INICIAR SESIÓNเมื่อกลับมาถึงบ้านโมเน่ก็ขอแยกตัวขึ้นห้องมาทันทีโดยไม่พูดอะไรแต่ระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถ โรมเอาแต่แซวโมเน่ไม่เลิกเสียทีส่วนคนเป็นพ่ออย่างคุณรัชตะก็พร่ำตำหนิจนโมเน่หูชา ทำไมการถอนหมั้นกับไอ้พระเอกบ้านั่นถึงได้ยากเย็นขนาดนี้กัน รอบก่อนที่ทำให้เขาอับอายก็นึกว่าจะยอมถอนหมั้นแล้วด้วยซ้ำ
“ให้ตายเถอะ” โมเน่สบถออกมาอย่างหงุดหงิดก่อนจะทิ้งตัวลงนอนไปที่เตียง ถ้าแผนเดิมใช้ไม่ได้ผลก็คงต้องเปลี่ยนแผนกันเสียหน่อย บางทีอาจจะต้องเล่นงานเขาแบบคนดีๆ ที่ไม่มีใครกล้าทำ ในนิยายถ้าจำไม่ผิดช่วงนี้ไคมีประชุมสำคัญกับนักธุรกิจจากยุโรป อืมชื่ออะไรกันนะค่อนข้างที่จะยาวพอสมควร เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดีดนิ้วดังเปาะเมื่อนึกออก “เอ็ดเวิร์ด บรูคส์” นักธุรกิจผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดในมารยาท คนที่จะร่วมธุรกิจกับเขาได้ต้องเป็นคนที่ตรงต่อเวลาไม่ควรที่จะปล่อยให้เขาต้องรอนานจนเกินและห้ามผิดนัดเป็นอันขาดแต่ถ้าเหตุผลมากพอเขาก็จะมองข้ามไป ที่สำคัญเขาไม่ชอบให้ใครขัดจังหวะในช่วงเจรจา โมเน่หัวเราะออกมาเบา ๆ ทันทีที่คิดแผนร้ายออกรอบนี้ฉันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีพลาดแน่นอน หึหึ แทบรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหวแล้วถึงแม้มันอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโมเน่โดยตรงแล้วใครสนกันปกติโมเน่มีภาพลักษณ์ดีๆ เหมือนกับคนอื่นที่ไหนกัน อีกสองสามวันก็จะถึงวันประชุมของเขากับ เอ็ดเวิร์ด บรูคส์ฉันควรบุกไปหาเขาที่บริษัทดีไหมนะหรือจะส่งข้อความไปหาดี อืมถ้าคุยในแชทบางทีเขาอาจจะปฏิเสธได้โดยง่าย สู้ไปตื้อเขาที่บริษัทจะดีกว่าเพราะฉันจะได้แสดงละครได้ พอคิดได้แบบนั้นโมเน่ก็ตั้งหน้าตั้งตารอวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อ “ไปไหน” โรมทักโมเน่ขึ้นมาเมื่อเห็นเธอในสภาพที่แต่งหน้าทำผมเพราะตั้งแต่ที่เธอออกจากโรงพยาบาลกับตอนที่จะออกงานเธอแทบจะไม่แต่งหน้าเลย “ไปหาคู่หมั้นค่ะ” เธอยิ้มให้กับโรมอย่างอารมณ์ดี เธอรอให้ถึงวันนี้โดยเฉพาะเลย “จะไปสร้างปัญหาอีกหรือไง” โรมพูดออกมาราวกับรู้ทันแผนของเธอ “โอ๊ย พี่เห็นหนูเป็นคนยังไง” “เป็นคนที่นิสัยไม่ดี” เพียงแค่คำสั้นๆ ก็ทำให้เธอมุ่ยปากออกมาแต่ก็ช่วยไม่ได้โมเน่คนก่อนนิสัยไม่ดีนี่นะยิ่งสร้างเรื่องเพิ่มก็ยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีก “พี่อะ ก็แค่อยากไปหาไม่ได้ไปสร้างเรื่องสักหน่อย ปกติหนูก็ไปหาเขาตลอดไม่ใช่เหรอ” “เหรอ ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลเธอก็ไม่ได้ไปหาเขานะ ไม่ได้จะไปสร้างเรื่องจริง?” โรมเลิกคิ้วถามแบบไม่เชื่อใจ “จริ๊งง” ตอบกลับไปแบบเสียงสูงก่อนจะรีบเดินออกจากบ้านมาถ้าไม่รีบออกตอนนี้คงจะยืนเถียงกันไม่รู้จบ นี้สินะที่เขาว่าอย่ามีพี่ชายที่รู้นิสัยเราจะหมดไส้หมดพุง โมเน่เดินไปที่ลานจอดรถก่อนจะขึ้นไปนั่งแล้วให้คนขับรถพาไปที่บริษัทของเขาแต่ถ้าไปหาเขาก็ต้องเจอกับอริณด้วยหรือเปล่านะนางเอกของเรื่อง ในนิยายบรรยายว่าเธอเป็นคนที่สวยมีความอดทนสูงและเป็นคนดีมากๆ แบบกอไก่ล้านตัว หวังว่าถ้าเจอตัวจริงแล้วเธอคงจะเหมือนกับตัวหนังสือที่บรรยายถึงนิสัยและบุคลิกของเธอนะเพราะไม่ว่าโมเน่จะทำยังไงกับเธอ เธอก็ยิ้มสู้ตลอดหรือแม้กระทั่งตอนอยู่กับโมเน่สองคนเธอก็ยังสุภาพกับโมเน่เสมอ ไม่นานตัวรถก็ขับมาจอดอยู่ที่หน้าบริษัทของเขาเพียงแค่คนเปิดประตูเห็นหน้าฉันก็ทำท่าตกใจไม่ใช่น้อยราวกับเห็นผี ฉันแค่ยิ้มให้พร้อมกับบอกขอบคุณอย่างเป็นมิตรก่อนจะเดินเข้าบริษัทมาทันที ตลอดทางเดินมีทั้งสายตาและคำซุบซิบมากมายที่เล็ดรอดออกมาให้ได้ยินแต่ใครแคร์กัน เป้าหมายของฉันคือการไปหาประธานบริษัทแต่ระหว่างทางฉันก็ไปถามพวกพนักงานบ้างอะไรบ้างคือถ้าไม่ถามฉันจะเดินไปมั่ว “เฮ้อถึงสักที” เดินจนเมื่อยในที่สุดก็ถึงมีโต๊ะอยู่ด้านหน้าห้องน่าจะเป็นของเลขาแต่ไม่มีคนอยู่ ปกติแล้วถ้าจะเข้าห้องประธารก็ต้องผ่านเลขาก่อนเพื่อให้เลขารายงานหรือเปล่านะ ช่างเถอะเข้าไปก่อนดีกว่ายังไงโมเน่คนก่อนก็มักจะเดินเข้าไปแบบไม่ผ่านใครอยู่แล้วนี้เนอะ โมเน่เอื้อมมือดันประตูเข้าไปก่อนจะเห็นเขากำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่ “งานดูเยอะนะคะ” สิ้นเสียงของเธอเขาก็เงยหน้าขึ้นมามอง เลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจที่เห็นคนตรงหน้ามาที่นี่ “หืม ไม่คิดว่าเธอจะมาหาฉันถึงที่นี่เลยนะ” เขายิ้มออกมา “ก็อยากมาหาคู่หมั้นของตัวเองเหมือนทุกครั้งที่เคยทำยังไงละคะ” เขาหัวเราะในลำออกมาก่อนจะเชิญให้ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเขา “ปกติที่เธอมาก็ไม่ค่อยจะมีเรื่องดีๆ เธอต้องการอะไรก็พูดมาสิครับคุณว่าที่คู่หมั้น” แหม มีแวะมาเหน็บแนบกันด้วยนะคะคุณพระเอก “พี่ไก่ อุ้ยขอโทษนะคะพี่ไคพอดีมันคล้องจองกันเกินไป” เธอยิ้มออกมา “พี่จำคำที่พี่พูดได้ไหมคะว่าจะพาหนูไปหาแพทย์เฉพาะทางที่ดีที่สุดของอเมริกา” “จำได้ ทำไมครับ?” “พี่ไม่ต้องพาหนูไปแล้วนะคะหนูมีวิธีที่จะช่วยรักษาหนูแบบง่ายๆ แบบไม่ต้องบินลัดฟ้าไปที่อเมริกา” “หืม งั้นเหรอแบบไหนครับ” โมเน่ยิ้มกรุบกริบออกมาก่อนจะลองเชิงถามเขาเรื่องนักธุรกิจจากยุโรป ตอนแรกเขาก็ไม่ยอมบอกจนฉันตื้อเขาจนดูน่ารำคาญเขาเลยยอมปริปากออก ช่วงเช้ามีประชุมและช่วงเย็นก็จะมีงานเลี้ยงต้อนรับแขกคนอื่นๆ ที่เป็นพวกนักลงทุนของบริษัทเขา “พาหนูไปประชุมด้วยสิคะ” “ไม่ได้” เขาตอบออกมาทันทีแบบเสียงแข็ง “ทำไมละคะการเจอสังคมเยอะๆ จะยิ่งช่วยกระตุ้นความทรงจำของหนูนะคะไหนบอกจะช่วยหนู” โมเน่แสร้งตีเศร้าออกมา “การเจอ เอ็ดเวิร์ด มันจะช่วยกระตุ้นอะไรเธอ เธอไม่ได้รู้จักเขานอกจากว่าอยากจะไปสร้างเรื่องเสียมากกว่า” เอออันนี้ก็จริงที่เขาพูดมาก็มีเหตุผล เอ็ดเวิร์ด กับโมเน่ไม่รู้จักกันแถมโมเน่ก็ไม่เคยเจอหน้าด้วย ให้ตายสิไม่ทันคิดเรื่องนี้เลย แต่ไม่เป็นไรฉันไม่ยอมแพ้หรอกนะ “งั้นพรุ่งนี้พี่ไก่เอ๊ย พี่ไคก็พาหนูออกไปเที่ยวสิคะ” “หูเธอหนวกหรือไงฉันก็พึ่งบอกไปว่ามีประชุมตอนเช้า” “พี่ก็ยกเลิกการประชุมสิคะ” สิ้นเสียงของฉันเขาก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมโต๊ะมาหาฉันที่นั่งอยู่พร้อมกับยกมือขึ้นมาไว้ที่ระดับเดียวกันกับหน้าของฉัน ตอนแรกก็ไม่ค่อยใจว่าเขากำลังจะทำอะไรจนกระทั่งเขาดีดหน้าผากของฉันจนเกิดเสียง ป๊อก To be continuedโมเน่นิ่งไปชั่วครู่ ใจหวิวขึ้นมาแปลก ๆ กับคำพูดนั้น เธอรู้สึกอบอุ่นในอกแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยตลอดที่อยู่ในร่างนี้ เธอเดินตามไคเข้ารถอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้ความรู้สึกในใจค่อย ๆ ตกตะกอนไปตลอดทางเมื่อกลับถึงคฤหาสน์ ไคจูงมือเธอเดินขึ้นห้องด้วยสีหน้าพึงพอใจ แสงไฟในโถงบันไดสลัวรางส่องกระทบใบหน้าทั้งสองขณะเดินขึ้นไปด้วยกัน เขาต้อนเธอเข้ามุมกำแพงข้างประตูห้องนอน มือทั้งสองยันอยู่ข้างศีรษะเธอ"วันนี้ทำดีมากเลยนะ หมูเน่" เขากระซิบใกล้ใบหู น้ำเสียงต่ำทุ้มเต็มไปด้วยความพอใจ "รางวัลของเด็กดีที่ช่วยเล่นละครให้พี่วันนี้ คือการที่พี่จะดูแลเธอ...ทั้งคืน"โมเน่รู้สึกใจเต้นรัวจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง ริมฝีปากอ้าจะเถียงกลับแต่ไม่มีคำไหนหลุดออกมาได้เลยสักคำ มีเพียงแสงไฟในห้องที่ค่อย ๆ ถูกปิดลงพร้อมกับประตูที่ปิดสนิทตามหลัง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันของค่ำคืนที่รอคอยอยู่เบื้องหลังประตูบานนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น โมเน่ตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเพลีย ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เธอเหลือบมองไคที่ยังหลับสนิทอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าคมเข้มที่ยามหลับดูอ่อนโยนกว่ายามตื่นมากนัก เธอเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวก่อนจะร
"หนูจะต้องใส่ชุดนี้จริง ๆ เหรอคะ" โมเน่บ่นพึมพำขณะยืนหน้ากระจกบานใหญ่ มองชุดเดรสสีชมพูอ่อนที่คนใช้ช่วยกันแต่งตัวให้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมถูกจัดทรงสวยหรู หน้าตาแต่งแต้มให้ดูอ่อนหวานผิดจากที่เธอคุ้นชิน กระโปรงบานเบาสะบัดตามจังหวะที่เธอขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจ"สวยแล้ว เธอต้องไปกินข้าวที่บ้านพ่อแม่ฉันวันนี้" ไคยืนพิงกรอบประตูมองเธออย่างพอใจ สายตาส่องประกายชื่นชมจนโมเน่ต้องหันหนีเพราะเขินจนหน้าร้อนวูบ"ทำไมต้องแต่งขนาดนี้ด้วยล่ะคะ กินข้าวแค่มื้อเดียวเอง" เธอเอ่ยพลางดึงชายกระโปรงเบา ๆ ด้วยความอึดอัด ไม่คุ้นเคยกับชุดที่หรูหราขนาดนี้เลยสักนิด"เพราะเธอเป็นคู่หมั้นของฉันไง" เขาตอบง่าย ๆ พร้อมยื่นมือมาให้เธอจับ นิ้วเรียวของเธอวางลงบนฝ่ามือกว้างของเขาอย่างไม่มีทางเลือกระหว่างทางไปคฤหาสน์วรโชติใหญ่ โมเน่นั่งนิ่งอยู่ในรถ มองวิวข้างทางที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ใจคิดถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญข้างหน้า เธอไม่รู้เลยว่าวันนี้จะมีอะไรรอเธออยู่บ้างทว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องอาหารของคฤหาสน์วรโชติใหญ่ สิ่งแรกที่โมเน่เห็นทำเอาใบหน้าเธอเปลี่ยนสีทันที เพราะมีอริณนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ในชุดทำงานเรียบร้อยเหมือนเช
ไคหัวเราะเบา ๆ ในลำคอก่อนจะถอยออกไปอย่างใจเย็น "รู้ตัวแล้วสินะว่าใครจะแพ้เกมนี้ก่อนกัน" เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องทำงานไปต่อประชุมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งเสียงหัวเราะแผ่วเบาไว้ข้างหลังโมเน่ยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าห้อง มือกำผ้าเช็ดตัวแน่น หน้าแดงจนร้อนวูบไปทั้งใบหน้า เธอรีบเดินหนีขึ้นห้องด้วยฝีเท้าเร็วผิดปกติ ปิดประตูดังปัง แล้วทรุดตัวลงนั่งพิงประตูอยู่อย่างนั้น หัวใจยังคงเต้นแรงไม่หยุด'ไอ้บ้าเอ๊ย มันไม่กลัวสายตาคนในที่ประชุมเลยเหรอ!' เธอคิดในใจพลางเอามือทั้งสองปิดหน้าที่ยังคงร้อนผ่าวอยู่คืนต่อมา เธอลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้แอบย่องเข้าไปในห้องทำงานตอนไคกำลังตรวจเอกสารสำคัญ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าเขาที่กำลังจดจ่ออยู่กับกองเอกสารสูงเป็นตั้ง เธอนั่งลงตักเขาแบบไม่ขออนุญาต แขนโอบรอบคอ ทำหน้าเหมือนแมวเหมียวขอความรัก"พี่ไก่คะ เบื่องานแล้ว มาเล่นกับหนูดีกว่า" เธอกระซิบข้างหูพลางเป่าลมหายใจเบา ๆ ตามสูตรในนิยายที่เคยอ่านมา มือเรียวเล่นอยู่ที่ปกเสื้อของเขาอย่างเป็นธรรมชาติไควางปากกาลงอย่างสงบ มือหนึ่งโอบเอวเธอไว้แน่น อีกมือลูบผมที่ยังหอมกลิ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านลูกไม้เข้ามาตกกระทบใบหน้า โมเน่ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่หนักอึ้งกว่านั้นคือความรู้สึกผิดที่ก่อตัวอยู่เต็มอกเธอนอนขดตัวอยู่บนเตียงนุ่ม มองเพดานห้องนอนที่คุ้นตาไปหมดแล้ว ภาพเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวทีละฉากราวกับหนังที่เล่นซ้ำไม่มีวันจบ สายฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาทางระเบียง เสียงฟ้าร้องคำรามอยู่ไกล ๆ อ้อมแขนที่รัดแน่นจนหนีไม่หลุด และริมฝีปากร้อนผ่าวที่กดทับลงมาอย่างไม่ยอมปล่อยเธอเอามือทั้งสองข้างทาบหน้าตัวเองแล้วกรี๊ดลั่นอยู่ในใจ กลิ้งตัวไปมาบนที่นอนจนผ้าห่มพันกันยุ่งเหยิง'ไม่นะ ไม่ ๆๆๆ นี่มันไม่ใช่แผนที่วางไว้เลยสักนิด!'โมเน่พยายามนึกทบทวนเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาปลอบใจตัวเอง เธอเคยเรียนมาว่าตอนหวาดกลัวใกล้ตายหรือตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาปริมาณมาก และสารตัวนี้เองที่มักทำให้สมองสับสนระหว่างความกลัวกับความตื่นเต้นทางอารมณ์อื่น ๆ ใช่แล้ว มันคือ "อุบัติเหตุ" ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับใจเธอสักนิดเดียวเธอพยักหน้ากับตัวเองอย่างมั่นใจในทฤษฎีที่คิดขึ้นมาเอง ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเ
เขาคำรามต่ำก่อนจะรูดซิปลงปลดกางเกงทิ้งไป ร่างกายกำยำเปลือยเปล่าปรากฏโฉมทุกสัดส่วน ความเป็นชายขนาดยักษ์เด้งทะลักออกมาอย่างทรงพลังทั้งยาวใหญ่และหนา เส้นเลือดปูดโปนตามความยาว ส่วนปลายบานแดงฉ่ำมันวาวเยิ้ม โมเน่เหมือนถูกกระชากสติกลับมาดวงตาเธอเบิกกว้างอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตสั่นระริกจับจ้องความยิ่งใหญ่ตรงหน้าในหัวประมวลผลวุ่นวายจนเผลอคิดพิเรนทร์ ‘คนเขียนนิยายเรื่องนี้ใส่เลขผิดหรือเปล่าเนี่ย?! ใหญ่ขนาดนี้ฉันได้ตายคาเตียงแน่ๆ’ร่างเล็กพยายามถดตัวหนีจนแผ่นหลังชนหัวเตียง แต่ไคกลับคว้าข้อเท้าเธอไว้แล้วลากกลับมาอยู่ใต้ร่างอย่างง่ายดาย เขาโน้มตัวลงมาทับจนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุและขนาดอันน่าเกรงขามที่บดเบียดอยู่ตรงหน้าขา"เป็นอะไร..." ไคหัวเราะทุ้มในลำคอ เมื่อเห็นท่าทีช็อกสุดขีดของสาวน้อยใต้ร่าง เขาขยับกายเข้าไปใกล้จนส่วนหัวที่ฉ่ำวาวเฉียดกรายร่องนุ่มที่เปียกชุ่ม"พี่ไก่ ไม่เอา! มันใหญ่ไป ฉันไม่ไหวหรอก!""ทำไมจะไม่ไหว ยังไม่ได้ลองเลย" ไคกระซิบข้างหู เสียงทุ้มแหบพร่าเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม "ปากเธอยังด่าฉันแซ่บขนาดนั้น มาดูสิ้ว่าปากล่างจะแซ่บขนาดไหน""ไอ้คนลามก! ปล่อยนะ!""หึ ด่าสิ ด่าอี
"ไม่! ปล่อยฉันนะ!" โมเน่แผดเสียงพลางปัดป้องพัลวัน เธอพยายามจะรวบสาบเสื้อเข้าหากันและปัดมือใหญ่ของเขาออกไป แต่พละกำลังของตัวเองกลับน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับเขา ไคใช้มือเพียงข้างเดียวรวบข้อมือทั้งสองของเธอไว้แน่นแล้วกดลงกับเตียงนุ่ม"พี่ไก่! ไอ้คนบ้า! ปล่อย!" โมเน่ดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าไคกลับใช้นิ้วหนาแกะกระดุมเสื้อเธอออกอย่างใจเย็นและยั่วเย้าเม็ดแรกหลุดออก เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่ขึ้นสีระเรื่อ เม็ดที่สองและสามตามมาติดๆ แม้โมเน่จะบิดกายหนีและพยายามจะหุบไหล่เพื่อปกปิดเพียงใด ไคก็จัดการกระชากอาภรณ์ที่เปียกชื้นนั้นให้พ้นทางจนทรงเสน่ห์อวบอิ่มเด้งออกมาสู้สายตาอย่างโจ่งแจ้งไคกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเขาแผดเผาจนโมเน่รู้สึกร้อนไปทั้งตัว เขาโน้มหน้าลงประทับจูบบนรอยแดงเก่าที่เขาเคยฝากไว้ ลิ้นร้อนชื้นวนเวียนปลุกเร้าจนร่างบางสะท้านเฮือก ความพยศในตอนแรกเริ่มมลายกลายเป็นความซ่านสยิว"สวยชิบ ถ้ามีของดีก็น่าจะเอามาอวดกันแต่แรกสิ"“หยุดเถอะ ขอร้อง” โมเน่กัดริมฝีปากมองไคที่จัดการสลัดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายทิ้งไป ไคหยุดชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างบางที่สั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างอย่างห







