เข้าสู่ระบบตอนที่ 62 เสียงจากใต้เมือง
ความเงียบภายในอุโมงค์หนักอึ้งจนทุกคนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจของตัวเอง แสงสีฟ้าจากผลึกบนผนังส่องผ่านใบหน้าของสมาชิกหน่วยเก็บกู้หมายเลขเจ็ด ทำให้สีผิวของพวกเขาซีดคล้ายศพซึ่งถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานหลายปี ธันวายืนนิ่งอยู่กลางทางเดิน ดวงตาจับจ้องไปยังความมืดเบื้องหน้า ขณะที่วงแหวนควบคุมพลังรอบคอเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีแดงเข้ม เสียงเตือนดังถี่อยู่ข้างหู แต่เขาแทบไม่ได้ยิน เพราะคำพูดจากส่วนลึกยังคงสะท้อนอยู่ในศีรษะ
"ในที่สุด เจ้าก็กลับมาหาข้า"
มันไม่ใช่เพียงเสียงที่ดังมาจากปลายอุโมงค์ ธันวาได้ยินมันจากภายในร่างกาย จากใต้ผิวหนัง จากกระดูก และจากจุดศูนย์กลางของแก่นอนันต์ เสียงเดียวกันนี้เคยกระซิบให้เขากลืนกินพลัง เคยยุให้ทำลายวงแหวน และเคยเสนอความแข็งแกร่งทุกครั้งที่เขาใกล้ตาย เขาเคยคิดว่ามันเป็นสัญชาตญาณของพลังต้องห้าม หรือเศษความคิดของราชันอสูรในอนาคต แต่ตอนนี้เสียงนั้นอยู่ใต้เมือง อยู่ข้างหน้า และกำลังเรียกชื่อเขาราวกับคนที่รอคอยการกลับมาของสิ่งซึ่งหลงหาย
กฤตภาสก้าวมายืนด้านข้าง มือข้างหนึ่งถืออาวุธ อีกข้างแตะอุปกรณ์ควบคุมระเบิดซึ่งซ่อนอยู่ในช่องอก
"ธันวา ตอบข้า"
ธันวากะพริบตาช้า ๆ
"ข้าได้ยิน"
"เจ้าได้ยินอะไร"
"เสียงเดียวกับที่อยู่ในแก่น"
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเปลี่ยนท่าที ขุนเขายกแขนซึ่งเริ่มถูกหุ้มด้วยเกราะหิน เมษาแตะอุปกรณ์ครอบหูและพยายามแยกต้นกำเนิดของเสียง ภาคย์ถอยไปยืนบังต้นกล้าโดยอัตโนมัติ แม้ตัวเขาเองไม่มีพลังป้องกันอะไรเลยก็ตาม
ต้นกล้ามองธันวาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวง
"ข้าบอกแล้ว เขาซ่อนบางอย่างไว้"
ธันวาหันไปมองเด็กชาย
"ข้าเองก็เพิ่งรู้"
"โกหก"
ต้นกล้ากำมีดแน่น
"เสียงนั้นบอกว่าเจ้ากลับมา แปลว่าเจ้าเคยอยู่ที่นี่"
"ข้าไม่เคยมานครไร้ธงก่อนหน้านี้"
"แต่สิ่งที่อยู่ในตัวเจ้าอาจเคยมา"
ขุนเขาพูดแทรกขึ้น เขาไม่ได้ละสายตาจากธันวา
"หรืออาจเกิดจากที่นี่"
มาลีส่งเสียงผ่านเครื่องสื่อสาร เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยจากความเร่งรีบ
"ค่าพลังแก่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธันวา อย่าขยับไปข้างหน้า"
ธันวาก้มมองแสงแดงรอบคอ
"ข้าไม่ได้เรียกพลัง"
"นั่นแย่กว่าเดิม"
มาลีตอบ
"แปลว่ามีบางอย่างกำลังกระตุ้นแก่นจากภายนอก"
เมษาหลับตาและส่งคลื่นเสียงสะท้อนลงไปตามทางเดิน เสียงบางส่วนกระทบผนังกลับมาเป็นภาพระยะในความรับรู้ของเธอ แต่เมื่อคลื่นเคลื่อนลึกไปเกินห้าสิบเมตร มันกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับมีปากขนาดใหญ่กลืนเสียงทั้งหมดลงไป
เมษาลืมตา สีหน้าซีดลงกว่าเดิม
"ข้างหน้ามีโพรงขนาดใหญ่"
กฤตภาสถาม
"ใหญ่แค่ไหน"
"ข้าไม่รู้ เสียงไม่กลับมา"
"มีสิ่งมีชีวิตหรือไม่"
เมษานิ่งฟังอีกครั้ง
"มีบางอย่างเต้นอยู่"
ภาคย์ขมวดคิ้ว
"เต้นอย่างไร"
เมษาหันมองธันวา
"เหมือนหัวใจ"
แก่นอนันต์ในอกธันวากระตุกทันที เส้นสีดำใต้ผิวหนังแล่นขึ้นมาถึงแนวกราม วงแหวนส่งกระแสกดประสาทเข้าไปในก้านคอ ร่างเขาแข็งค้างและทรุดลงข้างหนึ่ง กฤตภาสรีบคว้าไหล่ไว้ก่อนศีรษะกระแทกพื้น
"ปิดการเชื่อมต่อเดี๋ยวนี้"
มาลีตอบผ่านเครื่องสื่อสาร
"ข้ากำลังพยายาม แต่มันไม่ใช่การเชื่อมจากวงแหวน สิ่งนั้นกำลังสื่อสารผ่านแก่นโดยตรง"
เสียงจากส่วนลึกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือ มันไม่ได้ดังผ่านอากาศ แต่แทรกเข้าไปในความคิดของแต่ละคน เสียงทุ้มต่ำไร้อายุ ไม่ใช่ชาย ไม่ใช่หญิง และไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตใดที่พวกเขารู้จัก
"ลงมา"
ต้นกล้ายกมือปิดหู
"หยุด"
ภาคย์ดึงเด็กเข้ามาใกล้
"อย่าฟังมัน"
เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ
"เจ้าปิดหูไม่ได้ มนุษย์ตัวน้อย เพราะข้าไม่ได้อยู่ข้างนอก"
ธันวากัดฟัน พยายามลุกขึ้น
"เจ้าคือใคร"
เสียงเงียบไปชั่วขณะ ก่อนตอบด้วยความพึงพอใจ
"คำถามที่ผิด"
แสงจากผลึกทั่วอุโมงค์กะพริบพร้อมกัน
"เจ้าควรถามว่า ข้าคือส่วนใดของเจ้า"
ไม่มีใครขยับ ความเย็นแผ่ผ่านพื้นขึ้นมาตามขา แม้ขุนเขาจะสร้างเกราะหินคลุมร่าง แต่เหงื่อเย็นยังไหลตามขมับ
ธันวาถาม
"ส่วนใดของข้า"
เสียงนั้นหัวเราะอีกครั้ง
"ส่วนที่ถูกพรากไปก่อนเจ้าจะถือกำเนิด"
กฤตภาสยกอาวุธเล็งความมืด
"อย่าเชื่อมัน"
เสียงกล่าวต่อโดยไม่สนใจ
"ใต้เมืองของผู้ถูกทอดทิ้ง มีสิ่งหนึ่งถูกฝังมานานกว่าที่พวกเขาจำได้ มนุษย์เรียกมันว่าผลึก เรียกมันว่าแหล่งพลัง เรียกมันว่ารอยแยก แต่ทั้งหมดเป็นเพียงชื่อที่ผู้ไม่รู้ตั้งให้เศษซากของสิ่งซึ่งเกินความเข้าใจ"
ธันวากำหมัดแน่น
"สิ่งนั้นคืออะไร"
แสงแดงจากวงแหวนส่องบนใบหน้าเขา
"ชิ้นส่วนของเจ้า"
ทันทีที่คำตอบดังขึ้น ภาพจำนวนมหาศาลระเบิดขึ้นในหัวธันวา เขาเห็นท้องฟ้าสีดำซึ่งไม่มีดาว เห็นมหาสมุทรกลับด้านอยู่เหนือแผ่นดิน เห็นร่างขนาดมหึมาถูกฉีกออกเป็นหลายส่วน แต่ละส่วนตกผ่านชั้นของเวลาไปยังโลกต่างกัน เขาเห็นชิ้นส่วนหนึ่งฝังอยู่ใต้ภูเขา ถูกหินทับถม ถูกมนุษย์ค้นพบ และถูกตัดแบ่งเป็นผลึกเพื่อใช้เป็นพลังงาน จากนั้นเขาเห็นตัวเองยืนอยู่กลางโพรง กางแขนรับแสงสีดำจากผลึกทั้งหมด ร่างของสมาชิกหน่วยนอนตายอยู่รอบเท้า
ธันวาสะดุ้งและถอยหลังชนผนัง เลือดไหลออกจากจมูก
พิมพ์ชนกส่งเสียงเข้ามาอย่างเร่งร้อน
"ธันวา อย่าขยับ"
ลมหายใจของเธอถี่ผิดปกติ มีเสียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลพูดอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่มีใครฟังชัด
"พิมพ์ชนก"
ธันวายกมือแตะเครื่องสื่อสาร
"เจ้าเห็นอะไร"
อีกฝ่ายเงียบไปไม่กี่วินาที ก่อนเสียงสะอื้นถูกกลั้นไว้จะดังผ่านช่องสัญญาณ
"กลับมา"
กฤตภาสหันมองกล้องบนไหล่ของธันวา
"อธิบาย"
พิมพ์ชนกพูดช้า ๆ ราวกับทุกคำบาดลิ้น
"ข้าเห็นพวกเจ้าผ่านประตูหิน เห็นโพรงผลึก และเห็นธันวาเดินเข้าไปคนเดียว"
เมษาถาม
"จากนั้นเกิดอะไรขึ้น"
ไม่มีคำตอบทันที เสียงเตือนของฝ่ายข้อมูลดังลอดเข้ามา ค่าความเป็นไปได้บนหน้าจอคงกำลังเปลี่ยนอย่างรุนแรง
พิมพ์ชนกสูดลมหายใจ
"เขาฆ่าทุกคน"
ต้นกล้าหน้าซีด ภาคย์หันมองธันวาทันที ขุนเขายกแขนเกราะขึ้นในท่าป้องกัน ส่วนกฤตภาสชักอุปกรณ์ควบคุมระเบิดออกมาถือไว้ในมือ
ธันวาไม่ขยับ
"ข้าเห็นอย่างไร"
พิมพ์ชนกตอบ
"นายยืนอยู่กลางโพรง เส้นสีดำคลุมทั้งร่าง วงแหวนแตก ขุนเขาถูกเจาะหน้าอก เมษาถูกแรงบางอย่างบดกระดูก ภาคย์นอนอยู่ข้างเครื่องมือ กฤตภาสถืออุปกรณ์ควบคุม แต่ไม่มีเวลากด"
เสียงของเธอสั่นรุนแรงขึ้น
"ต้นกล้าอยู่ในอ้อมแขนนาย แต่นายเป็นคนบีบคอเขา"
เด็กชายถอยหลังทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"ข้ารู้แล้ว"
เขาชี้มีดไปทางธันวา
"เจ้าจะฆ่าพวกเรา"
ธันวาจ้องปลายมีด แต่ไม่ก้าวเข้าใกล้
"นั่นเป็นอนาคตหนึ่ง"
ต้นกล้าตะโกน
"เหมือนภาพที่คนทั้งโลกเห็นหรือ"
คำพูดนั้นแทงลึกกว่ามีด ธันวาเงียบไป เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ นิมิตที่ทำให้โลกตามล่าเขาก็เป็นอนาคตหนึ่งเช่นกัน และแม้พวกเขาจะค้นพบว่ามันถูกเลือกมาแสดงเพื่อผลักชะตาให้เกิดขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าภาพนั้นเป็นไปไม่ได้
พิมพ์ชนกพูดอีกครั้ง
"อนาคตนี้ชัดมาก"
ธันวาถาม
"โอกาสเท่าไร"
"ข้าไม่รู้"
"เจ้าเคยวัดได้"
"ครั้งนี้มันเปลี่ยนตลอดเวลา ทุกครั้งที่นายมองไปข้างหน้า ภาพการตายจะชัดขึ้น"
กฤตภาสยืนขวางระหว่างธันวากับสมาชิกคนอื่น
"เราถอย"
ภาคย์มองแผนที่
"หากถอยตอนนี้ เรากลับไม่ทัน"
"ชีวิตของทีมสำคัญกว่า"
ภาคย์กำเครื่องวัดผลึกแน่น
"แล้วคนในเมืองเล่า"
กฤตภาสหันมองเขา
"เราจะหาทางอื่น"
"ไม่มีทางอื่น"
ภาคย์ตอบ
"ผลึกสำรองเหลือไม่ถึงสามวัน ระบบกรองเสียเร็วกว่าการคำนวณล่าสุด ตอนนี้อาจเหลือเวลาไม่ถึงสองวันครึ่ง ถ้าเรากลับโดยไม่มีผลึก เมืองจะต้องเริ่มปิดเขตพักอาศัยเพื่อเก็บอากาศ"
เมษาถาม
"มีทางอ้อมไปยังแหล่งผลึกอื่นหรือไม่"
ภาคย์ส่ายหน้า
"แผนที่ระบุแหล่งพลังงานที่ใช้ได้เพียงโพรงข้างหน้า"
ขุนเขามองธันวา
"เราควรมัดเขาไว้แล้วเดินต่อโดยไม่มีเขา"
มาลีตอบทันทีผ่านเครื่องสื่อสาร
"ไม่ได้ ผลึกในโพรงปล่อยรังสีพลังสูง คนทั่วไปอาจทนได้ไม่กี่นาที ธันวาเป็นคนเดียวที่มีแก่นดูดซับพลังส่วนเกินได้"
ขุนเขากัดฟัน
"นั่นหมายความว่าเราต้องพาคนซึ่งอาจฆ่าทุกคนเข้าไปยังสถานที่ที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น"
"ใช่"
มาลีตอบอย่างไม่เต็มใจ
ความเงียบกลับมาปกคลุมอุโมงค์อีกครั้ง ทุกเส้นทางดูนำไปสู่ความตาย หากถอย เมืองอาจขาดอากาศ หากเดินหน้า ภาพอนาคตของพิมพ์ชนกอาจกลายเป็นจริง และธันวาอาจเป็นคนสังหารทีมด้วยมือตนเอง
เสียงจากใต้เมืองกระซิบขึ้นอย่างอ่อนโยน
"พวกเขากลัวเจ้า"
ธันวาหลับตา
"หุบปาก"
"พวกเขาพร้อมฆ่าเจ้าก่อนเจ้าจะทำสิ่งใด"
"หุบปาก"
"เหมือนคนทั้งโลก"
วงแหวนส่งเสียงเตือนเมื่อระดับพลังขยับสูงขึ้น กฤตภาสยกนิ้วเหนือปุ่มควบคุม
"ธันวา มองข้า"
ธันวาลืมตา
"ข้ายังควบคุมได้"
"ถ้าเสียงนั้นพูดกับเจ้า อย่าตอบ"
"มันไม่ได้ต้องการคำตอบ"
"แล้วมันต้องการอะไร"
ธันวาหันมองอุโมงค์
"ให้ข้าไปหา"
พิมพ์ชนกพูดแทรก
"ห้ามไป"
น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นคำสั่งเด็ดขาด
"ธันวา กลับเดี๋ยวนี้"
ธันวายืนนิ่ง
"ถ้าเรากลับ คนในเมืองจะตาย"
"ข้าเห็นนายฆ่าทุกคน"
"ข้าได้ยินแล้ว"
"นายไม่เข้าใจ ภาพนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ข้าไม่ได้เห็นเพียงผลลัพธ์ ข้ารู้สึกถึงสิ่งที่นายรู้สึก"
ธันวากำมือ
"ข้ารู้สึกอย่างไร"
พิมพ์ชนกเงียบไป ก่อนตอบด้วยเสียงเบา
"นายมีความสุข"
ทุกคนหันมองเขาอีกครั้ง ต้นกล้าตัวสั่นจนมีดในมือกระทบกันเบา ๆ
พิมพ์ชนกพูดต่อ
"ตอนนายฆ่าพวกเขา นายไม่ได้ถูกบังคับ ไม่ได้เสียสติ และไม่ได้ร้องขอให้ใครหยุด นายยิ้ม เพราะนายคิดว่าในที่สุดก็ได้กลับเป็นสิ่งที่ควรเป็น"
ธันวารู้สึกเย็นไปทั้งร่าง ความกลัวที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ภาพตนเองสังหารคนอื่น แต่อยู่ที่ความเป็นไปได้ว่าเมื่อถึงเวลานั้น เขาอาจไม่ต้องการหยุด
เสียงจากส่วนลึกหัวเราะอย่างพึงพอใจ
"นางเห็นเจ้า"
พิมพ์ชนกตะโกน
"กลับมา"
ธันวาหายใจเข้าช้า ๆ มองสมาชิกทุกคนทีละคน ขุนเขาพร้อมโจมตีเขา เมษามองด้วยความระวัง ภาคย์กอดกระเป๋าเครื่องมือแน่น ต้นกล้าซ่อนอยู่ด้านหลังชายไร้พลัง ส่วนกฤตภาสถือชีวิตของเขาไว้บนปลายนิ้ว
"ข้าจะเดินต่อ"
พิมพ์ชนกเงียบไป
กฤตภาสขมวดคิ้ว
"เจ้าตัดสินใจดีแล้วหรือ"
"ไม่"
ธันวาตอบตามตรง
"แต่เราไม่มีทางเลือกที่ดี"
พิมพ์ชนกพูดด้วยเสียงสั่น
"นายกำลังเลือกอนาคตที่ข้าเห็น"
"อนาคตไม่ใช่คำตัดสิน"
"ครั้งนี้อาจใช่"
"ถ้าเราถอยเพราะกลัวสิ่งที่ข้าอาจทำ คนทั้งเมืองจะถูกลงโทษจากสิ่งที่ยังไม่เกิดเหมือนกัน"
ดารินทร์ซึ่งฟังการสื่อสารอยู่เงียบ ๆ มาตลอดพูดขึ้นจากห้องบัญชาการ
"ธันวา ภารกิจยังอยู่ภายใต้คำสั่งของกฤตภาส เจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินคนเดียว"
ธันวาตอบ
"ข้ารู้"
กฤตภาสมองอุปกรณ์ควบคุมในมือ ก่อนถามภาคย์
"ถ้าเดินต่อ ต้องใช้เวลาเท่าไรจึงถึงผลึก"
"ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง หากไม่มีสิ่งใดขวาง"
"เวลาเก็บกู้"
"อย่างน้อยสามสิบนาที"
"เส้นทางกลับ"
"สองชั่วโมงผ่านสถานีเชื่อม"
กฤตภาสหันไปหาเมษา
"ตรวจทางข้างหน้า"
เมษาหลับตา ส่งเสียงสะท้อนออกไปอีกครั้ง คราวนี้เธอใช้พลังมากขึ้นจนเลือดไหลจากหู เสียงเคลื่อนผ่านอุโมงค์และหายไปตรงโพรงใหญ่ ก่อนมีเศษสะท้อนเล็กน้อยกลับมา
"มีประตูหินจริง"
เธอกล่าว
"หลังประตูมีโพรง และมีสิ่งมีชีวิตจำนวนหนึ่ง แต่พวกมันไม่เคลื่อนไหว"
"จำนวนเท่าไร"
"นับไม่ได้"
ต้นกล้าพูดขึ้น
"เราควรกลับ"
ธันวาหันมองเขา
"เจ้ากลัวหรือ"
เด็กชายกัดริมฝีปาก
"ข้าไม่ได้กลัวเจ้า"
"แต่ข้ากลัว"
คำตอบของธันวาทำให้ต้นกล้าชะงัก
ธันวากล่าวต่อ
"ข้ากลัวว่าภาพนั้นจะเกิดขึ้นจริง กลัวว่าข้าจะทำร้ายพวกเจ้า และกลัวว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้าคือส่วนหนึ่งของข้าจริง"
"ถ้ากลัวก็กลับสิ"
"เพราะข้ากลัว ข้าจึงต้องเดินต่อโดยรู้ว่าต้องระวังอะไร"
ต้นกล้าส่ายหน้า
"นั่นไม่สมเหตุผล"
"บางครั้งเราไม่ได้เลือกระหว่างสิ่งที่ปลอดภัยกับสิ่งที่อันตราย"
ธันวามองแสงผลึกบนผนัง
"เราเลือกระหว่างอันตรายสองอย่าง แล้วรับผิดชอบสิ่งที่เลือก"
กฤตภาสเก็บอุปกรณ์ควบคุมกลับเข้าช่องอก แต่ยังเปิดระบบพร้อมใช้งาน
"ข้าจะอนุญาตให้เดินต่อ"
พิมพ์ชนกตะโกน
"กฤตภาส"
"ข้ารู้ว่าเจ้าเห็นอะไร"
"แล้วทำไม"
"เพราะข้าอยู่ตรงนี้"
เขาตอบ
"หากธันวาเปลี่ยน ข้าจะหยุดเขาก่อนภาพนั้นเกิด"
ธันวาหันมองเพื่อน
"อย่าลังเล"
"ข้าบอกแล้วว่าอย่าบังคับให้ข้าต้องทำ"
ขุนเขายังไม่ลดเกราะ
"ข้าขอเงื่อนไข ถ้าระดับพลังเขาเกินขอบเขตแม้เพียงครั้งเดียว เราถอยทันที"
มาลีตอบ
"ข้าจะตั้งระบบเตือนสองชั้น"
เมษากล่าว
"ข้าจะคอยตรวจเสียงหัวใจ ถ้าจังหวะเปลี่ยนผิดปกติ ข้าจะแจ้ง"
ภาคย์ยกกระเป๋าขึ้นพาดบ่า
"ข้าจะรีบเก็บผลึกให้เร็วที่สุด"
ทุกคนหันไปมองต้นกล้า เด็กชายกำมีดแน่น ก่อนเก็บมันเข้าฝักอย่างไม่เต็มใจ
"ข้าจะจับตาดูเขา"
ธันวาถาม
"เพื่อพิสูจน์ว่าข้าเป็นปีศาจหรือ"
ต้นกล้าตอบ
"เพื่อเตือนคนอื่นก่อนเจ้ากลายเป็น"
พิมพ์ชนกยังคงหายใจแรงอยู่ในช่องสื่อสาร
"ธันวา ข้าขอร้อง"
คำว่าขอร้องทำให้เขาหยุด เพราะพิมพ์ชนกแทบไม่เคยใช้คำนี้ เธอมักออกคำสั่ง โต้เถียง หรือดุด่า แต่ไม่เคยขอร้องอย่างไร้ทางเลือก
"ข้าไม่อยากเห็นนายตาย"
เธอกล่าว
ธันวาหลับตาเล็กน้อย
"ในภาพนั้น ข้าตายหรือไม่"
"ไม่"
"คนอื่นตายทั้งหมด แต่ข้ายังอยู่"
"ใช่"
"ถ้าเช่นนั้นช่วยมองต่อ"
พิมพ์ชนกเงียบ
"หาทางที่ทุกคนกลับไปได้"
"ข้าหาไม่เจอ"
"ยังหาไม่เจอ"
ธันวาแก้คำ
"อนาคตที่ถูกเห็น ไม่ใช่อนาคตที่ต้องเกิด"
คำพูดนั้นเคยเป็นเพียงความหวังซึ่งพวกเขาใช้ต่อต้านนิมิตของคนทั้งโลก แต่ในอุโมงค์แห่งนี้ มันกลายเป็นเดิมพันด้วยชีวิตของทุกคน
พิมพ์ชนกสูดลมหายใจลึก
"ข้าจะจับตาดูทุกวินาที"
ธันวาพยักหน้า แม้อีกฝ่ายมองเห็นผ่านกล้องอยู่แล้ว
"ขอบใจ"
กฤตภาสยกมือส่งสัญญาณให้จัดแถว ขุนเขาเดินนำพร้อมเกราะหิน เมษาตามหลังเพื่อสแกนเส้นทาง ภาคย์กับต้นกล้าอยู่กลางกลุ่ม ธันวาถูกจัดให้อยู่ระหว่างกฤตภาสกับขุนเขา เพื่อให้ทั้งสองคนหยุดเขาได้หากเกิดความผิดปกติ
หน่วยเก็บกู้หมายเลขเจ็ดเริ่มเดินต่อ อุโมงค์ลาดลงลึกกว่าเดิม แสงผลึกจากสีฟ้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม ผนังหินมีลวดลายคล้ายเส้นเลือด และทุกครั้งที่ธันวาก้าว เส้นเหล่านั้นจะสว่างขึ้นตามจังหวะฝีเท้า ราวกับอุโมงค์ทั้งสายรู้ว่าเขากำลังมา
เสียงจากใต้เมืองกระซิบอยู่ในแก่น
"พวกเขาจะฆ่าเจ้า"
ธันวาไม่ตอบ
"หญิงผู้มองอนาคตกลัวเจ้า"
เขายังคงเดิน
"เด็กเกลียดเจ้า ชายหินสงสัยเจ้า เพื่อนของเจ้าถือความตายไว้ในมือ"
ธันวากำหมัดแน่น แต่ไม่หยุด
"ทว่าเจ้าก็ยังช่วยพวกเขา"
เสียงนั้นหัวเราะอย่างอ่อนโยน
"นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาจะทำลายเจ้าได้ง่าย"
วงแหวนกะพริบเร็วขึ้น กฤตภาสมองหน้าจอ
"เป็นอะไร"
ธันวาตอบ
"มันกำลังพูด"
"พูดว่าอะไร"
ธันวามองแผ่นหลังของสมาชิกทีม
"ไม่มีอะไรที่ข้ายังไม่เคยได้ยินจากคนทั้งโลก"
พวกเขาเดินต่อไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง จนถึงกำแพงหินขนาดใหญ่ซึ่งปิดอุโมงค์ทั้งสาย บนพื้นผิวมีร่องรูปวงกลมซ้อนกันนับสิบชั้น ตรงกลางเป็นหลุมขนาดเท่าฝ่ามือ รูปร่างเหมือนช่องสำหรับวางบางสิ่ง แต่ไม่มีเครื่องมือหรือกลไกใดอยู่ใกล้
ภาคย์เปิดแผนที่
"ไม่มีสิ่งนี้ในข้อมูล"
เมษาแตะกำแพงและรีบดึงมือกลับ
"มันมีชีพจร"
ขุนเขากระแทกหมัดหินใส่ผนังเบา ๆ เสียงสะท้อนกลับมาเพียงครั้งเดียว
"หนามาก ข้าทำลายไม่ได้โดยไม่ให้อุโมงค์ถล่ม"
ต้นกล้ามองหลุมตรงกลาง
"มันเหมือนรออะไรบางอย่าง"
ทุกคนหันมองธันวาโดยไม่ได้นัดหมาย
เสียงจากอีกด้านของกำแพงดังขึ้นอีกครั้ง
"วางมือลง"
พิมพ์ชนกตะโกนผ่านเครื่องสื่อสาร
"ห้ามแตะ"
ธันวายืนห่างจากกำแพงไม่กี่ก้าว
ภาพอนาคตแวบเข้ามาในหัว เขาเห็นตนวางมือบนประตู เห็นวงแหวนแตก และเห็นเลือดของเพื่อนกระจายบนผลึก แต่ในอีกภาพหนึ่ง เขาเห็นนครไร้ธงมืดลง ผู้คนล้มลงตามถนน เด็กหลายร้อยคนพยายามหายใจในห้องที่ไม่มีอากาศ ต้นกล้านอนข้างเตียงว่าง ส่วนพิมพ์ชนกทุบประตูห้องควบคุมด้วยความสิ้นหวัง
ไม่ว่าเลือกทางใด ความตายกำลังรออยู่
ธันวาก้าวไปข้างหน้า
กฤตภาสจับแขนเขา
"แน่ใจหรือ"
"ไม่"
"นั่นไม่ใช่คำตอบที่ข้าอยากได้"
ธันวามองมือของเพื่อนบนแขนตน
"แต่เป็นคำตอบจริงที่สุด"
กฤตภาสค่อย ๆ ปล่อยมือ
พิมพ์ชนกพูดด้วยเสียงเบาจนแทบเป็นกระซิบ
"ธันวา อย่าให้ภาพนั้นเป็นจริง"
เขามองกล้องบนไหล่
"ข้าจะไม่ยอม"
ธันวาวางฝ่ามือลงในหลุมกลางประตูหิน
ชั่วขณะนั้น ทุกสิ่งเงียบสนิท แม้แต่เสียงเตือนของวงแหวนก็หยุดลง เส้นวงกลมบนประตูสว่างขึ้นทีละชั้น แสงสีดำไหลจากฝ่ามือธันวาเข้าสู่กำแพง ขณะเดียวกันพลังจากอีกด้านก็พุ่งย้อนกลับเข้าร่างเขา
แก่นอนันต์เต้นหนึ่งครั้ง
เสียงดังสะเทือนไปทั่วภูเขา
ประตูหินเริ่มเปิดออกช้า ๆ
ลมเย็นจัดพัดออกมาพร้อมกลิ่นเลือดเก่า ภายในโพรงมีผลึกขนาดมหึมานับพันแท่ง และตรงกลางมีบางสิ่งถูกโซ่สีดำตรึงไว้กับพื้น รูปร่างของมันคล้ายหัวใจขนาดใหญ่ แต่พื้นผิวเต็มไปด้วยดวงตาที่กำลังลืมขึ้นพร้อมกัน
ทุกดวงจับจ้องมาที่ธันวา
เสียงเดียวกับแก่นอนันต์ดังขึ้นจากหัวใจนั้น
"กลับมารวมกันเถอะ"
ในเวลาเดียวกัน พิมพ์ชนกกรีดร้องผ่านเครื่องสื่อสาร เพราะภาพอนาคตเปลี่ยนไปอีกครั้ง
คราวนี้เธอไม่ได้เห็นธันวาฆ่าสมาชิกทีม
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







