เข้าสู่ระบบชายหนุ่มร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างคาดไม่ถึง “อคิณรู้หรือยัง”
“ให้เขารู้ไม่ได้เด็ดขาด” หญิงสาวรีบบอก
“ทำไม?”
“เขากำลังจะ...แต่งงาน” คำสุดท้ายนั้นหลุดออกมาอย่างยากเย็น
“ชิท!” โอลิเวอร์สบถอย่างโกรธจัด “ตั้งแต่เกิดเรื่อง เขาไม่เคยมาตามง้อคุณเลยใช่มั้ย”
อมลรดาส่ายหน้าเบาๆ แทนคำตอบ “ให้เขาเกลียดฉันแบบนี้แหละดีแล้วโอลิเวอร์”
“คุณต้องการให้มันจบแบบนี้แน่นะเอด้า” โอลิเวอร์ถามอย่างจริงจังกว่าทุกครั้ง
“ใช่”
“งั้นก็ลืมเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่ แล้วไปอยู่ลอนดอนกับผม เดินทางพรุ่งนี้เลย”
“ฉันไม่อยากไปเป็นภาระของคุณ” หญิงสาวปฏิเสธการช่วยเหลือจากเขาเหมือนทุกครั้ง ถ้าไม่จนตรอกจริงๆ เธอก็ไม่อยากรบกวนใคร
“ผมจะยอมปล่อยคุณไว้ที่นี่คุณเดียว ถ้าคุณไม่ได้ท้อง” โอลิเวอร์ย้ำประโยคสุดท้ายเสียงหนัก “พี่สาวคุณก็ไม่อยู่ พ่อคุณก็ติดคุก นับวันท้องคุณก็จะยิ่งโตขึ้นทุกวัน แล้วจะอยู่คนเดียวได้ยังไง”
อมลรดาทำท่าเหมือนคิดถึง โอลิเวอร์จึงพูดต่อด้วยเหตุผลที่ทำให้เธอปฏิเสธไม่ได้
“ถ้าคุณไม่คิดจะกลับไปหาอคิณก็ต้องพาตัวเองกับลูกไปอยู่ให้ไกลจากเขาให้มากที่สุด อีกอย่าง ผมกลัวว่าถ้าลูกคุณเป็นผู้ชาย เขาจะมาแย่งลูกคุณไป คุณบอกผมเองไม่ใช่เหรอว่าปู่เขาอยากได้ทายาทสืบสกุลมาก”
“คุณปู่เขาเกลียดฉัน ท่านไม่มีทางอยากได้ลูกของฉันหรอก”
“อย่าประมาทนะเอด้า มีเยอะแยะไปที่ไม่ยอมรับแม่ แต่ยอมรับในตัวเด็ก”
อมลรดานิ่งคิดและเริ่มคล้อยตาม คนที่ ‘เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง’ ก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย
“ไปอยู่กับผมเถอะ ผมทิ้งคุณไว้ที่นี่คนเดียวไม่ได้จริงๆ”
“ก็ได้ค่ะ ฉันจะไปอยู่ลอนดอนกับคุณ” หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้มแสนเศร้า เธอไม่อยากเสี่ยงอยู่ที่นี่ให้ถูกพรากลูกออกจากอก เธอเสียสามีไปแล้ว เธอจะไม่ยอมเสียลูกซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนความรักระหว่างเธอกับอคิณไปเด็ดขาด
สิบโมงเช้าวันต่อมา สมาชิกในครอบครัวนรเศรษฐ์ภักดีธาดาอันประกอบด้วย ดนัย สุมาลี แพรวาและอคิณ ส่วนวรรณนั้นรู้สึกผิดกับการกระทำของเจษฎามากจึงขอย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมของตัวเอง และไม่ขอเกี่ยวข้องกับงานในโรงแรมแกรนด์ธาดาอีก นอกจากนี้ผู้บริหารระดับสูงทุกคนต่างก็มาพร้อมกันที่ห้องประชุมใหญ่ บรรยากาศในห้องประชุมค่อนข้างอึดอัด เพราะผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละคนไม่มีใครรู้ว่า ‘ท่านประธาน’ เรียกประชุมวาระพิเศษเกี่ยวกับเรื่องอะไร
“ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณทุกคนมากที่มากันโดยพร้อมเพรียงในวันนี้” อคิณเริ่มเปิดการประชุมและพูดเข้าประเด็นสำคัญทันที “อย่างที่ทุกคนทราบดีว่า ตอนนี้ปัญหาการทุจริตในโรงแรมของเราได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว สถานการณ์ของโรงแรมกลับสู่สภาวะปกติแล้ว ดังนั้นผมจะขอ ‘ลาออก’ จากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป”
“แกพูดว่าไงนะอคิณ!” ดนัยตบโต๊ะเสียงดังด้วยความโกรธจัด
“ผมขอคืนตำแหน่ง ‘ประธาน’ โรงแรมให้คุณปู่ครับ” ชายหนุ่มบอกอย่างหนักแน่น
“ทุกคนออกไปก่อน เรื่องนี้ฉันขอคุยกันภายในครอบครัวก่อน” ดนัยบอกกับผู้บริหารทุกคนด้วยน้ำเสียงกดต่ำทรงอำนาจ
แพรวารีบลุกขึ้นเชิญผู้บริหารทุกท่านออกจากห้องประชุมพร้อมกล่าวขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้วจึงปิดประตูแล้วรีบกลับมานั่งที่เดิมเพื่อควบคุมสถานการณ์อันตึงเครียด
“แกหมายความว่ายังไงคิณ ที่บอกจะคืนตำแหน่งให้ปู่” ดนัยถามหลานชายผู้เป็นทายาทสืบสกุลเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้
“คุณปู่บอกผมไว้ว่า ถ้าผมเลือกรดา คุณปู่จะยึดตำแหน่งประธานคืน และจะตัดผมออกจากกองมรดก วันนี้ผมก็เลยขอคืนทุกอย่างให้คุณปู่ และจะขอสละสิทธิ์จากกองมรดกด้วย”
“แกเลือกที่จะทิ้งครอบครัวไปหาผู้หญิงคนนั้นเหรอคิณ!” ดนัยเค้นเสียงถามด้วยความผิดหวังอย่างถึงที่สุด
“ผมไม่ได้คิดจะกลับไปหารดา ผมอยากปล่อยให้เธอไปมีความสุขกับคนที่เธอเลือก แต่ที่ผมขอลาออก เพราะผมทนอยู่กับ ‘ครอบครัว’ ที่ทำร้ายหัวใจกันเองไม่ได้ คุณปู่น่าจะรู้ดีที่สุดจากคดียักยอกทรัพย์และคดีลอบฆ่าผมถึงสองครั้งของอาเจษ ว่าไม่มีใครทำให้เราเจ็บได้มากเท่ากับคนในครอบครัวทำร้ายกันเอง”
“ทำไมพูดแบบนั้นกับคุณปู่” สุมาลีปรามลูกชาย
“ผมขอโทษที่ต้องพูดตรงๆ ที่ผ่านมาผมอดทนทำงานที่โรงแรมเพื่อเคลียร์ปัญหาที่อาเจษก่อไว้ให้จนเรียบร้อยแล้ว นับจากวันนี้ ผมจะขอไปใช้ชีวิตในแบบที่ผมเลือกเองบ้าง”
“แกไม่อยู่แล้วใครจะดูแลโรงแรม” ดนัยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเมื่อเห็นหลานชายเอาจริง
“พี่แพรไงครับ ถ้าคุณปู่มองข้ามความเป็นผู้ชาย ผู้หญิง คุณปู่จะเห็นว่าพี่แพรมีความสามารถมากพอที่จะนั่งตำแหน่งประธานกรรมการบริหารโรงแรมได้ บางทีพี่แพรอาจจะทำได้ดีกว่าผมด้วยซ้ำ”
“แกคิดดีแล้วใช่มั้ยที่จะทำแบบนี้”
“ครับคุณปู่ ผมคิดดีแล้ว” อคิณตอบหนักแน่นแล้วลุกขึ้นเดินจากไปด้วยความเจ็บปวดใจ ที่ผ่านมาเขาทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว แต่สุดท้ายกลับเป็นคนในครอบครัวที่ทำร้ายเขาอย่างแสนสาหัส
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก







