กรรณญาวีร์ ตื่นแต่เช้า รีบอาบน้ำแต่งตัว โรงแรมที่นี่สมราคา สะอาดใช้ได้ หญิงสาว แวะไปกินข้าวที่ห้องอาหารของโรงแรม เสร็จแล้วขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ขนของลงไปเช็คเอาท์ข้างล่าง เธอนัดให้รถตู้มารับที่หน้าโรงแรม อยากถึงบ้านย่าเร็วๆ แล้ว พ่อกับแม่ยังไม่โทรมา อาจจะยังยุ่งอยู่กับหลานคนแรก ดีเหมือนกัน ถ้าพ่อกับแม่โทรมาถาม ว่าทำไมยังไม่ถึงบ้านย่า เธอก็ไม่แน่ใจว่าพ่อกับแม่จะเชื่อสิ่งที่เธอจะเล่าให้ฟังไหม หญิงสาวเดาได้เลยว่า พ่อกับแม่ต้องหาว่าเธอเหลวไหล
กรรณญาวีร์ รู้สึกกังวลใจยังไงชอบกล เธอไม่ชอบอาการแบบนี้เลย มันเหมือนกับจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา และก็ไม่เคยพลาด เป็นอย่างที่เธอสังหรณ์ใจทุกครั้ง สาธุ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ขอให้เป็นเรื่องดีด้วยเถิด หญิงสาวยกมือท่วมหัว อย่าให้เกิดเรื่องร้ายเลย ไม่ว่ากับใครก็ตาม
รถตู้มาตรงเวลามาก ดีเธออยากถึงบ้านย่าเร็วๆ
“คุณครับ กระเป๋าวางผมจะวางที่เบาะหลังสุดนะครับ ข้างหลังมันค่อนข้างเด้ง วางกระเป๋าดีกว่า ส่วนเก้าอี้ข้าง ๆ ก็ให้ผู้โดยสารนั่งนะครับ นี่ครับผมคืนค่าที่นั่ง 1 ที่ ไม่เก็บค่าวางกระเป๋าครับ “
คนขับรถมารับกระเป๋าของเธอไปวางไว้ที่เบาะหลังสุด ซึ่งก็มีกระเป๋าของผู้โดยสารคนอื่นวางอยู่ก่อนแล้ว บนรถมีที่นั่งว่างเหลืออยู่ 2 ที่ แสดงว่ามีผู้โดยสารอีกคน หญิงสาวเลือกที่จะนั่งติดหน้าต่าง เอาเถอะถึงรถจะคันเล็กกว่ารถทัวร์ ก็ยังดีเสียกว่านั่งไปกับผู้ชายคนนั้นตลอดทาง
ฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว ฤดูฝนซินะ ภาคใต้นี่ฝนตกดีจริงๆ คิดๆ แล้วก็เป็นห่วงย่า ไม่เกินบ่ายๆ เธอคงจะถึง หญิงสาวหลับตา เมื่อคืนหลับก็จริง แต่ก็ไม่สนิทนัก เพราะแปลกที่ อีกอย่างเธอนอนคนเดียวด้วย คิดว่าปลอดภัยแค่ไหน ก็ยังระแวงอยู่ดี หญิงสาวไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมถึงทำแบบนี้ ถ้าเธออดทนนั่งรถไปจนถึงที่หมาย คงไม่เกิดเหตุการณ์หลายอย่างตามมา
กรรณญาวีร์กำลังเคลิ้มๆ ก็รู้สึกว่าเบาะข้างๆ มีคนมานั่ง สักพักรถก็เคลื่อนตัวออก แต่เธอไม่ไหวแล้ว อยู่ๆ ก็ง่วงขึ้นมาซะงั้น เธอเอียงหัวไปพิงกับฝั่งหน้าต่าง หญิงสาวมีหมอนรองคอ ไม่นานก็หลับ ลืมไปเลยว่าจะลืมตาดูคนข้างๆ ว่าเป็นผู้หญิงผู้ชาย ช่างเถอะจะเป็นใครก็ช่าง เธอสบายใจแล้ว หลับต่อดีกว่า
เกือบหนึ่งชั่วโมง บนรถตู้ กรรณญาวีร์สะดุ้งตื่นเมื่อรู้สึกว่ารถจอดเติมน้ำมัน ไม่นานก็หลับต่อ
กรรณญาวีร์ตื่น เมื่อรถจอดสถานีสุดท้าย เพื่อให้ผู้โดยสารลงไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัว หญิงสาวค่อยๆ ลืมตา ตรงหน้าเธอคือแขนของคนที่นั่งข้างๆ เสื้อยีนต์แขนยาวทำไมคุ้นจัง หญิงสาวหลับตาอีกครั้งและลืมตา รู้สึกแปลกๆ กรรณญาวีร์ หันมามองคนที่นั่งข้างๆ เต็มตา หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆ อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ทำไมผู้โดยสารคนนี้ ช่างมีลักษณะท่าทางคล้ายกับผู้ชายคนที่อยู่รถทัวร์โดยสารเมื่อคืน
เขาหันมาจ้องตอบเธอ สายตาใต้แว่นนั้น เห็นแว๊บเดียว หญิงสาวต้องรีบหลบ เธอยังไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่า เขาหน้าตาเป็นยังไง แต่ดูจากเสื้อและกางเกงที่เขาใส่ แว่นนั้น หมวก รองเท้า ใช่แน่ๆ หญิงสาวใจเต้นแรง นี่อย่าบอกนะว่าเป็นเขาที่มานั่งข้างๆ เธอตั้งแต่รถตู้ออกเดินทาง จนอีกไม่กี่กิโลเมตร ก็จะถึงบ้านย่าของเธอแล้ว
กรรณญาวีร์ ขยับนั่งตัวลีบ เธอขยับร่างเข้าติดฝั่งหน้าต่าง ถึงรู้ว่าขยับไม่ได้แล้ว แต่เธอก็ยังอุตสาห์ขยับ รถตู้ไม่มีที่รองแขน เหมือนรถทัวร์ ถ้ามีที่รองแขน เธอยังรู้สึกว่ามีสิ่งกั้นขวางไว้ แต่นี่โล่งมาก เหมือนคนตัวใหญ่จะรู้ เขาเหมือนแกล้ง เขาขยับขามาเกือบชิดกับขาของเธอ นั่นทำให้หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว กรรณญวีร์จำต้องหลับตาลงอีกครั้ง จะได้ไม่เห็นเขา รถตู้เรื่มเคลื่อนออกเดินทางอีกครั้ง หญิงสาวเภาวนาอยากให้ถึงบ้านย่าเร็วๆ อีกไม่ถึง 50 กิโลเมตร แค่นั้นเอง แต่สำหรับเธอ ทำไมมันช่างยาวนานจังเลย ถึงหลับตาอยู่เธอก็ยังรู้สึกว่า ผู้ชายคนข้าง ๆ มองเธออยู่ นี่โรคจิตรึเปล่านะ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้
เธอลืมตาขึ้นมาดูจีพีเอส จากโทรศัพท์ของตัวเอง และหลับตาลงอีกครั้ง ใจยังเต้นแรง เขามาได้ยังไง แล้วเขาจะไปไหน เธอบอกพนักงานรถทัวร์อย่างเงียบๆ แล้วนี่นา หรืออาจจะเป็นการบังเอิญ หญิงสาวคิดวนไปวนมา รู้สึกปวดหัวตึ๊บขึ้นมาทันที
การันต์ ซะใจไม่น้อย เมื่อเห็นหน้าตาของเด็กนั่น คงไม่คิดซินะว่า เขาจะโผล่มานั่งใกล้ๆ แถมได้นั่งติดกันอีกต่างหาก เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทำไมเขาถึงอยากจะเอาชนะเด็กนี่นัก หน้าตาก็ดูสวยดี ถึงจะไม่ได้แต่งหน้าก็ตาม ดูก็รู้ว่ารูปร่างดีมาก เขานั่งมองหญิงสาวตลอดเวลาที่อยู่ในห้องอาหารของโรงแรม เสน่ห์ก็ไม่มี จริตจก้านก็ไม่มี ดูทื่อๆ ท่าทางจะชอบสันโดษ ยังไงเขาก็รู้สึกหมั่นไส้อยู่ดี เห็นหน้าสวยนั่นแล้วรำคาญตาจริงๆ
ไหนจะท่าทางระวังตัว ที่ขยับหนีเขาอีก มีแต่คนอยากจะเข้าหาเขา เด็กนี่เป็นใครกัน กล้าแสดงท่าทางรังเกียจเขา อย่างออกนอกหน้า อาการที่มองเลยเขาไป เหมือนเขาไม่มีตัวตน ขัดใจกับท่าทางแบบนี้นัก เสียมารยาท เขากับเด็กนี่ก็ไม่ได้รู้จักกันสักหน่อย แค่นั่งใกล้แค่นี้ ถึงกับออกอาการรังเกียจ ย้ายรถหนีเขา คิดเหรอว่าจะหนีเขาพ้น
คนอื่นอาจจะปล่อยเลยตามเลย แต่ไม่ใช่เขาแน่ๆ เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ มาทำกับเขาแบบนี้ได้ยังไงกัน มันไม่จบแค่นี้หรอก การันต์รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีก เมื่อเห็นคนข้าง ๆ นั่งหลับตา หันหน้าออกไปข้างทาง เขาเพิ่งสังเกตว่า ผมของเธอยาวและหนามาก เขาจะคอยดูว่าหล่อนจะลงตรงไหน ทั้งๆ ที่เลยบ้านเขาแล้ว แต่การันต์ไม่ยอมลง จนคนขับรถขับต่อไปเรื่อยๆ ไปต่ออีก 10 กิโลเมตร รถตู้ก็จอดเพื่อส่งผู้โดยสารอีกครั้ง คนข้างๆ เขาขยับตัว เตรียมกระเป๋าเป้
“ขอโทษนะคะ ขอทางหน่อยค่ะ” กรรณญาวีร์ ลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวลง แต่ขาของคนที่นั่งข้างๆ ไม่ยอมหลบให้เธอ เขานั่งเหยียดขาแบบสบายใจ หรือว่าเขาหลับ ไม่นะ หญิงสาวไม่กล้ามองหน้าเขา “คุณคะ ขอทางหน่อยค่ะ ฉันจะลง” เงียบ กรรณญาวีร์หันไปทางคนขับรถ
“คุณครับ คุณหลับรึเปล่าครับ ช่วยหลีกทางให้คุณผู้หญิงหน่อยครับ” เสียงคนขับรถตะโกนมาจากด้านหลัง เขาเดินมาเปิดท้ายรถ เพื่อยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ให้หญิงสาว
“คุณคะ หลับหรือเปล่าคะ ฉันขอทางหน่อยค่ะ” กรรณญาวีร์ตัดสินใจ ใช้มือแตะที่แขนของเขาเผื่อเขาหลับ ได้ผลเขาหลีกทางให้เธอ
“ขอบคุณมากค่ะ” เสียงหญิงสาวถอนหายใจเสียงดัง ก่อนที่จะก้าวขาลงไปจากรถตู้
การันต์หันไปมองกรรณญาวีร์ จนลับตา นี่เด็กนั่นเป็นอะไรกับบ้านหลังนั้น เขารู้มาว่า ลูกของพ่อเฒ่ากับแม่เฒ่า ไปอยู่กรุงเทพฯ นี่นา อีกคนน่าจะไปอยู่ที่ปัตตานี และเด็กนั่นเป็นลูกของใครกัน ต้องเป็นลูกหลานบ้านนั้นแน่ ไม่งั้นจะมาที่บ้านนั้นได้ยังไง การันต์เหยียดยิ้มที่มุมปาก สนุกแน่ อย่าให้เขาได้เจอล่ะกัน เจอดีอีกแน่ๆ หน้าสวยนั่นลอยมาในหัวเขา ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดใจ นี่ถ้าเป็นผู้ชาย เขาไม่รอหรอก ชวนตีแน่นอน โทษฐานทำให้เขาหงุดหงิดใจ
การันต์โทรหาลูกน้อง ให้มารับเขายังที่นัดไว้ เขาต้องนั่งรถย้อนกลับบ้าน ผ่านบ้านหลังใหญ่ ที่ปลูกอยู่ในร่มไม้หลากหลายอย่าง ดูร่มรื่น เขารู้ว่าบ้านนี้อยู่กันเพียงลำพังสองคน เคยคิดเหมือนกันว่าลูกหลานไปอยู่ที่ไหนกันเสียหมด ไม่มาอยู่ดูแลคนแก่ทั้งสอง แม่เฒ่า เขาเคยเห็นที่วัดบ่อยครั้ง รู้จักมักคุ้นกับแม่ของเขา แต่ก็ไม่ได้สนิทกันมากนัก พ่อเฒ่ากับแม่เฒ่าเป็นข้าราชการเกษียรณ อยู่กันแบบสมถะ เรียบง่าย ทำสวนพอให้ได้ออกกำลังกาย รู้สึกว่ามีที่ทางมากพอสมควร แมเฒ่าชอบไปวัด บางครั้งพ่อเฒ่าก็จะขับรถไปส่ง บางทีแม่เฒ่าก็ไปคนเดียว ตักบาตรรพระทุกเช้า เขาเห็นบ่อยๆ เวลาขับรถผ่านหน้าบ้าน
ไม่ยากเลย ได้เจอกันแน่แม่สาวน้อย การันต์ยิ้มที่มุมปาก นึกหมั่นไส้และสนุกขี้นมาทันที
การันต์ พาน้ำอบ และพุดกรอง ออกจากคอนโดแต่เช้า เขามุ่งหน้าไปร้านเพชร ที่เขาอยากซื้อให้น้ำอบและพุดกรอง “น้ำอบ กับพุดกรอง ชอบแบบไหนเลือกเลยครับ “พ่อบุญทุ่ม น้ำอบพูดเบาๆ หันไปยิ้มหวานให้เขา แค่นั้นก็ทำให้เขาใจแทบละลาย กว่าน้ำอบจะยอมมา เขาก็เหนื่อยเหมือนกัน อ้างว่าไม่อยากได้ ไม่ชอบเพชร ไม่รู้จะใส่ไปไหน ต้องให้พุดกรองช่วยพูด ถึงยอมสองสาวเลือกแหวนคนละวง ไม่ใหญ่มาก“เรียบร้อยนะครับ พุดกรองถูกใจไหม เอาอะไรอีกไหม พี่ใจปั้มนะ”“พอแล้วค่ะพี่การันต์ น้องไม่อยากได้แล้ว กลับกันเถอะค่ะ เดี๋ยวไม่ทันขึ้นเครื่อง” ทั้งสามคนตัดสินใจกลับบ้านวันนี้ เพราะปู่กับย่าไม่อยู่ ปล่อยบ้านไว้ไม่มีคนอยู่ ส่วนบ้านของเขา ยังมีแม่บ้าน พ่อบ้าน คนเก่าแก่อยู่หลายคน ไม่น่าห่วงมากนัก กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช นี่มันใกล้กันจริงๆ แป๊ปเดียวก็ถึงบ้าน“เดี๋ยวแวะบ้านพี่ก่อนนะครับ พี่กับพุดกรองยังไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าเลย อยากให้น้ำอบช่วยเก็บเสื้อผ้าให้พี่ด้วย พี่เก็บไม่ถูก” กินข้าวก่อนแล้วค่อยไปบ้านน้ำอบ นะ“ได้ค่ะได้ น้ำอบได้ยินแ
พุด วันนี้ขอได้ไหม ช่วยออกไปดูงานให้พี่หน่อย อยากอยู่กับน้ำอบทั้งวันได้ไหม ส่งบัญชีมา พรุ่งนี้พี่จะไปซื้อแหวนหมั้น ให้น้องเลือกแหวนได้หนึ่งวง ราคาเท่าของหมั้นพี่เลย ส่งบัญชีมา พี่โอนค่าข้าวให้ ไม่ทำอะไรเสียหายหรอก แค่อยากอยู่ตามลำพัง พี่ 36 แล้วนะ พุดกรอง ต้องมีครอบครัวได้แล้ว ตามนี้นะ พี่ส่งรายละเอียดของงานให้แล้ว ตรวจเช็คเสร็จแล้วก็แจ้งรายละเอียดราคามา เดี๋ยวพี่โอนให้ ขอบใจมากตลอดเลยพี่การันต์ พุดกรองเปิดไลน์อ่าน โชคดีที่เธอตื่นก่อนน้ำอบ พุดกรองรีบอาบน้ำแต่งตัว ไม่ลืมที่จะเรียกบอกเพื่อน“น้ำอบ พุดออกไปธุระก่อนนะ จะไปดูงานของร้าน แล้วเดี๋ยวพุดกรองรีบกลับ ไม่ต้องรอกินข้าวนะ” พุดกรองไม่ลืมที่จะล็อคประตูให้น้ำอบ ถึงเป็นพี่ก็เถอะ เธอก็ไม่ไว้ใจสักเท่าไหร่หรอก ยิ่งคลั่งรักขนาดนั้นน้ำอบออกจากห้องน้ำ แปลกเมื่อวานอยู่ด้วยกันทั้งวันไม่เห็นพุดกรองบอก ว่าจะไปดูงาน แล้วพี่การันต์ล่ะ ไปด้วยกันหรือเปล่า หญิงสาวรีบแต่งตัว คณะที่เดินทางไปอินเดีย คงเริ่มออกเดินทางกันแล้ว ปู่กับย่าของเธอ มีความสุขมาก ย่ากับปู่ดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง เพื่อการเดินทางไกลครั้งนี้ อีกหน
............หลังอาหารเย็นของบ้านสุนทรธรรม พ่อเฒ่าแม่เฒ่าเจ้าของบ้าน พักผ่อนแล้ว แต่การันต์ พุดกรอง และน้ำอบ ยังคงนั่งคุยกันต่อที่ห้องรับแขก คุยเรื่องความฝันของน้ำอบต่อทุกคนรู้ไหมคะว่า ขุนศึกคือผู้ชายคนนั้นที่น้ำอบพบเขาในโบสถ์ ส่วนสร้อยสนก็คือพุดกรอง เป็นพุดกรองจริงๆ นะคะ แต่ในฝันสร้อยสนรูปร่างเล็กบางกว่านี้มาก ชอบทำอาหาร สวยแต่เศร้า ส่วนกุสุมาทำไมกลายเป็นน้ำอบไปได้ ซึ่งนิสัยแตกต่างกันมากเลย ที่สงสัยที่สุดคือ ทำไมหลวงพ่ออยู่ทั้งในความฝันและความจริง หาคำตอบไม่ได้เลยค่ะ บางช่วงบางตอน เหมือนท่านไม่อยากให้น้ำอบรู้มากนัก เลยได้เห็นเท่าที่เล่าให้ฟัง”“ทำไมผู้ชายที่ชื่อขุนศึกมีกริชจิ๋ว ซึ่งตรงกับที่การันต์มี ทำให้น้ำอบคิดว่าเขาคือพี่การันต์ แต่เขาดูอ่อนโยนมากกว่า เสียแต่ว่าเขาไม่ยอมพูดกับน้ำอบเลยตอนพบกันในโบสถ์ แปลกนะ ในฝันกุสุมาไม่ได้ชอบขุนศึก อยากแต่จะรบอย่างเดียว แต่ขุนศึกรักกุสุมา เขาไม่รักตอบก็ไม่เป็นไร ขอให้ได้รัก เหมือนกับสร้อยสนที่รักขุนศึกมาก แต่เขากลับไม่รักตอบ แต่สร้อยสนก็พอใจ ขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ครอบครองก็ไม่เป็นไร แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว น้ำอบว่าคน
เรื่องราวทั้งหมด ที่น้ำอบได้ไปพบเจอมาก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ เหมือนดูหนัง กรรณญาวีร์พิมพ์เรื่องราวทุกสิ่งอย่างที่เธอฝัน บันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ เธออยากเก็บไว้อ่าน เชื่อว่ามีใครบางคน ที่อยากให้เธอรู้เรื่องราวของพวกเขา“พ่อเฒ่ากับแม่เฒ่ามองหน้ากันแล้วคืนนี้ล่ะ จะทำยังไง เราต้องไปถือศีลที่วัดแล้วนะ หลานยังจะไปอีกไหม ““ไปค่ะย่า น้ำอบอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป แล้วมาเกี่ยวอะไรกับน้ำอบ แสดงว่าพวกเขาอยากให้น้ำอบรู้ เคยพยายามไม่ไปแล้วนะคะ ย่าขา แต่ก็ยังฝันว้าได้ไป น้ำอบคิดว่าอย่างน้อยอยู่ใกล้หลวงพ่อ ท่านต้องช่วยน้ำอบได้ค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะย่า”“แล้วนี่พี่การันต์กับพุดกรองมา ลุงกับป้าไม่ตกใจเหรอ น้ำอบขอโทษทุกคนด้วยนะคะ จริงๆ น้ำอบน่าจะรู้สึกตัวเองได้ หลวงพ่อคอยเตือนตลอด ให้รีบกลับ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ กลัวแค่เวลาที่รู้สึกตัวแค่นั้น เพราะมันหนาวมาก และเหนื่อยมาก”“ไม่เป็นไรครับตอนที่พ่อเฒ่าโทรไป พี่กับพุดกรองตื่นแล้ว” ถึงน้ำอบจะตื่นแล้วลุกขึ้นมาเล่าเรื่องราวเป็นตุเป็นตะให้ทุกคนฟัง แต่การันต์ก็ยังเป็นห่วงหญิงสาวมาก เขาห่ว
คืนนี้แสงจันทร์ส่องสว่างมาก ทำให้มองเห็นหลังคาบ้านเรือนที่ไกลลิบออกไป แต่ถึงไกลขนาดไหน ก็ยังคงมองเห็น เพราะแสงจันทร์สว่างมากจริงๆ สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นกล้วยเริ่มที่แก่แล้ว บางต้นออกลูก เครือใหญ่ เห็นได้ว่าพื้นดินแถวนี้คงอุดมสมบูรณ์มาก เหมือนกล้วยในสวนของปู่ ลำต้นสมบูรณ์งาม เครือใหญ่ ทำให้หวีกล้วยใหญ่ ลูกกล้วยก็สวย หอมหวานอร่อย เธอชอบกล้วยน้ำว้า แปลกขณะที่เดินผ่าน ที่ผ่าน ทุกครั้งที่มาเธอจะรู้สึกว่าเดินปกติ แต่ตอนนี้เหมือนว่าไม่ต้องก้าวขาเลย ร่างเธอก็ลอยผ่านเหล่ากอกลัวยนั้นไปจนกระทั่งถึงประูทางเข้าวัด จนก้าวข้ามเขาไปในบริเวณโบสถ์ อย่างง่ายดายหญิงสาวก้มลงกราบพระประธานองค์ใหญ่ วันนี้เธอเตรียมดอกไม้ ธูป เทียน มาไหว้พระด้วย ยังไม่เห็นว่ามีใครมา เพราะกระถางธุปตรงหน้า ยังไม่เห็นว่ามีร่องรอยของการจุดธูป เธอเข้าไปจุดธูป เทียน วางดอกไม้ ก้มลงกราบองค์ประธานอีกครั้ง แล้วถอยหลังไปนั่งชิดกำแพงโบสถ์น้ำอบเปลี่ยนท่านั่งเป็นขัดสมาธิ เมื่อรู้สึกว่าคืนนี้คงจะไม่พบหลวงพ่อแน่ ผู้ชายกับผู้หญิงสองคนนั้นจะมาไหมนะ มาเถอะ น้ำอบเหนื่อย น้ำอบจะไม่มาที่นี่แล้ว ถ้าจิตเราถึงกันจริง ขอให้มาด้วย
กลับจากกรุงเทพฯ ครั้งนี้ทุกคนไม่เหนื่อยมาก เพราะมีคนขับรถสองคน ถึงบ้านไม่ค่ำมากนัก เพราะมีนพดลช่วยเปลี่ยน ผู้ชายสองคนเปลี่ยนกันขับ เหยียบเต็มที่ บ้านของนพดลถึงก่อน แวะส่งน้ำอบ คนบางคนก็ไม่อยากห่างเลย สองพี่น้องแวะคุยกับพ่อเฒ่าแม่เฒ่าสักพักก็ขอตัวกลับบ้าน ซึ่งต้องย้อนกลับไปอีกหลายกิโลเมตร“ถึงบ้านแล้ว เดี๋ยวพี่ไลน์หานะครับ “บอกแล้วเขาก็เดินไปขึ้นรถแบบไม่ต้องให้ตอบ“ไปนะน้ำอบ พรุ่งนี้เจอกัน สายๆ พุดกรองจะมา”“ได้เลย ปลอดภัยๆ นะ จริงๆ ยังไม่ต้องมาก็ได้พุดกรองพักผ่อนเถอะ น้ำอบยังไม่เริ่มงาน จะพักเหมือนกัน”“โอเคงั้นได้เลย ไปแล้วนะ หลับฝันดี”น้ำอบออกมาส่งสองพี่น้องที่รถ มองตามหลังรถคันใหญ่ที่วิ่งออกไปจนลับสายตา กลิ่นดอกการเวกลอยมาปะทะจมูก หอมจังเลย บรรยากาศหลังฝนตก สดชื่นที่สุด เธอไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ก่อนที่จะเข้าบ้าน เหมือนเดิม เหมือนมีคนคอยมองอยู่ตลอดเวลา ชินแล้ว ดีซะอีกถ้าวันไหนไม่รู้สึกว่ามีใครสักคนมอง เหมือนจะไม่ปลอดภัยสองพี่น้องการันต์กับพุดกรองกลับไปแล้ว ถึงไม่ได้ขับเอง คนนั่งก็รู้สึกเพลียๆ เหมือนกัน“ปู่ขา ย่าขา