เข้าสู่ระบบแสงเงินแสงทองยามเช้าค่อยๆ ฉาบไล้ขอบฟ้าเมืองหลวง ทอดผ่านรอยแตกของบ
สายลมยามบ่ายที่เคยพัดพาเอาฝุ่นทรายสีเหลืองขุ่นและกลิ่นอายของความแร้นแค้นมาปกคลุมทั่วผืนแผ่นดินแคว้นซีหยาง บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนทิศทางและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานของความมั่งคั่งอย่างน่าประหลาดใจ การควบรวมแผ่นดินศัตรูที่เคยเกรียงไกรและดุร้ายที่สุดในภูมิภาค ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างไร้รอยตะเข็บ ไม่มีการนองเลือด ไม่มีการเผาทำลายบ้านเมือง ไม่มีการใช้ดาบหรือหอกยาวพุ่งทะลวงร่างผู้ใด มีเพียงการใช้สมุดบัญชี ปลายนิ้วที่ตวัดพู่กัน และพลังแห่งอำนาจเงินตราที่ไร้ขีดจำกัด กระแทกหน้ากษัตริย์ผู้หยิ่งยโสจนต้องยอมจำนนและสละราชบัลลังก์มาเป็นเพียงพนักงานบัญชีชั้นผู้น้อยข่าวการถูกฮุบกิจการระดับประเทศของแคว้นซีหยาง แพร่สะพัดออกไปไกลแสนไกลประดุจคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้าใส่ชายฝั่ง ม้าเร็วส่งข่าววิ่งผลัดเปลี่ยนกันทั้งวันทั้งคืน นำพาสาส์นอันน่าสะพรึงกลัวนี้ไปสู่ราชสำนักของแว่นแคว้นน้อยใหญ่ที่อยู่รายล้อม กษัตริย์แคว้นทิศบูรพาที่กำลังเสวยพระกระยาหารชั้นเลิศถึงกับสำลักน้ำแกงจนหน้าดำหน้าแดงเมื่อได้ยินว่ากษัตริย์ซีหยางถูกซื้อแผ่นดินไปจนหมดสิ้น ในขณะที่ผู้นำแคว้นทิศพายัพรีบสั่งให้ขุนนางนำสมุดบัญช
ความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นภายในคุกใต้ดินของพระราชวังซีหยาง ช่างเป็นสถานที่ที่บั่นทอนสติสัมปชัญญะของมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยม ทว่าสำหรับแม่ทัพทั่วป๋า อดีตขุนศึกผู้เกรียงไกรที่เคยนำทัพม้าเหล็กนับแสนนาย บัดนี้เขากลับนั่งกอดเข่าพิงกำแพงศิลาอันเย็นเยียบด้วยสภาพที่ดูไม่จืด หนวดเคราที่เคยได้รับการตัดแต่งอย่างดีบัดนี้ยาวเฟิ้มรุงรัง ชุดเกราะหนังที่เคยสวมใส่เพื่อความสง่างามถูกปลดออกไปเหลือเพียงชุดนักโทษสีหม่นที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและหยากไย่ ร่างกายที่เคยเต็มไปด้วยมัดกล้ามซูบผอมลงไปถนัดตาเนื่องจากอาหารที่ได้รับในแต่ละวันมีเพียงเศษหมั่นโถวแข็งๆ และน้ำสะอาดเพียงหยิบมือทั่วป๋าหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า ในหัวของเขาเอาแต่ทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ตนเองต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ เขาเป็นผู้ที่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรี ยอมจรดปลายพู่กันเซ็นสัญญาสงบศึกและเปิดการค้ากับฮองเฮาแห่งแคว้นต้าจง เพียงเพราะเขาได้เห็นนิมิตแห่งอนาคตที่ราษฎรและทหารของเขาจะได้กินอิ่มนอนหลับ เขาเลือกปากท้องของประชาชนมากกว่าเกียรติยศที่กินไม่ได้ ทว่าสิ่งที่เขาได้รับตอบแทนจากกษัตริย์ซีหยางผู้โง่เขลา กลับเป็นการถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศขายช
บรรยากาศภายในท้องพระโรงศิลาอันโอ่อ่ากว้างขวางของแคว้นซีหยางในยามนี้ ช่างอึมครึมและกดดันเสียจนอากาศแทบจะจับตัวเป็นก้อนน้ำแข็ง กษัตริย์ซีหยาง บุรุษร่างยักษ์ผู้เคยทะนงตนว่าเป็นยอดนักรบผู้เกรียงไกรที่สุดในปฐพี บัดนี้กำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าภูเขาเศษกระดาษสีเหลืองซีดที่กองทับถมกันอยู่บนพื้นหินอ่อน นัยน์ตาสีขุ่นขวางของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า หยาดเหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากที่เต็มไปด้วยรอยย่น เขากวาดสายตามองเอกสารพันธบัตรหนี้สินสาธารณะและสัญญากู้ยืมเงินนับหมื่นฉบับด้วยความรู้สึกที่เหมือนถูกค้อนเหล็กขนาดมหึมาทุบลงกลางแสกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกตัวอักษรบนหน้ากระดาษเหล่านั้น ถูกเขียนด้วยน้ำหมึกสีดำสนิทที่ระบุจำนวนเงินกู้ยืม ดอกเบี้ยทบต้น และค่าปรับล่าช้าที่คำนวณออกมาแล้วมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่สมองอันน้อยนิดของกษัตริย์นักรบจะทำความเข้าใจได้หมด ทว่าสิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ได้อย่างกระจ่างแจ้งแทงทะลุถึงขั้วหัวใจก็คือ ตราประทับสีแดงสดที่ประทับหราอยู่บนเอกสารทุกฉบับ มันคือตราสัญลักษณ์รูปดอกบุปผาสวรรค์โอสถอันเป็นเครื่องหมายการค้าของฮองเฮาไป๋ลี่ถิงแห่งแคว้นต้าจง สตรีชุด
บานประตูศิลาบานยักษ์ของท้องพระโรงแห่งแคว้นซีหยางที่เคยปิดสนิทและเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจอันเกรียงไกรของกษัตริย์นักรบ บัดนี้ถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรงจนบานประตูทั้งสองข้างกระแทกเข้ากับผนังหินด้านในเกิดเสียงดังกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งพระราชวัง เสียงนั้นดังก้องกังวานประดุจเสียงระฆังมรณะที่กำลังตีบอกเวลาอวสานของราชวงศ์ที่เคยหยิ่งผยอง ฝุ่นผงที่เกาะอยู่ตามบานพิงประตูร่วงหล่นลงมาเป็นสาย ท่ามกลางช่องว่างของประตูที่เปิดอ้า แสงตะวันยามเย็นสาดส่องเข้ามาทาบทับกับเงาร่างของกลุ่มคนผู้มาเยือน นำทัพโดยสตรีผู้มีกลิ่นอายแห่งความมั่งคั่งและอำนาจที่กดทับจนอากาศภายในท้องพระโรงแทบจะหยุดนิ่งไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาแห่งแคว้นต้าจงและประธานหอการค้าบุปผาสวรรค์โอสถ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเย่อหยิ่งประดุจนางพญาหงส์ที่กำลังเดินตรวจตรากรงขังของนกกระจอก พระนางสวมชุดคลุมตัวยาวสีแดงสดที่ปักลายนกยูงรำแพนหางด้วยดิ้นทองคำแท้บริสุทธิ์ ทุกย่างก้าวของพระนางทำให้ชายเสื้อสะบัดพลิ้วไหวอย่างงดงาม ส่งเสียงสวบสาบที่แสนจะบาดหูผู้พ่ายแพ้ รองเท้าไหมปักมุกเหยียบย่างลงบนพรมขนสัตว์ที่ปูลาดอยู่บนพื้นหิ
บรรยากาศภายในพระราชวังหลวงแห่งแคว้นซีหยางในยามตะวันคล้อยต่ำนั้น ช่างอึมครึมและหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าถ้ำน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ สถาปัตยกรรมศิลาสีดำทะมึนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อข่มขวัญผู้มาเยือน บัดนี้กลับดูอ้างว้างและเงียบเหงาประดุจสุสานร้างที่ไร้ผู้คนเหลียวแล กษัตริย์ซีหยาง บุรุษร่างยักษ์ผู้มีใบหน้าดุดันประดุจหมีป่าที่กำลังหิวโหย ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ศิลาที่ปูทับด้วยขนสัตว์ประหลาด พระวรกายกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจากการกรำศึก ขยับไปมาอย่างกระสับกระส่าย นัยน์ตาสีขุ่นขวางเบิกกว้างจ้องมองไปยังบานประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ที่ปิดสนิท เขากำลังรอคอย รอคอยให้แม่ทัพหูเปียวนำกองทัพม้าเหล็กนับหมื่นนาย ลากคอสตรีชุดแดงผู้โอหังแห่งแคว้นต้าจงมาหมอบกราบแทบเท้า เพื่อที่เขาจะได้ใช้ดาบเล่มใหญ่บากหน้าและสั่งสอนให้นางรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของชายชาตินักรบทว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานจนธูปในกระถางมอดดับไปแล้วถึงสามก้าน กลับไม่มีวี่แววของกองทัพ หรือแม้แต่เสียงฝีเท้าของม้าเร็วส่งข่าวเลยแม้แต่น้อย ความเงียบสงัดที่ผิดปกติเริ่มกัดกินหัวใจอันหยาบกระด้างของกษัตริย์ผู้หยิ่งผยอง ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาเป็น
สายลมยามสายพัดหอบเอาฝุ่นทรายสีเหลืองทองปลิวว่อนไปทั่วบริเวณตลาดใจกลางเมืองหน้าด่านของแคว้นซีหยาง ทว่าบรรยากาศความตึงเครียดอันแสนจะน่าสะพรึงกลัวที่เคยปกคลุมเมืองแห่งนี้ได้มลายหายไปจนสิ้นหยด ทิ้งไว้เพียงความชื่นมื่นอันแสนจะกวนประสาทที่ลอยอวลอยู่แทบทุกอณูอากาศ กองทัพม้าเหล็กนับหมื่นนายที่เคยมุ่งหมายจะมาเด็ดหัวฮองเฮาแห่งต้าจง บัดนี้กลับยืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ละคนมีรอยยิ้มกว้างขวางประดับบนใบหน้าที่เปื้อนฝุ่น มือที่เคยกำด้ามหอกและหน้าไม้เปลี่ยนมากำโฉนดที่ดินและตั๋วเงินปึกใหญ่เอาไว้แนบอกประดุจของล้ำค่าที่สุดในชีวิต อดีตแม่ทัพหูเปียวผู้เคยเกรียงไกร บัดนี้กำลังยืนถือร่มคันใหญ่กางบังแดดให้แก่สตรีชุดแดงผู้เป็นนายจ้างคนใหม่อย่างขะมักเขม้น ท่าทางของเขานอบน้อมเสียจนแทบจะกลืนกินศักดิ์ศรีของชายชาตินักรบลงกระเพาะไปจนหมดสิ้นเมื่อปราศจากกองทหารคอยขัดขวางและมุ่งร้าย ไป๋ลี่ถิงก็สะบัดชายแขนเสื้อคลุมสีแดงสดปักลายนกยูงรำแพนหางของตนเองเบาๆ พระนางขยับแว่นตากรอบทองคำให้เข้าที่ ก่อนจะแย้มยิ้มที่มุมปากอย่างผู้มีชัยเหนือทุกสรรพสิ่ง รอยยิ้มนั้นทั้งงดงามและแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์เ
แสงแดดอุ่นยามสายสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของเรือนฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นที่พำนักของบรรดาอนุภรรยาคนโปรดแห่งจวนเผิงกวงโหว บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะต่อกระซิกราวกับกำลังมีงานเฉลิมฉลอง ไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาซีดเซียวที่ดูคล้ายกับผ้าขี้ริ้วมากกว่าอาภรณ์ของสตรีชั
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกร้าว ทอดตัวเป็นลำแสงสีทองอาบไล้ฝุ่นละอองที่ล่องลอยคว้างอยู่กลางอากาศภายในห้องนอนของฮูหยินเอกแห่งจวนเผิงกวงโหว ไป๋ลี่ถิงยืนท้าวสะเอวอยู่กลางห้องด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมงผิดวิสัยสตรีในห้องหอ นางเพิ่งจะส่งมารดาเข้านอนพักผ่อนหลังจากเหตุการณ์ปะ
ฝุ่นควันจากการวิ่งหนีหางจุกตูดของบรรดาอนุภรรยายังไม่ทันจะจางหายไปจากลานหน้าเรือนหลัก บรรยากาศที่เพิ่งจะกลับมาเงียบสงบได้เพียงแค่ชั่วอึดใจก็มีอันต้องถูกทำลายลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ทว่าลากยาวอย่างเกียจคร้านดังสะท้อนมาตามระเบียงทางเดินไม้ที่ผุพัง ไป๋ลี่ถิงซึ่งกำลังยืนกอดประคองร่างอันสั่นเทาของมาร
แสงแดดอุ่นยามสายเริ่มสาดส่องลงมากระทบหลังคาเรือนหลักที่เต็มไปด้วยรอยแตกและตะไคร่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบอันแสนจะหดหู่ของเรือนฮูหยินเอกถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดที่ดังกังวานมาตั้งแต่หน้าประตูจวน เสียงนั้นแหลมสูงจนคล้ายกับนกแก้วที่กำลังถูกบีบคอ มันบาดแก้วหูเสียจนฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่







