Se connecterตอนที่ 7 ผู้พันกฤตภาส
เสียงไซเรนยังคงดังต่อเนื่องทั่วพื้นที่ซึ่งเพิ่งเกิดการระเบิด ถนนทั้งสายถูกปิดกั้นด้วยรถทหาร รถพยาบาล และแนวโล่กันกระสุน ควันสีดำลอยต่ำเหนือพื้น เศษเหล็กจากรถบรรทุกกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ หลุมขนาดใหญ่ตรงกลางถนนยังคงมีไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามเข้าใกล้ศพของกลุ่มนักล่าค่าหัว แต่ทุกคนถูกสั่งให้รักษาระยะห่าง เพราะไม่มีใครแน่ใจว่าพลังสีดำซึ่งปรากฏออกมาจากร่างของธันวาจะตื่นขึ้นอีกเมื่อใด ภายในรถบัญชาการเคลื่อนที่ที่จอดอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ถึงสองร้อยเมตร นายทหารระดับสูงหลายคนกำลังยืนล้อมโต๊ะฉายภาพ ภาพจากกล้องวงจรปิด กล้องข่าว และโทรศัพท์ของประชาชนถูกนำมาวิเคราะห์พร้อมกันบนจอขนาดใหญ่ ทุกภาพแสดงเหตุการณ์เดียวกัน ธันวาถูกมัดระเบิดไว้กับตัว คนร้ายกดชนวน เปลวไฟกลืนร่างเขา จากนั้นพลังสีดำปรากฏขึ้น ดูดซับแรงระเบิดทั้งหมดและสะท้อนกลับจนคนร้ายเสียชีวิต ภาพถูกเปิดซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่าในความเร็วต่ำ เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองพยายามคำนวณขอบเขตพลัง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธประเมินว่าระเบิดซึ่งติดอยู่บนตัวธันวาน่าจะมีแรงทำลายมากพอจะสังหารคนในรัศมีหลายสิบเมตร แต่ชายหนุ่มกลับไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด ประตูรถบัญชาการเปิดออก ชายร่างสูงในเครื่องแบบทหารก้าวเข้ามาอย่างสงบ เขามีอายุประมาณสามสิบกลาง ใบหน้าคมเข้ม ผิวคล้ำแดด และดวงตานิ่งจนยากจะอ่านความคิด รอยแผลบางพาดผ่านคิ้วซ้ายลงมาถึงขมับ เขาไม่ได้สวมเครื่องแบบเต็มยศ แต่แต่งกายสำหรับปฏิบัติการภาคสนาม มีปืนพกติดข้างลำตัวและเสื้อเกราะสีเข้มแนบอยู่ใต้เสื้อคลุมสั้น ทหารทุกคนในรถหันไปทำความเคารพทันที "ผู้พันกฤตภาสมาถึงแล้วครับ" ชายผู้นั้นพยักหน้าเพียงเล็กน้อยก่อนเดินตรงไปยังจอภาพ เขาคือผู้พันกฤตภาส วรเดช ผู้บังคับการหน่วยปฏิบัติการพิเศษซึ่งขึ้นตรงต่อศูนย์ความมั่นคงแห่งชาติ ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักในหมู่ทหารจากภารกิจลับหลายครั้ง แต่แทบไม่เคยปรากฏในสื่อ เขาเคยนำกำลังช่วยตัวประกันในเขตสงคราม เคยหยุดการก่อการร้ายก่อนเกิดเหตุ และเคยรอดกลับมาจากพื้นที่ซึ่งถูกประกาศว่าไม่มีผู้รอดชีวิต รายงานภายในระบุว่าเขาตัดสินใจรวดเร็ว เด็ดขาด และไม่เคยลังเลเมื่อได้รับคำสั่งให้สังหารเป้าหมายอันตราย แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเคารพเขาไม่ใช่เพียงความเก่งกาจ หากเป็นเพราะกฤตภาสไม่เคยยอมสั่งให้ใครเสี่ยงชีวิตโดยไม่จำเป็น และไม่เคยฆ่าคนเพียงเพราะมีผู้มีอำนาจต้องการให้ฆ่า เขาหยุดหน้าจอในจังหวะที่พลังสีดำกำลังแผ่ออกจากร่างธันวา ภาพเงาดำดูเหมือนหนวดหรือเส้นเลือดซึ่งเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต มันห่อหุ้มเปลวไฟก่อนสะท้อนกลับไปยังกลุ่มคนร้าย กฤตภาสเพ่งมองภาพอยู่นานโดยไม่พูดอะไร นายทหารอาวุโสคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ "เป้าหมายแสดงพลังแล้วครับ ผู้เสียชีวิตเจ็ดราย บาดเจ็บอีกสิบสามราย" "ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นใคร" "กลุ่มนักล่าค่าหัวที่ลักพาตัวเขา" "เจ้าหน้าที่หรือประชาชนเสียชีวิตหรือไม่" นายทหารคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย "ไม่มีครับ" กฤตภาสเลื่อนภาพไปยังจังหวะก่อนเกิดระเบิด เขาเห็นธันวาถูกมัดมือ ถูกติดอุปกรณ์ไว้รอบตัว และเห็นคนร้ายถือรีโมตอยู่ด้านหลัง "คนกดระเบิดคือใคร" "หัวหน้ากลุ่มนักล่าครับ ชื่อวิโรจน์ เคยเป็นอดีตทหารรับจ้าง" "ธันวาเป็นคนกดหรือไม่" "ไม่ครับ" "เขามีพฤติกรรมโจมตีใครก่อนเกิดระเบิดหรือไม่" "ไม่มีครับ แต่หลังระเบิด พลังจากร่างของเขาเป็นต้นเหตุให้คนร้ายเสียชีวิต" กฤตภาสหันไปมองนายทหารคนนั้น สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่แววตาคมขึ้นเล็กน้อย "พลังสะท้อนกลับหลังถูกระเบิด ไม่ใช่การโจมตีโดยเจตนา" "คำสั่งจากส่วนกลางไม่ได้มองเช่นนั้นครับ" ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศในรถเงียบลง ประตูด้านในเปิดออกอีกครั้ง นายพลวัยใกล้หกสิบเดินเข้ามาพร้อมผู้ติดตามสองคน ทุกคนยืนตรงทันที กฤตภาสทำความเคารพตามระเบียบ นายพลไม่เสียเวลาพูดอ้อมค้อม เขาวางแฟ้มสีแดงลงบนโต๊ะและเปิดหน้าที่มีตราประทับลับที่สุด "คำสั่งใหม่จากคณะความมั่นคงโลก" กฤตภาสมองเอกสารโดยไม่แตะต้อง "เรื่องธันวาใช่ไหมครับ" "ใช่ ตั้งแต่วินาทีนี้ เป้าหมายถูกยกระดับจากบุคคลควบคุมพิเศษเป็นภัยคุกคามระดับสูงสุด" "มีหลักฐานว่าเขาตั้งใจโจมตีหรือยัง" นายพลขมวดคิ้ว "หลักฐานอยู่บนจอแล้ว" "บนจอแสดงให้เห็นว่าเขาถูกระเบิด" "และเขารอดชีวิตพร้อมฆ่าคนเจ็ดคน" "ด้วยพลังที่อาจตอบสนองโดยอัตโนมัติ" "ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน" กฤตภาสมองแฟ้มสีแดงอีกครั้ง "คำสั่งคืออะไรครับ" นายพลเลื่อนเอกสารมาทางเขา "พบตัวเมื่อใด ฆ่าทันที" คำพูดนั้นหนักแน่นและชัดเจนจนไม่มีช่องว่างให้ตีความ เจ้าหน้าที่ในรถหลายคนก้มหน้าลง ไม่มีใครกล้าแสดงความเห็น กฤตภาสหยิบเอกสารขึ้นอ่านอย่างละเอียด คำสั่งระบุว่าธันวาเป็นภัยต่อมนุษยชาติ สามารถสังหารได้โดยไม่ต้องเจรจา ไม่ต้องจับกุม และไม่ต้องรับรองความปลอดภัยของบุคคลที่อยู่ร่วมกับเป้าหมาย หากมีความเสี่ยงว่าธันวาจะใช้พลัง ให้ใช้กำลังรุนแรงสูงสุดก่อนที่เขาจะตอบโต้ได้ ข้อความท้ายสุดระบุว่า ความล้มเหลวในการกำจัดเป้าหมายอาจเท่ากับยอมให้หายนะในอีกสิบปีเกิดขึ้นจริง กฤตภาสปิดแฟ้มช้า ๆ "คำสั่งนี้ผ่านการพิจารณาทางกฎหมายแล้วหรือครับ" นายพลถอนหายใจอย่างไม่พอใจ "นายยังคิดเรื่องกฎหมายอีกหรือ หลังจากเห็นสิ่งนั้น" "เพราะเห็นสิ่งนั้น ผมยิ่งต้องคิด" "ผู้พัน นี่ไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยคดีทั่วไป" "เขาอายุสิบแปด และยังไม่มีหลักฐานว่าเคยฆ่าใครโดยเจตนา" "ทั้งโลกเห็นอนาคตเดียวกัน" "ภาพอนาคตไม่ใช่คำพิพากษา" นายพลจ้องเขานิ่ง "นายกำลังสงสัยนิมิตหรือ" กฤตภาสไม่ตอบทันที เขาหันกลับไปมองจอภาพอีกครั้ง ภาพของธันวาในอนาคตถูกเปิดขึ้นข้างภาพปัจจุบัน คนในภาพอนาคตสวมชุดดำ ยืนเหนือเมืองที่พังพินาศ ดวงตาเย็นชาและไร้ความเมตตา ส่วนธันวาในภาพปัจจุบันนั่งคุกเข่าข้างศพ สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ มือสั่น และปากขยับพูดซ้ำว่าไม่ได้ตั้งใจ แม้ใบหน้าจะเป็นคนเดียวกัน แต่แววตากลับแตกต่างกันราวกับคนละชีวิต กฤตภาสเคยเห็นฆาตกรมาหลายคน เคยสอบสวนผู้ก่อการร้าย และเคยเผชิญหน้าคนที่พร้อมตายเพื่อทำลายผู้อื่น เขารู้จักสายตาของคนที่ฆ่าแล้วไม่รู้สึกผิด และสายตาของคนที่กำลังตกใจกับสิ่งที่ตนทำ สายตาของธันวาในคลิปไม่ใช่สายตาของนักฆ่า "ผมสงสัยสิ่งที่เราเลือกจะเชื่อจากนิมิตครับ" นายพลวางมือลงบนโต๊ะ "อธิบาย" "คนทั้งโลกเห็นภาพเดียวกันจริง แต่เราไม่รู้ว่าเห็นทั้งหมดหรือไม่ เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนเมืองพัง ไม่รู้ว่าใครเริ่มสงคราม ไม่รู้ว่าทำไมธันวาถึงยืนอยู่ตรงนั้น และไม่รู้ว่าภาพนั้นเป็นอนาคตที่แน่นอนหรือเป็นเพียงความเป็นไปได้" "คนตายหลายพันล้านในนิมิตยังไม่พอให้นายเชื่อหรือ" "ผมเชื่อว่าภาพนั้นน่ากลัว แต่ความกลัวไม่ใช่หลักฐานว่าธันวาเป็นต้นเหตุ" นายพลเงียบไปครู่หนึ่ง "นายเคยเห็นเมืองในนิมิตใช่ไหม" "เห็นครับ" "เห็นครอบครัวของนายหรือไม่" คำถามนั้นทำให้กฤตภาสนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ภายในนิมิต เขาเห็นบ้านของพี่สาวพังอยู่กลางกองไฟ เห็นหลานสาวนอนแน่นิ่งใต้ซากอาคาร และเห็นตนเองคุกเข่าอยู่ข้างร่างของเด็กคนนั้นโดยไม่อาจช่วยอะไรได้ ภาพนั้นยังคงตามหลอกหลอนตั้งแต่เขาตื่นขึ้น ทุกครั้งที่หลับตา เขายังได้ยินเสียงเด็กเรียกชื่อ แต่เขาไม่ยอมให้ความเจ็บปวดนั้นกลายเป็นเหตุผลในการฆ่าคนที่ยังไม่ทำผิด "เห็นครับ" "แล้วนายยังลังเล" "เพราะผมเห็น ผมจึงไม่อยากให้ความกลัวตัดสินแทนเรา" นายพลยกแฟ้มขึ้นแล้วกระแทกลงบนโต๊ะเบา ๆ "นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับปรัชญา ผู้พัน หน้าที่ของเราคือป้องกันประเทศ" "การฆ่าเด็กที่ถูกทั้งโลกไล่ล่าอาจเป็นสิ่งที่ผลักเขาไปสู่อนาคตนั้นเอง" เจ้าหน้าที่หลายคนเงยหน้าขึ้นมองทันที ประโยคนั้นไม่มีใครกล้าพูดออกมาตั้งแต่เกิดนิมิต นายพลเองก็ชะงักไปชั่วขณะก่อนสีหน้าจะแข็งขึ้น "นายกำลังบอกว่าเราเป็นต้นเหตุหรือ" "ผมกำลังบอกว่าถ้าคนทั้งโลกเผาบ้านเขา ลักพาตัวแม่เขา ติดระเบิดบนตัวเขา และออกคำสั่งฆ่าเขาโดยไม่สอบสวน แล้ววันหนึ่งเขากลายเป็นศัตรูของมนุษยชาติ เราอาจต้องถามว่าราชันอสูรเกิดขึ้นเอง หรือถูกสร้างขึ้น" ความเงียบปกคลุมรถบัญชาการจนได้ยินเพียงเสียงอุปกรณ์สื่อสารด้านหลัง นายพลเดินเข้ามาใกล้กฤตภาส "นายได้รับคำสั่งแล้ว" "ครับ" "ภายในหนึ่งชั่วโมง นายจะนำหน่วยอินทรีดำติดตามธันวา เมื่อพบตัว ให้กำจัดทันที" "แล้วผู้หญิงที่อยู่กับเขา" "ถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด หากขัดขวางให้จัดการได้" "เรายังไม่ทราบว่าเธอเป็นใคร" "ฝ่ายข่าวกรองกำลังตรวจสอบ แต่ประวัติทั้งหมดของเธอเป็นของปลอม นั่นยิ่งทำให้เธออันตราย" กฤตภาสมองรายงานบนจอด้านข้าง ใบหน้าของแม่ธันวาปรากฏขึ้นพร้อมชื่อหลายชื่อและข้อมูลที่ขัดแย้งกัน นางอาจเกี่ยวข้องกับองค์กรลับบางแห่ง แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน เขาปิดแฟ้มและทำความเคารพ "รับทราบคำสั่งครับ" นายพลมองเขานานกว่าปกติ "ฉันหวังว่านายจะไม่ปล่อยให้ความสงสัยทำให้ภารกิจล้มเหลว" "ผมจะทำสิ่งที่จำเป็น" "สิ่งที่จำเป็นคือฆ่าธันวา" กฤตภาสไม่ตอบ เขาหันหลังออกจากรถบัญชาการและเดินไปยังพื้นที่เตรียมกำลังด้านนอก ลมจากเฮลิคอปเตอร์พัดควันให้กระจายไปตามถนน ลูกทีมหน่วยอินทรีดำสิบสองคนยืนรออยู่ข้างรถหุ้มเกราะ ทุกคนสวมชุดปฏิบัติการสีเข้มและมีอาวุธครบมือ รองผู้บังคับหน่วยชื่อร้อยเอกภาคินเดินเข้ามาหา "คำสั่งยืนยันหรือยังครับ" "ยืนยันแล้ว" "จับเป็นหรือจับตาย" กฤตภาสหยุดเดินเล็กน้อย "คำสั่งให้ฆ่าทันที" ภาคินพยักหน้า แต่สีหน้าไม่สบายใจ "ผู้พันคิดว่าเราฆ่าเขาได้หรือครับ" "ไม่รู้" "จากคลิป กระสุนหรือระเบิดอาจทำอะไรไม่ได้" "พลังของเขาดูดซับแรงระเบิด แต่เรายังไม่รู้ขีดจำกัด" "ถ้าโจมตีแล้วถูกสะท้อนกลับ หน่วยเราอาจตายทั้งหมด" กฤตภาสมองลูกทีมทีละคน ไม่มีใครแสดงความกลัวออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนรู้ว่าครั้งนี้ต่างจากภารกิจที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้กำลังไล่ล่ามนุษย์ธรรมดา และไม่มีข้อมูลว่าศัตรูควบคุมพลังได้มากเพียงใด "เราจะไม่โจมตีจนกว่าจะเห็นสถานการณ์ชัดเจน" ภาคินขมวดคิ้ว "แต่คำสั่งคือยิงทันทีที่พบ" "คำสั่งไม่ได้บอกให้ยิงโดยไม่คิด" "ส่วนกลางอาจติดตามการสื่อสารทั้งหมด" "ฉันรับผิดชอบเอง" ลูกทีมเงียบ กฤตภาสเดินไปยังโต๊ะพกพาซึ่งมีแผนที่พื้นที่วางอยู่ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองแจ้งว่าธันวากับแม่หายไปจากจุดระเบิดหลังเกิดความวุ่นวาย กล้องตัวหนึ่งจับภาพเงาสองร่างเคลื่อนผ่านตรอกด้านตะวันออก ก่อนสัญญาณทั้งหมดถูกตัด พื้นที่นั้นเชื่อมต่อกับเขตโรงงานเก่า สถานีรถไฟสินค้า และทางระบายน้ำหลายสาย หากทั้งคู่มีแผนหลบหนีเตรียมไว้ล่วงหน้า พวกเขาอาจออกนอกเมืองได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กฤตภาสพิจารณาเส้นทางก่อนวงจุดสามตำแหน่ง "แบ่งกำลังเป็นสามชุด ตรวจจุดนี้ จุดนี้ และจุดนี้ ห้ามเปิดฉากยิงหากยังไม่เห็นอาวุธหรือพฤติกรรมคุกคาม" ภาคินมองเขาอย่างลังเล "แล้วถ้าเจอธันวา" "แจ้งฉันทันที" "ถ้าเขาใช้พลัง" "ถอย หาที่กำบัง และอย่าตอบโต้ด้วยระเบิด" "ผู้พันกำลังจะลองเจรจาหรือครับ" กฤตภาสเก็บแผนที่ลงในกระเป๋า "ฉันจะลองฟังก่อนฆ่า" เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หน่วยอินทรีดำออกจากพื้นที่ด้วยรถสามคัน กฤตภาสนั่งอยู่ในรถคันหน้า เขาเปิดคลิปเหตุการณ์ซ้ำบนจอเล็ก ภาพถูกตัดตอนจากสำนักข่าวต่าง ๆ บางคลิปเริ่มตรงจังหวะที่พลังสีดำพุ่งออกจากร่างธันวา ทำให้ดูเหมือนเด็กหนุ่มเป็นฝ่ายโจมตีก่อน บางคลิปใส่เสียงประกอบและข้อความว่าราชันอสูรเริ่มสังหารมนุษย์ ไม่มีคลิปใดแสดงช่วงที่เขาถูกติดระเบิดอย่างครบถ้วน กฤตภาสกดหยุดภาพและย้อนกลับไปดูต้นฉบับจากกล้องตำรวจ เขาสังเกตเห็นรายละเอียดหนึ่งซึ่งยังไม่มีใครพูดถึง หลังแรงระเบิดถูกดูดซับ พลังสีดำไม่ได้สะท้อนออกทุกทิศทางอย่างเท่าเทียม มันพุ่งไปยังกลุ่มคนร้ายมากกว่าแนวเจ้าหน้าที่และฝูงชน ราวกับพลังนั้นแยกแยะต้นเหตุของอันตรายได้ แต่หากธันวาไม่ตั้งใจจริง ผู้ใดเป็นคนกำหนดทิศทาง กฤตภาสขยายภาพในจังหวะก่อนพลังสะท้อน เขาเห็นแม่ของธันวากำลังมองไปยังเงาดำ ไม่ใช่ด้วยความตกใจแบบคนที่เพิ่งเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติครั้งแรก แต่ด้วยสีหน้าของคนที่รู้จักมัน นั่นหมายความว่านางอาจรู้อยู่แล้วว่าธันวามีพลัง และอาจรู้ด้วยว่าพลังนั้นมาจากไหน เขากำลังจะสั่งให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ภาพเพิ่ม แต่โทรศัพท์เข้ารหัสส่วนตัวกลับดังขึ้น หมายเลขบนหน้าจอไม่ปรากฏชื่อผู้โทร กฤตภาสรับสายโดยไม่เปิดลำโพง "ผู้พันกฤตภาส" เสียงปลายสายถูกดัดแปลงจนฟังไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง "ใคร" "คนที่ไม่ต้องการให้คุณฆ่าผิดคน" กฤตภาสมองลูกทีมรอบตัว ทุกคนกำลังสนใจเส้นทาง ไม่มีใครรู้ว่าเขาได้รับสาย "คุณรู้หมายเลขนี้ได้อย่างไร" "ไม่สำคัญ" "สิ่งที่สำคัญคืออะไร" "นิมิตไม่ได้เกิดขึ้นเอง" กฤตภาสนิ่ง "คุณเป็นใคร" "คุณเริ่มสงสัยแล้วใช่ไหม ว่าทำไมคนทั้งโลกถึงเห็นภาพเดียวกัน" "พูดต่อ" "ภาพนั้นถูกเลือก" "ใครเลือก" ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนตอบช้า ๆ "คนที่ต้องการให้ธันวากลายเป็นราชันอสูร" กฤตภาสกำโทรศัพท์แน่น "คุณมีหลักฐานหรือ" "มี แต่ถ้าคุณฆ่าธันวาก่อน คุณจะไม่มีวันได้เห็นมัน" "คุณต้องการให้ผมทำอะไร" "ตามหาเขาให้เจอก่อนหน่วยอื่น แล้วถามเขาว่าแม่ของเขาเคยอยู่ในโครงการดวงตาสุดท้ายหรือไม่" กฤตภาสกำลังจะถามต่อ แต่สายถูกตัดทันที เขาลองตรวจสอบต้นทาง สัญญาณกลับหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย คำว่าโครงการดวงตาสุดท้ายทำให้เขานึกถึงตราสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งฝ่ายข่าวกรองพบในอุโมงค์ใต้บ้านของธันวา เอกสารเกี่ยวกับตรานั้นถูกจัดเป็นความลับสูงสุดและไม่มีรายละเอียดในระบบทั่วไป กฤตภาสรู้ว่าตนควรรายงานสายปริศนาทันที แต่สัญชาตญาณกลับเตือนว่าหากส่งข้อมูลให้ส่วนกลาง คนที่โทรมาอาจถูกตามล่า และหลักฐานอาจถูกทำลาย เขาปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วเก็บเข้ากระเป๋า ภาคินหันมาถาม "มีอะไรหรือครับ" "ไม่มี" รถเคลื่อนเข้าสู่เขตโรงงานร้าง ฟ้าสว่างขึ้นทีละน้อย แสงเช้าสีซีดทอดผ่านปล่องควันและอาคารทรุดโทรม ถนนเงียบผิดปกติ ไม่มีผู้คน ไม่มีร้านค้า และไม่มีสัญญาณโทรศัพท์บางช่วง หน่วยลาดตระเวนชุดหนึ่งรายงานว่าพบรอยเลือดบนกำแพงใกล้ทางระบายน้ำ รวมถึงรอยรองเท้าสองคู่มุ่งไปยังอาคารเก็บสินค้าเก่า กฤตภาสสั่งหยุดรถ ทุกคนลงจากรถอย่างเงียบเชียบและกระจายกำลังล้อมพื้นที่ เขาเดินนำเข้าไปในอาคาร ปืนอยู่ในมือแต่ยังไม่ยกขึ้น กลิ่นเลือดจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นสนิม รอยหยดสีแดงบนพื้นนำไปสู่ประตูด้านหลัง ซึ่งเปิดแง้มอยู่ ลมพัดผ่านช่องประตูทำให้แผ่นโลหะกระทบกันเป็นจังหวะ กฤตภาสยกมือสั่งให้ลูกทีมหยุด เขาได้ยินเสียงไอของผู้หญิงดังมาจากด้านใน ตามด้วยเสียงชายหนุ่มพูดเบา ๆ "แม่อดทนอีกหน่อยนะ" หัวใจของกฤตภาสเต้นหนักขึ้น เขารู้ทันทีว่าเป้าหมายอยู่หลังประตู คำสั่งจากส่วนกลางดังขึ้นในความทรงจำ พบตัวเมื่อใด ฆ่าทันที เขาสามารถสั่งยิงผ่านผนัง สามารถใช้พลซุ่มยิง หรือโยนอุปกรณ์สังหารเข้าไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ธันวาตอบโต้ได้ แต่ภาพเด็กหนุ่มที่ตกใจหลังพลังคร่าชีวิตคนร้ายยังติดอยู่ในหัว รวมถึงคำพูดจากสายปริศนา นิมิตถูกเลือก คนบางคนต้องการให้ธันวากลายเป็นราชันอสูร กฤตภาสลดปืนลงเล็กน้อยก่อนหันไปหาลูกทีม "ทุกคนตรึงกำลัง ห้ามยิงจนกว่าฉันจะสั่ง" ภาคินมองเขาอย่างตกใจ "ผู้พันจะเข้าไปคนเดียวหรือครับ" "ใช่" "มันเสี่ยงเกินไป" "ถ้าพลังสะท้อนอาวุธได้ การเข้าไปหลายคนยิ่งเสี่ยง" "แต่คำสั่งจากส่วนกลาง" กฤตภาสมองตรงไปยังประตู "ฉันจำคำสั่งได้" เขาก้าวออกจากแนวกำบังและเดินไปข้างหน้าช้า ๆ ทุกก้าวหนักแน่นแต่ระมัดระวัง เมื่อเข้าใกล้ประตู เสียงด้านในเงียบลง ธันวาคงรู้แล้วว่ามีคนมา กฤตภาสหยุดห่างจากประตูไม่กี่เมตร วางปืนลงบนพื้นให้เห็นชัด แล้วยกมือทั้งสองขึ้น "ธันวา ฉันชื่อกฤตภาส" ไม่มีเสียงตอบ "ฉันเป็นทหาร" ยังคงเงียบ "ฉันได้รับคำสั่งให้ฆ่านายทันทีที่พบ" เสียงเคลื่อนไหวดังขึ้นหลังประตู ลูกทีมด้านหลังยกอาวุธ แต่กฤตภาสยกมือห้าม "แล้วคุณมาบอกผมทำไม" เสียงธันวาดังออกมาแผ่วเบาและระแวดระวัง "เพราะฉันยังไม่แน่ใจว่าคำสั่งนั้นถูกต้อง" "คนทั้งโลกแน่ใจแล้ว" "ฉันไม่ใช่คนทั้งโลก" ประตูค่อย ๆ เปิดออกเพียงเล็กน้อย ธันวาปรากฏตัวด้านหลัง ผิวหน้าเต็มไปด้วยฝุ่น เสื้อผ้าขาด และมือข้างหนึ่งมีคราบเลือด เขายืนขวางแม่ซึ่งนั่งพิงผนังอยู่ด้านใน ดวงตาของธันวาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความหวาดกลัว และความไม่ไว้ใจ แต่ไม่มีความกระหายเลือดแบบที่ข่าวกำลังบอก กฤตภาสมองเขานิ่ง ก่อนพูดคำถามซึ่งอาจเปลี่ยนทุกอย่าง "แม่ของนายเคยอยู่ในโครงการดวงตาสุดท้ายหรือไม่" สีหน้าของแม่ธันวาเปลี่ยนไปทันที นางเงยหน้าขึ้นมองกฤตภาสด้วยแววตาเย็นเฉียบ "คุณรู้ชื่อนั้นได้อย่างไร" กฤตภาสยังไม่ทันตอบ เสียงปืนก็ดังขึ้นจากหลังคาอาคารฝั่งตรงข้าม กระสุนพุ่งผ่านช่องประตูเข้าหาศีรษะของธันวา กฤตภาสกระโจนเข้าชนตัวเขาให้ล้มลงในเสี้ยววินาที กระสุนเฉี่ยวไหล่กฤตภาสและฝังเข้ากับผนังด้านหลัง ลูกทีมอินทรีดำหันอาวุธไปยังต้นทางทันที เสียงตะโกนดังทั่วพื้นที่ พลซุ่มยิงไม่ใช่คนของหน่วยเขา และไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ยิง กฤตภาสกดธันวาไว้กับพื้น ขณะเลือดไหลจากบาดแผลที่ไหล่ เขาเงยหน้ามองรูเจาะบนผนัง แล้วเข้าใจในทันทีว่าคำสั่งฆ่าธันวาไม่ได้ถูกส่งมาถึงเขาเพียงคนเดียว มีใครบางคนไม่ต้องการให้ธันวาถูกจับ ไม่ต้องการให้สอบสวน และไม่ต้องการให้ความจริงของนิมิตถูกเปิดเผย กฤตภาสหันไปมองเด็กหนุ่มใต้ร่างตน ดวงตาของทั้งคู่สบกันท่ามกลางเสียงปืนที่เริ่มดังขึ้นรอบอาคาร ในวินาทีนั้น เขาตัดสินใจละเมิดคำสั่งเป็นครั้งแรกในชีวิต "ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ เชื่อฉันสักครั้ง" ธันวาจ้องเขาอย่างไม่เข้าใจ "ทำไมผมต้องเชื่อคุณ" กฤตภาสหยิบปืนขึ้นแล้วหันไปทางมือสังหารที่ซ่อนอยู่บนหลังคา "เพราะคนที่สั่งให้ฉันฆ่านาย กำลังพยายามฆ่าฉันเหมือนกัน"ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







