FAZER LOGINเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม เหอซินเริ่มรู้สึกปวดหลัง ฝ่ามือทั้งสองข้างแดงจากการแช่น้ำนาน เธอหยุดพักแล้วมองกองเสื้อผ้าที่ยังเหลืออยู่
“นี่มันใช้งานคนหรือใช้งานวัวกันแน่” เธอบ่นพึมพำ หากเป็นในบริษัทของเธอ การให้พนักงานทำงานหนักโดยไม่มีเวลาพักเช่นนี้คงถูกฝ่ายบุคคลร้องเรียนไปแล้วแต่ดูเหมือนในสถานที่แห่งนี้จะไม่มีใครสนใจเรื่องสิทธิแรงงาน
ขณะกำลังคิดว่าจะหาน้ำดื่มจากที่ใด เสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณหนูเจ้าคะ”
เหอซินหันไปมอง เด็กสาวอายุราวสิบหกปีในชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าหม่นยืนอยู่ใกล้กำแพง ใบหน้าของนางเล็กเรียว ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความกังวล ในมือถือตะกร้าใบเล็กที่มีผ้าคลุมอยู่ เหอซินมองซ้ายมองขวา ไม่มีใครอยู่ใกล้
“เรียกข้าหรือ”
“คุณหนู…” เด็กสาวชะงัก นางรีบเดินเข้ามาใกล้ ก่อนลดเสียงลง “คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”
เหอซินพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ “ข้าปวดศีรษะนิดหน่อย”
เด็กสาวรีบวางตะกร้าลงแล้วเข้ามาจับแขนเธอ “ยังปวดอยู่อีกหรือเจ้าคะ เมื่อคืนคุณหนูถูกขังไว้ในห้องเก็บฟืนทั้งคืน ข้ากลัวเหลือเกินว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี”
เหอซินนิ่งไป ถูกขังไว้ในห้องเก็บฟืนทั้งคืน? นั่นหมายความว่าเจ้าของร่างเดิมถูกลงโทษก่อนที่เธอจะฟื้นขึ้นมา
“เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น”
เด็กสาวมองเธออย่างประหลาดใจ “คุณหนูจำไม่ได้หรือเจ้าคะ”
“จำได้ไม่ชัด” เหอซินยกมือแตะหน้าผาก “ข้าปวดศีรษะมาก”
“หรือว่าคุณหนูจะกระแทกศีรษะตอนถูกผลัก” เด็กสาวหน้าเสียทันที
คำพูดนั้นทำให้เหอซินเริ่มเข้าใจบางอย่าง “ใครผลักข้า”
“ก็คุณหนูเหวยมี่อย่างไรเล่าเจ้าคะ” เด็กสาวตอบด้วยน้ำเสียงเจ็บใจ “เมื่อวานคุณหนูเหวยมี่กล่าวหาว่าท่านทำกำไลหยกของนางหาย ทั้งที่ท่านไม่ได้แตะต้องเลย พอท่านปฏิเสธ นางก็ผลักท่านจนล้ม ศีรษะกระแทกขอบโต๊ะ”
เหอซินก้มมองรอยช้ำบนแขนตัวเอง
“แล้วหลังจากนั้นฮูหยินสั่งให้คนเฆี่ยนท่านห้าที ก่อนขังไว้ในห้องเก็บฟืนโดยไม่ให้กินข้าวเจ้าค่ะ” เด็กสาวพูดไปน้ำตาก็คลอ “ข้าแอบเอาข้าวไปให้ แต่ถูกป้าหวังจับได้ นางจึงยึดข้าวไปหมด”
เหอซินเงียบลง ตอนนี้เธอเริ่มเห็นภาพแล้ว เจ้าของร่างนี้น่าจะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและอาจเสียชีวิตในห้องเก็บฟืนเมื่อคืน ส่วนวิญญาณของซูเหอซินจึงเข้ามาอยู่แทน ความคิดนี้ทำให้เธอรู้สึกหนักอึ้ง หญิงสาวเจ้าของร่างเดิมต้องมีชีวิตลำบากเพียงใดจึงถูกทำร้ายได้อย่างไร้ความปรานีเช่นนี้
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านหิวหรือไม่” เด็กสาวเรียกเบา ๆ นางเปิดผ้าคลุมตะกร้า ภายในมีหมั่นโถวสองลูกกับถ้วยน้ำเล็ก ๆ “ข้าแอบเก็บมาจากครัวเจ้าค่ะ รีบกินก่อนที่ป้าหวังจะกลับมา”
เหอซินมองอาหารตรงหน้า หมั่นโถวสองลูกไม่ได้ดูน่ากินนักแต่ท้องของเธอกลับร้องขึ้นมาทันที ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา เธอยังไม่ได้กินอะไรเลย
“ขอบใจ” เธอรับหมั่นโถวมากัดคำหนึ่ง เนื้อแป้งค่อนข้างแข็งและเย็นชืดแต่ในเวลานี้มันกลับเป็นอาหารที่อร่อยที่สุด
เด็กสาวยิ้มอย่างโล่งใจเมื่อเห็นเธอกิน “ค่อย ๆ กินนะเจ้าคะ เดี๋ยวติดคอ”
เหอซินดื่มน้ำตาม ก่อนเงยหน้าถาม “เจ้าชื่ออะไร”
“คุณหนู!” เด็กสาวเบิกตากว้าง
“อะไร”
“ท่านจำชื่อข้าไม่ได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ”
เหอซินรู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว เธอรีบยกมือแตะหน้าผากอีกครั้ง “ข้าบอกแล้วว่าปวดศีรษะ ความทรงจำบางอย่างไม่ค่อยชัด”
เด็กสาวรีบพยักหน้า “ข้าชื่อเสี่ยวชิงเจ้าค่ะ เป็นสาวใช้ของท่านมาตั้งแต่อายุสิบสองปี”
“เสี่ยวชิง…” เหอซินทวนชื่อเบา ๆ
“ใช่เจ้าค่ะ” เด็กสาวมองเธอด้วยความเป็นห่วง “หรือให้ข้าไปตามหมอดีเจ้าคะ”
“อย่าเพิ่ง ไม่จำเป็น” เหอซินรีบห้าม หากเรียกหมอมาในเวลานี้ อาจทำให้คนในจวนสงสัยมากกว่าเดิมเธอต้องการเวลาเรียนรู้สถานการณ์ก่อน “ข้าแค่ต้องพักผ่อน”
“แต่ฮูหยินไม่ยอมให้ท่านพักแน่เจ้าค่ะ”
“ฮูหยินคนไหนอีก”
เสี่ยวชิงนิ่งไปอีกครั้ง คราวนี้สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความตกใจ “คุณหนูจำฮูหยินเจินจี้ไม่ได้หรือเจ้าคะ”
“จำได้เพียงบางเรื่อง” เหอซินส่ายหน้าเล็กน้อย
เสี่ยวชิงกัดริมฝีปาก “ถ้าอย่างนั้นข้าจะเล่าให้ฟังเจ้าค่ะ”
เหอซินพยักหน้า นี่แหละสิ่งที่เธอต้องการ เสี่ยวชิงเหลือบมองรอบตัว ก่อนดึงเหอซินไปนั่งตรงมุมกำแพงที่มีต้นไม้บังสายตา
“คุณหนูชื่อหูหลิงหนาน เป็นบุตรสาวคนโตของนายท่านหูเต๋อเมิ่งเจ้าค่ะ”
เหอซินชะงัก หูหลิงหนาน ชื่อที่หญิงวัยกลางคนเรียกเธอมาตั้งแต่เช้า
“แล้วนายท่านหูเต๋อเมิ่งคือใคร”
เสี่ยวชิงมองเธอด้วยความเศร้า “บิดาของคุณหนูอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“บิดา…”
“นายท่านเป็นพ่อค้าผ้าไหมที่มั่งคั่งที่สุดคนหนึ่งในเมืองนี้ ท่านมีร้านค้า โกดังสินค้า และที่ดินมากมาย แต่เมื่อสองปีก่อนนายท่านล้มป่วยและเสียชีวิต”
เหอซินตั้งใจฟัง “แล้วมารดาของข้าล่ะ”
“ฮูหยินใหญ่เสียชีวิตตั้งแต่คุณหนูยังเด็กเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงถอนหายใจ “หลังจากนั้นนายท่านจึงรับฮูหยินเจินจี้เข้ามาอยู่ในจวน นางพาบุตรสองคนจากการแต่งงานครั้งก่อนมาด้วย คือคุณหนูเหวยมี่กับคุณชายเหวยตาน”
เหอซินขมวดคิ้ว “หมายความว่าเหวยมี่กับเหวยตานไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของบิดาข้า”
“ใช่เจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดพวกเขาจึงอยู่ในจวนนี้”
“เพราะฮูหยินเจินจี้เป็นภรรยาของนายท่านเจ้าค่ะ จึงขอให้ลูก ๆ ของนางมาอาศัยในเรือนด้วย”
“แล้วเหตุใดข้าจึงต้องทำงานเหมือนบ่าวด้วยล่ะ?”
เสี่ยวชิงเม้มริมฝีปากแน่น นางก้มหน้าลงก่อนตอบ “เพราะหลังจากนายท่านเสียชีวิต ฮูหยินเจินจี้ก็ยึดอำนาจดูแลทุกอย่างในจวนเจ้าค่ะ”
เหอซินนิ่งฟัง
“ตอนแรกนางเพียงลดเบี้ยเลี้ยงของคุณหนู ต่อมาก็ย้ายท่านออกจากเรือนใหญ่ไปอยู่เรือนหลังเล็ก จากนั้นเริ่มสั่งให้ท่านทำงานบ้าน”
“ไม่มีใครห้ามหรือ”
“คนที่เคยภักดีต่อนายท่านถูกไล่ออกไปเกือบหมดแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ส่วนบ่าวที่เหลือก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งฮูหยิน”
เหอซินมองเด็กสาวตรงหน้า “แล้วเจ้าล่ะ เหตุใดจึงยังอยู่กับข้า?”
เสี่ยวชิงเงยหน้าขึ้น “เพราะคุณหนูเคยช่วยชีวิตข้าไว้เจ้าค่ะ”
“ช่วยชีวิต?”
“เจ้าค่ะ เมื่อหลายปีก่อนข้าป่วยหนัก ไม่มีเงินรักษา คุณหนูแอบนำเครื่องประดับของตัวเองไปขายเพื่อซื้อยาให้ข้า” น้ำตาของเสี่ยวชิงไหลลงมา “ข้าสัญญากับตัวเองตั้งแต่วันนั้นว่าจะไม่ทอดทิ้งคุณหนูเด็ดขาด”
เหอซินมองเด็กสาวด้วยความรู้สึกซับซ้อน เจ้าของร่างเดิมอาจเป็นหญิงสาวอ่อนแอในสายตาคนอื่นแต่ดูเหมือนนางจะมีจิตใจดีไม่น้อย อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งที่รักและภักดีต่อนางอย่างแท้จริง เหอซินยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้เสี่ยวชิง
“ไม่ต้องร้องแล้ว”
เด็กสาวสะอื้นเบา ๆ “ข้ากลัวว่าคุณหนูจะทนไม่ไหวเจ้าค่ะ”
“ข้ายังอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรือ”
“แต่พวกเขารังแกท่านทุกวัน”
เหอซินยิ้มบาง ๆ “ต่อไปอาจไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว”
เสี่ยวชิงเงยหน้ามองอย่างไม่เข้าใจ เหอซินไม่ได้อธิบาย เธอเพียงเริ่มเรียบเรียงข้อมูลในหัว
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม
เหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้งเจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็
ทุกคนชะงักอาหลิวรีบพูด “คุณหนูขอรับ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ หากพากลับจวนอาจมีปัญหาได้”เสี่ยวชิงเองก็ลังเล “จริงเจ้าค่ะ อีกอย่างฮูหยินคงไม่ยอมให้บุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน”หลิงหนานมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติ นางรู้ดีว่าการพาคนแปลกหน้ากลับไปอาจทำให้เจินจี้มีข้ออ้างกลั่นแกล้งอีกแต่หากทิ้งเขาไว้กลางป่าในสภาพเช่นนี้ โอกาสรอดชีวิตคงน้อยมาก ชายคนนี้เสี่ยงชีวิตช่วยนาง ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีเขา วันนี้นางกับเสี่ยวชิงอาจถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว นางไม่อาจทอดทิ้งผู้มีพระคุณได้“ข้าจะรับผิดชอบเอง” หลิงหนานกล่าวหนักแน่นอาหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่คุณหนู…”“เขาช่วยชีวิตพวกเรา” หากปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ พวกเจ้าจะสบายใจหรือ” นางมองบ่าวชายทั้งสองอาหลิวกับอาซานเงียบลงทันทีหลิงหนานหันกลับไปมองชายหนุ่ม นางใช้ผ้าสะอาดอีกผืนช่วยห้ามเลือด ก่อนบอกให้ทุกคนเตรียมรถม้า“อาหลิว ไปดูว่ารถม้ายังใช้ได้หรือไม่”“ขอรับ”“อ







