로그인“ในหัวคุณก็คงไม่พ้นเรื่องแก้แค้น บอกได้เลยว่ามันไม่มีประโยชน์ คุณก็เห็นว่าแม่ไม่ได้รักฉันเลย ต่อให้ฉันตายไปต่อหน้าเขาก็ไม่สนใจ” เธอสะอื้นฮักอย่างกลั้นไม่อยู่ “ถึงคุณจะแย่งลูกไปจากฉัน ก็มีเพียงฉันเท่านั้นที่เจ็บปวด ไม่ใช่แม่หรือใครทั้งนั้น” เรณุการะบายความเจ็บปวดในใจออกมาจนหมดสิ้น ตั้งแต่เล็กจนโต มารดาไม่เคยพูดกับเธอด้วยคำที่อ่อนโยน ไม่เคยให้ความรักความอบอุ่น มีแต่ดุด่า ทุบตีสารพัด พ่อเลี้ยงหนุ่มได้แต่ยืนอึ้งเกิดความรู้สึกสงสารหญิงสาวขึ้นมาจับใจ แล้วแบบนี้เขาจะใจร้ายใจดำกับเธอได้อีกอย่างไรกัน “จะให้ฉันกราบก็ได้ ได้โปรดอย่าพรากลูกไปจากฉันเลยเขาคือสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันมีแรงลุกขึ้นมาต่อสู้กับโชคชะตาอันโหดร้าย ฉันสัญญานะว่าจะเลี้ยงเขาให้ดีให้ความรักความอบอุ่นแก่เขา อีกหน่อยคุณก็จะแต่งงานกับผู้หญิงที่คุณรักแล้ว จะมีลูกหลายๆ คนก็ยังได้ อย่าเอาลูกฉันไปเลยนะขอร้องล่ะ” เรณุกาพนมมือไหว้ทั้งน้ำตาลุกขึ้นเดินมายืนอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่ม ย่อตัวลงเพื่อก้มกราบอ้อนวอนขอลูกในท้องเอาไว้ ทำเอาหัวใจที่เคยด้านชาไร้ความรู้สึกถึงกับกระตุกวูบ ยอมแพ้ต่อคนตัวเล็กอย่างราบคาบ
더 보기“กรี๊ดดดด ปล่อยฉันนะ” หญิงสาวใช้แรงอันน้อยนิดดิ้นรนสุดชีวิตให้หลุดออกจากอ้อมแขนของชายหนุ่ม
“ไม่ปล่อย จนกว่าเธอจะเลิกทำอะไรบ้าๆ”
“คุณควรจะดีใจไม่ใช่เหรอ ถ้าฉันตายไปอีกคน ความแค้นในใจของคุณจะได้หายไปสักที” หญิงสาวกล่าวเสียงสั่น ขณะที่อีกฝ่ายโอบกอดร่างบางไว้พร้อมกดศีรษะเล็กแนบอกแกร่ง เขายอมแพ้แล้วยอมแพ้กับใจที่เด็ดเดี่ยวของคนตัวเล็กในอ้อมกอด สิ่งที่เธอทำทุกอย่างไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เพื่อคนอื่นทั้งสิ้น
“ไม่ ฉันไม่ต้องการให้เธอหรือว่าใครตายทั้งนั้น ได้โปรดอย่าทำแบบนี้เลยนะ ฉันเองก็เจ็บปวดไม่แพ้เธอที่ต้องสูญเสียเขาไป
ฉัตรชบาหญิงวัยสี่สิบปีถูกอัคราบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนรบเร้าให้พามาหาพันตรีธนชาติผู้เป็นบิดา ที่ได้ย้ายมาประจำการอยู่ที่จังหวัดยะลา เป็นเวลาเกือบสองปีเต็ม ปกติสามีเธอจะเป็นคนเดินทางไปเยี่ยมตนกับบุตรชายที่บ้านไร่ฟ้าเคียงดิน สองเดือนก็จะไปสักครั้งหนึ่ง แล้วแต่โอกาสและเวลาอำนวย โดยพันตรีธนชาติก็สั่งกำชับนักหนา ไม่ให้เดินทางมาหาเอง ซึ่งให้เหตุผลว่ากลัวจะเดินทางลำบาก ระยะทางก็ค่อนข้างไกลพอสมควร ที่สำคัญพื้นที่ที่เขาอยู่อันตรายมาก
แต่ที่ฉัตรชบาต้องเดินทางมาในครั้งนี้ เพราะทนฟังคำขอร้องแกมอ้อนวอนของบุตรชายไม่ไหว เนื่องจากอัคราต้องการมาบอกข่าวดีแก่พันตรีธนชาติด้วยตัวเอง ว่าเขานั้นสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของเชียงใหม่ หนำซ้ำยังได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดอีกด้วย หวังเป็นของขวัญครบรอบวันเกิดห้าสิบปีของบิดาในวันนี้ด้วย
แววตาเด็กหนุ่มมุ่งมั่นและตื่นเต้น ที่จะได้พบหน้าบิดาในรอบสองเดือนที่ผ่านมา และเขายังหยิบยกท่านให้เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต ทั้งเรื่องการเรียน การกีฬา
“อีกไกลมั้ยครับคุณแม่” อัคราหันมาถามมารดา ขณะที่กำลังนั่งรถโดยสารไปยังบ้านพักของผู้เป็นบิดา
“แม่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันจ้ะ” ฉัตรชบาหันมาตอบพลางตบหลังมือบุตรชายเบาๆ ตนก็รู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้บุตรชายเลยสักนิด เพราะมีข่าวดี จะบอกกับสามีเช่นเดียวกัน ว่ากำลังจะมีเจ้าตัวเล็กในท้อง คิดว่าเขาคงดีใจไม่น้อย เพราะเคยร่ำร้องมาตลอด อยากจะได้บุตรสาวจากเธออีกสักคน
“ถึงแล้วครับคุณผู้หญิง บ้านพักของผู้พันหลังนี้แหละครับ” ลุงคนขับรถตะโกนบอกสองแม่ลูก ทั้งสองจึงช่วยกันขนกระเป๋าลงจากรถ ก่อนฉัตรชบาจะเดินไปจ่ายค่าโดยสาร จากนั้นก็หันมาชักชวนบุตรชายเดินไปยืนหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านพัก
ยังไม่ทันได้กดออดเรียกคนในบ้าน หนูน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม น่าจะราวๆ ประมาณเจ็ดถึงแปดขวบเดินมาที่ประตูพอดี สร้างความแปลกประหลาดใจแก่ฉัตรชบาไม่น้อย ที่เห็นเด็กผู้หญิงเดินมาเปิดประตู สามีเธอก็ไม่เคยกล่าวถึงให้ฟังเลยสักครั้ง แต่ต้องสะดุดความคิดไว้ชั่วขณะ
“มาหาใครคะ” หนูน้อยเอ่ยถาม แววตาใสซื่อคู่นั้นมองแขกมาเยือนเต็มไปด้วยความสงสัย
“แล้วเธอเป็นใคร มาอยู่ทำไมที่บ้านพ่อของฉัน” อัคราถามน้ำเสียงกระโชก ตามประสาเด็กวัยรุ่นใจร้อน จนร่างเล็กสะดุ้งตกใจ ถอยร่างติดขอบประตูทันที
“อย่าเสียงดังกับน้องสิตาอัคร ดูน้องตกใจหมดแล้วเห็นมั้ย” ฉัตรชบาหันไปดุบุตรชาย ก่อนย่อตัวลง เพื่อคุยกับเด็กหญิงตัวน้อยได้ถนัดขึ้น
“ฉันมาหาพันตรีธนชาติ ไม่ทราบว่าอยู่หรือเปล่าจ๊ะ”
“อยู่ค่ะ แต่คุณพ่อเพิ่งจะขึ้นไปพักผ่อน เมื่อตะกี้นี่เอง” สรรพนามของแม่หนูน้อยขานเรียกพันตรีธนชาตินั้น ทำเอาฉัตรชบาชะงักงัน รู้สึกถึงความไม่ปกติบางอย่าง อัคราเองก็ไม่ชอบใจนัก ที่มีคนมาเรียกบิดาตนว่าพ่อ เพราะเขากับน้องในท้องของมารดาเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์เรียก
“งั้นช่วยพาฉัน ไปที่ห้องพันตรีธนชาติหน่อยได้มั้ยจ๊ะหนู”
“ได้ค่ะ” แม่หนูน้อยขานรับเบาๆ แล้วพาร่างเล็กของตัวเองเดินนำแขกขึ้นไปยังห้องนอนของคนเป็นพ่อเลี้ยง
“ห้องนี้ค่ะ เดี๋ยวหนูเคาะให้นะคะ”
“ไม่ต้อง” อัคราแย้งขึ้นมาเสียงขุ่น แล้วยกมือเคาะประตูเรียก เพียงไม่นานก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมากระชากประตูเปิดออกด้วยท่าทางหงุดหงิด ที่มีคนมาขัดจังหวะความสุข
อัครากำลังอ้าปากถาม แต่ทว่าเสียงตะโกนของพันตรีธนชาติดังแทรกออกมา ก่อนเจ้าตัวจะเดินมาถึงในชุดคลุมอาบน้ำ ผมเผ้ารุงรังไม่เป็นทรง สภาพบอกได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อก่อนหน้ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เท่านั้นเสียงหวีดร้องคล้ายคนใจสลายก็ดังก้องที่หน้าประตูห้องนอน เช่นเดียวกับพันตรีธนชาติเบิกตาโพลง ด้วยอารามตกใจ ไม่คาดคิดว่าภรรยากับบุตรชายจะเดินทางมาที่นี่ ในวันนี้และเวลานี้ด้วย จังหวะนั้นอัคราก็รีบเข้าไปโอบประคองร่างบางของมารดา ที่กำลังโอนเอนร่างไปมาราวกับนกปีกหัก
“แก้วเปล่าคิดสักหน่อย” หญิงสาวทำหน้ามุ่ยปฏิเสธเสียงเขียว เดินตามชายหนุ่มเข้าไปในบ้านพักเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับผู้หญิง“นั่งสิ เดี๋ยวฉันไปหาน้ำกับเทียนก่อน” ชายหนุ่มกล่าวจบก็หายไปจากประตูด้านหลัง เพียงไม่นานก็เดินมาพร้อมกับกล่องเทียนและไฟแช็กยื่นให้แก่หญิงสาว“จุดให้หน่อย”“ค่ะ” ดอกแก้วรีบขานรับ จัดการทำให้เลยทันที รู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ได้มีโอกาสทำอะไร เพื่อคนที่ตนแอบรัก“เสร็จแล้วค่ะ” หญิงสาวบอก แต่อีกฝ่ายกลับนิ่งเงียบ“เอ...ทำไมไม่เป่าล่ะคะ”“เธอไม่ร้องเพลง แล้วฉันจะเป่าได้ยังไงล่ะ”“แก้วก็ลืมไป” ดอกแก้วหัวเราะคิกคักชอบใจ ก่อนจะร้องเพลงแฮปปีเบิร์ทเดย์ให้แก่ชายหนุ่มจนจบเพลง พร้อมกับคำอวยพรให้ เขาถึงอธิษฐาน ก่อนเป่าเทียนให้ดับ“ขอบใจมากนะแก้ว สำหรับเค้กวันเกิด” ชัชดนัยหันมากล่าวพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจให้กับหญิงสาว ก่อนตักเค้กให้เธอด้วย“ไม่เป็นไรค่ะ ผู้จัดการทานเถอะ”
“สีสันน่าทานจังแก้ว” เรณุกาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่ดอกแก้วไม่ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องที่เกิดขึ้น ว่าเป็นมาอย่างไร“แต่ไม่รู้รสชาติได้เรื่องหรือเปล่าน่ะสิพี่เรย์”“งั้นต้องลองชิม” เรณุกาหยิบช้อนเล็กขึ้นมาตักชิม ในขณะที่ดอกแก้วกุมมือตัวเองไว้แน่น ลุ้นคำตอบอย่างตื่นเต้น“ว่าไงพี่เรย์ รสชาติโอเคมั้ย”“อืม...แป้งมันแข็งไปนิดหนึ่งจ้ะ แต่ก็ทานได้” เรณุกาเอ่ยให้กำลังใจอีกฝ่าย“แต่ก็ยังไม่ดีพอ เฮ้อ...แก้วก็ทำตามสูตรในเน็ตแล้วนะ ทำกี่ครั้งคงเหมือนเดิม แบบนี้ก็คงไม่มีหน้าเอาเค้กแข็งๆ ไปให้เขาหรอก”“เอ...แก้วจะทำเค้กไปให้ใคร”“ผู้จัดการจ้า วันนี้เป็นวันเกิดของผู้จัดการ แก้วก็เลยอยากลองทำเค้กไปให้น่ะ” ดอกแก้วบอกด้วยท่าทางเอียงอาย ทำให้เรณุกาพอจะรู้ว่า ดอกแก้วคิดอย่างไรกับผู้จัดการไร่หนุ่ม“งั้นทำใหม่”“ทำใหม่ ก็คงเหมือนเดิมนะพี่เรย์ เสียของเปล่า” ดอกแก้วหันมาตีหน้ายุ่งใส่“เดี๋ยวพี
ค่ำคืนที่ผ่านมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนอยากจะกลับไปที่บ้านพัก เพื่อสำเร็จโทษเรณุกา โทษฐานที่ทำให้เขาไม่มีสมาธิในการทำงานเอาเสียเลย แต่แล้วก็ต้องตื่นจากภวังค์ความคิด เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าดังขึ้น ชายหนุ่มจึงต้องสลัดความคิดที่ฟุ้งซ่านออกไป ใบหน้าคมซีดเผือดทันทีที่เห็นเบอร์โชว์ที่หน้าจอ รู้สึกผิดครามครัน“แพร” ชายหนุ่มเปล่งเสียงเรียกชื่อสาวคนรักออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนกดรับสาย“ครับแพร มีอะไรหรือเปล่า”“เดี๋ยวนี้แพรโทร.มา ต้องมีธุระสำคัญด้วยเหรอคะ น่าน้อยใจจริงๆ” แพรทองกล่าวราวกับตัดพ้อ“อย่าเพิ่งโกรธสิครับแพร พี่ก็แค่แปลกใจ ปกติแพรไม่ชอบโทร.มาหาพี่ในเวลางานนี่”“ก็แพรคิดถึงพี่อัครนี่คะ เราไม่ได้เจอกันเกือบเดือนแล้ว เย็นนี้พี่อัครว่างมาทานข้าวกับแพรที่บ้านหรือเปล่าคะ คุณแม่ก็บ่นคิดถึง”“อืม...ได้สิ”“ค่ะ แล้วแพรจะรอ รักพี่อัครนะคะ”“พี่ก็รักแพร” ชายหนุ่มบอกอย่างไม่เต็มเสียงหนัก รู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เขาไม่มีทางล้มเลิกแผนกา
“แต่ฉันเจ็บ ฮือๆ ปล่อยนะ” หญิงสาวร้องไห้เสียงสั่นเครือ ด้วยความเจ็บสุดแสนจะบรรยายออกมาได้“ฉันปล่อยเธอไปไม่ได้หรอกเรณุกา ฉันต้องการเธอเหลือเกิน” เสียงแหบพร่ากล่าวจบ ก็ก้มลงทาบกับเรียวปากบาง แต่คราวนี้อ่อนโยนนุ่มนวลกว่าครั้งก่อน หวังให้อีกฝ่ายคล้อยตาม ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่ถึงห้านาที หญิงสาวก็เผลอจูบตอบกลับมาอย่างไม่ประสาพ่อเลี้ยงหนุ่มใช้จังหวะนี้ ดันสะโพกสอบเข้าหาร่างบางจนสุดแรง ตามด้วยเสียงกรีดร้อง ที่ดังอึกอักอยู่ในลำคอ หางตาคู่สวยมีน้ำตาไหลรินออกมา จนชายหนุ่มเกือบเผลอใจไปสงสาร แต่ทว่ามานึกถึงเรื่องเลวร้ายที่มารดาหญิงสาวกับบิดากระทำร่วมกันฆ่าคนคนหนึ่งทางอ้อม อย่างที่ไม่มีความผิดอะไร ต้องตายทั้งเป็น ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปตลอดกาล“อืม...เจ็บ” เรียวปากบางเค้นเสียงออกมา“แรกๆ ก็เจ็บแบบนี้แหละ เดี๋ยวก็ชินไปเอง” คนมากประสบการณ์กระซิบบอก ก่อนแนบใบหน้ากับทรวงอกอิ่มทั้งสองข้างอย่างหลงใหล แล้วใช้ปลายลิ้นร้อนตวัดไปรอบๆ สลับกันไปมา ขณะส่วนล่างสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่แล้วจู่ๆ ร่างบางก็ถูกพลิกให้นั่งบนร่างใหญ่











