LOGINเวินซูฉีที่ตอนนี้รับรู้เรื่องราวผ่านความทรงจำทุกอย่าเรียบร้อยแล้ว ที่ต้องจัดการด่วนคือไอ้โง่เวินซูเหิง ร่างบางเดินไปยังห้องนอนใหญ่นางเพียงแค่ก้าวเข้าไปในบริเวณสวนก็มีเสียงดังและเสียงโครมครามตามมา
"โครม!! เพล้ง!! เสียงขว้างปาข้าวของดังออกมา ตามด้วยเสียงสบถหยาบคาย
"ไป๊!! ออกไปให้หมดไปให้พ้นหน้าข้า เจ้าก็ด้วยอย่ามาทำเป็นสงสารข้ารู้ว่าจริงๆเจ้าสมเพชข้า ทุกอย่างเป็นเพราะนาง เป็นเพราะนางแพศยาเสิ่นอันหนิงนั่น"
"ฮือๆๆพี่ใหญ่..ท่านอย่าทำเช่นนี้ อย่าเอ่ยถึงนางเช่นนี้"
"อย่ามาร้องห่มร้องไห้ที่นี่ เจ้าจะแช่งข้าหรือเวินซูเจินไสหัวไป นางตัวดีเวินซูฉีนั่นอีกคนสร้างเรื่องให้ข้าถูกคนตราหน้ามากกว่าเดิม พวกเจ้ามันคนไร้ประโยชน์ ไป๊!!"
เพล้ง
"โอ๊ยยย....พี่ใหญ่"
ปัง!!! ประตูเปิดออกทันที เวินซูฉีที่ยืนสง่าจนเงาของนางทอดยาวทาบทับร่างสูงที่นั่งอยู่บนรถเข็น นางเดินไปเร่งแสงตะเกียง กลิ่นอับและกลิ่นฉี่เหม็นคลุ้งไปหมด ไม่มีคนอยากมาดูแลเขานอกจากหนุ่มน้อยวัยสิบขวบอย่างอาไท่ ร่างระหงเดินมาตรงหน้าก่อนจะเงื้อมือขึ้นจนสุดแล้วเหวี่ยงลงมาที่ใบหน้าซูบซีดสามทีซ้อน ฉาด!! เพี๊ยะ!! เพี๊ยะ!! เพี๊ยะ!!
"ไอ้คนไร้ประโยชน์เวินซูเหิงเจ้าว่าใครแพศยา ไอ้คนอกตัญญูทำไมเจ้าไม่สำลักน้ำคร่ำตายไปเสีย นางจะได้ไม่ต้องคลอดคนไร้ค่าเช่นเจ้าออกมา"
โครม!! เวินซูฉีกระชากแขนพี่ชายให้ลงจากรถเข็น เวินซูเหิงนอนอยู่บนพื้น มือและเข่าของเขากระแทกกับเศษกระเบื้องที่แตกจนเลือดออก เขาเงยหน้ามองน้องสาวดวงตาแดงก่ำเพราะความโมโห
"เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาทำกับข้า เวินซูฉีข้าเป็นพี่ชายเจ้านะ อ๊าคคค!!"
เวินซูฉีเดินไปยังคนที่นอนคว่ำหน้าเพราะลุกไม่ได้ก่อนจะกระชากผมอย่างแรงบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นสบตานางแล้วหันกลับไปเอ่ยกับน้องสาว
"เจินเอ๋อร์เจ้าไปให้เพ่ยเพ่ยช่วยทำแผลเสีย ส่วนเจ้าไอ้คนขี้ขลาดเจ้ามีจิตสำนึกหรือไม่ ทำจนนางหัวแตกหากโดนใบหน้าเป็นแผลขึ้นมาต่อไปนางจะใช้ชีวิตเช่นไร ดูสิ่งที่เจ้าทำสิ ดู!!"
เวินซูฉีตวาดพี่ชายแล้วกระชากผมอย่างแรงให้เงยหน้ามองดูน้องสาวที่หัวแตกเพราะถูกเขาเอากาน้ำชาปาใส่ เวินซูเหิงร้องไห้ออกมา เขาเคยรักน้องสาวมาก แต่ตอนนี้เขาทำอะไรลงไปกันเขาทำร้ายนาง
"ฮือๆๆ เจินเอ๋อร์...พี่ใหญ่ขอโทษเจ้า พี่ใหญ่ไม่ได้ตั้งใจ"
"พี่ใหญ่ข้าไม่โทษท่าน พี่สาวพี่ใหญ่ไม่ได้ตั้งใจท่านอย่างถือสาเลยอีกอย่างข้าก็ไม่ได้เจ็บเท่าไหร่เจ้าค่ะ"
"บอกให้เจ้าไปทำแผล คำพูดพี่สามเดี๋ยวนี้เจ้าไม่ฟังแล้วหรือ"
"ขะ..ข้า..ฟังเจ้าค่ะข้าจะไปเดี๋ยวนี้ พี่สามท่านอย่าตำหนิพี่ใหญ่เลยนะเจ้าคะ เขาก็แค่ถูกคุณหนูหวังทำให้อารมณ์เสีย"
"นางจิ้งจอกนั่นมาที่นี่เช่นนั้นหรือ"
เวินซูเจินพยักหน้าก่อนจะออกไป เมื่อน้องสาวออกไปแล้ว เวินซูฉีก็ไม่คิดช่วยยกพี่ชายขึ้นมา นางปล่อยให้เขานอนทับเศษกระเบื้องแตกอยู่อย่างนั้น เวินซูเหิงมองหน้าน้องสาวอย่างค้นคว้า เมื่อก่อนนางมักจะใส่ใจเขาแต่ตอนนี้นางไม่มองเขาด้วยซ้ำ นางเดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ มือเรียวสวยค่อยๆยกกาน้ำชาเทใส่ถ้วยแล้วยกขึ้นจิบอย่างไร้อารมณ์ เวินซูเหิงเอ่ยตำหนิน้องสาวที่ทำให้ทุกอย่างมันแย่ลง
"เจ้าต้องการอะไร.....เป็นเพราะเจ้าไปมีเรื่องกับท่านราชครู ตอนนี้แม้แต่ตัวข้ายังถูกซวงเอ๋อร์รังเกียจ เจ้าทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนั้นได้อย่างไร"
"ที่เจ้าโวยวายทำร้ายอาไท่ ทุบตีน้องสาวตนเองก็เพราะผู้หญิงหรือเจ้ามันเกินเยียวยาจริงๆ คนที่วางยาไอ้คนแซ่หยางถ้าบอกว่าเป็นนางน้องรองของเจ้า เวินซูเหิงเจ้าจะเชื่อหรือไม่"
"เจ้า..ข้าคือพี่ชายเจ้านะกล้าดีอย่างไรมาเรียกชื่อข้าตรงๆ อีกอย่างเหยียนเอ๋อร์นางนิสัยดีอีกทั้งยังขี้ขลาดจะกล้าทำเรื่องชั่วช้าได้อย่างไร อ๊า"
เวินซูฉีลุกขึ้นแล้วนั่งยองๆลงข้างเขา จับปลายคางบีบอย่างแรงจนชายหนุ่มนิ่วหน้าก่อนจะเอ่ย
"เจ้ามันไม่สมควรเป็นพี่ชายข้าไอ้สวะ เจ้าเชื่อคำพูดไอ้พ่อเฮงซวยกับเมียน้อยอย่างนางเจียง บังอาจมาด่าท่านแม่ของข้าว่าเป็นสตรีแพศยา เวินเหยียนไม่ทำเรื่องชั่วเช่นนั้นเจ้าหมายความว่าเป็นข้าที่ชั่วสินะ เวินซูเหิงนะเวินซูเหิงเจ้าอยากเป็นพี่ชายข้า เวินซูเหิงเป็นคนเจ้ายังไม่คู่ควรเลย"
เวินซูฉีลุกไปนั่งยกชาขึ้นจิบต่ออย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเอ่ยอีกครั้ง
"ที่สกุลเวินมีทุกวันนี้เพราะท่านแม่ หากนางจะคบชู้จริงๆทำไมต้องเลือกคนขับรถม้า ในเมื่อก่อนแต่งงานกับไอ้คนแซ่เวิน นางมีคนดีๆไม่น้อยมาติดพัน เจ้ามันโง่เสียยิ่งกว่าลาที่ใช้ลากเกวียน เรียนหนังสือเสียเปล่าจริงๆ จะด่าเจ้าว่าเหมือนลาโง่ข้ายังสงสารลาเลย ไอ้คนไม่ได้เรื่อง"
เวินซูเหิงเองเมื่อถูกเวินซูฉีด่าก็เอะใจแล้วคิดตามที่น้องสาวบอกหรือว่าท่านแม่ไม่ได้คบชู้จริงๆ
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
ฤดูกาลเปลี่ยนผันไปยามนี้เมืองหลวงมีการเปลี่ยนแปลง ฮ่องเต้ยกบัลลังก์ให้รัชทายาท พระองค์นั่งเลี้ยงเจ้าก้อนแป้งทั้งสี่อย่างสบายพระทัย ไท่ซ่างหวงทรงมีงานอดิเรกคือเลี้ยงพระนัดดา ส่วนฮ่องเต้พระองค์ใหม่ยังคงรักใคร่กลมเกลียวกับพี่สาวดีเนื่องจากเป็นบุตรฮองเฮาพระองค์ก่อนทั้งคู่ผ่านไปสี่ปีเสิ่นซูฉีกลายเป็นแม่ลูกห้า เนื่องจากท้องสองได้บุตรสาว ท้องสามได้คู่แฝดชายสองคนและนางกำลังท้องคนที่หก เพราะคนทำขยันไม่หยุดจริงๆแม้วัยจะล่วงเลยไปสามสิบหกปีแล้ว เสิ่นซูหานแต่งงานเมื่อสองปีที่แล้ว หยางซินอวี้ให้กำเนิดบุตรชายยามนี้ได้หนึ่งขวบเสิ่นซูเจินแต่งงานกับหนานกงซวีได้เกือบปีเพิ่งจะมีข่าวดีนางตั้งครรภ์แล้วเช่นกัน มีเพียงเสิ่นเพ่ยเพ่ยที่เพิ่งจะแต่งได้สามเดือนเท่านั้น หลังจากงานแต่งเสิ่นเพ่ยเพ่ยกับเซียวอี้ เสิ่นซูเหิงได้ขึ้นเป็นราครูแทนน้องเขย เพราะเขาขึ้นเป็นมหาราชครู เสิ่นซูเหิงส่งสินสอดกว่า288หีบไปสกุลเซียวเพื่อสู่ขอหมั้นหมายเซียวเซียวให้กับเสิ่นจวินไท่ ยามนี้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นหมอหลวงขึ้นหนึ่ง ถวายงานแต่ฮ่องเต้และไท่ซ่างหวงเท่านั้น ไทฮวงไทเฮายังทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรงเฝ้าดูลูกหลานเติบโตสกุลเสิ่นทั
ทางด้านเซียวอี้กำลังช่วยคนรักดูร้านที่เพิ่งจะให้นางมา มารดาเขาแม้จะแพ้ท้องแต่กลับห่วงสะใภ้ยิ่งนัก เสิ่นเพ่ยเพ่ยออยากได้ร้านค้าที่มีขนาดสามห้อง นานหน้าขายถึงหนึ่งแสนสามหมื่นตำลึง แม้จะมีเงินแต่เสิ่นเพ่ยเพ่ยคิดว่าแพงไป หวังชิงเหยียนรู้เรื่องจึงให้บุตรชายเอาร้านค้าสกุลหวังที่กำลังจะหมดสัญญาเช่าห้าห้องให้ว่าที่สะใภ้"เพ่ยเพ่ยหัวดี การค้าย่อมรุ่งเรือง อี้เอ๋อร์ ลูกสอบได้ขุนนางแล้วภายหน้าหากมีคนบอกว่าฮูหยินเจ้าเป็นเพียงแม่ค้าเจ้าจะอายหรือไม่""ท่านแม่ขอรับ สกุลเสิ่นล้วนมีแต่คนฉลาด เพ่ยเพ่ยเองก็เลือกที่จะเป็นภรรยาข้าตั้งแต่ยังไม่เห็นของหมั้น นางรู้ว่าเรายากจนเพียงใดพวกเขายังรับหมั้น ข้าแต่งกับนางย่อมไม่มีอะไรไม่ดี ที่สำคัญในใจนางมีข้านั่นย่อมดีแล้ว คำคนอื่นมิได้ทำให้เราอิ่มท้อง""เช่นนั้นก็ดี"เซียวอี้นึกถึงคำมารดาเสร็จก็เดินมาหาดรุณีน้อยก่อนจะกอดจากทางด้านหลัง แม้ว่าเสิ่นเพ่ยเพ่ยจะสิบสี่แล้วแต่เซียวอี้นั้นสูงมากนางจึงอยู่แค่ใต้ราวนมเขาเท่านั้น เขาแทบจะบังนางจนมิด น้ำเสียงอบอุ่นเอ่ยถาม"ชอบหรือไม่คนดี""ชอบเจ้าค่ะ แต่ว่าพี่เซียวอี้ท่านจะไม่คิดค่าเช่าหรือเจ้าคะ ห้าห้องนี้หากปล่อยเช่าเดือนหนึ่
หลังจากที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้หยางเวยหมิงจึงได้มาส่งสินสอดที่สกุลเสิ่น เวินจู๋ชิงและเผยเซียวเหยียนท่านลุงใหญ่และปู่บุญธรรมมารอรับขบวนสินสอด ครั้งนี้สินสอดกว่า288หีบถูกแบกมาอย่ายิ่งใหญ่ เมื่อเปิดออกก้พบว่าเป็นเงินตำลึงแวววาว และตั๋วเงินกว่าสามลิ้นตำลึง อีกทั้งโฉนดที่ดินหนึ่งหมื่นสองพันหมู่เสิ่นซูฉียิ้มให้กับคนที่กำลังลงจากหลังม้าเดินมาหานาง ภายนอกที่ดินเหล่านี้อาจเป็นสินสอดที่มากมายแต่ความนัยคือที่ดินเหล่านี้ฝ่บาทพระราชทานมาให้ไว้ทดลองเพาะปลูก เพราะหาเป็นที่ดินทางการขุนนางมักไม่ใส่ใจแต่หากมีผลได้เกินผลเสียต่างเข้ากอบโกยทันที สิ่งของในหีบมีทั้งผ้าไหมชั้นดี ธัญพืช ขนมและแก้วแหวนเงินทองมากมาย หยางเวินหมิงในชุดขุนนางภูมิฐานเดินมาหานาง ก่อนจะเคารพผู้อาวุโสที่ยืนอยู่"หลายเขยคารวะท่านลุงใหญ่ คารวะท่านปู่เผยขอรับ""ดีๆๆ ท่านชายช่างสง่างามยิ่งนักว่าไหมจู๋ชิง""ขอรับท่านลุงเผย เมื่อยืนคู่กันกับหลานรองแล้วช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมยิ่งนักขอรับ""ท่านลุง หลานเตรียมอาหารไว้สำหรับคนแบกสินสอดด้วย อย่างไรรบกวนป้าสะใภ้เป็นธุระให้สักหน่อยได้ไหมเจ้าคะ หลานไม่เคยทำงานใหญ่เกรงจะทำได้ไม่ดี ท่านลุงกับท่านปู่
จากนั้นเฉากงกงก็สั่งเลิกประชุม ฮ่องเต้อุ้มหยางหมิงฮ่าวส่วนหยางเวยหมิงอุ้มหยางหลิงเฟย ทั้งสองไปนั่งที่อุทยานเพื่อรับลม เสิ่นซูฉีเข้าวังไปหาไทเฮา จางกุ้ยเฟยท่านน้าของหนานกงซวีที่กำลังจะมาเข้าเฝ้าไทเฮาเช่นกันก็เห็นเสิ่นซูเจินที่กำลังนั่งรอพี่สาว เสิ่นซูเจินไม่รู้ว่านางคือใครได้แต่ทำความเคารพ จางกุ้ยเฟยเอ่ยถามนาง"เจ้าคือคุณหนูสามสกุลเสิ่น""เพคะเป็นหม่อมฉันเอง""เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร""ขอทรงประทานอภัย หม่อมฉันเข้าวังครั้งแรกตามพี่สาว มิอาจทราบว่าพระสนมคือผู้ใด แต่หากล่วงเกินหวังว่าพระนางจะทรงเมตตาเพคะ"กิริยามารยาทถือว่าดีงาม จางกุ้ยเฟยยิ้มก่อนจะเดินมาหา พระนางดึงปิ่นปักผมที่แกะสลักดอกท้อสวยงามออกมาแล้วเสียบที่มวยผมของเสิ่นซูเจิน ก่อนจะทรงตรัส"ความหมายของดอกท้อเจ้ารู้ใช่หรือไม่""ทูลพระสนมบางคนอาจคิดว่าดอกท้อสื่อถึงความรักอย่างเดียว แต่อีกนัยหนึ่งดอกท้อยังสื่อถึงความอดทนและความยั่งยืนเพคะ”"ความอดทนและความยั่งยืนงั้นหรือ..."พระนางเอื้อมหัตถ์ไปแตะที่ปลายปิ่นดอกท้อบนศีรษะของซูเจินเบาๆ"เจ้าฉลาดนักที่มองเห็นเช่นนั้น เพราะก่อนที่ดอกท้อจะเบ่งบานอวดโฉมในฤดูใบไม้ผลิ มันต้องผ่านลมหนาวที่ก
องค์หญิงใหญ่ทรงมีประสูติกาลคู่แฝดฮ่องเต้ทรงพระสรวลทุกวัน เลิกจากราชกิจจะไปเยี่ยมบุตรสาวไม่เคยหยุด เหล่าองค์ชายและพระนัดดาในวังยังมิได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ รัชทายาทเองก็ทรงรักใคร่พี่สาวยิ่งนัก ของดีอะไรก็ส่งไปจวนหยาง แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากที่ราชครูไปรับคุณหนูสามคนนั้นกลับเมืองหลวงพร้อมบุตรชายและบุตรสาวฝาแฝดเขาก็พาบุตรชายและบุตรสาวโอ้อวดทุกวันจนขุนนางต่างๆ ท้อใจ ท่านราชครูเอาบุตรคู่แฝดมาทำงานด้วย แต่ใครจะกล้าออกปากกันเล่านั่นเหลนคนโปรดของฝ่าบาทเชียวนะ วันๆเอาเหลนมานั่งประชุมราชกิจด้วย ขุนนางไม่มีใครคัดค้าน พอมีคนเอ่ยปากอยู่ๆก็ป่วยพูดไม่ได้เสียเช่นนั้น อย่างเช่นวันนี้ที่กำลังประชุม เฉากงกงกับนางกำนัลที่ดูแลท่านหญิงและซื่อจื่อน้อยยิ้มละไม ช่างเป็นเด็กรู้ความยิ่งนัก ฮ่องเต้เอ่ยด้วยพระสุรเสียงกังวาน"พวกท่านในที่นี้คงจะจำได้เรื่องเมื่อปีก่อนของสกุลเวินและสกุลฟางรวมถึงขุนนางทุจริตอีกหลายคนสินะ""พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท"ทุกคนรับคำพร้อมกัน ฮ่องเต้เขย่าป๋องแป๋งให้หยางหลิงเฟยดูแต่ยังคงเอ่ยพระโอษฐ์"คุณหนูสามคนนั้นหรือก็คือว่าที่ฮูหยินราชครูก่อนนางจะจากไปได้มอบหลักฐานความผิดของพวกเขา ที่สำคัญนางยังมอบ
ออกเดินทางกลับเมืองหลวงยามซื่อทุกขบวนเตรียมออกเดินทาง ร้านบะหมี่เปิดตามปกติ ทุกคนกินมื้อเช้าเรียบร้อยก็เตรียมตัวออกเดินทาง รถม้าเตรียมพร้อมแล้ว หยางเวยหมิงประคองไทเฮามาจากเรือนพักเพื่อส่งพระนางขึ้นรถ ไทเฮายิ้มให้กับชาวบ้าน วันนี้พวกเขาเพิ่งรู้ว่าท่านยายจ้าวที่พวกเขาเห็นนางชอบทำบุญแจกทานก็คือไทเฮาองค์ปัจจุบัน"หมิงเอ๋อร์..ยายทวดขึ้นรถม้าเองได้ มีผิงผิงอยู่เจ้าไปดูเมียกับลูกเถอะ""เช่นนั้นเหลนขอตัวก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ ผิงผิงฝากไทเฮาด้วยนะ""เจ้าค่ะท่านชาย"หญิงชราขึ้นรถม้าไปพร้อมกับองครักษ์หญิงของนาง เสิ่นซูฉีอำลาคนงานและชาวบ้าน เสิ่นเพ่ยเพ่ยตาแดงเพราะคนที่มาส่งคือบรรดาเด้กที่นางมักจะไปขึ้นเขาลงห้อยจับปลาล่ากระต่ายอยู่เสมอ"พี่เพ่ยเพ่ย....พวกท่านอย่าลืมมาเที่ยวหาพวกเราบ้างนะ""ใช่ๆ พี่ต้องคิดถึงพวกข้าด้วยนะ พี่เจินเจินด้วยห้ามลืมพวกเรานะ""ฮึกๆๆ...ไม่ลืมๆหากว่าข้าตั้งหลักได้แล้วจะมาหานะ ถ้าพวกเจ้าไปเมืองหลวงอย่าลืมไปหาพวกเราด้วย"เสิ่นเพ่ยเพ่ยสะอื้นเพราะต้องจากเพื่อเล่นไปไกล เสิ่นซูเจินสงบนิ่งแม่ในใจจะอาวรณ์ นางเอ่ยกับเด็กๆที่มาส่ง"อย่าลืมตั้งใจเรียน หากพวกเจ้ามีความรู้อนาคตก็จะเลี้ยงดูพ่อ
เสิ่นซูฉีเดินเข้ามาในร้าน เสิ่นเพ่ยเพ่ยและเสิ่นซูเจินไปประคองพี่สาว เวินเจียวหว่านพาคู่แฝดกลับเรือนไปก่อนที่นี่วุ่นวายเด็กๆจะงอแงเอาได้ เสิ่นซูฉีมาหยุดตรงหน้าฉินเหยาที่ถูกตบจนแทบจำหน้าไม่ได้ และเอ่ยเสียงเข้ม"เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องใด มารบกวนลูกค้าที่กำลังกินอาหารจนพวกเขาหมดอารมณ์ที่จะกินต่อ ค่าเสียห
แวนด้าที่ตอนนี้นอนแผ่หลาอยู่ในห้อง สายตามองเพดานอย่างเลื่อนลอย สภาพห้องที่ทรุดโทรมเธออาศัยอยู่กับน้องสี่ของเธอและสาวใช้ ส่วนพี่ชายอยู่อีกห้อง ตอนนี้พี่ชายอารมณ์เสียบ่อยๆเพราะเดินไม่ได้ เวินหนิงไอ้พ่อสารเลวนั้นบอกว่าแม่ของร่างนี้ว่ามีชู้ เขาจับได้นางเลยกระโดดน้ำตายหนีความผิด เท่าที่จำได้ศพของมารดานา
แวนด้าเดินออกไปก็เจอกับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าหล่อเหลา หยางเว่ยหมิงที่มีธุระกับเวินหนิงบิดาของนางก็มาที่จวนพอดีเมื่อได้ยินว่านางผูกคอตายเพื่อที่จะให้ได้แต่งกับเขา จึงมาเพื่อดูหน้าสตรีหน้าหนา เมื่อมาถึงก็พร้อมที่จะเอ่ยวาจาถากถาง แวนด้ารวบรวมความทรงจำทั้งหมดเขาคือคนที่ร่างนี้พยายามทำทุกอย่า
"ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนอะไรรัดคอเลยนะ ตอนนอนก็ปกตินี่หว่า แค่กๆๆ"แวนด้ารู้สึกเหมือนกับถูกเชือกรัดคอ เมื่อขยับเหมือนเชือกจะแน่นขึ้น เธอได้สติทันทีพยายามดิ้นรน โอ๊ย...ไอ้บ้าเอ๊ยฉันถูกใครจับแขวนคอวะ คู่แข่งร้านบะหมี่เหรอ แล้วยายนี่ใครอีกเนี่ย"แวนด้าพยายามเอาตัวรอดจากการถูกเชือกรัดคอยก่อน







