เข้าสู่ระบบ“ถึงแล้ว... ลงไปซื้อของตามนี้ จะมีร้านอยู่ด้านในเดินตรงไปอย่างเดียว ไปไม่ถูกก็ถามคนในตลาดเอา”
เขตต์นทีเอ่ยขึ้นเสียงเรียบพร้อมยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่จดรายการวัตถุดิบยาวเหยียดให้หญิงสาว ทันทีที่รถยนต์จอดสนิท บริเวณลานจอดรถของตลาดเช้าที่ยังคงคึกคัก
อาภารับกระดาษมาเปิดดู
“แล้ว…เอ่อ…เราไม่ไปด้วยกันเหรอคะ”
“ไม่อ่ะ ผมจะไปหาอะไรกิน” เขาตอบสั้นๆ ตามสไตล์ ชนิดที่ไม่คิดจะขยายความต่อเลยว่า ‘หาอะไรกิน’ ที่ว่านั้นคือที่ไหน ทว่าก่อนที่อาภาจะทันได้ก้าวขาลงจากรถ สายตาของหล่อนก็พลันสะดุดกับท่าทีแปลกๆ ของคนข้างๆ เขตต์นทีหยิบหน้ากากอนามัยสีเข้มขึ้นมาสวมปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็ยกหมวกฮู้ดของเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นมาครอบศีรษะ รูดซิปขึ้นสูงจนเกือบปิดถึงคางอย่างมิดชิด
วันนี้อากาศยามเช้าก็ไม่ได้หนาวเหน็บถึงขั้นต้องแต่งตัวมิดชิดราวกับอยู่ในฤดูหนาวแถบยุโรปเหนือขนาดนั้น!
อาภาพกความสงสัยไว้เต็มอก นัยน์ตาคู่สวยหรี่มองพฤติกรรมแปลกๆนั้นอย่างจับผิด...
‘ใส่แมสก์ ดึงฮู้ดครอบหัว สวมแจ็กเก็ตมิดชิดขนาดนี้... นี่มันทรงคนกำลังพรางตัวชัดๆ!’
สัญชาตญาณความระแวดระวังของหล่อนร้องเตือนขึ้นมาอีกครั้ง ทำไมเขาต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงหน้านี้ จนหล่อนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ากำลังจะเรียนชงกาแฟกับอาชญากรในคราบบาริส ต้าอยู่หรือเปล่า
“มองอะไร... จะไปไหมตลาด” น้ำเสียงอู้อี้ลอดผ่านแมสก์หนา พร้อมสายตาติดรำคาญที่จ้องกลับมา ทำเอาอาภาสะดุ้งเล็กน้อย
“ไปค่ะไป! ซื้อเสร็จแล้วเดี๋ยวเจอกันนะคะ”
อาภารีบตัดบท ยิ้มแหยๆ ส่งให้ ก่อนจะก้าวเท้าออกเดินปะปนหายไปกับผู้คนในตลาด แต่ในใจกลับยังคงสลัดภาพ ‘การพรางตัว’ ของเขาออกไปไม่ได้เลยสักวินาทีเดียว
อาภาใช้เวลาเดินวนอยู่ในตลาดครู่ใหญ่เพื่อซื้อหารายการวัตถุดิบต่างๆ ตามรายการในกระดาษจนครบถ้วน สองมือหิ้วของพะรุงพะรังเดินกลับมายังลานจอดรถ
ภาพที่เห็นคือเขตต์นทียืนพิงข้างตัวรถรออยู่แล้ว ในมือของเขามีถุงอาหารร้อนๆ จากตลาดเช้า ทั้งโจ๊ก ต้มเลือดหมู และปาท่องโก๋ ถุงกระดาษรองน้ำมันส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย
“ผมไม่ได้ซื้อมาเผื่อคุณหรอกนะ... พอดีตลาดเช้าที่นี่ไม่น่าจะมีอะโวคาโดจากเม็กซิโกหรือขนมปังซาวร์โดโฮมเมดขาย”
น้ำเสียงแซะเรียบๆ ลอดผ่านแมสก์ที่สลัดลงมาไว้ใต้คาง พูดจบเขาก็ล้วงมือลงไปในถุงหิ้ว ตั้งท่าจะหยิบปาท่องโก๋ร้อนๆ ตัวยาวขึ้นมาเข้าปาก
แต่... มือของอาภากลับไวกว่า!
หล่อนเอื้อมมือฉกปาท่องโก๋ตัวนั้นตัดหน้าไปเฉยๆ แล้วส่งเข้าปากตัวเองทั้งอัน เคี้ยวแก้มตุ้ยๆ อย่างไม่เกรงใจ
“อื้อออ... อร่อย! ฉันก็กินแบบที่นายแล้วก็คนแถวนี้เขากินกันนั่นแหละ!”
อาภาพูดทั้งที่อาหารยังเต็มปาก พลางลอยหน้าลอยตาเชิดใส่ ‘ตาทรงโจรหน้าตึง’ ชนิดที่ว่าต่อให้ด่าว่าเป็นพวกไฮโซติดหรูอีกกี่คำ หล่อนก็ไม่สะทกสะท้าน แถมยังกลืนลงคอได้อย่างหน้าตาเฉย
เขตต์นทีรีบดึงแมสก์ขึ้นมาปิดบังใบหน้าตามเดิม พร้อมกับเบือนหน้าหันไปทางอื่นทันที... เพราะเขากลัวว่าจะหลุดหัวเราะออกมาจริงๆ ที่ได้เห็นท่าทางเหมือนเด็กไม่ยอมแพ้และอาการลอยหน้าลอยตาของอาภา
‘ยัยไฮโซเอ๊ย... บทจะกวนประสาทก็ใช่ย่อยเหมือนกันนี่หว่า’
ชายหนุ่มทำเป็นกระแอมไอแก้เก้อในแมสก์ ปรับสีหน้าให้กลับมาตึงเรียบตามเดิม ก่อนจะหันกลับมาขมวดคิ้วมองร่างบางที่ยังคงเคี้ยวปาท่องโก๋อย่างมีความสุข
“กินเสร็จแล้วก็เอาของขึ้นรถ จะได้กลับไปฝึกชงสักที... วันนี้ถ้าชงออกมาเป็นน้ำล้างมือ ผมไม่ให้เลิกง่ายๆ แน่”
เขาเอ่ยเสียงเข้มตัดบท แต่ดวงตาคมกริบภายใต้หมวกฮู้ดนั้นกลับไหวระริกไปด้วยความขำที่ต้องพยายามซ่อนไว้สุดชีวิต
เมื่อมาถึงปากทาง เขตต์นทีหันมาบอกให้อาภาขับรถไปจอดที่หน้าบ้านของหล่อนได้เลย เพราะกว่ารถน้ำแข็งจะมาส่งก็คงประมาณแปดโมงเช้า
เขาหยิบถุงโจ๊กส่งให้อาภาถุงหนึ่ง
“กินซะ จะได้มีแรงเรียนยาวๆ เจอกันแปดโมงครึ่ง... ห้ามเลทอีกล่ะ”
เอ่ยจบเขาก็ปลดเข็มขัดนิรภัย เปิดประตูเดินลงจากรถไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้อาภาได้ทันตั้งตัวหรือเอ่ยปากขอบคุณสักคำ
อาภามองถุงโจ๊กร้อนๆ ในมือสลับกับแผ่นหลังสูงโปร่งของ ‘นายครูฝึกหน้าตึง’ ที่กำลังเดินกลับเข้าบ้านเช่าไป ความอบอุ่นเล็กๆ วาบขึ้นมาในอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าที่เหนื่อยล้า
‘ถึงจะปากหม-...กวนประสาท แต่ก็… ขอบใจนะ’
หล่อนทอดสายตามองตามหลังเขาไปจนสุดสายตา ก่อนจะลงจากรถบ้าง หล่อนยืนรวบรวมพลังพร้อมรับศึกหนักในการเรียนชงกาแฟยามเช้าที่กำลังจะมาถึง
สี่เดือนต่อมา... สายฝนยามบ่ายกระหน่ำสายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทว่าอาภากลับยังไม่อยากปิดร้าน หล่อนขนเสื่อขนหมอน ปูนอนรับลมเย็นๆ อยู่ตรงระเบียงบ้านพี่ต่าย ข้างกายมีกองหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นเล่มโตที่ขนมาจากในบ้าน โดยมี เจ้าเจื๋อ นอนขดตัวอยู่ใกล้ๆ อย่างคุ้นเคย หลังจากที่มันเคยซึมๆไปพักใหญ่ ในช่วงแรกๆ ที่เขตต์นทีหายตัวไป แม้ทุกวันนี้มันยังคงแวะเวียนไปเดินวนเวียนที่บ้านหลังนั้นอยู่ทุกวัน แต่ดูเหมือนระเบียงบ้านของหล่อนจะกลายเป็น ‘รังหลัก’ แห่งใหม่ของมันไปเสียแล้ว อาภาเริ่มคุ้นชินและตกหลุมรักชีวิตอันแสนเรียบง่ายเช่นนี้... ในแต่ละวัน หากไม่นับช่วงเวลาที่ต้องกดรับออเดอร์กาแฟ หล่อนแทบไม่ได้แตะต้องโทรศัพท์มือถือ ไม่ได้ไถฟีดอ่านข่าวเครียดๆรอบโลกหรือ ดราม่าไร้สาระ ข่าวปลอม ข่าวแชร์มาตั้งแต่ชาติปางไหนจากบรรดาครีเอเตอร์มือสมัครเล่นที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองอีกเลย หล่อนพบความสุขกับการพาตัวจมตัวเองลงไปในกองนิยาย การ์ตูนเล่มเก่า หรือแม้กระทั่งหนังสือเรื่องย่อละครฉบับเล่มละ 25 บาทในยุค 90 ถึงต้นยุค 2000 ละครหลายเรื่องเป็นชื่อที่ไม่เคยผ่านตาและหล่อนไม่เคยดูมาก่อน บางครั้งพี่ต่ายทิ้งบ
เขตต์นทีเดินตรงมาหาอาภาพร้อมกับหอบกล่องลังใบโตอย่างระมัดระวัง ภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยกระป๋องอาหารแมวแบบเปียก ขนมแมวเลีย ถุงมือเช็ดตัว ตลอดจนยาหยอดและยาพ่นสารพัดชนิด ชายหนุ่มวางกล่องลงตรงหน้าหล่อน นัยน์ตาคู่คมแฝงความห่วงใยและอาลัยอาวรณ์ไว้อย่างปิดไม่มิด “หลังๆ มานี้เจ้าเจื๋อมันติดผมมาก จนไม่ยอมกลับไปหาพี่ต่ายเลย... หรือต่อให้กลับไป ก็แค่ไปเดินวนไม่กี่รอบ มันก็ชอบเดินข้ามถนนกลับมาหาผมอีก” เขาระบายยิ้มบางๆ ก่อนจะสบตาหล่อน “ถ้าช่วงที่ผมไม่อยู่ แล้วมันแวะมาป่วนแถวนี้... ผมฝากคุณช่วยให้ข้าว ให้ขนมมันด้วยนะ” “คุณจะไปนานแค่ไหนคะ” อาภาเอ่ยถาม น้ำเสียงและหัวใจเริ่มวูบโหวง สัญชาตญาณร้องบอกว่าการเดินทางครั้งนี้ของเขาจะไม่เหมือนทุกครั้ง “ไม่รู้สิ... อาจจะหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน” “ค่ะ...” “เจื๋อมันกินวันละสามมื้อนะ แต่มื้อละแค่นิดเดียว สองช้อนกินข้าวนิดๆ ก็น่าจะอิ่มแล้ว” เขาพยายามกำชับรายละเอียดกลบความเงียบที่เริ่มเข้าปกคลุม “แล้ว...ระหว่างนี้ คุณจะกลับมาเยี่ยมมันที่นี่บ้างไหม” หญิงสาวเค้นเสียงถาม นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่กักเก็บไว
‘อุ๊ย... เริ่มตื่นเต้นขึ้นแล้วสิ’ อาภาที่แนบหูฟังอยู่ข้างนอกขมวดคิ้ว ความสับสนในความสัมพันธ์ซับซ้อนนี้ทำให้หล่อนงงงวย แต่ยิ่งฟังกลับยิ่งลุ้นจนลืมความเศร้าไปเสียสนิท “ฉันไม่เคยบอกว่าจะไม่รับสิ่งที่ควรเป็นของฉัน...” เขตต์นทีเอื้อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงดุดันและเยือกเย็น “ฉันจะรับไว้แน่ แต่ต้องไม่มีเธอเข้ามาเสวยสุขร่วมกับฉันแม้แต่อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ถ้าเขาเห็นว่าฉันมีสายเลือดของเขาจริง เขาก็ต้องยกให้ฉันทั้งหมด ไม่ใช่แบ่งมาให้คนนอกอย่างเธอ!” “ไอ้เก็ท! ไอ้สารเลว!” ลิต้าสติหลุด “ธาตุแท้ของแกมันก็โลภ คิดการใหญ่จะเอาทุกอย่างเหมือนแม่แกไม่มีผิด! แล้วเป็นไง... สุดท้ายก็โดนเขี่ยทิ้งให้ตกอับเป็นอีนังบ้านนอก...” เขตต์นทีสาวเท้าเข้าหาหล่อนทันทีด้วยสายตาคุกคาม ทว่าหนนี้ลิต้ากลับชักอาวุธปืนสั้นในกระเป๋าออกมา เล็งตรงมายังอกของเขาอย่างรวดเร็ว! ทว่าชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะชะงักเท้า หรือมีแววตระหนกแม้แต่น้อย เขายังคงก้าวเข้าไปหาลำกล้องปืนนั้นด้วยรอยยิ้มหยัน “นึกว่าฉันกลัวเหรอ... ยิงสิ ยิงเลย เอาเลย! แล้วเธอจะได้นอนเน่าอยู่ในคุกพร้อมกันหลายคดี” “แก...
แดดยามบ่ายแผดแสงจัดจ้าเมื่ออาภาขับรถกลับมาถึงบ้าน หลังจากออกไปจัดการธุระที่ธนาคารและแวะจับจ่ายข้าวของเครื่องใช้ในเมืองมาตลอดทั้งช่วงเช้า หล่อนเดินยกของขึ้นบ้านอย่างไม่เร่งรีบนนัก ทว่ายังไม่ทันจะได้พักผ่อนให้หายเหนื่อย สายตากลับพลันสะดุดเข้ากับเงาร่างของยานพาหนะคันหนึ่งที่เคลื่อนเข้ามาจอดตรงบริเวณทางเข้าบ้านของเขตต์นที หญิงสาวร่างเพรียวระหงก้าวลงมาจากรถอย่างมีท่วงท่า หล่อนดูสง่างามและมีภูมิฐาน... แต่ไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมที่เคยปรากฏตัวเมื่อวันที่หล่อนปรึกษาเขาเรื่องที่ถูกโกง ความสงสัยฉายวูบขึ้นมาในหัวใจของอาภา หรือว่าหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้คือ ‘รวินปรียา’... ผู้หญิงที่มีชื่อปรากฏหราอยู่บนใบสำคัญการแต่งงานฉบับนั้น? สัญชาตญาณความอยากรู้แปรเปลี่ยนให้หล่อนนึกสวมบทบาทเป็น ‘มนุษย์ป้า(จอมจุ้น)ข้างบ้าน’ ขึ้นมาในทันที อาภาค่อยๆ ย่องดอดเข้าไปใกล้บริเวณเขตบ้านของชายหนุ่มอย่างเงียบเชียบ หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักตุ่มๆ ต่อมๆ ด้วยความตื่นเต้นและหวาดหวั่น ลึกๆ แล้ว หล่อนแอบสบถบอกตัวเองในใจว่า... หากเดินไปเห็นเขาสองคนกำลังออดอ้อนพลอดรักกันอยู่จริงก็คงจะดีไม่น้อย เพราะอย่างน้อยที
แสงแดดยามเช้าที่เริ่มสาดแสงแรงขึ้น ลอดผ่านม่านเข้ามาปะทะดวงตา ทำให้เขตต์นทีต้องค่อยๆ เคลื่อนเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก ความปวดจี๊ดบริเวณขมับพุ่งปราดเข้าเล่นงานทันทีที่พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง ร่างกายหนักอึ้งชาไปทั้งแถบจากผลพวงของแอลกอฮอล์ที่โหมดื่มเข้าไปเมื่อคืน เขายกมือขึ้นคลึงขมับ พลางกวาดสายตามองไปรอบห้องพักที่เงียบสงบ ความทรงจำอันพร่ามัวค่อยๆ ฉายซ้ำขึ้นมาในหัว... เขาจำได้ลางๆ ถึงสัมผัสอันอ่อนโยน น้ำเสียงห่วงใย และใบหน้าของอาภาที่เข้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ‘อาภามาที่นี่จริงๆ หรือเราแค่เมาจนฝันไปกันแน่วะ?’ ชายหนุ่มเค้นถามตัวเองในใจด้วยความสับสน ทว่าจานชามและคราบเครื่องดื่มที่ถูกจัดเก็บไปจนราบเรียบกลับยิ่งทำให้เขาแน่ใจว่าเรื่องเมื่อคืนไม่ใช่แค่ภาพหลอน เขตต์นทีสะบัดหัวไล่ความมึนงง พลางก้าวลงจากเตียงตรงเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟันอย่างเร่งรีบ เขาพยายามตั้งสติ ก่อนจะเปิดประตูออกจากบ้าน มุ่งหน้าตรงไปยังร้านกาแฟเพื่อไปเก็บหนี้ค่าสอนบาริสต้า เป็นกาแฟหนึ่งแก้วยามสาย ตามที่เคยทำมาตลอด เขาตั้งใจดำเนินชีวิตไปตามกิจวัตรเดิมๆ ราวกับไร้ซึ่งเรื่องรา
ในที่สุดความอุ่นงวดของน้ำเมาและความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานก็เอาชนะร่างกายของเขตต์นที ชายหนุ่มเอนกายล้มตัวลงนอนหมดแรงอยู่ข้างๆ อาภา หญิงสาวกุลีกุจอเอี้ยวตัวไปคว้าหมอนอิงใกล้มือมาหมายจะแทรกดันรองศีรษะให้เขานอนได้สบายขึ้น ทว่ามือใหญ่ที่ร้อนผ่าวด้วยฤทธิ์สุรากลับเอื้อมมาจับมือหล่อนไว้แผ่วเบา เขตต์นทีปรือตามองหล่อนด้วยสายตาเชื่อมเยิ้มและเว้าวอน ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ “ขอผม... หนุนตักคุณไม่ได้เหรอ” อาภานิ่งชะงักไปชั่วครู่ หัวใจกระตุกเกร็ง ก่อนจะแกล้งทำเสียงแข็งเลื่อนหมอนดันไปแทนที่ พลางเอ่ยดักคอ “คงไม่ได้หรอก... เพราะนายแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว จะมาทำออดอ้อนแบบนี้กับฉัน หรือกับผู้หญิงคนไหนอีกไม่ได้ทั้งนั้น” คำตอบนั้นทำให้เขตต์นทีขมวดคิ้วยุ่ง ใบหน้าฉายแววสับสนและงุนงงอย่างเห็นได้ชัด เขาเค้นเสียงถามกลับมาทันควัน “แต่งงาน?... ผมไปแต่งงานตอนไหนกัน? ในชีวิตผมไม่เคยมีความรักจริงๆ จังๆ กับใครเลยสักคน... จนกระทั่ง...” ประโยคขาดช่วงไปดื้อๆ ชายหนุ่มเงียบเสียงลง ดวงตาฉ่ำปรือจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของอาภา ก่อนจะค่อยๆ ชูนิ้วชี้ขึ้นมาตรงหน้า...







