LOGIN"ซินเอ่อ เจ้าเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นเรื่องให้พ่อกับแม่ฟังได้รึไม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่" แม่ทัพซูต้องการทราบเรื่องทั้งหมด เพราะฝ่าบาทเรียกเขาเข้าพบพรุ่งนี้เช้า คาดว่าคงต้องการทราบเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นแน่จึงได้เรียกเขาเข้าพบ
"เจ้าค่ะ ..เมื่อสองเดือนก่อนฝ่าบาทได้ให้ซื่อจื่อไปตรวจสอบขุนนางที่ทางเมืองกุ้ยเจ้าค่ะท่านพ่อ ปกติซื่อจือจะส่งจดหมายมาถามไถ่ความเป็นอยู่ของข้ากับอวี้เอ่อร์มาทุกๆเจ็ดวัน"
"แต่ช่วงเข้าเดือนที่สองซื่อจื่อก็ไม่ได้ส่งจดหมายกลับมา ข้าคิดว่าเขาน่าจะงานยุ่งเลยไม่มีเวลาส่งจดหมายดังเช่นทุกครั้ง ข้ามาทราบอีกทีว่าซื่อจื่อได้รับบาดเจ็บก็ตอนที่องค์รักษ์ส่งข่าวมาว่าซื่อจื่อจะถึงจวนในอีกครึ่งชั่วยาม"
"วันนั้นซื่อจื่อแจ้งว่าจะรับหลานสาวของผู้มีบุญคุณมาเป็นอนุ เขาไม่แม้จะถามข้ากับลูกเลยด้วยซ้ำว่าอยู่จวนเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหมช่วงที่เขาไม่ได้ส่งข่าวมา ตอนนั้นอวี้เอ่อร์เพียงแค่จะเดินเข้าไปจับมือเขากลับสะบัดมือลูกออก" เล่ามาถึงตอนนี้ซินหยางเริ่มน้ำตาคลอ เพราะภาพความตกใจของลูกชายที่โดนท่านพ่อสะบัดมือออกอย่างไม่ใยดีช่างน่าสงสารนัก
"ตอนนั้นข้าได้ลองพูดคุยกับซื่อจื่อแล้วจึงเห็นว่าใจของเขาได้เปลี่ยนไปไม่มีข้ากับลูกอยู่ในนั้นแล้ว ข้าก็ได้แต่ปล่อยวาง คงยากที่จะมีชายใดเหมือนท่านพ่อ จริงไหมเจ้าค่ะท่านแม่"ซินหยางหันมาล้อเลียนมารดานางให้เขิลอายเพราะดูเหมือนมารดานางจะเริ่มน้ำตาคลอแล้ว
ความรักที่ท่านพ่อนางมีให้ท่านแม่นั้นยากที่จะมีชายใดให้ได้ ท่านพ่อเคยช่วยชีวิตหญิงสาวไว้หลายคน แล้วก็มีบางครั้งที่ท่านได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น แต่ละคนต่างก็อยากตอบแทนด้วยร่างกายเพราะท่านพ่อนางนั้นไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ยังคงหล่อเหลา รูปงามยิ่งนัก
ท่านพ่อจึงได้แต่เอ่ยออกไปทุกครั้งว่า 'พอดีเลย ทหารนายกองข้ามีหลายคนที่ยังไม่ได้แต่งภรรยา เจ้าก็ตอบแทนข้า/ให้ข้าตอบแทนด้วยการเลือกแต่งกับบรรดาพี่น้องทหารข้าสักคน ดูแลพวกเขาให้ดีก็พอ' เมื่อนึกถึงหน้าของสตรีเหล่านั้นนางก็ได้แต่ขบขัน
"ตอนนั้นข้าคิดดีแล้วไม่ว่าเขาจะรับใครเข้ามาเป็นอนุข้าก็จะไม่สนใจอีก เพราะข้าเห็นแก่อวี้เอ่อร์ ไม่อยากให้ลูกขาดพ่อ "
"วันที่เกิดเรื่องข้าเพียงแค่ไปเดินเล่นที่สระบัวกับอวี้เอ่อร์ อนุเมิ่งเห็นจึงเข้ามาทักทายข้าสองแม่ลูกเจ้าค่ะ"
"ข้าไม่อยากเสวนากับนางเท่าใดนักจึงพาอวี้เออร์กลับเรือน อยู่ๆนางก็ถามอวี้เอ่อร์ขึ้นมาว่าซื่อจื่อไม่ได้ไปหานานเท่าใดแล้ว นางบอกว่านางพยายามพูดกับซื่อจื่อให้มาหาอวี้เอ่อร์กับข้าแล้ว แต่ซื่อจื่อบอกว่ารอให้นางตั้งครรภ์ก่อนค่อยแวะมาหาพวกข้า"
"ตอนนั้นข้าโมโหมากจึงบอกให้หลันหลันพาอวี้เอ่อร์กลับเรือนไปก่อน ส่วนบ่าวคนอื่นๆที่ติดตามข้ามาก็ให้ออกไปรอที่ประตู ข้าเพียงต้องการบอกนางว่าให้ต่างคนต่างอยู่ ซื่อจื่อข้ายกให้นาง เพียงแค่นางไม่ล้ำเส้นข้ากับลูกชายตำแหน่งฮูหยินรองนางย่อมต้องได้แน่นอน"
"ไม่คิดว่าพอข้าพูดจบอยู่ๆนางก็จับแขนข้าไว้ แล้วโวยวายว่าตนเองผิดไปแล้ว ข้าตกใจมากเลยสะบัดแขนออกจากนาง นางก็แสร้งตกสระบัวไป ก็พอดีกันกับที่ซื่อจื่อเข้ามานั่นแหล่ะเจ้าค่ะ"
"หึ มารยานางดอกบัวขาว สามีเจ้าก็เชื่อว่าเจ้าผลักแม่อนุนั่นใช่หรือไม่เลยสั่งโบยเจ้าสามสิบไม้ เขาไม่คิดจะถามเจ้าเลยหรือ" ซูฮูหยินจากที่น้ำตาคลอๆก็เริ่มโมโหลูกเขยตนเองแล้ว
"เจ้าค่ะท่านแม่ เขาถามแค่บ่าวของอนุเมิ่ง ไม่ได้ถามข้าเลย พอข้าถามเขาว่าทำไมไม่ถามข้าบ้าง ซื่อจื่อกลับบอกว่าข้าหึงหวงเขาจนเกินขอบเขตจนเกือบทำให้อนุรักต้องเกือบตาย ไม่จำเป็นต้องถามไถ่แล้ว ก็สั่งโบยข้าเลย "
"ตอนนั้นอวี้เอ่อร์วิ่งเข้ามาขวางไม้จึงเกือบโดนลูกหลง ดีที่หลันหลันเข้ามาช่วยไว้ทัน ท่านพ่อท่านแม่ ข้าจะหย่ากับเขา แล้วก็ข้ากับอวี้เอ่อร์จะขอกลับมาอยู่กับท่านนะเจ้าคะ"
"ได้ๆ ลูกกับหลานข้าแค่สองคนข้าเลี้ยงได้ เจ้าไม่ต้องกังวล ไว้ให้แผลเจ้าหายดีก่อนค่อยลุกขึ้นมาเขียนหนังสือหย่าส่งไปที่จวนนั้นแล้วกัน" ซูฮูหยินรีบรับคำทันทีหย่ากลับมาอยู่ด้วยกันที่นี่ดีกว่าเหตุใดจะต้องให้บุตรสาวกับหลานชายของนางอดทนดูผู้อื่นมีความสุขบนความทุกข์ของตนเองด้วยเล่า ชื่อเสียงจะเสียหายสักเท่าไรกันเชียวในเมื่อมีจวนแม่ทัพซูอยู่ทั้งที
"ได้เจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้จะกลับมาวันไหนเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ไปประจำชายแดนได้สามปีแล้วข้าคิดถึง" นางมีพี่ชายสองคน พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้แต่งงานกันได้เจ็ดปีแล้ว ส่วนพี่ชายคนรองรายนั้นชื่นชอบการค้าขายยิ่งนักจึงยังไม่ยอมลงเอยกับใครสักที ตอนนี้น่าจะอยู่ระหว่างทางกลับจากการตรวจกิจการที่ต่างเมือง
"พรุ่งนี้พ่อว่าจะลองถามฝ่าบาทดูเหมือนกัน ฝ่าบาทเรียกพ่อไปพบพรุ่งนี้ คงจะเป็นเรื่องของเจ้ากับเจ้าลูกหมานั่นมากกว่า"
"ซินเอ่อแม่มาตั้งนานแล้วยังไม่เห็นอวี้เอ่อร์เลย"
"ข้าให้บ่าวพาอวี้เอ่อร์ไปนอนกลางวันเจ้าค่ะท่านแม่ ช่วงที่ลูกสลบไปหลันหลันบอกข้าว่าอวี้เอ่อร์ ไม่ยอมนอนนั่งเฝ้าข้าตลอดเลย พอหลับๆไปก็สะดุ้งตื่น ไม่ก็ละเมอร้องไห้ข้าเลยอยากให้เขาพักมากสักหน่อย"
"ดีแล้วๆ ช่วงเย็นเดี๋ยวพ่อกับแม่มารับสำรับกับเจ้าทั้งสองนะ เจ้านอนพักเถิดจะได้หายไวๆ ท่านพี่เรากลับกันก่อนเถิด"
"ได้ๆเอาตามที่ฮูหยินว่า พ่อกับแม่ไปก่อนนะ"
ตำหนักชินอ๋องหลังจากที่เมิ่งเหลียนฮวาออกจากจวนไปได้สามเค่อ ชินอ๋องจ้าวจื่อเหวินและพระชายาฮั่วเย่วอิงก็เดินทางมาถึงตำหนักในยามเว่ย(13.00-14.59น) ทั้งสองนั้นมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เนื่องจากระหว่างที่เดินทางใกล้ถึงเมืองหลวงต่างก็มีเรื่องโจษจันกันว่าบุตรชายนั้นลุ่มหลงอนุภรรยาที่พึ่งรับเข้ามาจนถึงขนาดสั่งโบยภรรยาที่ตบแต่งมาด้วยเกี้ยวแปดคนหามนานกว่าห้าปีโดยไม่กระพริบตาและตอนนี้ทั้งลูกสะใภ้และหลานชายของพวกตนนั้นก็ได้ขนย้ายข้าวของออกจากตำหนักกลับไปยังบ้านเดิมแล้ว โดยมีแม่ทัพซูเป็นผู้มารับเอง ดีเท่าใดแล้วที่ทางบิดาของลูกสะใภ้ไม่ลงมือสั่งสอนบุตรเขยคนนี้หากว่าจ้าวหนานหลิงมิใช่บุตรชายของสหายสนิทเช่นตนเกรงว่าป่านนี้คงนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปนานแล้วเมื่อชินอ๋องและพระชายาลงมาจากรถม้าก็มีบุตรชายจ้าวหนานหลิงสองพ่อลูกแซ่ไป๋และบรรดาบ่าวไพร่ออกมายืนต้อนรับ "ถวายพระพรเสด็จพ่อเสด็จแม่พะยะค่ะยินดีต้อนรับบ้านพะยะค่ะ" จ้าวหนานหลิงกล่าวทักทายคนทั้งสองด้วยความปิติยินดีที่
เมื่อพ่อบ้านไป๋ออกไปแล้ว จ้าวหนานหลิงก็ได้แช่น้ำชำระกาย คิดถึงเรื่องถุงหอมตอนที่เขาจะไปที่ค่าย ไม่ได้บอกกล่าวแก่เมิ่งเหลียนฮวา นางถึงขั้นสั่งให้บ่าวนำถุงหอมมาให้ตนเองถึงที่ค่ายทหาร ครานั้นเขาก็เพียงรับมาสูดดมแล้วก็พกติดตัวอยู่ตลอด ไม่ว่าจะทำสิ่งใด เพราะกลิ่นนี้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจริงๆเขาไม่เตยสังเกตุว่าตนเองมักจะคนึงหาแต่เมิ่งเหลียนฮวาทุกครา บางครั้งยามที่อยู่คนเดียวก็มักจะนั่งเหม่อลอยแต่ถุงหอมใบนั้นก็อยู่กับเขาได้ไม่ถึงสองวันก็มีเหตุให้ฉีกขาดระหว่างกำลังฝึกทักษะต่อสู้บนหลังม้าให้ทหารใหม่เมื่อขาดไปแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอันใด เพียงแต่เขากลับรู้สึกเมื่อยล้า ไม่มีกำลังและมักจะหงุดหงิด นอนหลับไม่สนิท ในทุกคืนก็สะดุ้งตื่นบ่อยครั้งเพราะในฝันนั้นมีเสียงสตรีนางนึงเอ่ยกับเขาว่า 'ท่านเป็นของข้า จงมาหาข้า จงปกป้องข้าจงเชื่อฟังข้า!'หลายวันเข้างานที่ต้องทำเสร็จแล้วกลับล่าช้าลงแต่ทุกอาการที่เกิดขึ้นนี้เขานั้นไม่ได้มีความรู้สึกคนึงหาเมิ่งเหลียนฮวาเลย จนกระทั่งวันนี้ที่เขาได
"คารวะซื่อจื่อ ขออภัยที่ข้ามิอาจลุกขึ้นคารวะท่านได้ตามพิธีการ" น้ำเสียงที่ฟังดูห่างเหิน อีกทั้งถ้อยคำที่กล่าวออกมานั้นราวกับนางนั้นไม่ได้กำลังสนทนาอยู่กับสามีร่วมผูกผมแต่นางกำลังสนทนาอยู่กับคนแปลกหน้า"ซินเอ่อร์ เจ้า..เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" จ้าวหนานหลิงน้ำเสียงสั่นแววตาเริ่มแดงก่ำภายในอกของเขาตอนนี้กำลังอัดอั้นเจียนจะขาดใจอย่างถึงที่สุด"เรียนซื่อจื่อ ข้าน้อยสบายดี รบกวนซื่อจื่อเรียกข้าว่าคุณหนูสามเถิด ข้าน้อยมิอาจเอื้อมจะสนิทกับซื่อจื่อได้หรอกเจ้าค่ะ" ตลอดทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมานั้นไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาเลย"ข้า..." จ้าวหนานหลิงนั้นไม่สามารถพูดประโยคหลังออกมาได้ว่า 'เป็นสามีเจ้าใยต้องเรียกเจ้าว่าคุณหนูสาม' เพราะประโยคนี้มันจุกอยู่ในอก สามีอะไรกันถึงทำกับภรรยาตนเองเช่นนั้น"ซื่อจื่อมาพอดีเลย คราแรกข้าตั้งใจว่าจะให้ท่านพ่อนำหนังสือหย่านี้ไปให้ท่านลงนาม แต่ฝ่าบาทขอเวลาไว้สามเดือน ข้ามาคิดดูแล้วเห็นว่าไม่
ในคืนวันเดียวกันยามห้าย(21.00-22.59น) หลังจากเมื่อยล้าอยู่กับการสะสางงานต่างๆที่ค้างคาระหว่างที่ตนไปจัดการราชกิจให้แก่ฮ่องเต้กำลังจะเตรียมเข้านอน ก็มีทหารเข้ามารายงานว่ามีกงกงจากในวังขอเข้าพบ"ให้เข้ามาได้""คารวะซื่อจื่อ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าพรุ่งนี้ยามซื่อ(09.00-10.59น) พะยะค่ะ" เจากงกงลูกศิษย์ของเกากงกงได้รับมอบหมายให้มาแจ้งรับสั่งในยามดึก"เข้าใจแล้ว มีอะไรอีกหรือไม่""ไม่มีแล้วขอรับ ข้าน้อยขอตัวก่อน""หยวนคัง พรุ่งนี้เจ้ากลับจวนไปก่อน ไม่ต้องตามข้าเข้าวัง" ไป๋หยวนคังเป็นบุตรชายของไป๋ซานพ่อบ้านใหญ่ตำหนักชินอ๋องเดิมทีพ่อบ้านใหญ่นั้นเป็นทหารในสังกัดของชินอ๋องมาก่อนแต่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ชินอ๋องจึงได้เสนอให้มาเป็นพ่อบ้านใหญ่ ตอนนี้ดำรงตำแหน่งนายกองอีกทั้งยังเป็นคนสนิทของจ้าวหนานหลิงอีกด้วย"ขอรับซื่อจื่อ งั้นข้าน้อยขอตัวก่อน" หยวนคังนั้นพึ่งกลับมาจากเมือ
"ทูล..ทูลรัชทายาท เป็นๆแผนการของฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูรองเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการช่วยให้คุณหนูรองได้หมั้นหมายกับหว่างซื่อจื่อ" จูถิงลนลานรีบสารภาพทันที ถ้านางไม่สารภาพตอนนี้ ก็คงต้องโดนทรมารเป็นแน่ จูจินเองเมื่อเห็นว่าสหายสารภาพแล้วตนก็สารภาพบ้าง"เดิมทีนายหญิงผู้เฒ่าไม่ชอบฮูหยินใหญ่ ต้องการให้เจียงอี๋เหนี๋ยงหลานสาวของตนมาเป็นฮูหยินเอก จึงได้ทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้างยามที่อี๋เหนี๋ยงวางยาให้ฮูหยินใหญ่ตายเมื่อสามปีก่อน เพราะอี๋เหนี๋ยงต้องการให้คุณหนูรองหมั้นหมายกับหว่างซื่อจือ แต่ตอนนั้นคุณหนูรองยังไม่ปักปิ่น วิธีเดียวที่จะหยุดการหมั้นหมายได้และตำแหน่งฮูหยินราชครูจะว่างลงคือให้ฮูหยินใหญ่ตายเจ้าค่ะ" จูจินสารภาพทุกสิ่งที่ตนรู้ออกมาจนหมดไส้หมดพุงเมื่อได้ยินคำสารภาพของจูจินแล้วฮูหยินผู้เฒ่าจากที่คราแรกนั้นเกรงกลัวรัชทายาทอยู่แล้ว ซ้ำตอนนี้ยังมาโดนเปิดเผยเรื่องที่ตนเองทำมาก่อนจึงเป็นลมทันที "พวกเจ้าใส่ร้ายข้า กล้าป้ายสี หักหลังข้า เนรคุณเลี้ยงไม่เชื่อง ท่านพ่อ
ในขณะที่ลู่จื่อหลานสิ้นหวังว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสรอดแล้วจึงเตรียมที่จะกัดลิ้นตาย ทันใดนั้น 'ปัง' บานประตูถูกถีบให้เปิดออกโดยชายผู้หนึ่ง ลู่จื่อหลานเริ่มสะอื้นพยายามร้องขอให้ช่วยด้วยเสียงอู้อี้ ม่านน้ำตาคลออยู่ทำให้นางมองไม่ชัดนักว่าเป็นผู้ใด"พวกเจ้าช่างกล้าไม่เบา ถึงกับกล้าทำร้ายคุณหนูใหญ่ของจวนราชครู " "เจ้าเป็นใครกัน คุณชายนี่ไม่ใช่เรื่องของท่าน" ว่าแล้วต้าหลางกับเอ่อหลางก็พุ่งเข้าไปทำร้ายรัชทายาท องค์รักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่รีบออกจากที่มืดมาคอยคุ้มกันผู้เป็นนายทันทีอีกมุมนึงลู่จื่อหลานที่โดนฤทธิ์ธูปปลุกกำหนัดก็นั่งขดอยู่ที่มุมนึงของเตียงนางพยายามทำให้ตนเองมีสติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าตนเองนั้นจะทำเรื่องน่าอายอันใดออกไป องค์รักษ์เงาจัดการสองพี่น้องอันธพาลได้ภายในพริบตาจึงคุมตัวออกไปที่นอกห้องรอเจ้านายสั่งการ รัชทายาทเห็นว่าจัดการคนร้ายเรียบร้อยแล้วกำลังจะเดินตามออกไปเช่นกัน แต่ก็ต้องชะงักเพราะตนเองนั้นเริ่มมีอาการของคนโดนพิษปลุกกำหนัด เมื่อหันไปมองรอบห้องจึงเห็นว่ามีธูปถูกจุดอยู่จึงได้หันไปหยิบฝากาน้ำชานำไปครอบไว้ เพราะถ้าใช้น้ำสาดควันก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นขณะที่ก







