Share

บิดเบือนเรื่องราว

last update Terakhir Diperbarui: 2026-02-01 10:55:31

“หนาว ชิงอีข้าหนาว”

เสียงละเมอแผ่วเบาของคนพึ่งคลอด เพราะไข้ขึ้นสูงร่างกายจึงหนาวสั่น

ถึงแม้จะมีผ้าห่มผืนหนาคลุมกาย ก็ไม่สามารถบรรเทาอาการหนาวสั่นได้ นางต้องการน้ำอุ่นและเปลวไฟช่วยอบอุ่นร่างกายให้เข้าที่เข้าทาง

“ชิงอี…”

ไป๋ซือเย่วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองบรรยากาศโดยรอบด้วยความแปลกใจ

ส่งเสียงเรียกอยู่หลายครั้งนางกำนัลข้างกายยังไม่มาพบเสียทีจึงฝืนลืมตาขึ้นมองดูรอบ ๆ  ทว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับแตกต่างจากตำหนักใหญ่โดยสิ้นเชิง

“ที่นี่ที่ไหน เหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่”

น้ำเสียงอ่อนแรงเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด  มองไปทางไหนก็ไม่มีใครให้สอบถามสักคน

ผ่านไปชั่วครู่จึงได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้มาเยือน ร่างกายซึ่งเหนื่อยล้ามากพยายามลุกขึ้นยืน เพื่อสอบถามเรื่องราวที่ตนกำลังเผชิญอยู่

“พวกท่านเป็นใคร แล้วข้าอยู่ที่ไหนกันแน่”

“คุกใต้ดิน!”

จวิ้นอ๋องหนานจิงชวนเดินเข้ามาได้ยินประโยคคำถามพอดี จึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงห้วนปนตะคอก

“ท่านอ๋องเพคะ เหตุใดหม่อมฉันจึงมาอยู่ที่นี่ แล้วลูกของเราอยู่ที่ใด”

คนอ่อนแรงพยายามรวบรวมกำลัง แล้วเอ่ยถามในเรื่องที่นึกเป็นห่วงมากที่สุด

“ลูกของเราเช่นนั้นหรือไป๋ซือเย่ว จนป่านนี้เจ้ายังกล้ากล่าวเท็จ ข้าตรวจสอบแล้วเด็กไม่ใช่ลูกของข้า!”

“ไม่จริงเพคะ บุตรชายของข้าเป็นบุตรของท่านอ๋องด้วยเช่นกัน!”

คนถูกใส่ร้ายโต้แย้งกลับทันที นางไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับบุรุษอื่นเลยสักครั้ง จะให้เป็นบุตรของผู้อื่นได้อย่างไร

“ข้าเชื่อผลการตรวจสอบมากกว่าคำลวงของสตรี และบทลงโทษคือขังเจ้าไว้ในคุกใต้ดินจนกว่าจะตายจากไป”

น้ำเสียงเฉยชาของสวามี บาดลึกลงไปในหัวใจอ่อนล้าของคนฟัง ขังมารดาไว้ในคุกใต้ดินแล้วเด็กแรกเกิดจะดื่มน้ำนมจากผู้ใด!

“แล้วลูก…”

“หยุดกล่าวว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของข้า หากยังอยากมีชีวิตยาวนานกว่านี้”

เขาไม่สังหารนางตั้งแต่วันแรกที่รู้ความจริง ก็นับว่าเมตตายิ่งกว่าบุรุษใดในใต้หล้า เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ยังกล้ากล่าวเท็จไปเรื่อย โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนฟังอีกหรือ!

“ฮึก ฮึก ลูกของหม่อมฉันอยู่ที่ใด”

น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยถามด้วยความเสียใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ คนไม่รักพูดความจริงอย่างไรก็ไร้ประโยชน์

ยามนี้ห่วงใหญ่ที่นางเหลืออยู่คือบุตรชายตัวน้อยเพียงคนเดียวเท่านั้น ในใจคาดหวังให้บุตรชายอยู่กับชิงอี อย่างน้อย ๆ ยังมั่นใจว่าเด็กน้อยมีคนดูแล

“อยู่ในความดูแลของนางกำนัลที่ตามมากับเจ้า ข้าขับไล่ให้สองคนนั้นไปอยู่ท้ายตำหนัก แต่ไม่ต้องห่วงข้าไม่ใช่คนใจร้ายใจดำ ถึงแม้จะงดเบี้ยหวัดนางกำนัลผู้นั้นทุกอย่าง แต่ทรัพย์สินของเจ้าข้าอนุญาตให้สองคนนั้นนำไปใช้เลี้ยงชีพได้”

“ท่านอ๋องหม่อมฉันไม่…”

คนอ่อนแรงพยายามกล่าวอธิบายความจริงบางอย่าง ทว่าอาการป่วยไข้ทำให้นางเวียนศีรษะอย่างรุนแรง

การมองเห็นพร่าเบลอเลือนลางลงทุกที จากที่ยืนพูดคุยกับผู้มาเยือน ทว่ายามนี้ร่างกายกำลังโอนเอนเตรียมล้มลงกับพื้น

“ไป๋ซือเย่ว!”

จวิ้นอ๋องรีบเอื้อมมือผ่านกรงไม้สำหรับคุมขังนักโทษ เพื่อช่วยประคองร่างอ่อนปวกเปียกไม่ให้ศีรษะกระทบพื้น

เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนทั้งโกรธทั้งเกลียดพระชายาเอก จึงเขย่าแขนบอบบางทั้งสองข้างเต็มแรง หวังปลุกให้นางตื่นขึ้นมารับฟังความรู้สึกเจ็บแค้นของเขา

“อย่ามาสำออย ลืมตาตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ถูกขังเพียงวันเดียวทำท่าเหมือนจะตายแล้วหรือ”

“…” เงียบไร้เสียงตอบรับเพราะคนป่วยหมดสติไปแล้ว

“พวกเจ้าไปหายามาให้นางกิน อย่าปล่อยให้ตายตั้งแต่วันแรก ข้ายังสะสางไม่ได้ครึ่งที่ถูกนางทรยศเลย”

“พ่ะย่ะค่ะ”

องครักษ์เจิ้งหลงเหล่ตามองเจ้านาย ที่กำลังแสดงท่าทีห่วงใยพระชายาเอกโดยไม่รู้ตัว ทว่าคำพูดยังคงดุร้ายไม่เปลี่ยนแปลง

นับจากวันนั้นไป๋ซือเย่วก็ไม่มีโอกาสพบเจอจวิ้นอ๋องอีกเลย นางเฝ้ารอคอยการกลับมาของเขาวันแล้ววันเล่า แต่ไม่เห็นแม้แต่เงามีเพียงความเงียบงันอันหนาวเหน็บเข้าเกาะกุมหัวใจ

เมื่ออดทนรอไม่ไหวจึงสอบถามจากทหารยามทุก ๆ เช้า แต่ได้รับเพียงคำตอบเดิม ๆ คือเขาอยู่กับเจียงซูหลิงพระชายารองผู้เป็นที่รัก

“ฮึก ฮึก พระองค์ต้องการให้หม่อมฉันตายในคุกจริงหรือ คนไร้ค่าย่อมถูกผลักออกห่างให้พ้นทางใช่หรือไม่เพคะ”

คนถูกขังในที่มืดรู้สึกหวาดกลัวและเป็นกังวลสารพัด สุดท้ายนางได้แต่กอดเข่านั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพัง

นานวันเข้าจึงยอมรับชะตากรรมซึ่งถูกผู้อื่นกำหนดมาโดยตลอด

วันเวลาผ่านไปอีกเจ็ดวันอาการป่วยไข้จึงเริ่มทุเลา ไป๋ซือเย่วร้องขอน้ำหมึกและกระดาษราคาถูก จากทหารยามผู้รับหน้าที่ส่งอาหารในยามเช้าของทุกวัน

ความจริงแสนเลวร้ายเรื่องทรัพย์สินติดกาย ต้องรีบแจ้งให้จวิ้นอ๋องรับรู้ ไม่อย่างนั้นชิงอีกับบุตรชายตัวน้อย คงใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเป็นแน่

“ข้ารบกวนฝากจดหมายฉบับนี้ ไปถึงมือจวิ้นอ๋องได้หรือไม่”

เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่าเรื่องราวต่อจากนี้คือชะตากรรมของนางกับบุตรชาย ไป๋ซือเย่วจึงดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อคนที่ยังรอดพ้นโทษจองจำ

ส่วนชีวิตของนางคงได้แต่ยินยอมน้อมรับคำตัดสินของผู้อื่น ขนาดย้ายมาอยู่ต่างแคว้นยังมิวายน้อมรับคำสั่งจากคนในครอบครัว

‘อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์’

คำ ๆ นี้ผุดขึ้นมาในความคิดอยู่ทุกคืนวัน หากรู้ล่วงหน้าว่าเรื่องราวจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ คงหายาห้ามครรภ์มาดื่มหลังคืนเข้าหอทันที คงไม่ปล่อยให้บุตรชายเกิดมาอาภัพไร้ชะตา

“เอ่อ พระชายาคือว่า…”

ทหารยามรู้สึกเป็นกังวลด้วยเกรงว่าเขาจะมีความผิด เรื่องจัดหากระดาษกับน้ำหมึกให้นักโทษ

“ข้าขอร้อง นับจากนี้ข้าจะไม่ร้องขอสิ่งใดอีก”

สองขาคุกเข่าลงกับพื้น แล้วกล่าวอ้อนวอนเป็นครั้งสุดท้าย

“ได้ขอรับ พระชายาลุกขึ้นเถิดหากจวิ้นอ๋องมาเห็น ข้าน้อยคงถูกลงโทษ”

จวิ้นอ๋องมักจะเดินมาสอบถามความเป็นอยู่ของคนในคุกใต้ดินอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ยอมเข้าไปเยี่ยมในที่คุมขัง ทหารยามจึงปฏิบัติต่อพระชายาเอกเป็นอย่างดี

“ขอบคุณมากท่านไม่ต้องกังวลใจหรอก ต่อให้ข้าตายอยู่ตรงนี้ท่านอ๋องก็ไม่เอาผิดผู้ใด”

น้ำเสียงราบเรียบไม่รู้ร้อนรู้หนาวเอ่ยขึ้น เพราะหัวใจของคนพูดปิดตายสนิท ไม่มีอีกแล้วสตรีที่เห็นความรักเป็นดั่งความหวังในชีวิต 

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสตรีในคุกมืด ก็นั่งกอดเข่าหลบมุมอยู่ในความเงียบสงบ ไม่ซักถามไม่พูดคุยและไม่รอคอยผู้ใดอีก จึงไม่มีโอกาสรู้เลยว่าเนื้อความในจดหมาย ถูกใครบางคนบิดเบือนความจริงไปจนสิ้น

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • จอมยุทธ์หญิงเกิดใหม่เป็นพระชายาแสนรันทด   เรียกว่าความสุข (ตอนจบ)

    หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม

  • จอมยุทธ์หญิงเกิดใหม่เป็นพระชายาแสนรันทด   ต่างก็ไม่ยอมกัน

    “ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช

  • จอมยุทธ์หญิงเกิดใหม่เป็นพระชายาแสนรันทด   ไม่ใช่ที่เล่นสนุก

    “ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ

  • จอมยุทธ์หญิงเกิดใหม่เป็นพระชายาแสนรันทด   เอาคืน

    ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข

  • จอมยุทธ์หญิงเกิดใหม่เป็นพระชายาแสนรันทด   รวมญาติโดยแท้จริง

    “เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่

  • จอมยุทธ์หญิงเกิดใหม่เป็นพระชายาแสนรันทด   ชุมนุมญาติ?

    “คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status