LOGIN“ปกติพวกฮอตเนิร์ดชอบกินแบบไหนคะ”
“ฮอตเนิร์ดก็คน กินไม่ต่างจากคนอื่น” คิระพิงแผ่นหลังกับพนักพิง รู้ดีถึงนิยามที่หลายคนใช้เรียกเขา แต่ดูท่าคำถามของเขากับหญิงสาวจะมีความหมายต่างกัน
“พะวาหมายถึงแบบที่เราตื๊ดๆ กันเมื่อคืนค่ะ” พวงแก้มนวลสวยเริ่มระเรื่อขึ้น
“หนักกว่านั้น” คิระกดยิ้มลึกหลังตอบคำถาม ดูท่าคำพูดของเขาจะทำให้พะวารู้สึกหนาวราวกับอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ
พะวากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ รู้สึกเหมือนเธอกำลังแกงตัวเองอย่างไรอย่างนั้น หนักกว่านั้นเอวของเธอคงจะเคล็ดแน่ๆ แต่เมื่อขึ้นมาขี่เสือแล้วจะกระโดดลงตอนนี้ก็คงไม่ทัน พลันนึกไปถึงประโยคสนทนาของรุ่นพี่สามคนระหว่างจะเดินแยกย้ายกลับบ้าน
‘ฉันว่าจะไปผับเฮียคีอีก’ จริยาหันไปมองเพื่อนสองคนราวกับกำลังหาแนวร่วม
‘อาทิตย์นี้ฉันไม่ว่าง งานกองเท่าภูเขาแล้ว’ เกวลินขอบาย ก็อยากจะไปเที่ยว ไปสนุกอยู่หรอก แต่ต้องเคลียร์งานให้เสร็จเสียก่อน
‘โธ่ ฉันอยากไป เผื่อจะได้ปวดเอวทุกวัน’ จริยาทำหน้าเสียดาย
‘เขาทำทุกวันเลยเหรอ ปวดเอวแย่’ มณฑิกาทำตาโต คิดว่าคนที่เพื่อนกำลังปลื้มคงทั้งเด็ดทั้งแซ่บจริงๆ จริยาทำสายตาแพรวพราวใส่ ส่วนพะวาที่อยู่ในวงสนทนาด้วยขาพันกันจนแทบล้มหน้าคะมำ
เพิ่งรู้ว่าต้องเด็ดทุกวัน
พะวาดึงตัวเองออกจากห้วงความคิด สูดอากาศเข้าปอดลึกๆ แล้วมองคิระอีกครั้ง
“งั้นเราตื๊ดๆ กันที่นี่ได้ไหมคะ” แม้จะต้องปวดเอวแน่ๆ แต่ก็อยากทำให้คิระมีความสุข เธอมองว่าคนเรามีรสนิยมที่หลากหลาย และมันก็ไม่ได้ผิดแผกอะไร
ถึงอย่างนั้นก็เป่าปากหนึ่งหน ที่อาจจะต้องเอวปวดทุกวัน
“ที่นี่” คิระเอียงคอมอง
“ถ้าหนักกว่าเมื่อคืนก็ต้องที่นี่ค่ะ ที่บ้านกลัวเตียงหัก”
เมื่อวานเธอได้ยินเสียงออดแอดของเตียง กลัวว่าจะต้องเสียเงินเปลี่ยนเตียงใหม่ พวงแก้มแดงระเรื่อ ใช่ว่าไม่อายที่พูดออกไป แต่ถ้ามีอะไรที่ต้องการก็พูดกันให้เข้าใจ ดีกว่ามานั่งอึดอัดใจกันทีหลังคิระมองคนที่กลัวเตียงหัก แล้วมีรอยยิ้ม
ส่วนพะวากำลังมองโซฟาตัวยาวก่อนพบกับความกังวล กระจกใสบานใหญ่ด้านหลังนั่นทำให้ต้องขยับตัวลุกไปมองดู
กระจกโปร่งใส...เธอมองเห็นพื้นที่ชั้นล่างทั้งหมด นักเที่ยวหลายคนกำลังเมามันกับการยักย้ายร่างกายไปมา หลายคนพูดคุยกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน บางคนก็กำลังกอดรัดนัวเนียกับคนรักที่มาด้วย นาทีนั้นร่างอรชรก็สะดุ้งนิดๆ เมื่อมีร่างโตมายืนซ้อนด้านหลัง
ไอความร้อนผะผ่าวแผ่ให้พะวายิ่งรู้สึกหนาว และคำว่าหนักกว่านั้นวนเวียนอยู่ในสมอง ดวงหน้าเอี้ยวไปมองคนที่ใช้มือทั้งซ้ายและขวาค้ำอยู่ระหว่างศีรษะของเธอ
และนั่นทำให้ได้เห็นรอยยิ้มมีเสน่ห์ของคิระ ยิ้มที่ราวกับมาจากพ่อมดที่มีเวทมนตร์ แค่ร่ายคาถาร่างกายของเธอก็อ่อนปวกเปียก
ยิ่งตอนที่มือใหญ่โอบดึงเธอให้หันไปเผชิญหน้า ยิ่งรู้สึกเหมือนเขายื่นมือเข้ามาดึงหัวใจออกจากอก มันไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บ แต่กลับทำให้ยิ่งโหยกระหาย อยากให้เขาดึงซ้ำไปซ้ำมา จากนั้นก็ได้รับจูบเบาๆ บนกลีบปากอิ่ม จูบที่นุ่มนวลคล้ายกับเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย
แน่นอนว่าหลังจากนั้นทั้งจานหลัก จานรองต้องตามมาแน่ ทว่าพะวายังไม่หมดความกังวล
“ล็อกห้องหรือยังคะ”
ถ้าจู่ๆ มีพนักงานของเขาเปิดพรวดพราดเข้ามาคงแย่ เธอยังไม่อยากถูกเมาท์และถูกเล่าขาน แต่สิ่งที่ตอบกลับมาเป็นรอยยิ้มอีกแล้ว
ยิ้มในครั้งนี้เป็นราวกับเครื่องดื่มสีอำพันที่กะจะมอมให้เธอเมา ทำให้ใจสั่นพอสมควร เมื่อเขาไม่ตอบก็เปลี่ยนคำถาม
“กระจกใสหรือทึบคะ” พะวาเบี่ยงหน้าไปมองกระจก แล้วรู้สึกว่ากำลังถูกแกล้ง เมื่อคิระเอาแต่ยิ้มจึงใช้เสียงเข้มนิดๆ
“คุณคี”
เมื่อเขายังเงียบ เธอเลยตีความว่ากระจกใส ขอคิดในแง่ร้ายไว้ก่อน ถึงอย่างนั้นคิระก็ยังไม่ยอมตอบ เอาแต่ดันร่างของเธอไปติดกับโต๊ะทำงาน ชั่วครู่ต่อมาก็มีเสียงดังพึ่บดังขึ้น
จังหวะนั้นคำตอบที่ต้องการก็ดังพ้นปากหยักมา
“ทึบ”
พะวาส่งตาค้อน ก็ทึบน่ะสิ เพราะเขาใช้รีโมตกดให้ผ้าม่านเลื่อนปิด ภายในห้องจึงมืด ไม่ทันได้เอ่ยอะไรอีก ริมฝีปากหนาก็จูบประทับปากอิ่มราวกับเขาอยากจะทำให้เธอได้เข้าใจความหมายของคำว่าทึบได้มากขึ้นกว่าเดิม
ทึบที่ว่า นั่นคือสมองของเธอน่ะตื้อทึบไปหมด นึกอะไรไม่ออกเลย นอกจากคำว่า อือ...อ่า ที่ปล่อยพ้นลำคอหลังก้นของเธอถูกช้อนขึ้นไปบนโต๊ะทำงานที่เป็นกระจกเย็นเฉียบ จากนั้นก็เห็นคิระถอดแว่นวางไว้ที่มุมหนึ่ง
พะวาสะดุ้งเล็กๆ เมื่อเส้นผมสีดำขลับสยายออกเพราะยางรัดผมสีดำถูกดึง สายตาหันมองเล็กน้อย เธอง่วงมากจริงๆ ถึงนอนทั้งที่ยังรัดผมอยู่
ปลายนิ้วแกร่งสอดเข้าไปไล้เส้นผมที่ยุ่งของพะวาให้เรียงเส้นตรง นัยน์ตาสีเข้มจดจ้องเจ้าของพวงแก้มที่แดงระเรื่อ ก่อนเลื่อนมือต่ำลงไปหยุดยังท้ายทอยเล็ก
คิระนวดเบาๆ คล้ายอยากจะช่วยให้พะวาผ่อนคลาย ตาดวงเล็กจึงหลับลงรับสัมผัสนั้น
ร่วมห้านาทีกว่ามือแกร่งจะเลื่อนไล้ต่ำลงไป เขาไปยุ่มย่ามอยู่กับกระดุมเสื้อเชิ้ตของพะวา คนเป็นเจ้าของจึงลืมตาขึ้น
นาทีนั้นความเขินอายได้ลามไปทั่วใบหน้า เพราะตาคมกริบจดจ้องอย่างเสน่หา
คิระปลดกระดุมไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงเม็ดสุดท้าย มือใหญ่แหวกเสื้อเชิ้ตให้เปิดออกแล้วใช้สายตาชื่นชมความสวย
พะวารู้สึกว่าตาคู่นั้นของคิระไม่ต่างจากยาปลุกความปรารถนา แค่เขามองผิวกายก็ร้อนผ่าวขึ้น ยิ่งยามถูกจูบยิ่งรู้สึกโหยกระหาย“อื้อ”
เสียงซ่านสยิวดังจากปากนุ่มเพราะถูกจูบอย่างรุกหนัก ผสมกับแรงขยำจากปลายนิ้วที่กำลังละเลงบนทรวงกลมกลึง
คิระสะกิดยอดปทุมถันจนชูชัน แล้วเลื่อนปากตามมางับกัดเบาๆ
“คุณคี”
ส่วนคิระตรงดิ่งไปยังร้าน หลังโยนงานให้คนสนิทดูแลมาสองวัน ไม่ทันไปถึงก็ได้รับสายจากเจ้าตัว “เฮียครับ นักสืบติดต่อกลับมาว่าอยากพบเฮียครับ เห็นว่าโทร.ไปหาเฮียแล้วแต่เฮียไม่รับ” กรวัฒน์แจ้งถึงธุระสำคัญ เสียงนั้นยังติดง่วงอยู่นิดๆ ก็เวลานี้ไม่ใช่เวลาตื่นของเขา ต่างจากเสียงของรุ่นพี่ที่ดูเหมือนไม่มีอาการง่วงเลยสักนิด “ฉันลืมหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นมาด้วย บอกให้เขาเข้ามาเจอที่ร้านได้เลย” คิระมองหารอบรถก่อนถึงตอบ แล้วมุ่งหน้าไปให้ถึงร้าน เดินตรงขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อรอนักสืบที่ว่าจ้าง คิดว่าฝ่ายนั้นคงมีความคืบหน้ามารายงาน ประมาณสองชั่วโมงต่อมาผู้ชายรูปร่างสันทัด ผิวขาว แต่งตัวดูสุภาพก็ก้าวเท้าเข้ามาหาพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาล “สวัสดีครับคุณคี” “เชิญนั่งครับคุณประสิทธิ์” คิระขยับตัวลุกขึ้น มือผายเชิญนักสืบที่เขาว่าจ้างให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้า ประสิทธิ์กดศีรษะลงเป็นมารยาท พอแผ่นหลังตั้งตรงก็ยื่นซองเอกสารไปให้แก่ลูกค้า “นี่เป็นประวัติที่คุณคีอยากได้ครับ และเดี๋ยวผมจะส่งสำเนาทั้งหมดเข้าเมลให้ด้ว
“เช้าแล้วค่ะ” พะวาทำตามที่รับปากไว้ว่าพอเธอตื่นจะปลุกคนตัวโต สายตากลมโตจ้องมองคนที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมาพิงแผ่นหลังกับหัวเตียง คิระบิดศีรษะไปทางซ้ายและขวาขับไล่ความง่วง แล้วได้ยินคำถามที่ทำให้ส่ายหน้า “ธุระที่ไปทำเป็นทางการไหมคะ พะวาจะได้รีดชุดให้” “ไม่ต้องหรอก ฉันแค่จะไปส่งพะวา” คนตัวโตเฉลยพร้อมรอยยิ้ม “พะวาคือธุระของคุณคีหรือคะ” นิ้วเรียวสวยชี้เข้าหาตัวเอง คิระจึงพยักหน้าบอกซ้ำ เสียงใสๆ จึงร้องค้านโต้ตอบไป “คุณคีนอนต่อไปเถอะค่ะ พะวานั่งรถแท็กซี่ไปเองได้” คิดว่าชายหนุ่มคงกลัวเธอจะลำบาก และไม่วายยังห่วงอยู่เล็กๆ จึงตั้งใจจะพาเธอไปส่งยังที่ทำงาน “ฉันอยากไปเห็นว่าพะวาทำงานที่ไหน พะวาไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวสาย” คิระมองเด็กดื้อที่ไม่ยอมให้เขาไปส่ง แม้ให้เหตุผลนั้นไปก็ยังไม่ได้ผล จึงมัดมือชกด้วยการดันร่างเล็กให้รีบไปชำระร่างกาย พะวาทำสีหน้าอ่อนใจ สุดท้ายก็ต้องยอมโอนอ่อนให้ ส่วนชายหนุ่มขยับตัวลุกหลังพะวาเดินหายไปอาบน้ำ ไปยืนทอดตามองยามเช้าที่ไม่ค่อยได้สัมผัส มันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเด่อะไรสักนิดกับบรร
เธอก็คือเธอ ไม่มีทางแทนใครได้ และเอาเข้าจริงๆ แม้จะมีส่วนที่คล้าย แต่ส่วนต่างก็มีมาก “บางอย่างที่ไม่สำคัญพี่ก็ทิ้ง แต่บางอย่างที่มีประโยชน์ พี่ก็เลือกจะเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะปอหรอก” คิระจัดแจงแถลงไขให้ปาฏลีได้กระจ่างใจ ปาฏลีรู้สึกเหมือนโดนปิดประตูใส่หน้า น้ำตาเม็ดกลมและเสียงสะอื้นไห้ก็ดังขึ้นอีก หนนี้หนักกว่าเดิม... “ฮือ” “เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่ไม่ได้หรือคะ ปอผิดไปแล้วค่ะพี่คี” แม้จะร้องไห้แทบขาดใจ ปาฏลียังพยายามปล่อยถ้อยคำออกมาด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นขาดหาย “พี่ว่าปอสมควรกลับไปพักผ่อน พี่จะโทร.ให้ไอ้ปิงมารับ” คิระตัดบท หากจะมองว่าตนใจร้ายก็ยอมรับ ดีกว่าไปให้ความหวัง ทั้งที่ไม่มีให้ “ปออยากอยู่กับพี่คี อยากอยู่ห้องของเรา” ปาฏลีส่ายหน้าระรัว เธอไม่อยากกลับไป คนที่ต้องการอยู่ตรงหน้าแล้ว นั่นทำให้ได้ยินคำร้องถามที่รู้สึกว่าหัวใจถูกเหวี่ยงไปไกลลิบ “แล้วพี่กับพะวาจะต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่นหรือปอ ทำไมพี่กับพะวาต้องลำบากด้วย” น้ำเสียงของคิระมีความติเตียน เขาสงสารปาฏลี แต่ก็ใช่ว่าต้องเสียสละไปทุกอย่าง ปาฏลี
“คุณคีมีธุระหรือคะ” พะวาเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย “อื้ม” คิระกดหน้ารับ มือข้างหนึ่งลูบหลังนวลสวยเล่นไปมา ไม่ทันไรกลับต้องขยับตัวออกห่างเพราะมีสายเรียกเข้าจากกรวัฒน์ “เดี๋ยวฉันไปคุยงานกับเก่งแป๊บนะ” หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินแยกตัวไปคุยงานที่ระเบียงห้อง ส่วนพะวาขยับตัวลุกเพราะรู้สึกหิวน้ำ เดินไปยังไม่ถึงตู้เย็นขนาดเจ็ดจุดสี่คิวสีเทาเข้ม ฝีเท้าก็ต้องเปลี่ยนทิศทางเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ก๊อกๆ พะวาหยุดเท้าหันมองคิระ ชายหนุ่มยังคุยโทรศัพท์จึงถือวิสาสะเป็นผู้เปิดประตูต้อนรับ อดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันมาเวลาดึกดื่นแบบนี้ พอเปิดประตูออกพะวาก็ได้พบกับผู้หญิงรูปร่างเล็กคนหนึ่งที่ทำให้เธอชะงักตัวอย่างแรง ปากนั้นค่อยๆ เอ่ยถามออกไป “มาหาใครหรือคะ” ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูชะงักกึกไปไม่ต่างกันราวกับผิดหวัง เพราะคนที่เปิดประตูไม่ใช่คนที่ต้องการ แล้วสองสาวก็จดจ้องมองกัน นาทีต่อมาพะวาก็เริ่มกัดปาก ใช่...ใช่ไหม พะวาเอ่ยคำฮิตติดปากอยู่ในใจเมื่อมองดวงหน้าของผู้หญิงตรงหน้าให้ดี ก่อนหันหลังไปมองเสียงฝีเ
“หรือต้องให้ฉันป้อน” คิระเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม สีหน้าของเขาเวลานี้น้อยนักที่หลายคนจะได้เห็น สีหน้าของปีศาจ แถมยังเป็นเวลาที่กรุ่นโกรธอีกด้วย “หนูไม่กิน...” คนทำผิดส่ายหน้า ไม่มีทางดื่มมันแน่ๆ หากมียาพิษขึ้นมาจะทำอย่างไร แล้วมองไปยังคนที่เธอหมายตา อยากได้ความช่วยเหลือ กรวัฒน์นิ่งมอง เขาไม่อาจช่วยคนที่ทำผิดไว้ได้ ก่อนเจ้าตัวจะได้รับคำสั่งที่ให้ปฏิบัติตาม “จับหน้าไว้เก่ง ฉันจะป้อนน้ำเด็กคนนี้” น้ำเสียงของคิระดูเลือดเย็น ไม่มีแววอบอุ่นเหมือนอย่างเคย เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นโดยพลัน “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย...ปล่อยฉันไปนะ” คนที่อยากได้จนยินยอมทำผิดโวยวาย ดีดตัวจะลุกหนีจากเก้าอี้ ไม่ทันได้ไปไหน กรวัฒน์ก็ปรี่เข้ามาประชิดกดหัวไหล่ให้ไม่สามารถขยับไปไหนได้ คิระขยับตัวอย่างเชื่องช้า มือใหญ่ยกแก้วขึ้นมองความใสของน้ำ แล้วเขย่าไปมาเล็กน้อยราวกับอยากให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นสีเดียวกับน้ำ คนทำผิดที่กลัวจับใจ ปากสั่นจนฟันกระทบกัน สติหลุดกระเจิงเพราะความกลัวมากระชากให้ลอยหวือออกจากสมอง น้ำตาร่วงเผาะลงไม่ขาดสาย มือนั้นพยายา
บทที่ 9 คนของฉัน “ขอบคุณคุณคีนะคะที่พาพะวามาหาหมอ” คำขอบคุณพ้นปากนุ่มที่มีอาการบวม นัยน์ตากลมโตมองคิระอย่างขอบคุณ โชคดีที่ไม่ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ก็แค่งดใช้ส่วนบอบบางไปสักระยะหนึ่ง และต้องพักผ่อนให้เพียงพอให้ร่างกายฟื้นตัวกลับมา ห้ามทำอะไรเกินพิกัดและหักโหมไปสักสองสามวัน “ฉันดูแลพะวาได้ไม่ดี ฉันไม่ควรได้รับคำนั้น และฉันต้องขอโทษพะวาด้วยนะที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” คิระยื่นมือไปลูบมือนุ่ม นัยน์ตาฉายชัดถึงคำขอโทษ “คุณคีจะขอโทษทำไมคะ คุณคีไม่ได้เป็นคนวางยาพะวาเสียหน่อย” เธอไม่ได้รู้สึกโกรธชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย ต้องโกรธคนที่คิดทำเรื่องบ้าๆ นี่ต่างหาก “ฉั







