Mag-log inโมเน่ถูกบังคับให้มานั่งร่วมโต๊ะอาหารเย็นกับผู้ใหญ่ทั้งสี่คน พ่อ,โรม, คุณวรโชติ, และไคบรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะกินกันไม่ลง แต่ฉันก็ยังแอบยิ้มในใจอย่างมั่นใจว่าไคจะต้องเริ่มบทสนทนาด้วยคำว่าถอนหมั้น
พ่อของฉัน เริ่มเปิดประเด็นด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณโชคครับ ผมต้องขออภัยแทนไคด้วยที่เกิดเรื่องวุ่นวายในงานกุศลเมื่อคืนก่อน...” พ่อกล่าวอย่างเหนื่อยใจ “มันเป็นความผิดของโมเน่ล้วนๆ ที่ทำตัวไม่เหมาะสม... อาการป่วยของเธอทำให้เราทุกคนลำบากใจ” “ไม่ต้องคิดมากหรอกครับเรื่องแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้” ถึงฉันจะรู้สึกผิดแต่ก็ตัดสินใจว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะหลุดพ้นจากนรกนี้ “คุณพ่อคะ... คุณวรโชติคะ” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้ทุกคนหันมามอง “อะไรอีกล่ะโมเน่?” คุณพ่อถามอย่างเหนื่อยใจ “หนูขอพูดเรื่องที่สำคัญที่สุดได้ไหมคะ” ฉันสูดหายใจลึกๆ แล้วมองตรงไปที่ไค “หนูคิดว่า... เราควรยกเลิกงานหมั้นนี้เสียเถอะค่ะ” เสียงความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารทันที ทุกคนตกใจ ยกเว้นไคที่ยิ้มเล็กน้อย เขารู้ทันแผนของฉันดี “หนูเข้าใจว่าการหมั้นนี้เป็นเรื่องธุรกิจ แต่หลังจากที่หนู... หนูมีอาการทางสมองกระทบกระเทือน และจากพฤติกรรมของหนูที่ผ่านมา มันชัดเจนว่า... คุณไคไม่ได้เต็มใจที่จะหมั้นกับหนูเลย และเขาก็ไม่ชอบที่หนูทำตัวแปลกๆ ในที่สาธารณะ หนูไม่อยากให้เขาต้องมาทนทุกข์กับคู่หมั้นที่ป่วยและทำตังไม่น่ารักอย่างหนูค่ะ” รัชตะกำลังจะอ้าปากดุด่าลูกสาว แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร ไคก็วางช้อนเงินลงบนจานเสียงดัง จนทุกคนสะดุ้ง เคร้ง! เขายิ้มอย่างอบอุ่นและแสนดีที่สุดในโลก แล้วมองตรงมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจอย่างร้ายกาจ “ใครบอกว่าพี่ไม่ชอบเธอ?” คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้ทั้งโต๊ะเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม ฉันรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ เพราะนั่นไม่ใช่คำตอบที่ฉันเตรียมไว้! คุณรัชตะกับคุณวรโชติมองหน้ากันอย่างสับสน ส่วนโรมที่นั่งเงียบๆ มาตลอด ก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ ดูเหมือนเขาจะเริ่มสนุกกับเกมนี้แล้ว ไคใช้จังหวะที่ทุกคนตกตะลึง ปล่อยให้ความเงียบกินเวลาสักพักเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับคำพูดของเขา “ผมต้องขอโทษแทนโมเน่ด้วยนะครับคุณพ่อคุณอา” ไคกล่าวกับผู้ใหญ่ด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงใย “ผมรู้ว่าการกระทำเมื่อคืนในงานเลี้ยงเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่เราทราบดีว่าอาการป่วยจากอุบัติเหตุทำให้โมเน่มีความคิดที่สับสนและรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร” ไคหันกลับมามองฉัน ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยที่ดูจริงใจจนน่าขยะแขยง “โมเน่...” ไคใช้มือข้างหนึ่งเอื้อมมาจับมือฉันที่กำแน่นอยู่บนตัก แล้วบีบมันอย่างอ่อนโยน “พี่ไม่เคยคิดว่าเธอไม่น่ารักเลยนะครับ ที่พี่ตอบโต้ไปบ้างก็เพราพี่เป็นห่วงเธอ” อี๋!! ฉันไม่อยากรู้เลยว่าตัวเองตอนนี้ทำหน้าขยะแขยงระดับไหนแต่มันต้องแย่มากแน่! “และพี่ก็ไม่ต้องการเห็นเธอทำร้ายตัวเองด้วยการออกไปก่อเรื่องแบบนี้อีก” ไคหันไปมองคุณรัชตะและพ่อตัวเองอีกครั้ง “ผมขอรับรองต่อทุกท่านว่า ผมจะไม่มีวันถอนหมั้นกับโมเน่เด็ดขาดครับ” “ห้ะ!” “ไม่ว่าความสัมพันธ์ของเราจะทำให้ธุรกิจต้องเผชิญกับข่าวลือมากมายแค่ไหน... ผมจะอยู่เคียงข้างเธอ” ไคพูดต่อ “ผมจะพาเธอไปพบแพทย์เฉพาะทางที่ดีที่สุดในอเมริกาเพื่อรักษาอาการทางจิตที่เกิดขึ้นจากการสมองเสื่อม และผมจะดูแลเธอเอง จนกว่าเธอจะหายเป็นปกติครับ” เล่นแบบนี้เลยเหรอ! (คนที่สมองเสื่อมมีสิทธิ์ที่จะมีอาการทางจิตร่วมด้วย) เหลือจะเชื่อไอ้บ้านี่มันเตรียมพร้อมมาหมดเลยนี่! ฉันแทบจะกระชากมือกลับคว้าเชิงเทียนมาทุบหัวเขา แต่ไคกลับบีบมือฉันแน่นขึ้นเล็กน้อย ทำให้ฉันขยับตัวไม่ได้ ฉันมองเข้าไปในดวงตาของเขา แล้วก็เห็นความตอแหล! อยู่ภายในนั้นเต็มไปหมด อยากจะเอานิ้วจิ้มตาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย แถมหมอนี่กำลังใช้อาการป่วยของฉัน มาเป็นเครื่องมือในการเล่นงานฉันแบบนี้เลยเหรอ ให้ตายสิ! ‘เธอกักขังอิสระฉันมาตั้งนานพอเบื่อก็คิดจะไปเลยหรอ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกยัยโง่’ ไคยิ้มอย่างอ่อนโยน คุณวรโชติยิ้มอย่างพอใจ ส่วนคุณรัชตะโล่งใจจนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เห็นไหมโมเน่ คุณไคเขารักและเข้าใจลูกขนาดนี้ ลูกจะพูดเรื่องถอนหมั้นอีกไม่ได้แล้วนะ” คุณรัชตะกล่าวอย่างเด็ดขาด เขายิ้มให้ฉันอย่างมีชัย ในขณะที่ฉันรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น หึ รอบนี้ฝากไว้ก่อนเถอะ รอบหน้าฉันเอาคืนแน่! To be continuedโมเน่นิ่งไปชั่วครู่ ใจหวิวขึ้นมาแปลก ๆ กับคำพูดนั้น เธอรู้สึกอบอุ่นในอกแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยตลอดที่อยู่ในร่างนี้ เธอเดินตามไคเข้ารถอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้ความรู้สึกในใจค่อย ๆ ตกตะกอนไปตลอดทางเมื่อกลับถึงคฤหาสน์ ไคจูงมือเธอเดินขึ้นห้องด้วยสีหน้าพึงพอใจ แสงไฟในโถงบันไดสลัวรางส่องกระทบใบหน้าทั้งสองขณะเดินขึ้นไปด้วยกัน เขาต้อนเธอเข้ามุมกำแพงข้างประตูห้องนอน มือทั้งสองยันอยู่ข้างศีรษะเธอ"วันนี้ทำดีมากเลยนะ หมูเน่" เขากระซิบใกล้ใบหู น้ำเสียงต่ำทุ้มเต็มไปด้วยความพอใจ "รางวัลของเด็กดีที่ช่วยเล่นละครให้พี่วันนี้ คือการที่พี่จะดูแลเธอ...ทั้งคืน"โมเน่รู้สึกใจเต้นรัวจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง ริมฝีปากอ้าจะเถียงกลับแต่ไม่มีคำไหนหลุดออกมาได้เลยสักคำ มีเพียงแสงไฟในห้องที่ค่อย ๆ ถูกปิดลงพร้อมกับประตูที่ปิดสนิทตามหลัง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันของค่ำคืนที่รอคอยอยู่เบื้องหลังประตูบานนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น โมเน่ตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเพลีย ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เธอเหลือบมองไคที่ยังหลับสนิทอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าคมเข้มที่ยามหลับดูอ่อนโยนกว่ายามตื่นมากนัก เธอเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวก่อนจะร
"หนูจะต้องใส่ชุดนี้จริง ๆ เหรอคะ" โมเน่บ่นพึมพำขณะยืนหน้ากระจกบานใหญ่ มองชุดเดรสสีชมพูอ่อนที่คนใช้ช่วยกันแต่งตัวให้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมถูกจัดทรงสวยหรู หน้าตาแต่งแต้มให้ดูอ่อนหวานผิดจากที่เธอคุ้นชิน กระโปรงบานเบาสะบัดตามจังหวะที่เธอขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจ"สวยแล้ว เธอต้องไปกินข้าวที่บ้านพ่อแม่ฉันวันนี้" ไคยืนพิงกรอบประตูมองเธออย่างพอใจ สายตาส่องประกายชื่นชมจนโมเน่ต้องหันหนีเพราะเขินจนหน้าร้อนวูบ"ทำไมต้องแต่งขนาดนี้ด้วยล่ะคะ กินข้าวแค่มื้อเดียวเอง" เธอเอ่ยพลางดึงชายกระโปรงเบา ๆ ด้วยความอึดอัด ไม่คุ้นเคยกับชุดที่หรูหราขนาดนี้เลยสักนิด"เพราะเธอเป็นคู่หมั้นของฉันไง" เขาตอบง่าย ๆ พร้อมยื่นมือมาให้เธอจับ นิ้วเรียวของเธอวางลงบนฝ่ามือกว้างของเขาอย่างไม่มีทางเลือกระหว่างทางไปคฤหาสน์วรโชติใหญ่ โมเน่นั่งนิ่งอยู่ในรถ มองวิวข้างทางที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ใจคิดถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญข้างหน้า เธอไม่รู้เลยว่าวันนี้จะมีอะไรรอเธออยู่บ้างทว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องอาหารของคฤหาสน์วรโชติใหญ่ สิ่งแรกที่โมเน่เห็นทำเอาใบหน้าเธอเปลี่ยนสีทันที เพราะมีอริณนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ในชุดทำงานเรียบร้อยเหมือนเช
ไคหัวเราะเบา ๆ ในลำคอก่อนจะถอยออกไปอย่างใจเย็น "รู้ตัวแล้วสินะว่าใครจะแพ้เกมนี้ก่อนกัน" เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องทำงานไปต่อประชุมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งเสียงหัวเราะแผ่วเบาไว้ข้างหลังโมเน่ยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าห้อง มือกำผ้าเช็ดตัวแน่น หน้าแดงจนร้อนวูบไปทั้งใบหน้า เธอรีบเดินหนีขึ้นห้องด้วยฝีเท้าเร็วผิดปกติ ปิดประตูดังปัง แล้วทรุดตัวลงนั่งพิงประตูอยู่อย่างนั้น หัวใจยังคงเต้นแรงไม่หยุด'ไอ้บ้าเอ๊ย มันไม่กลัวสายตาคนในที่ประชุมเลยเหรอ!' เธอคิดในใจพลางเอามือทั้งสองปิดหน้าที่ยังคงร้อนผ่าวอยู่คืนต่อมา เธอลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้แอบย่องเข้าไปในห้องทำงานตอนไคกำลังตรวจเอกสารสำคัญ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าเขาที่กำลังจดจ่ออยู่กับกองเอกสารสูงเป็นตั้ง เธอนั่งลงตักเขาแบบไม่ขออนุญาต แขนโอบรอบคอ ทำหน้าเหมือนแมวเหมียวขอความรัก"พี่ไก่คะ เบื่องานแล้ว มาเล่นกับหนูดีกว่า" เธอกระซิบข้างหูพลางเป่าลมหายใจเบา ๆ ตามสูตรในนิยายที่เคยอ่านมา มือเรียวเล่นอยู่ที่ปกเสื้อของเขาอย่างเป็นธรรมชาติไควางปากกาลงอย่างสงบ มือหนึ่งโอบเอวเธอไว้แน่น อีกมือลูบผมที่ยังหอมกลิ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านลูกไม้เข้ามาตกกระทบใบหน้า โมเน่ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่หนักอึ้งกว่านั้นคือความรู้สึกผิดที่ก่อตัวอยู่เต็มอกเธอนอนขดตัวอยู่บนเตียงนุ่ม มองเพดานห้องนอนที่คุ้นตาไปหมดแล้ว ภาพเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวทีละฉากราวกับหนังที่เล่นซ้ำไม่มีวันจบ สายฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาทางระเบียง เสียงฟ้าร้องคำรามอยู่ไกล ๆ อ้อมแขนที่รัดแน่นจนหนีไม่หลุด และริมฝีปากร้อนผ่าวที่กดทับลงมาอย่างไม่ยอมปล่อยเธอเอามือทั้งสองข้างทาบหน้าตัวเองแล้วกรี๊ดลั่นอยู่ในใจ กลิ้งตัวไปมาบนที่นอนจนผ้าห่มพันกันยุ่งเหยิง'ไม่นะ ไม่ ๆๆๆ นี่มันไม่ใช่แผนที่วางไว้เลยสักนิด!'โมเน่พยายามนึกทบทวนเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาปลอบใจตัวเอง เธอเคยเรียนมาว่าตอนหวาดกลัวใกล้ตายหรือตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาปริมาณมาก และสารตัวนี้เองที่มักทำให้สมองสับสนระหว่างความกลัวกับความตื่นเต้นทางอารมณ์อื่น ๆ ใช่แล้ว มันคือ "อุบัติเหตุ" ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับใจเธอสักนิดเดียวเธอพยักหน้ากับตัวเองอย่างมั่นใจในทฤษฎีที่คิดขึ้นมาเอง ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเ
เขาคำรามต่ำก่อนจะรูดซิปลงปลดกางเกงทิ้งไป ร่างกายกำยำเปลือยเปล่าปรากฏโฉมทุกสัดส่วน ความเป็นชายขนาดยักษ์เด้งทะลักออกมาอย่างทรงพลังทั้งยาวใหญ่และหนา เส้นเลือดปูดโปนตามความยาว ส่วนปลายบานแดงฉ่ำมันวาวเยิ้ม โมเน่เหมือนถูกกระชากสติกลับมาดวงตาเธอเบิกกว้างอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตสั่นระริกจับจ้องความยิ่งใหญ่ตรงหน้าในหัวประมวลผลวุ่นวายจนเผลอคิดพิเรนทร์ ‘คนเขียนนิยายเรื่องนี้ใส่เลขผิดหรือเปล่าเนี่ย?! ใหญ่ขนาดนี้ฉันได้ตายคาเตียงแน่ๆ’ร่างเล็กพยายามถดตัวหนีจนแผ่นหลังชนหัวเตียง แต่ไคกลับคว้าข้อเท้าเธอไว้แล้วลากกลับมาอยู่ใต้ร่างอย่างง่ายดาย เขาโน้มตัวลงมาทับจนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุและขนาดอันน่าเกรงขามที่บดเบียดอยู่ตรงหน้าขา"เป็นอะไร..." ไคหัวเราะทุ้มในลำคอ เมื่อเห็นท่าทีช็อกสุดขีดของสาวน้อยใต้ร่าง เขาขยับกายเข้าไปใกล้จนส่วนหัวที่ฉ่ำวาวเฉียดกรายร่องนุ่มที่เปียกชุ่ม"พี่ไก่ ไม่เอา! มันใหญ่ไป ฉันไม่ไหวหรอก!""ทำไมจะไม่ไหว ยังไม่ได้ลองเลย" ไคกระซิบข้างหู เสียงทุ้มแหบพร่าเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม "ปากเธอยังด่าฉันแซ่บขนาดนั้น มาดูสิ้ว่าปากล่างจะแซ่บขนาดไหน""ไอ้คนลามก! ปล่อยนะ!""หึ ด่าสิ ด่าอี
"ไม่! ปล่อยฉันนะ!" โมเน่แผดเสียงพลางปัดป้องพัลวัน เธอพยายามจะรวบสาบเสื้อเข้าหากันและปัดมือใหญ่ของเขาออกไป แต่พละกำลังของตัวเองกลับน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับเขา ไคใช้มือเพียงข้างเดียวรวบข้อมือทั้งสองของเธอไว้แน่นแล้วกดลงกับเตียงนุ่ม"พี่ไก่! ไอ้คนบ้า! ปล่อย!" โมเน่ดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าไคกลับใช้นิ้วหนาแกะกระดุมเสื้อเธอออกอย่างใจเย็นและยั่วเย้าเม็ดแรกหลุดออก เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่ขึ้นสีระเรื่อ เม็ดที่สองและสามตามมาติดๆ แม้โมเน่จะบิดกายหนีและพยายามจะหุบไหล่เพื่อปกปิดเพียงใด ไคก็จัดการกระชากอาภรณ์ที่เปียกชื้นนั้นให้พ้นทางจนทรงเสน่ห์อวบอิ่มเด้งออกมาสู้สายตาอย่างโจ่งแจ้งไคกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเขาแผดเผาจนโมเน่รู้สึกร้อนไปทั้งตัว เขาโน้มหน้าลงประทับจูบบนรอยแดงเก่าที่เขาเคยฝากไว้ ลิ้นร้อนชื้นวนเวียนปลุกเร้าจนร่างบางสะท้านเฮือก ความพยศในตอนแรกเริ่มมลายกลายเป็นความซ่านสยิว"สวยชิบ ถ้ามีของดีก็น่าจะเอามาอวดกันแต่แรกสิ"“หยุดเถอะ ขอร้อง” โมเน่กัดริมฝีปากมองไคที่จัดการสลัดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายทิ้งไป ไคหยุดชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างบางที่สั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างอย่างห







