดียว พิมพ์ชนกพยายามหายใจแต่ไม่มีอากาศ เธอพยายามเรียกชื่อกฤตภาสแต่ไม่มีเสียงออกจากปาก แล้วภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เป็นโลกที่ลุกเป็นไฟ เมืองใหญ่พังทลาย ทะเลเดือด และท้องฟ้าปกคลุมด้วยเถ้าถ่าน เหนือซากอารยธรรมมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ในชุดเกราะดำ ผู้คนทั่วโลกเรียกเขาว่าราชันอสูร ใบหน้าของเขาชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นกฤตภาส แต่ครั้งนี้พิมพ์ชนกไม่ได้เห็นเขาในฐานะผู้ทำลายโลก เธอมองเห็นมือของเขากำลังยกขึ้นต้านเงาดำมหึมาบนท้องฟ้า รอบตัวราชันอสูรมีโซ่สีแดงเชื่อมกับแผ่นดินทุกทวีป เส้นพลังจากผู้คนหลายพันล้านคนไหลเข้าสู่ร่างของเขา เปลวไฟที่เผาโลกไม่ได้พุ่งออกจากตัวเขา แต่พุ่งลงมาจากรอยแยกนอกกาลเวลา ราชันอสูรกำลังใช้ร่างกายรับมันไว้ เขายืนอยู่เหนือซากเมืองเพราะไม่มีผู้ใดสามารถยืนอยู่ข้างเขาได้แล้ว ไม่ใช่เพราะเขาฆ่าทุกคน แต่เพราะทุกคนที่เคยช่วยเขาถูกผู้เฝ้ามองลบออกจากเส้นเวลา พิมพ์ชนกเห็นตนเองในภาพอนาคต ร่างของเธอนอนอยู่ใต้กองหิน มือยังกำเครื่องมือส่งสัญญาณ เธอเห็นธันวากลายเป็นหลุมดำซึ่งกลืนพลังของศัตรูจนร่างแตกสลาย เห็นมาลีนั่งอยู่กลางเครื่องจักรด้วยสมองที่เชื่อมต่อกับมนุษย์ทั้งโลก และเห็นอาเสือ พงศกร เด็กชายกล้า รวมถึงผู้คนจากเมืองไร้ธงปรากฏเป็นเงาอยู่ด้านหลังราชันอสูร ทุกคนไม่ได้เป็นเหยื่อของเขา แต่เป็นผู้ที่ฝากความหวังไว้ให้เขาถือแทน ภาพนิมิตที่มนุษย์ทั้งโลกเคยเห็นจึงเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งถูกตัดออกจากความจริง มันแสดงชายคนหนึ่งยืนเหนือโลกที่พังพินาศ แต่ไม่แสดงสิ่งที่อยู่บนฟ้า ไม่แสดงว่ามือของเขากำลังต้านอะไร และไม่แสดงว่าหากเขาล้มลง โลกจะถูกกลืนหายไปตลอดกาล พิมพ์ชนกรู้สึกถึงความจริงนั้นอย่างชัดเจน ราชันอสูรไม่ใช่ศัตรูตัวจริง เขาเป็นกำแพงสุดท้ายที่ถูกทำให้ดูเหมือนผู้ทำลาย เพื่อให้มนุษย์ทั้งโลกช่วยกันฆ่าเขาก่อนวันที่เขาจะมีพลังมากพอหยุดสิ่งที่กำลังมา เงาดำมหึมาขยับเป็นครั้งแรก ดวงตาหลายพันดวงเปิดขึ้นภายในความมืด ทุกดวงหันมามองพิมพ์ชนกพร้อมกัน ความรู้สึกเย็นเยียบทะลุเข้าสู่จิตใจ เธอได้ยินเสียงที่ไม่มีภาษา แต่กลับเข้าใจความหมายอย่างสมบูรณ์
"ผู้สังเกตไม่ควรเห็นผู้เฝ้ามอง"
พิมพ์ชนกพยายามถอย แต่พื้นที่รอบตัวไม่มีทิศทาง เงาดำยื่นสิ่งที่คล้ายมือออกมา ปลายนิ้วนับไม่ถ้วนลากผ่านเส้นเวลา ภาพชีวิตของเธอปรากฏขึ้นเป็นสาย ตั้งแต่วัยเด็ก วันที่พบกฤตภาส วันที่เมืองไร้ธงพังทลาย และวันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทุกภาพถูกเปิดออกเหมือนหน้าหนังสือ สิ่งนั้นกำลังค้นหาช่วงเวลาที่จะทำลายเธอได้ง่ายที่สุด พิมพ์ชนกรู้สึกว่าความทรงจำบางส่วนเริ่มเลือน ชื่อของมารดาหายไปจากใจ ตามด้วยเสียงของอาเสือ และใบหน้าของกฤตภาส เธอกรีดร้องทั้งที่ไม่มีเสียง พยายามยึดบางสิ่งไว้ แต่ความมืดกำลังลบตัวตนของเธอทีละส่วน ทันใดนั้นแสงสีแดงเส้นหนึ่งพุ่งผ่านความว่างเปล่า โซ่จากร่างราชันอสูรในอนาคตพันรอบข้อมือของเธอ ความอบอุ่นแผ่เข้ามา เสียงของกฤตภาสดังขึ้นจากที่ไกลแสนไกล
"พิมพ์ชนก กลับมา"
โลกทั้งใบสั่นสะเทือน เงาดำหยุดมือ ดวงตานับพันหันไปมองราชันอสูร ความเกลียดชังที่ไม่มีอารมณ์แผ่ออกมาจนเส้นเวลารอบข้างแตกกระจาย พิมพ์ชนกเห็นกฤตภาสในอนาคตเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ยังยืนอยู่ เขากระชากโซ่สุดแรง เส้นเวลาที่พันรอบพิมพ์ชนกถูกดึงกลับ โลกแห่งนิมิตยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว ก่อนทุกสิ่งจะแตกเป็นเศษแสง
พิมพ์ชนกล้มลงกลางช่องเขา กฤตภาสรับร่างเธอไว้ทันก่อนศีรษะกระแทกพื้น ผู้ลี้ภัยรอบข้างหยุดเดิน พิมพ์ชนกหายใจเฮือก ดวงตาเบิกกว้างแต่ไม่ตอบสนอง ริมฝีปากซีดและมีเลือดไหลจากจมูก มาลีรีบเข้ามาตรวจชีพจร ขณะที่ธันวายืนบังด้านหลังพร้อมปืน เพราะเสียงโดรนยังคงดังใกล้เข้ามา
"พิมพ์ชนก ได้ยินข้าหรือไม่"
กฤตภาสเรียก
เธอไม่ตอบ มือทั้งสองกำเสื้อของเขาแน่นราวกับกลัวว่าจะถูกดึงไปอีกครั้ง
"นางกำลังเห็นนิมิต"
มาลีพูด
กฤตภาสหันมอง
"นิมิตแบบเดียวกับที่คนทั้งโลกเห็นหรือ"
มาลีวางมือบนขมับพิมพ์ชนก แสงจาง ๆ จากอุปกรณ์ตรวจวัดเผยให้เห็นคลื่นสมองที่ผิดปกติ
"ไม่เหมือน นี่เป็นการเชื่อมต่อโดยตรง มีบางสิ่งกำลังมองผ่านนาง"
ธันวาขมวดคิ้ว
"จากเกาะอรุณหรือ"
มาลีส่ายหน้า สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"ไกลกว่านั้น"
พิมพ์ชนกสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกระตุกก่อนดวงตาจะกลับมามีสติ เธอเห็นใบหน้ากฤตภาสอยู่ใกล้มากและรีบยกมือแตะแก้มเขา ราวกับต้องยืนยันว่าเขายังเป็นคนเดิม ไม่ใช่เงาในอนาคต
"เจ้ายังอยู่"
เธอพูดเสียงสั่น
"ข้าอยู่"
กฤตภาสตอบ
"เจ้าเห็นอะไร"
พิมพ์ชนกพยายามลุกขึ้น แต่มาลีห้ามไว้ เธอจึงนั่งพิงแขนของกฤตภาสและมองไปรอบตัว ผู้ลี้ภัยหลายคนกำลังมองเธอด้วยความกังวล เด็กบางคนร้องไห้เพราะคิดว่าเธอกำลังจะตาย พงศกรส่งสัญญาณให้ขบวนเตรียมเคลื่อนต่อ แต่ไม่มีใครกล้าพูดแทรก
"ข้าเห็นโลก"
พิมพ์ชนกกล่าวช้า ๆ
"ไม่ใช่โลกในอนาคตเพียงเส้นเดียว แต่เป็นโลกหลายใบซ้อนกันอยู่ มีบางสิ่งมองพวกเราจากข้างนอก"
ธันวาถาม
"ข้างนอกอะไร"
พิมพ์ชนกเงยหน้ามองท้องฟ้าแคบระหว่างหน้าผา
"ข้างนอกกาลเวลา"
คำตอบทำให้มาลีชะงัก อุปกรณ์ในมือของเธอสั่นเบา ๆ และหน้าจอแสดงคลื่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
"เล่าให้ละเอียด"
มาลีกล่าว
พิมพ์ชนกหลับตาเพียงชั่วขณะ แต่รีบลืมขึ้นทันทีเมื่อภาพดวงตานับพันกลับมา
"มันเป็นเงาดำ ใหญ่จนโลกดูเหมือนของเล่น มันมองเห็นทุกเส้นเวลา และเลือกว่าจะให้เส้นใดอยู่หรือหายไป ข้าเห็นราชันอสูรด้วย"
กฤตภาสนิ่งไป มือที่ประคองเธอเกร็งขึ้น
"เขาทำลายโลกหรือ"
พิมพ์ชนกหันมองเขาโดยตรง
"ไม่"
ทุกคนรอบข้างเงียบสนิท
"ราชันอสูรไม่ได้ทำลายโลก เขากำลังปกป้องมัน"
ธันวาก้าวเข้ามาใกล้
"เจ้าแน่ใจหรือ"
"ข้าเห็นไฟตกลงมาจากรอยแยกบนฟ้า เห็นเขารับมันไว้ เห็นพลังของคนทั้งโลกถูกส่งเข้าไปในร่างของเขา เมืองพังเพราะการต่อสู้กับสิ่งนั้น ไม่ใช่เพราะเขาต้องการครองโลก"
กฤตภาสก้มมองมือตัวเอง สีหน้าของเขาไม่มีความโล่งใจ มีเพียงความหนักอึ้งมากกว่าเดิม
"แล้วทำไมทุกคนถึงเห็นว่าข้าเป็นผู้ทำลาย"
"เพราะภาพถูกตัด"
พิมพ์ชนกตอบ
"คนทั้งโลกเห็นเพียงตอนที่เจ้ายืนอยู่เหนือซากเมือง ไม่เห็นสิ่งที่อยู่บนฟ้า ไม่เห็นว่าเจ้ากำลังต้านอะไร และไม่เห็นว่าทุกคนตายอย่างไร ผู้ส่งนิมิตต้องการให้มนุษย์เชื่อว่าเจ้าคือภัยพิบัติ เพื่อบังคับให้โลกฆ่าเจ้าก่อนเวลานั้น"
มาลีมองอุปกรณ์ของตน ตัวเลขกับสัญลักษณ์โบราณปรากฏขึ้นเองโดยไม่มีการสั่ง
"ถ้าสิ่งที่เจ้าเห็นเป็นจริง โครงการปฐมกาลอาจไม่ใช่ต้นกำเนิดของนิมิต"
พงศกรถาม
"แต่เจ้าเคยบอกว่าเครื่องบนเกาะอรุณส่งสัญญาณได้ทั่วโลก"
"มันอาจเป็นเพียงเครื่องขยาย"
มาลีตอบ
"องค์กรอาจรับสัญญาณจากบางสิ่งแล้วแปลงให้สมองมนุษย์รับรู้ได้ พวกเขาอาจคิดว่าตนควบคุมมันอยู่ แต่ความจริงกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือ"
ธันวาหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น
"แปลว่ารัฐบาล องค์กร และนักล่าทั้งโลกกำลังไล่ฆ่าพวกเราเพราะภาพที่สิ่งมีชีวิตนอกกาลเวลาต้องการให้เห็น"
พิมพ์ชนกส่ายหน้า
"มันไม่ใช่เพียงสิ่งมีชีวิต"
"แล้วคืออะไร"
เธอนึกถึงความรู้สึกตอนดวงตานับพันเปิดพร้อมกัน ความว่างเปล่าซึ่งไม่มีความโกรธ ไม่มีความเมตตา และไม่มีความรีบร้อน มันมองชีวิตมนุษย์เหมือนคนมองฝุ่นในแสงแดด
"มันคือผู้เฝ้ามอง"
เมื่อคำนั้นหลุดออกจากปาก อุปกรณ์ของมาลีส่งเสียงเตือนแหลม หน้าจอเปลี่ยนเป็นสีดำ ก่อนตัวอักษรสีขาวจะปรากฏขึ้นเพียงบรรทัดเดียว
ตรวจพบการเอ่ยนามต้องห้าม
มาลีรีบปิดเครื่อง แต่หน้าจอไม่ดับ เสียงคล้ายคลื่นทะเลดังออกมาจากภายในอุปกรณ์ ทั้งที่ไม่มีลำโพงทำงาน เด็กหลายคนยกมือปิดหู ผู้ใหญ่ถอยห่างด้วยความหวาดกลัว เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนผนังหินรอบข้างสั่นสะเทือน
"ทิ้งมัน"
ธันวาตะโกน
มาลีโยนอุปกรณ์ลงพื้น กฤตภาสยิงใส่ทันที กระสุนเจาะผิวสีดำ แต่แทนที่มันจะระเบิด กลับมีของเหลวคล้ายเงาไหลออกมาแล้วรวมตัวเป็นดวงตาบนพื้น ทุกคนเห็นภาพเดียวกันเพียงชั่วขณะ เงาดำมหึมายืนอยู่นอกท้องฟ้า มันหันมองมายังช่องเขาโดยตรง จากนั้นภาพก็หายไปพร้อมอุปกรณ์ที่แตกสลายเป็นฝุ่น
ลมเย็นจัดพัดผ่านช่องเขา ทั้งที่ก่อนหน้านี้อากาศนิ่งสนิท พิมพ์ชนกกอดแขนตัวเอง เธอรู้ว่านิมิตไม่ได้เป็นเพียงภาพในหัว ผู้เฝ้ามองรับรู้แล้วว่าเธอเห็นมัน และอาจเริ่มมองหาเธอผ่านเส้นเวลาทุกเส้น
กฤตภาสจับไหล่เธอ
"มันทำอะไรเจ้า"
"มันพยายามลบความทรงจำของข้า"
"เจ้าลืมอะไรไปหรือไม่"
พิมพ์ชนกมองหน้าเขา เธอนึกถึงวัยเด็ก บ้านเกิด และคนที่เคยรู้จัก ชื่อบางชื่อพร่าเลือน แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังอยู่
"ข้ายังจำเจ้าได้"
กฤตภาสถอนหายใจ แต่พิมพ์ชนกจับข้อมือเขาแน่นขึ้น
"ฟังข้า นิมิตที่ข้าเห็นอาจไม่ใช่อนาคตที่แน่นอน มันเป็นเพียงเส้นหนึ่ง เช่นเดียวกับภาพที่ทุกคนเคยเห็น แต่มีบางอย่างแตกต่าง"
"อะไร"
"ในนิมิตนั้น เจ้ากลายเป็นราชันอสูรจริง"
กฤตภาสนิ่ง
"แต่คำว่าราชันอสูรไม่ได้หมายถึงผู้ทำลาย มันหมายถึงคนที่ยอมรับพลังทุกอย่างไว้ในตัว เพื่อยืนต้านผู้เฝ้ามอง"
ธันวาก้มมองรอยดำบนหน้าอก
"พลังทุกอย่าง"
มาลีเข้าใจทันที
"แก่นอนันต์"
พิมพ์ชนกพยักหน้า
"ข้าเห็นพลังจากผู้คนจำนวนมากไหลเข้าสู่ร่างเขา ไม่ใช่เพียงพลังของผู้มีความสามารถ แต่รวมถึงความทรงจำ ความหวาดกลัว และเจตจำนง หากกฤตภาสต้องรับสิ่งเหล่านั้น เขาอาจไม่เหลือความเป็นมนุษย์แบบเดิม"
กฤตภาสถามด้วยน้ำเสียงสงบ
"แล้วถ้าข้าไม่รับ"
พิมพ์ชนกหลับตา น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
"โลกจะหายไป"
ความเงียบปกคลุมช่องเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะทุกคนหมดแรง มันคือความเงียบของคนที่เพิ่งรู้ว่าศัตรูตัวจริงไม่ได้อยู่ในรัฐบาล ไม่ได้อยู่บนเกาะ และอาจไม่สามารถฆ่าด้วยอาวุธใดของมนุษย์ได้ พงศกรมองผู้ลี้ภัยด้านหลัง ก่อนหันมาถาม
"เราควรทำอย่างไร"
กฤตภาสมองทางออกช่องเขาซึ่งเริ่มเห็นแสงจางของรุ่งเช้า
"ไปเกาะอรุณ"
ธันวาเลิกคิ้ว
"หลังจากรู้ว่าพวกมันอาจเป็นเพียงเครื่องมือ เจ้ายังจะไปหรือ"
"ยิ่งต้องไป"
กฤตภาสตอบ
"ถ้าเครื่องขยายสัญญาณอยู่ที่นั่น เราต้องรู้ว่ามันเชื่อมกับผู้เฝ้ามองอย่างไร ต้องรู้ว่าใครเปิดประตูให้มัน และต้องปิดประตูนั้นก่อนวันที่นิมิตจะเกิด"
มาลีค่อย ๆ ลุกขึ้น
"บนเกาะอรุณมีห้องหนึ่งซึ่งข้าจำไม่ได้ก่อนหน้านี้ มันอยู่ลึกกว่าแกนกลางสำรอง เรียกว่าห้องสังเกตการณ์ศูนย์"
พิมพ์ชนกหันมอง
"ห้องนั้นใช้ทำอะไร"
"ผู้ก่อตั้งเคยบอกว่าเป็นสถานที่ดูความเป็นไปได้ของอนาคต"
มาลีตอบ
"แต่หากสิ่งที่เจ้าเห็นเป็นจริง มันอาจไม่ใช่ห้องสำหรับมองอนาคต มันอาจเป็นหน้าต่างที่เปิดให้อะไรบางอย่างมองกลับมา"
เสียงระเบิดดังขึ้นจากด้านหลังช่องเขา เศษหินร่วงลงมา โดรนของรัฐบาลเริ่มยิงเจาะแนวผาเพื่อบีบให้ผู้ลี้ภัยออกจากที่กำบัง พงศกรตะโกนสั่งขบวนเคลื่อนต่อทันที ผู้คนรีบยกเปลและอุ้มเด็กขึ้นอีกครั้ง ความจริงอันน่าสะพรึงไม่อาจหยุดการไล่ล่าตรงหน้าได้ พวกเขายังต้องหนี ต้องรักษาคนเจ็บ และต้องไปให้ถึงคลินิกร้างก่อนศัตรูตามทัน
กฤตภาสช่วยประคองพิมพ์ชนกให้ยืน
"เดินไหวหรือไม่"
เธอพยักหน้า แม้ขายังสั่น
"ไหว"
"อย่าฝืน หากเห็นนิมิตอีกให้บอกทันที"
พิมพ์ชนกมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความกลัวซึ่งไม่อาจซ่อน
"ครั้งต่อไปข้าอาจกลับมาไม่ได้"
กฤตภาสกำมือเธอแน่น
"ข้าจะดึงเจ้ากลับมา"
คำพูดนั้นทำให้ภาพโซ่สีแดงในนิมิตย้อนกลับมา พิมพ์ชนกไม่รู้ว่ากฤตภาสในอนาคตเป็นผู้ช่วยเธอจริง หรือเป็นเพียงความทรงจำที่สมองสร้างขึ้นเพื่อหนีจากผู้เฝ้ามอง แต่เธอเลือกจะเชื่อ เพราะในโลกที่อนาคตถูกบิดเบือน ความเชื่อใจอาจเป็นสิ่งเดียวที่ศัตรูไม่สามารถคำนวณได้ทั้งหมด
ขบวนผู้ลี้ภัยเริ่มเคลื่อนต่อ แสงรุ่งเช้าปรากฏตรงปลายช่องเขา แต่เหนือแสงนั้น เมฆสีดำกำลังรวมตัวเป็นวงกว้าง ไม่มีใครนอกจากพิมพ์ชนกเห็นว่าภายในเมฆมีรูปร่างคล้ายดวงตากำลังเปิดออกช้า ๆ ผู้เฝ้ามองยังอยู่ มันไม่ได้จากไป และไม่ได้รีบร้อน มันเฝ้าดูทุกการตัดสินใจของมนุษย์ เฝ้าดูความหวาดกลัวซึ่งผลักคนให้ทำร้ายกัน และเฝ้ารอวันที่กฤตภาสจะถูกโลกทั้งใบบีบให้กลายเป็นราชันอสูรตามเส้นเวลาที่มันต้องการ
แต่ครั้งนี้มีสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปแล้ว พิมพ์ชนกรู้ความจริง เธอรู้ว่าภาพอนาคตเป็นคำโกหกที่ประกอบขึ้นจากความจริงเพียงครึ่งเดียว รู้ว่าราชันอสูรไม่ใช่ผู้ทำลาย และรู้ว่าศัตรูตัวจริงกำลังซ่อนอยู่นอกขอบเขตซึ่งมนุษย์เคยเข้าใจ เธอกำมือกฤตภาสแน่นขึ้นและเดินไปข้างหน้า แม้เงาดำจะมองเห็นเส้นเวลานับไม่ถ้วน แต่มันอาจยังไม่เข้าใจสิ่งหนึ่ง นั่นคือมนุษย์สามารถเลือกเชื่อใจกันได้ แม้ทั้งโลกจะบอกว่าพวกเขาควรหวาดกลัว และการเลือกเล็กน้อยนั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นเวลาใหม่ซึ่งแม้แต่ผู้เฝ้ามองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







