LOGINเมื่อความแค้นในใจคุกรุ่นยากเกินจะดับลง จวิ้นอ๋องหนานจิงชวนจึงเดินกลับไปที่ห้องคลอดอีกครั้ง ในมือของเขาถือดาบคู่ใจติดไปด้วย
ระหว่างทางเดินไปห้องคลอดได้พบกับพระชายารองเจียงซูหลิง สตรีผู้คิดถึงสวามีทุกค่ำคืน จึงเข้าไปขวางทางเพื่อการบางอย่าง
“ท่านอ๋องจะเสด็จไปที่ใดเพคะ”
“ไม่ใช่ธุระของเจ้า แล้วเหตุใดจึงออกมาเดินดึก ๆ ดื่น ๆ ขวางทางข้าเช่นนี้”
เนื่องจากอารมณ์ไม่ปกติจึงตะคอกสตรีในดวงใจเสียงดังลั่นทางเดิน
คนฟังตกใจแทบสิ้นสติจนถ้วยน้ำแกงในมือหล่นตกแตก น้ำแกงร้อน ๆ สาดกระเซ็นเต็มทางเดิน
กายบางสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว เพราะเป็นครั้งแรกที่สวามีใช้น้ำเสียงเช่นนี้กับนาง
“ขออภัยที่ทำให้พระองค์ไม่พอใจเพคะ หม่อมฉันรู้ข่าวพี่หญิงคลอดบุตรเลยนึกเป็นห่วง”
เจียงซูหลิงก้มหน้าลงต่ำตอบกลับเสียงเบา ดวงตาสองข้างแดงก่ำเพราะน้ำตาของนางใกล้จะไหลออกมาเต็มที ทั้งหวาดกลัวและเสียใจที่สวามีตะคอกเสียงใส่
“ข้าขอโทษ ที่เอาความโกรธมาลงที่เจ้า”
เมื่อเห็นน้ำตาพระชายาแสนรัก บุรุษผู้โกรธแค้นจึงสงบสติอารมณ์ลงทันที
“ไม่เป็นไรเลยเพคะ ฮึก ฮึก”
คนถูกดุตอบรับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สองมือไขว่คว้าอ้อมกอดจากคนรัก ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นในความมืดมิด
“กลับตำหนักกันเถิดคืนนี้ข้าจะปล่อยพวกมันไปก่อน”
สองแขนแข็งแรงโอบประคองพระชายารองกลับตำหนัก และคืนนั้นเขาก็ไม่กลับไปที่ตำหนักใหญ่อีกเลย
ทว่าในใจยังคิดเรื่องการลงโทษสองแม่ลูก ให้สาสมกับความผิดครั้งยิ่งใหญ่
โทษฐานหลอกลวงและหมิ่นเกียรติ ของจวิ้นอ๋องแห่งแคว้นถิงโจว
เช้าตรู่ของวันใหม่มาเยือน ชิงอีต้องปะทะคารมกับนางกำนัลของพระชายารอง เพราะคนเหล่านั้นถือวิสาสะเข้ามาในตำหนักใหญ่โดยไม่ได้รับอนุญาต
“พวกเจ้าเข้ามาในตำหนักได้อย่างไร ผู้ใดอนุญาตให้พวกเจ้าเข้ามาโดยพลการ”
แขนสองข้างของชิงอี โอบกอดคุณชายน้อยแรกเกิดด้วยความหวงแหนสุดชีวิต
สายตาดุดันคอยสอดส่องห้ามปราม ไม่ให้ผู้บุกรุกทำอันตรายองค์หญิงที่ยังคงนอนหลับ เพราะอ่อนเพลียจากการเสียเลือดมาก
“มาย้ายตัวนักโทษไปคุมขังในคุกใต้ดิน และขับไล่เด็กไม่มีบิดาออกไปให้พ้นตำหนัก เหตุใดพวกข้าต้องขออนุญาตผู้ใดด้วย”
นางกำนัลข้างกายพระชายารองเจียงซูหลิง รับหน้าที่สำคัญจากเจ้าของตำหนักให้มาสะสางแทนตามคำแนะนำของสตรีที่เขารัก
การที่จวิ้นอ๋องให้พวกนางมาจัดการคนทำผิดกฎ ย่อมถือว่าเมตตามากกว่าให้บุรุษมาแตะต้องผิวกายสตรี
“ผู้ใดเป็นนักโทษ เด็กไม่มีบิดาหมายความว่าอย่างไร!” ชิงอีโต้แย้งกลับทันที
“องค์หญิงปลายแถวเจ้านายของเจ้าอย่างไรเล่า นางกล้าสวมหมวกเขียวให้สวามี เด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรของท่านอ๋อง!”
“ไม่จริง พวกเจ้าปรักปรำพระชายา”
“จริงหรือไม่รอให้ท่านอ๋องมายืนยันด้วยตัวเองเถิด แต่ยามนี้พวกข้าต้องทำตามรับสั่งอย่างเร่งด่วน”
ผู้มาแจ้งเรื่องเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ถึงแม้จะนึกเวทนาอยู่บ้างแต่พวกนางต้องทำตามคำสั่ง บทลงโทษในครั้งนี้ไม่มีผู้ใดถูกเอาชีวิตนับว่าได้รับความเมตตามากแล้ว
“คำสั่งอะไรกัน”
ชิงอีหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินข้อกล่าวหาหนัก หากไม่มีมูลความจริงจวิ้นอ๋องคงไม่สั่งการเช่นนี้ และไม่เชื่อเด็ดขาดว่าองค์หญิงจะทำเรื่องเสื่อมเกียรติ!
“พาพระชายาไป๋ไปคุมขังที่คุกใต้ดิน ส่วนเจ้ากับเด็กคนนี้ให้ขับไล่ไปอยู่ท้ายตำหนัก งดเบี้ยหวัดทุกอย่างและห้ามผู้ใดส่งข้าวส่งน้ำเด็ดขาด หากเจ้ามีทรัพย์สินของตนเองติดตัวมาด้วย จวิ้นอ๋องอนุญาตให้นำออกมาใช้ประทังชีวิตได้”
“คุมขัง! ไม่ได้นะพระชายาพึ่งคลอดบุตร ยามนี้นางเสียเลือดมากหากไม่รักษาให้ดีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต”
ชิงอีพยายามยื้อให้องค์หญิงพักฟื้นต่อสักหน่อย ทว่าไม่เป็นผลนางกำนัลทั้งสี่คนตรงเข้าจัดการคนนอนหมดสติ โดยไร้ซึ่งความปรานี
“แล้วอย่างไร ถูกคุมขังในคุกใต้ดินไม่ช้าก็จากไปเช่นกัน”
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วเฉียบขาด ทั้ง ๆ ที่ผู้ถูกกล่าวหายังคงนอนหลับไม่ได้สติ
ไป๋ซือเย่วถูกนางกำนัลของพระชายารอง มัดข้อมือข้อเท้าแล้วช่วยกันแบกร่างพาตัวไปคุมขังทั้งอย่างนั้น
ชิงอีไร้ซึ่งหนทางช่วยเหลือองค์หญิงแสนรัก ด้วยเป็นเพียงสตรีรูปร่างบอบบางไร้กำลังต่อสู้ อีกทั้งในอ้อมแขนยังมีเด็กทารกแรกเกิดให้ปกป้อง
สองขารีบก้าวเดินให้เร็วมุ่งหน้ากลับเรือนนอนขององค์หญิง เพื่อค้นหาทรัพย์สินที่ผู้เป็นนายนำติดตัวมาจากแคว้นหวงหลิง
นับจากวันนี้นางต้องดูแลเด็กชายไม่ให้อดอยาก จะมัวรีรอและเสียใจไม่ได้เด็ดขาด
“องค์หญิงห้ามีทรัพย์สินเท่านี้เองหรือ”
นางกำนัลผู้ซื่อสัตย์ตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อทรัพย์สินในหีบใบเล็กที่องค์หญิงหอบหิ้วมาด้วย มีน้อยยิ่งกว่าเครื่องประดับบนศีรษะของพระชายารอง
“ข้ากับคุณชายจะมีชีวิตรอดไปอีกกี่ปี”
ชิงอีกำปิ่นปักผมสองชิ้นจนแน่น ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตนางต้องหาตำลึงมาเลี้ยงดูคุณชายให้เติบใหญ่
ส่วนองค์หญิงห้าผู้น่าสงสารคงสุดแล้วแต่ชะตากรรม หากเลือกได้นางก็อยากช่วยเหลือทั้งสองคนให้รอดชีวิต ทว่ายามนี้เลือกไม่ได้!
แค่เห็นทรัพย์สินที่ฮองเฮาอนุญาตให้องค์หญิงห้าพกพาติดกาย ก็รู้แน่ชัดแล้วว่าคนพวกนั้น ไม่ได้ใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของคนเสียสละเลย
ใช้ประโยชน์จากธิดาปลายแถวเสร็จสิ้น ก็ปล่อยให้เผชิญชะตากรรมด้วยตนเอง ช่างใจจืดใจดำยิ่งนัก!
ชิงอีรู้มาตลอดว่าองค์หญิงแอบออกไปพบปะผู้ใด จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ แต่นางไม่ได้อยู่ในสถานะที่สามารถบอกกล่าวผู้ใดได้
เพราะมีห่วงใหญ่คือชีวิตน้อย ๆ ที่พึ่งถือกำเนิด เลยต้องรักษาชีวิตของตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยเช่นกัน
“สินสอดทั้งหมดพวกนั้นเก็บไปทุกอย่างเลยหรือ เหตุใดองค์หญิงจึงยอมขนาดนี้”
ชิงอีได้แต่บ่นไปตามสายลมเพื่อระบายความคับแค้นใจ หลังจากนั้นจึงรีบไปทำความสะอาดเรือนเล็กท้ายตำหนัก ในใจยังคงคาดหวังให้เมฆหมอกคลี่คลายเบาบางลงในสักวัน
ยามนี้คุกใต้ดินของตำหนักจวิ้นอ๋อง ได้เปิดกว้างรอรับพระชายาเอกผู้ถูกตราหน้าว่าทรยศสวามี
ถึงแม้สภาพโดยรวมของบริเวณคุมขัง ไม่ได้สกปรกโสโครกเลยแม้แต่น้อย แต่เรียกได้ว่าลำบากยิ่งกว่าที่พักของคนเลี้ยงม้าเสียอีก
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่







