FAZER LOGINหัวใจของเหอซินเต้นกระหน่ำ ภาพอุบัติเหตุรถชนย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ เสียงกระจกแตก แรงกระแทก เลือดที่ไหลลงมาตามขมับและความมืดมิดที่กลืนกินทุกอย่าง เธอจำได้ว่าตัวเองกำลังจะตาย หรือว่า…
หญิงสาวค่อย ๆ ก้มมองเสื้อผ้าโบราณบนร่าง มองมือที่ไม่ใช่มือของตัวเองก่อนหันกลับไปมองใบหน้าแปลกหน้าในอ่างน้ำอีกครั้ง
“นี่ฉัน…” ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย เสียงของเธอแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “เข้ามาอยู่ในร่างของคนอื่นอย่างนั้นเหรอ”
ลมเย็นพัดผ่านลานซักผ้า ผิวน้ำในอ่างสั่นไหวจนใบหน้าของหญิงสาวแปลกหน้าบิดเบี้ยว ซูเหอซินนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน นักธุรกิจสาวผู้เคยเชื่อว่าทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วยเหตุผลและการวางแผน กำลังเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่อาจอธิบายด้วยความรู้ทั้งหมดที่มี
เธอไม่รู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ไม่รู้ว่าจะกลับไปยังโลกเดิมได้อย่างไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของร่างนี้เป็นใครแต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอรู้แน่ชัด
ใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในอ่างน้ำนั้น ไม่ใช่ใบหน้าของซูเหอซินอีกต่อไป
ซูเหอซินนั่งจ้องเงาสะท้อนของตัวเองในอ่างน้ำอยู่นานเกือบครึ่งชั่วยาม ใบหน้าของหญิงสาวแปลกหน้าที่ปรากฏอยู่บนผิวน้ำทำให้เธอไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไป เธอไม่ใช่ซูเหอซินคนเดิม อย่างน้อยก็ไม่ใช่ร่างกายเดิมหญิงสาวค่อย ๆ ยกมือขึ้นลูบใบหน้าอีกครั้ง ตั้งแต่หน้าผาก ไล่ลงมาถึงปลายจมูกและริมฝีปาก ทุกอย่างแตกต่างจากใบหน้าที่เธอคุ้นเคยมาตลอดยี่สิบเจ็ดปี แม้จะไม่อยากเชื่อ แต่หลักฐานทุกอย่างอยู่ตรงหน้าแล้ว
“ทะลุมิติอย่างนั้นเหรอ” เธอพึมพำกับตัวเอง
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เหอซินเคยอ่านนิยายแนวย้อนยุคอยู่บ้าง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของหญิงสาวที่ประสบอุบัติเหตุแล้วฟื้นขึ้นมาในร่างของคนอื่น ตอนนั้นเธอคิดว่ามันเป็นเพียงจินตนาการของนักเขียน ใครจะไปเชื่อว่าเรื่องเหลือเชื่อแบบนั้นจะเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อมองเสื้อผ้าบนตัว มองอาคารบ้านเรือนและผู้คนที่เดินผ่านไปมา เธอก็ไม่อาจหาคำอธิบายอื่นได้ ที่สำคัญ เธอจำได้ว่ารถยนต์ถูกชนอย่างรุนแรงเพียงใด โอกาสรอดชีวิตแทบไม่มี
หญิงสาวหลับตาลงชั่วครู่ ภาพใบหน้าของมารดาปรากฏขึ้นในความทรงจำ เมื่อคืนเธอเพิ่งรับปากว่าจะกลับไปกินข้าวที่บ้านในวันอาทิตย์แต่ตอนนี้แม้แต่จะโทรศัพท์บอกข่าวก็ยังทำไม่ได้ ความเจ็บปวดบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกอยู่ในอก
“แม่คะ…” เหอซินเม้มริมฝีปากแน่น
เธอไม่รู้ว่ามารดาจะเป็นอย่างไรเมื่อได้รับข่าวอุบัติเหตุ ไม่รู้ว่าบริษัทจะดำเนินกิจการต่อไปได้หรือไม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายไปแล้วจริง ๆ หรือเพียงหมดสติอยู่ในโรงพยาบาล ความไม่แน่นอนทั้งหมดทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว แต่หลังจากปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้าเพียงครู่เดียว หญิงสาวก็สูดลมหายใจลึก
“ซูเหอซิน เธอจะมานั่งร้องไห้ตรงนี้ไม่ได้” เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ “ถ้ากลับไปไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อน”
นี่เป็นหลักการที่เธอใช้มาตลอดเวลาทำธุรกิจ เมื่อเกิดปัญหา สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่โวยวาย แต่ต้องประเมินสถานการณ์ ตอนนี้เธอมีปัญหาอยู่สามข้อ
ข้อแรก ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในยุคสมัยใด
ข้อสอง ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างนี้เป็นใคร
ข้อสาม ไม่รู้ว่าเหตุใดผู้คนในจวนจึงปฏิบัติต่อเธอราวกับเป็นบ่าวรับใช้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เหอซินจึงตัดสินใจว่าต้องหาข้อมูลให้มากที่สุดก่อน ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
“หูหลิงหนาน!” เสียงตะโกนแหลมดังขึ้นอีกครั้ง
เหอซินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนหันไปมอง หญิงวัยกลางคนที่ลากเธอออกมาจากห้องเก็บฟืนเมื่อครู่กำลังเดินตรงเข้ามา ใบหน้าบึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม
“ข้าให้เจ้ามาซักผ้า ไม่ใช่มานั่งเหม่อ!”
เหอซินมองกองเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้แตะต้อง ก่อนเงยหน้าขึ้นตอบ “ข้ากำลังจะแยกผ้าเจ้าค่ะ”
“แยกผ้าอะไร”
“ผ้าสีเข้มกับผ้าสีอ่อนต้องซักแยกกัน ไม่เช่นนั้นสีอาจตกใส่กันได้”
หญิงวัยกลางคนชะงักไปเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าตัวเองฉลาดนักหรือ”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าเพียงไม่อยากให้เสื้อผ้าของคุณหนูเสียหาย”
คำตอบนั้นทำให้อีกฝ่ายเถียงไม่ออก นางแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ “ถ้าทำเสื้อผ้าของคุณหนูเหวยมี่เสียหายแม้แต่ตัวเดียว เจ้าจะต้องรับผิดชอบ!”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” เหอซินตอบโดยไม่แสดงอารมณ์
หญิงวัยกลางคนจ้องเธออีกครู่หนึ่ง ก่อนหมุนตัวเดินจากไป เมื่ออีกฝ่ายพ้นสายตา เหอซินจึงถอนหายใจ ดูเหมือนหญิงคนนี้จะมีอำนาจสั่งงานเธออยู่ไม่น้อย แต่จากเสื้อผ้าที่สวมและท่าทางการพูด น่าจะเป็นเพียงหัวหน้าบ่าวรับใช้ ไม่ใช่เจ้าของจวน เธอจำเป็นต้องระวังคำพูดไว้ก่อน
เหอซินหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาแยกตามชนิดของเนื้อผ้า แม้ไม่เคยซักผ้าด้วยมือมาก่อน แต่เธอมีความรู้เรื่องเส้นใยและวิธีดูแลผ้าเป็นอย่างดี ผ้าไหมต้องใช้แรงขยี้น้อยกว่าผ้าฝ้าย ผ้าปักดิ้นทองไม่ควรแช่น้ำนาน ส่วนผ้าสีเข้มต้องแยกออกจากผ้าสีอ่อน หญิงสาวจัดการทุกอย่างอย่างเป็นระบบ ก่อนเริ่มซักทีละชิ้น ระหว่างนั้นเธอไม่ลืมสังเกตผู้คนรอบตัว
บ่าวรับใช้หญิงสองคนเดินผ่านลานซักผ้าพร้อมตะกร้าผัก
“ได้ยินหรือไม่ว่าคุณหนูเหวยมี่จะมีชุดใหม่อีกแล้ว” คนแรกถาม
“ได้ยินสิ ฮูหยินสั่งให้ร้านผ้าที่ดีที่สุดในเมืองส่งช่างมาตัดให้ถึงจวน”
“คุณหนูเหวยมี่ช่างโชคดีจริง ๆ”
“ก็แน่ละสิ ฮูหยินรักนางมากที่สุด”
อีกคนลดเสียงลง “ต่างจากคุณหนูใหญ่คนนั้นลิบลับ”
เหอซินชะงักมือ คุณหนูใหญ่? เธอเงี่ยหูฟังทันที
“เบาเสียงหน่อย เดี๋ยวใครมาได้ยิน”
“ข้าพูดความจริงนี่นา ตั้งแต่นายท่านเสียไป คุณหนูใหญ่ก็ไม่ต่างจากบ่าวรับใช้”
“อย่าพูดเลย เดี๋ยวเดือดร้อน”
ทั้งสองรีบเดินจากไป เหอซินมองตามด้วยความสงสัย ในจวนนี้มีคุณหนูใหญ่ที่ถูกกดขี่ด้วยหรือ ฟังดูเหมือนเรื่องในนิยายที่เธอเคยอ่านไม่มีผิดแต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลาสนใจเรื่องของคนอื่นมากนักเพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดอย่างไร
หญิงสาวก้มหน้าซักผ้าต่อทว่าคำพูดเมื่อครู่กลับติดอยู่ในใจ
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม
เหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้งเจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็
ทุกคนชะงักอาหลิวรีบพูด “คุณหนูขอรับ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ หากพากลับจวนอาจมีปัญหาได้”เสี่ยวชิงเองก็ลังเล “จริงเจ้าค่ะ อีกอย่างฮูหยินคงไม่ยอมให้บุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน”หลิงหนานมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติ นางรู้ดีว่าการพาคนแปลกหน้ากลับไปอาจทำให้เจินจี้มีข้ออ้างกลั่นแกล้งอีกแต่หากทิ้งเขาไว้กลางป่าในสภาพเช่นนี้ โอกาสรอดชีวิตคงน้อยมาก ชายคนนี้เสี่ยงชีวิตช่วยนาง ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีเขา วันนี้นางกับเสี่ยวชิงอาจถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว นางไม่อาจทอดทิ้งผู้มีพระคุณได้“ข้าจะรับผิดชอบเอง” หลิงหนานกล่าวหนักแน่นอาหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่คุณหนู…”“เขาช่วยชีวิตพวกเรา” หากปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ พวกเจ้าจะสบายใจหรือ” นางมองบ่าวชายทั้งสองอาหลิวกับอาซานเงียบลงทันทีหลิงหนานหันกลับไปมองชายหนุ่ม นางใช้ผ้าสะอาดอีกผืนช่วยห้ามเลือด ก่อนบอกให้ทุกคนเตรียมรถม้า“อาหลิว ไปดูว่ารถม้ายังใช้ได้หรือไม่”“ขอรับ”“อ







